เพื่อนเดียวเสี่ยวฮัก บทที่ 7 : ปู่เจ้าดอยหลวง

เพื่อนเดียวเสี่ยวฮัก บทที่ 7 : ปู่เจ้าดอยหลวง

โดย : มาลา คำจันทร์

เพื่อนเดียวเสี่ยวฮัก กับเรื่องราวของตำนาน ความเชื่อ และความรัก…มิตรภาพอันบริสุทธิ์ของเพื่อนรัก กับความรักที่มีต่อหญิงสาวคนเดียวกัน ความรักนั้นจะสะบั้นสายสัมพันธ์ของเพื่อนลงได้หรือไม่…ผลงานจาก อ. มาลา คำจันทร์ ในรูปแบบ นิยายออนไลน์ ที่ อ่านเอาอยากให้ทุกคนได้ติดตามและ อ่านออนไลน์ ไปพร้อมๆ กัน

สมัครบัตร Citi Ready Credit

ทุกยอดการสมัครจะมีส่วนแบ่งกลับมาสนับสนุนเว็บไซต์อ่านเอาของพวกเรา 🙂

……………………………………………………………….

-7-

 

มันไปทางนี้” น้อยอ้ายชาวห้วยห้อมชี้บุกบอนข้างห้วยที่มีรอยบุกลัด “คงใหญ่มาก บุกบอนโดนเหยียบยับเยินยังไม่คืนรูป”

“ใหญ่ขนาดไหน พี่น้อยอ้าย” ลูกพ่อกำนันกระเหี้ยนกระหือ “เท่าควายได้ไหม”

“อ่านยาก ริมห้วยดินมันเละ รอยตีนเบิกออกด้านข้าง อาจใหญ่กว่าปกติ”

ลำห้วยไม่ใหญ่นัก กว้างสักวาเศษช่วงนั้น รอยหมูลงมาในห้วยไม่ค่อยชัด เดาว่ามันเลาะล่องน้ำในลำห้วยลงมา ไม่มีรอยเท้าใต้พื้นน้ำ แต่มีรอยขุดคุ้ยหากินตามแคมห้วยอยู่บ้าง มันขึ้นฝั่งที่ดงบอน   ดินอ่อนลาดห้วยมีรอยตีนชัดเจน

“จะทัน ก่อนค่ำวันนี้”

“เดายาก”คนที่พ่อหลวงสมมอบหมายให้นำทางมีสีหน้าท่าทางบางอย่างไม่สบายใจนัก “อาจไม่ใหญ่เท่าควาย แต่ก็ดูใหญ่กว่าหมูป่าทั่วไป”

“เดินกลางอย่างเดียวนะมึง” อุ่นแสงผู้รั้งท้ายกำชับ “อย่าล้ำหน้าพี่น้อยออกไปเด็ดขาด อย่าแวะออกนอกทางเด็ดขาด อย่าเหลือล้ำคำกู”

“มึงไม่ใช่พ่อ”

“แต่พ่อมึงฝากมึงไว้กับกู”

ฮึดฮัดๆ อับจนถ้อยคำ กระทืบเท้าไล่กรวดทรายติดซอกรองเท้าให้หลุด เปียกน้ำขึ้นมาเกือบหน้าแข้ง ชุดเดินป่าหนาหนักยามอุ้มน้ำมันหนักเพิ่มขึ้น เครื่องเคราในเป้ทหารบนหลังก็หนัก แต่เพื่อนกลับดูเบา เสื้อผ้าเป็นผ้าฝ้ายทอเองเย็บเอง ย่ามใหญ่ห้อยข้างก็เป็นฝ้ายพื้นบ้านพื้นเมือง ทั้งเนื้อทั้งตัวของมันไม่มีข้าวของอันใดที่มาจากต่างประเทศเลย

