เพื่อนเดียวเสี่ยวฮัก บทที่ 6 : น้ำมันหมากกิ๊ง

เพื่อนเดียวเสี่ยวฮัก บทที่ 6 : น้ำมันหมากกิ๊ง

โดย : มาลา คำจันทร์

เพื่อนเดียวเสี่ยวฮัก กับเรื่องราวของตำนาน ความเชื่อ และความรัก…มิตรภาพอันบริสุทธิ์ของเพื่อนรัก กับความรักที่มีต่อหญิงสาวคนเดียวกัน ความรักนั้นจะสะบั้นสายสัมพันธ์ของเพื่อนลงได้หรือไม่…ผลงานจาก อ. มาลา คำจันทร์ ในรูปแบบ นิยายออนไลน์ ที่ อ่านเอาอยากให้ทุกคนได้ติดตามและ อ่านออนไลน์ ไปพร้อมๆ กัน

สมัครบัตร Citi Ready Credit

ทุกยอดการสมัครจะมีส่วนแบ่งกลับมาสนับสนุนเว็บไซต์อ่านเอาของพวกเรา 🙂

……………………………………………………………….

-6-

 

ผางมันวางอยู่ต่อหน้า ทำมาจากก้นมะละกอดิบลูกเล็ก เป็นเครื่องจุดให้แสงคล้ายกับผางประทีป ต่างแต่ผางประทีปจะใช้ดินเหนียวมาปั้นเป็นรูปถ้วยเล็กๆ แล้วเผาให้สุก แต่ผางมันทำมาจากลูกมะละกอ ตัดเฉือนเอาเฉพาะส่วนโคน เติมน้ำมันลงไป แล้วเอาไส้ฟั่นจากเส้นด้ายตีเกลียวแยกเป็นสามขาเรียกว่าตีนกาวางลง พอไส้ดูดน้ำมันขึ้นมาก็จุดไฟเอาแสง ไม่ค่อยสว่างนักหากเทียบกับตะเกียงลานที่บ้าน หากเอาไปเปรียบเทียบกับหลอดไฟฟ้าที่หอพักในตัวเมือง ก็เหมือนอยู่คนละยุค อยู่คนละโลกเลย  

คิดถึงคุณพ่อนิโคลาส อันที่จริงท่านเป็นคนใจดี เพียงแต่ดุดันเด็ดขาดเกินไปบ้าง นักเรียนทั้งหลาย ไม่ว่าอยู่ในหอพักหรืออยู่นอกหอพัก ต่างทั้งรักและทั้งกลัวท่านทั้งนั้น

“อ่อมนกยางลำก่อ? องอาจ” พ่อหลวงถาม “แบบบ้านห้วยบ้านป่านะเอ็ง บ่เหมือนในเมือง”

“ลำก่า พ่อหลวง ลำ ลำแท้ๆ”

“นกยางตาไว ยากยิ่งจะยิงได้ เสี่ยวเอ็งเก่งแท้ ยิงได้ถึงสองตัว”

“มันยิงตอนนกบินด้วยซ้ำ พ่อหลวง พ่อข้าว่าไอ้ผู้นี้เกิดมาสืบตีนสืบมือพ่อมัน พ่อถึงวางใจ เข้าป่ากับมัน พ่อไม่เคยห้าม แต่แม่บ่สู้”

ค่ำคืนที่สอง ชายต่างวัยสี่คนยังกินข้าวกินเหล้ากันอยู่ที่ชานเรือนด้านหลังที่เดิม มื้อค่ำวันนี้น้อยอ้ายไม่มาร่วมกิน พ่อเฒ่าแก้วแม้แก่แล้วอายุหกสิบเศษแต่ยังแข็งแรงกินเหล้าได้อยู่ แม่เฒ่าหล้าไม่ได้ขึ้นเรือนมาร่วม ส่วนเมียพ่อหลวงกับลูกสาวก็ไม่เข้าร่วมวง คอยดูแลอยู่ห่างๆ  องอาจมองไปทางนั้นบ่อย พ่อหลวงก็เห็น แกเพียงยิ้มๆ ไม่ได้ว่ากล่าวอะไร