แต่มันก็เหมือนเกิดมาเพื่อไล่ล่าฆ่าเข่นอย่างพ่อมัน

ย้อนนึกไปถึงเมื่อเดือนก่อน ขึ้นห้างผกยิงเสือที่ตีนห้วยแม่แลบ นึกว่าจะได้ยิงแล้ว เสือตัวแรกในชีวิต มันเป็นความปรารถนาแรงกล้าที่เร้นลึกอยู่ในใจ ความใคร่อยากรุนแรงอันนี้สืบเนื่องมาจากอะไรเขาเองก็บอกไม่ถูก อาจมาจากเลือดบางหยดของปู่ที่สืบทอดมาถึงเขา ในยุคสมัยของปู่ ปู่เองก็ได้ชื่อว่าเก่งกล้าสามารถจนได้เป็นผัวของย่า พ่อของย่าเป็นคนเลือกปู่เป็นลูกเขยเพราะปู่เก่งกล้าและจงรักภักดี สืบมาถึงรุ่นพ่อ พ่อยังทันติดตามปู่ไปค้าเมืองมะละแหม่ง พ่อยิงเสือตัวแรกเมื่ออายุราวสิบแปด ทองคำกับสมศักดิ์พี่ชายของเขาต่างก็ยิงเสือมาแล้ว แต่เขาเอง จนอายุยี่สิบยังไม่เคยยิงเสือเลย

คืนนั้นเสือไม่เข้ากินซาก บ่ายถัดมาเพื่อนเลยพาไปแถวโป่งดินเค็ม  เขาล้มกวางตัวแรกในชีวิตได้ก็เพราะเพื่อนแนะว่าอย่ามัวแต่เล็งศูนย์ ให้เล็งเป้า  เนื้อกวางควรแบ่งครึ่งแต่เขาเอาแค่ส่วนเดียว แม่รู้แม่หน้างอแต่พ่อว่าช่างมันเถอะ ใจพ่อกว้างใหญ่กว่าแม่หลายเท่า วันมิตรวันศัตรูพ่อก็ไม่ยึดติด  แต่หากจะว่าไป แม่เองก็ใช่จะปักใจเหนียวแน่นอะไรนัก  แม่ยกมาเป็นข้ออ้างมากกว่า แม่ไม่อยากให้เขาตะลอนตามอุ่นแสงเข้าป่าเข้าดงเพราะกลัวว่าเขาจะบาดเจ็บป่วยไข้  แม่รักและถนอมเขาราวกับเขายังแค่เก้าขวบสิบขวบ จึงยกเอาเรื่องวันศัตรูมาอ้าง

แม่จัดการเรียบร้อยละยังหนอ เรื่องสาวปางไม้แดง

 

“พ่อมัน เยียะหยังอยู่”

“สานขุบดักนก ลูกไอ้อ้ายใคร่ได้”

ตอบคำเมียโดยไม่หันไปมอง จึงไม่ทันเห็นเมียมีอาการสะดุ้งเมื่อได้ยินคำว่าไอ้อ้าย

หนานสิงห์พลิกเส้นตอกผล็อบแผล็บขึ้นรูปเครื่องมือดักนกที่เรียกว่าขุบ บัวถาขยับยันต์เก้าปล้องที่เอาเคียนรอบมวยผม เหมือนมันจะหลุด ถอนกิ๊ปอันหนึ่งมาเหน็บแนมปักเสียบเข้าไปให้มันแน่นขึ้น

ยันต์เก้าปล้องเส้นนี้ พ่อสั่งเป็นคำแน่นหนาว่าให้ติดตัวไว้ตลอด นางมักเอาเคียนรอบเกล้า บางทีก็เอากลัดติดอกเสื้อด้านใน

“มีอันใดกา? อ้ำๆ อึ้งๆ อยากว่าอันใดก็ว่ามา”

“ลูกพ่อกำนัน…” เลี่ยงไปนั่งยองๆ ใต้เงากิ่งไม้ ไม่อยากเอาหน้าตากแดด กลัวหน้าไหม้ ลดเสียงลง ยืดคอมองไปทางใต้ถุน เหมือนกลัวว่าลูกสาวจะมองมา “สูคิดเห็นอย่างใด”

“คิดเห็นอย่างใด ดูไปก่อน เอาแน่เอานอนอันใดยังบ่ได้เทื่อสู”

“หลายวันก่อน ลูกพ่อกำนันมาแอ่ว เอาเกือกคู่ใหม่มาปันคำแก้วแต่มันบ่ใส่ ข้าเลยจำต้องเอามาใส่” ยื่นมือออกไป ให้เล็บเคลือบสีแดงแวววาวต้องแดด พออกพอใจ  “ได้ลูกหล้าพ่อกำนันเป็นเขย สูกับข้าก็จะสุขสบายกันละ เหมือนพ่อแม่อียุพิน”

“ทุกวันนี้ยังไม่สบายหรือ อันใดข้าก็หาให้พร้อมแล้ว บ้านช่องห้องหอ ไร่นาวัวควาย”

“อีพาแม่อีพิน”นางอ้างไปถึงแม่เมียของสมศักดิ์ ลูกชายคนรองของกำนันทองดี “ได้ขี่รถไฟ ได้ไปเมืองกอก ได้ไปเห็นพระราชวัง ได้ไหว้พระแก้วมรกต ได้กินน้ำอันนั้นด้วยนะสู น้ำมะเน็ด (1)  มันเป็นอย่างใดนะสู มะเน็ดอันนี้”

“บ่ฮู้ ข้าบ่ฮู้จักมะเน็ด ฮู้จักแต่มะนอยบ้านเฮา”

บิดเส้นตอกตรงขอบขุบสอดคืนกลับเข้าด้านในแล้ววางลง หยิบเอาบุหรี่ดับแล้วมาจุดสูบ พ่นควันยาวๆ  บัวถาเอามือที่ไว้เล็บยาว ทาสีแดงๆ วักไปวักมา เหมือนลูกอ่อนน้อยวักแมงก่ำบี้ก่ำเบ้อ

“อีคำแก้วนะสู แต่ก่อนแต่เดิมมาไม่เป็นอย่างนี้ บัดนี้กล้าว่ากล่าวสั่งสอนข้า หาว่าวันๆ เอาแต่กางร่มแดงลัดแดดไปๆ มาๆ การงานใดๆ ก็ไม่ทำ ข้าเป็นแม่มันนะ แต่มันกล้าตำหนิติเตียนเหมือนข้าเป็นลูก  สั่งสอนมันบ้าง วันๆ อย่าเอาแต่สานขุบสานแข็บ ลูกพ่อกำนันมาแอ่วมาหา ทำหน้าหักหน้างอ ลูกอีคำแสงมา หน้าบานเหมือนเห็ดกระด้งได้ลม”

“ใจสูฟุ้งอีกแล้ว บัวถา…”ถอนใจยาวๆว่ากล่าวเนิบนาบไม่แสดงอารมณ์ “สูเองก็รู้อยู่กับตนกับตัว ได้ผัวที่ตัวไม่รักมันเป็นอย่างไร เรื่องคำแก้วกับลูกกำนัน…”

“แต่ข้าก็เป็นเมียสูมาซาวแปดปีแล้ว ปู่เฒ่า”

ว่ากล่าวกระแทกกระทั้น ไม่สบอารมณ์เลย  ลุกละจากมาเสีย

 

ซื้อหนังสือที่ www.naiin.com ไม่ว่าเล่มใดก็ตาม

ทุกยอดการสั่งซื้อจะมีส่วนแบ่งกลับมาเพื่อสนับสนุนเว็บไซต์อ่านเอา

ชุมชนแห่งการอ่านของพวกเรา : )