“จะเข้าดงหลวงกันจริงๆ หรือ องอาจ”

“ก็อยากไปแอ่ว ไปดูรู้เห็นเท่านั้นพ่อหลวง”หนุ่มโก้หันหน้ามาหาผู้ถาม “บ่ได้คาดได้หวังว่าจะล่าเอาเนื้อเอาหนังอันใด ใจข้าแล้วอยากยิงเสือสักตัว ไม่ได้ยิงก็แล้วไป บ่เป็นหยัง”

“ดงหลวงทางฝั่งบ้านเราเสือหมีหายาก แต่ข้ามฟากไปทางฝั่งพม่ายังชุมอยู่ แต่อย่าข้ามไปเลย อันตราย เขายังสู้รบกันอยู่ ดีบ่ดีพม่าจับ หรือกะเหรี่ยงจับไปมันจะยุ่ง ดีบ่ดีอาจโดนฆ่าตายง่ายๆ ไผบ่ฮู้บ่หัน”

“พ่อข้าเอง…” คนผอมบาง เค้าหน้าออกสวยมากกว่าหล่อจิบเหล้าเล็กน้อย “อาจโดนพม่าจับหรือกะเหรี่ยงจับไป แต่ตาข้าว่ายังบ่ตาย ยังมีชีวิต ขันครูพ่อข้า ตาไม่ยอมให้ใครม้าง ตาว่าคนอยู่ ขันครูอยู่ คุณแห่งครูก็ยังอยู่ จะคุ้มครองรักษาลูกเมีย”

“พ่อเอ็งมีธนูมือหรือไม่”

“บ่แน่ใจ บ่น่าจะมี ข้าไม่เคยได้ยินพ่อพูดถึง ตาเองก็ไม่พูดถึง แต่ปู่ขององอาจมี ตาข้ากับปู่มันน่าจะเกิดใกล้เคียงกันแต่ก็บ่ได้ฮู้จักคบหากัน ยังมีอีกคนพ่อหลวง ชื่อว่าพ่อหนานมอย เล่าลือกันว่าแก้ตู้แก้คุณไสย แต่ก็เสี้ยงอายุไปเมินนานแล้ว พ่อหลวงเคยได้ยินชื่อหรือไม่”

“บ่แน่ใจยางฮอมมันบ้านป่าเมืองดงไกลผู้ไกลเพื่อน รู้จักดีก็แต่ละแวกใกล้เคียงเท่านั้น องอาจ ได้สืบวิชาธนูมือปู่เอ็งมาหรือไม่”

“บ่ได้สืบ ปู่บ่หื้อสืบ ปู่ว่าข้าสะหลิดบ่ดี”

หัวเราะหึๆ ยกเหล้าจิบ จิบแต่น้อยไม่ให้เมาเร็ว สะหลิดบ่ดีหมายถึงความประพฤติไม่ดี ปรายตามองไปยังสาวน้อยมีลักยิ้มชวนมอง แต่เธอไม่มองมาเลย

“ที่พ่อหลวงได้ยินมา” เจ้าบ้านกระแอมคล้ายบอกกล่าวว่ารู้เท่าทันสายตาของแขกหนุ่ม “ มีคนผู้หนึ่งอยู่บ้านยางฮอมเป็นผู้ทรงวิชาธนูมือกล้าแก่ ไม้ไผ่สีสุกทั้งลำ คนผู้นั้นเพ่งเล็งแล้วตบมือ ไม่ไผ่สีสุกแตกแล่งแต่เค้าถึงปลาย แต่สุดท้าย กลายเป็นโพรงดิบ”

“มันเป็นอย่างใด” หนุ่มหน่ายห้องเรียนสอดปากถามทันที “พรายดง โพรงดิบ”

“พรายดงคือพรายจำพวกหนึ่ง อยู่ในป่าในดง” พ่อเฒ่าแก้วสบโอกาสได้ปากได้จาเพราะว่าเนื้อนกยางอ่อมยังคาปากลูกเขยอยู่ “ส่วนโพรงดิบก็คือกลายเป็นผีโพรง ทั้งยังเป็นๆ”