ไม่รีบร้อน ตามรอยไปบ้าง วกลัดตัดทางบ้างตามการคาดคะเนของน้อยอ้ายกับเพื่อน เพื่อนมีประสบการณ์สูงกว่า รูปร่างผอมบางกว่า น้ำหนักตัวก็น้อยกว่า แต่เรี่ยวแรงและน้ำอดน้ำทนดูมากกว่าเขา รองเท้าหนังควายแบบมีสายรัดส้นแคล่วคล่องย่องเบากว่ารองเท้าหุ้มข้อตกมาแต่ต่างประเทศของเขา พักเดียวเกือกหนังควายก็แห้ง แต่เกือกหนังหุ้มข้อเทอะทะยังอมน้ำอยู่ฟอดแฟด

“กินข้าวเถอะเสี่ยว  กูหิวแล้ว”

ข้าวห่อเป็นน้ำใจไมตรีจากพ่อหลวงห้วยห้อม   อุ่นแสงแก้ห่อข้าวแล้วเอาข้าวเหนียวกับเนื้อเค็มชิ้นน้อยไปวางตอไม้ ว่ากล่าวถ้อยคำขมุบขมิบบอกกล่าวเจ้าที่เจ้าแดน องอาจแกะห่อข้าวแล้วกินเลย ลืมใส่ข้าวเจ้าที่  แต่คงไม่เป็นไร ถือว่าเพื่อนทำแทนก็แล้วกัน

“อันนั้นละ ดอยหลวง” ผู้นำทางวางห่อข้าว ยกมือไหว้แล้วชี้ไปยังเทือกทะมึนลิบๆ รู้สึกร้อนๆ หนาวๆ อย่างไรบอกไม่ถูก  “ปู่เจ้าท่านสถิตอยู่ ดอยหลวงเป็นแดนศักดิ์สิทธิ์…ละเมิดบ่ได้เด็ดขาด”

“ดุร้ายนักหรือ พี่น้อยอ้าย”

ลูกกำนันถาม คำข้าวยังคาปาก ขึ้นดอยลอยห้วยเหน็ดเหนื่อย กินข้าวกับเนื้อเค็มปิ้งย่างมีกลิ่นตุๆ เล็กน้อยแต่ก็อร่อยมาก อาจเพราะเหนื่อย เพราะหิว แต่หากอยู่ที่บ้าน เนื้อมีกลิ่นอย่างนี้ องอาจคายทิ้งแต่คำแรกด้วยซ้ำ

“ดุร้ายนักหรือ” คนนำทางกลืนข้าวแล้วค่อยพูด ”ก็คงดุ คนถึงกลัวขามคร้ามขยาด ใช่เฉพาะคนฝั่งเรา ฝั่งพม่าก็กลัวเหมือนกัน เขาถึงไม่ล่วงลัดตัดผ่านมา คนฝั่งเราก็ไม่ล่วงลัดตัดผ่านไป อาเพศอาถรรพณ์สารพัดอยู่ในดงหลวง เผตผีสารพัดอยู่ในดงหลวง อันใดดงอื่นไม่มี ดงหลวงมี”

“ขุนห้วยแม่แลบ” อุ่นแสงเอ่ยแทรก “พี่น้อยอ้ายเคยไปไหม”

“เคย โน่นละ แต่เมื่ออ้ายสึกออกมาใหม่ๆ เป็นบ่าวจิ๊ดลิด” ผู้นำทางหมายถึงเพิ่งเริ่มหนุ่ม “สิบกว่าปีแล้ว ได้งัวแดงตัวหนึ่ง หามสี่ยังแทบไม่ไหว หนังมันยังหุ้มกลองอยู่ที่วัด ปีใดแล้งนาน ตีกลองใบนี้ ฝนจะตกลงมา”