ลมพัดอ่อนๆ อากาศเย็นลงแต่ยังไม่ถึงกับหนาว พ่อเฒ่าผู้เนาเนื่องในวิถีโลกเก่ามาโดยตลอดเล่าว่าชาวยางฮอมผู้ล่วงลับไปแล้วคนนั้นเล่าลือกันว่าแก่กล้าในวิชาไสย แต่บั้นปลายชีวิตเมื่อแก่เฒ่าร่วงโรยลง ไม่อาจควบคุมไสยวิทยาที่ตนทรงไว้ได้ กลับกลายเป็นว่าไสยเวทเข้าควบคุมตน  ทำให้กลายเป็นผีที่ยังไม่ตายชนิดหนึ่งเรียกว่าโพรงดิบ กลางวันเป็นคนอยู่ดีๆ แต่กลางคืนเป็นผีออกไปหากินของสดของคาว ของเน่าของเหม็น ของที่คนธรรมดาเขาไม่กิน

“มีอยู่หนหนึ่งถึงกาลที่มันจะเสี้ยงกรรม ยังมีอีนางน้อยผู้หนึ่งกำลังจะเป็นสาว เลือดระดูมันมา ตกเต็มผ้าซิ่นที่มันนุ่ง อีนางน้อยผู้นั้นเอาซิ่นชุ่มเลือดไปตากราว โพรงดิบมากิน หน้ามันเท่ากระด้ง มันแหงนหน้าอ้าปากแล้วเอาผ้าซิ่นผืนนั้นบิดเอาเลือดระดูใสปาก คนในเรือนนั้นเขารู้เขาเห็น โพรงดิบรู้ว่าคนแอบดูก็ถลึงตาเข้าใส่ อยู่ต่อมาไม่นานพ่อน้อยพ่อหนานผู้นั้นก็ตายไป เขาเล่าว่าก่อนตายทรมานนัก”  

เจ้าบ้านเขี่ยไส้ผางมันให้ตั้งตรง  มีกลิ่นหอมอ่อนๆระเหยจากไส้เทียน หอมจนแปลกใจ ไม่ใช่น้ำมันหมูแน่ๆ หรือจะเป็นน้ำมันหมี ก็ไม่น่าจะใช่

“น้ำมันอะหยังหือพ่อหลวง” ลูกคนยากเปลี่ยนเรื่อง “ที่เอาใส่ผางมัน”

“น้ำมันหมากกิ๊ง”

“ถึงว่า มันหอมเหมือน…เหมือนไม่ใช่น้ำมันหมูน้ำมันหมีอันใด”

“หือ?”ลูกคนรวยทำหน้าสงสัย “หมีก็เอามาเคี่ยวน้ำมันได้หรือ”

“ ได้” ผู้นำหมู่บ้านเป็นคนตอบ “ยกเว้นแต่หมีโพรง บ่มีไผเอามาเคี่ยว”

“หมีก็เป็นโพรงหรือ  ข้ารู้จักแต่แมวโพรง ที่มันร้องงาวๆ ยามใกล้แจ้งปวดท้องเยี่ยว”

บัวผายสาวน้อยไปปูที่หลับที่นอนให้แขกตรงโถงเรือน องอาจยิ้มให้ สีหน้าท่าทางดูชื่นมื่นรื่นรมย์จนอุ่นแสงหมั่นไส้

“ก็คล้ายกันนั่นแหละ”

พ่อของสาวน้อยมีลักยิ้มหวานหันไปบอกลูกสาวว่าปูที่นอนแล้วก็ให้เข้าห้องนอนไปเลย ไม่ต้องรอรับใช้อะไร อยากได้อะไรพ่อจะลุกไปเองแล้วก็หันมาหาลูกคนใหญ่คนโตประจำตำบลตามเดิม

“แมวโพรงคือแมวที่ดุดันกลั่นกล้าผิดปกติ” ผู้ใหญ่บ้านขยายความต่อ “ หมีโพรงก็เหมือนกัน ยังมีช้างโพรง ควายโพรง ดุร้ายกล้าแข็งนัก นานมาแล้วเอ็ง สมัยเมื่อพ่อหลวงยังเป็นละอ่อน มีหมีโพรงตัวหนึ่งอยู่ลึกเข้าไปในดงหลวง สมัยนั้นปืนผาหน้าไม้หายาก มีแต่หอกดาบกันเป็นพื้น หมีโพรงมันออกล่าหากิน  บางทีมันก็ลักเข้ามาอุ้มหมูไปต่อหน้าเจ้าของ เขากลัวกันว่าต่อไปมันอาจไม่อุ้มแค่หมู ลูกอ่อนน้อยนอนอู่มันก็อาจลักมาอุ้มไปได้ เขาเลยป่าวกันออกล่า คนชายใหญ่น้อยทั้งหลายเอาหอกดาบหน้าไม้ออกไป มีอยู่คนหนึ่งเจอมันจังหน้า มันปรี่เข้าหา คนผู้นั้นเอาหอกแทงมัน มันไม่กลัว มันไม่หนี มันดันเข้ามา หอกทะลุหลังมันก็ยังสาวด้ามหอกเข้าหา คนผู้นั้นไม่ทันละหอกก็โดนมันตบ คนก็ตาย หมีก็ตาย อันนั้นละเอ็ง หมีโพรง”

“ลูกซองข้า” ลูกพ่อกำนันลากลิ้นอ้อแอ้เหมือนจะเมาแล้ว “ส่งลูกปืนออกไป มันสาวเข้ามาบ่ได้”

ผู้ใหญ่บ้านห้วยห้อมยกเหล้าจิบอีก ว่ากล่าวเป็นการเป็นงาน

“ฟังคำพ่อหลวงว่านะ รักเอ็งห่วงเอ็ง เคารพนับถือพ่อกำนันหรอกจึงกล้าว่า อย่าดึงดื้อถือดีในปืนลูกซองวิเศษมากนัก ขนาดนายทหารญี่ปุ่นมีปืนกลยิงรัวได้เป็นร้อยนัดก็ยังตาย ดงหลวงเป็นป่าใหญ่ไพรดำล้ำลึกนัก มากมีผีสางสัตว์ร้ายสารพัด  ปืนเอ็งอาจแน่ มือเอ็งอาจแม่น แต่ปืนยิงได้เฉพาะสัตว์ แต่ในป่าไม่ได้มีแต่สัตว์อย่างเดียว ผีสางมะลางดง เจ้าป่าเจ้าเขา เจ้าที่เจ้าทางสารพัด ปืนเอ็งยิงได้หรือ”

“ไม่ได้” ลูกพ่อกำนันหน้าเจื่อนลง

“เมื่อสงครามญี่ปุ่น”พ่อเฒ่าแก้วหักเหเรื่องราว เหมือนกลัวลูกกำนันจะเสียหน้ามากไปกว่านี้ “ทหารญี่ปุ่นหมู่หนึ่งเขาผ่านบ้านเราเข้าไปทางดงหลวง เขามีปืนกล ยิงรัวได้เป็นร้อยนัด แต่นายทหารปืนกลก็ถูกงูหลวงตัวหนึ่งลากเอามันไปกิน”

“ข้าเอง…” ลูกกำนันหัวเราะเจื่อนๆ “อย่าพูดถึงหมีโพรงหมีพรายเลย หมีธรรมดาก็ยังไม่กล้ายิงด้วยซ้ำ ขอสูมาเต๊อะที่ได้ปากล้ำคำเหลือ”

 

ซื้อหนังสือที่ www.naiin.com ไม่ว่าเล่มใดก็ตาม

ทุกยอดการสั่งซื้อจะมีส่วนแบ่งกลับมาเพื่อสนับสนุนเว็บไซต์อ่านเอา

ชุมชนแห่งการอ่านของพวกเรา : )

 