“เป็นกลองเรียกฝนหรือ” อุ่นแสงถาม

“ตอนนั้นครูบายังอยู่” ผู้นำทางอ้างถึงเจ้าอาวาสรูปก่อนที่มรณภาพไปแล้ว “ครูบาเป็นผู้ประกอบพิธีหุ้มกลอง ไม่ได้เรียกว่ากลองเรียกฝนโดยตรง แต่สั่งว่าปีใดแล้งนักให้ตีกลอง ฝนจะตกลงมา”

“ปู่เจ้าดอยหลวง”ลูกกำนันถามอีก  “หุ่นร่างหน้าตาเป็นอย่างใด มีใครเคยพบเห็นหรือไม่ พี่น้อยอ้าย”

“สูงใหญ่ หน้าดุ หนวดดก นุ่งแดงทั้งชุด คนแก่คนเฒ่าเล่าสืบกันมาอย่างนั้น ใครเคยพบเห็นหรือไม่ เรื่องนี้มันเลือนจางไปนักแล้วลูกพ่อกำนัน สืบมาถึงรุ่นอ้าย ก็ได้ยินแต่คำเล่าคำลือ มีบ้างว่าท่านถือหอกใหญ่ คมหอกลุกเป็นไฟ มีบ้างว่าท่านสะพายกงสายฟ้า ยิงแต่ละที ฟ้าแตกฟ้าร้องตึงตัง”

กินข้าวหมดห่อ ลูกบ้านหวยห้อมเหลือเม็ดข้าวติดใบตองวางทิ้งไว้ให้เป็นทานแก่เปรตผีฝูงอดอยากหิวโซ เอาบอกคอกหรือกระบอกไม้ไผ่ใส่น้ำมากรอกปาก เช็ดปากด้วยหลังมือ เอาใบตองแห้งจุกปากกระบอกตามเดิม หนุ่มต่างบ้านทั้งสองยังไม่อิ่ม เขากินช้า

“มีเรื่องเล่ามา มีอยู่หนหนึ่ง ปู่เจ้ารบกับผีใหญ่ตนหนึ่งที่อยู่ในดงหลวงเหมือนกัน” หนุ่มรุ่นพี่เล่าต่อ “ฟ้าร้องก้องแตก สะทึกสะเทือนมาถึงห้วยห้อมยางฮอมปางไอ่ เป็นฟ้าผ่าฟ้าร้อง เปลวไฟสายฟ้าลุกพุ่งแวบวาบ ปู่เจ้ายิงกงสายฟ้า ส่วนผีใหญ่ตัวนั้นมันยิง…ยิงอะไรไม่รู้ เขาว่ามันเป็นผู้หญิง”

“อยู่ในดงหลวงเหมือนกันหรือ”

อุ่นแสงอิ่มข้าว ไม่กินหมด เหลือไว้ส่วนหนึ่งห่อกลับตามเดิม บิออกคำหนึ่งเอามายุ่ยแล้วโปรยเป็นทานแก่เปรตผีในดง

“ก็อยู่ในดงหลวงนี่ละ มันเป็นแดนซ้อนแดน มันซับซ้อน รุงรัง คนบ้านเราถึงไม่อยากยุ่ง”

องอาจอิ่ม ไม่ได้เอาเม็ดข้าวมาโปรยเพราะไม่รู้ลึกสำนึกสำเหนียกในกิริยาอาการที่หนุ่มรุ่นพี่กับเพื่อนทำ ไม่ได้ล้างมือ เด็ดใบไม้มาเช็ดแล้วหมุนเกลียวฝากระติกน้ำห้อยเอวยกดื่ม เอาบุหรี่ซองแดงออกมาจุดสูบ วางซองไว้โดยไม่หวงแหน แต่หนุ่มรุ่นพี่กับเพื่อนก็ไม่ถือวิสาสะหยิบสูบ ต่างสูบยาพื้นเมืองของตนที่ติดตัวมา

 

เชิงอรรถ 

(1) น้ำมะนาว (lemonade)

 

Don`t copy text!