น้ำมันหมากกิ๊งหอมอ่อนๆ หอมต่างไปจากน้ำมันมะพร้าว โดยทั่วไป หากเป็นผางประทีปที่จุดบูชาในคืนยี่เพ็ง จะใช้น้ำมันมะพร้าวเป็นพื้น แต่ที่ห้วยห้อมมะพร้าวคงหาได้ยากกว่าสันป่าเลียง สันป่าเลียงเป็นพื้นราบทุ่งนากว้างขวาง แต่ห้วยห้อมเป็นเขตป่าเขาพื้นที่ยกสูงขึ้นมา มะพร้าวอาจไม่ชอบขึ้น  ชาวสันป่าเลียงจึงยักเยื้องมาใช้น้ำมันจากเมล็ดหมากกิ๊ง มันเป็นพืชเถา อุ่นแสงรู้จักดีแต่องอาจไม่รู้จัก โคนเถาเท่าน่องเท่าขาก็เคยเห็นมาแล้ว มันชอบเลื้อยขึ้นต้นไม้ใหญ่แล้วทอดเถาไปตามยอดไม้ ติดดอกออกลูกก็ที่บนยอดไม้ ลูกโตๆ ขนาดฟักทองก็เคยเห็นมาแล้ว เปลือกแข็ง เนื้อหนาแต่เนื้อของมันไม่เห็นมีใครเอาไปใช้ประโยชน์ทำอะไร แต่เมล็ดของมันกลับมากมีด้วยคุณประโยชน์ กะเทาะออกมา เอาปิ้งจี่พอสุกแล้วตำน้ำพริกอร่อยมาก เอาใส่กระทะแล้วตั้งไฟ จะได้น้ำมันหมากกิ๊งใช้แทนน้ำมันหมู น้ำมันงาหรือน้ำมันมะพร้าวได้ดี

“งูหลวงตัวนั้น…” หนุ่มหน้าสวยแต่งแสงตาออกเศร้าๆ เอ่ยขึ้น “มีใครเคยพบเห็นอีกหรือไม่”

ลูกเขยมองหน้าพ่อตาคล้ายบ่ายเบี่ยงไปให้แกเป็นคนตอบ อาจถือว่าอายุน้อยกว่า รู้เห็นหรือได้ยินได้ฟังมาน้อยกว่า พ่อเฒ่าเองอ้อมแอ้มว่าไม่แน่ใจ ตัวเป็นๆ เลื้อยมาพรวดพราดอาจไม่มีใครพบ อาจมีคนพบแต่คนที่พบก็กลายเป็นเหยื่อลงท้องมันไปแล้วจึงไม่อาจกลับออกมาบอกเล่า แต่รอยงูหลวงที่เลื้อยแล้วหญ้าแหลกเป็นทางเคยมีคนพบเห็น

“ดงหลวงมีทุกอย่าง” แกสรุป “ช้างเจ็ดงา ปลาเจ็ดเงี่ยงก็อาจมีด้วยซ้ำ ปู่เจ้าดอยหลวงท่านพิทักษ์ฮักษาไว้ไม่อยากให้ใครเข้าไปยุ่ง คนบ้านเราจึงสั่งสอนสืบต่อกันมาว่าไม่จำเป็นอย่าเข้าดงหลวง อาจเอาชีวิตไปทิ้งเปล่าๆ ดายๆ “

พ่อเฒ่าวัยหกสิบเศษยกแก้วก้นดาวเทเหล้าใส่ปาก ตามด้วยเนื้อนกกระยางแล้วขอตัวลงจากเรือน พ่อหลวงสมได้โอกาสก็ขอตัวไปนอนอีกคน อุ่นแสงบอกเพื่อนว่ากูก็พอละ มึงบ่พอก็กินไปคนเดียวมึงนะแล้วแยกตัวเข้านอน เอาย่ามวางไว้เหนือหัวนอน รั้งเอาเส้นด้ายตีเกลียวสีแดงคล้ำที่ห้อยคอมาพนม ไหว้พระสวดมนต์ตามคำสอนของพ่อที่ติดตัวมาตั้งแต่เด็กๆ

แปดปีแล้วไม่ได้เห็นหน้าพ่อ แต่ยังจำหน้าพ่อได้

“สา…สาธุ ปิตุคุณํ มาตาคุณํ อหํ วันทามิ สัพพโส…”

ไหว้คุณพ่อคุณแม่ปิดท้าย ก้มกราบ ค่อยเอนหลังลงนอน เสียงร้องกว้ากๆ ดังผ่านหลังคาบ้าน เหมือนเสียงนกยางหลงทิศหลงหน แต่คิดว่าไม่น่าจะใช่เพราะขณะนี้เข้าคืนมามากแล้ว หากหลงหมู่หลงพวกมันควรร่อนลงหาที่พักหลับนอนที่ไหนสักแห่ง แต่ฟังๆ ดู รู้ว่าเป็นเสียงนกแน่นอน ร้องแหบๆ ร้องอยู่สูง เหมือนมันวกวนบินไปมา นึกคำนึงถึงนิทานก่อนนอนในวัยเด็ก พ่อเล่าเรื่องผีบิน มันวกวนบินบนร่อนร้อง สอดสายตาเสาะหาอ่อนน้อยไม่ยอมหลับยอมนอน หากพบมันจะโฉบลงมาแล้วพาเอาไปกิน

พลิกตัว พระเกศาครูบาหลุดจากคอเสื้อระลงกับหมอน เก็บพระไว้ในอกเสื้อแล้วกลัดกระดุมเม็ดบนให้แน่นดี เรียกกันทั่วไปว่าพระเกศาครูบา ทำมาจากดินเหนียวผสมด้วยเส้นผมครูบาศรีวิชัยผู้ล่วงลับ เคยห้อยคอพ่อมาก่อน ต่อมาพ่อเอาให้เขาห้อยเมื่อขวัญหกตกหายแล้วกลายเป็นป่วยไข้เมื่อวัยเด็ก ยังอยู่ติดตัวมาจนบัดนี้

คำแก้ว หลับละยัง

ชักผ้าห่มคลุมขึ้นถึงคอ ค่ำคืนที่ห้วยห้อมเยือกเย็นกว่าดงม่วงฝ้ายบ้านเกิด  ไฟในถ้วยที่ทำจากก้นมะละกอหรี่แสงลง เจ้าเรือนสามคนพ่อแม่ลูกเงียบหลับไปแล้วที่ในเรือน เพื่อนผู้ลดตัวลงมาคบหาตนเข้ามานอนก็เหมือนจะหลับไปแล้ว เสียงหายใจสม่ำเสมอ  

นึกคิดคำนึงถึงคำครูสั่งสอน รับวิชาจากครูเมื่ออายุสิบห้า แต่กล้านอนค้างอ้างแรมในป่าคนเดียว พบพานกันโดยบังเอิญ  อาจไม่บังเอิญ อาจเป็นความตั้งใจของครูด้วยซ้ำที่จะสืบหาเขา อันนี้ไม่ค่อยแน่ใจนัก

“ขวัญเอ็งแข็ง เอ็งสืบวิชาพ่อหนานได้ อยากสืบไหมไอ้น้อยอุ่นแสง”

“อยาก ข้าได้วิชาพ่อหนาน แม่ข้า น้องข้า ข้าเลี้ยงได้สบาย”

ครูถ่ายทอดให้ทั้งวิชาอาคมและชั้นเชิงการล่า ครูพาเข้าป่าหลายครั้งหลายหน แต่แรกแม่เหมือนไม่ค่อยเต็มใจแต่ตาทัดทานแม่ว่าดูไปก่อน   ต่อมาอีกราวปีเศษ ครูไม่ล่าอีกแล้ว ปันมีดอุ่มด้ามงาให้เขาสืบทอด กำชับกำชาให้ประพฤติปฏิบัติอยู่ในแนวทางที่ครูเค้าครูเหง้า ครูเก่าครูแก่แต่ดั้งแต่เดิมทั้งหลายท่านวางแนวให้ปฏิบัติ เขาเองเคารพครู ไม่เคยละเมิดคำครู ครูเพิ่งเสียชีวิตไปเมื่อต้นปีผ่านมานี่เอง

ครูชื่อว่าหนานเย็น คนอื่นอาจเรียกว่าหนานเย็นขี้เหล้า แต่สำหรับเขา ท่านเป็นครู เป็นผู้มีพระคุณอันดับสองรองลงมาจากพ่อแม่

Don`t copy text!