เพื่อนเดียวเสี่ยวฮัก บทที่ 8 : เพื่อนเดียวเสี่ยวฮัก

เพื่อนเดียวเสี่ยวฮัก บทที่ 8 : เพื่อนเดียวเสี่ยวฮัก

โดย : มาลา คำจันทร์

เพื่อนเดียวเสี่ยวฮัก กับเรื่องราวของตำนาน ความเชื่อ และความรัก…มิตรภาพอันบริสุทธิ์ของเพื่อนรัก กับความรักที่มีต่อหญิงสาวคนเดียวกัน ความรักนั้นจะสะบั้นสายสัมพันธ์ของเพื่อนลงได้หรือไม่…ผลงานจาก อ. มาลา คำจันทร์ ในรูปแบบ นิยายออนไลน์ ที่ อ่านเอาอยากให้ทุกคนได้ติดตามและ อ่านออนไลน์ ไปพร้อมๆ กัน

สมัครบัตร Citi Ready Credit

ทุกยอดการสมัครจะมีส่วนแบ่งกลับมาสนับสนุนเว็บไซต์อ่านเอาของพวกเรา 🙂

……………………………………………………………….

-8-

 

ป่าโปร่งโล่งลง เลยเขตป่าแพะหรือป่าใช้สอยของชาวห้วยห้อมมาแล้ว  ร้อนแรงจากแสงยามบ่ายลดลง มองไปทางตะวันตก เทือกเขาสูงๆ ต่ำๆ สลับซับซ้อน ที่สูงกว่าใคร ดูทะมึนทึมมืดทึบคือดอยหลวง ไล่ตาไปทางตะวันออก ดงดอยดูห้อมล้อมไว้ทุกด้าน หากทางตะวันตกนั้นคือดอยหลวง ที่เห็นหม่นๆ เทาๆ เยื้องลงมาทางตะวันออกเฉียงเหนือคงเป็นขุนห้วยแม่แลบ ครั้งหนึ่งอุ่นแสงเคยหลงแทบเอาชีวิตไม่รอด แล้วก็เลยได้ไข้ติดเนื้อเรื้อรังมาจนถึงบัดนี้

เลาะเลียบห้วยแห้ง อุ่นแสงเอามือแตะหลังเพื่อนเป็นเชิงเตือนให้เร่งเท้า  พี่น้อยอ้ายนำหน้าไป่ก่อน ห่างห้วยออกมา บุกบอนขาดน้ำนดูเฉา ตะไคร่เกาะตามก้อนผาออกสีเทาๆ คล้ายตายแล้ว ที่ทางแถวนี้น้ำใต้ดินอาจอยู่ลึก  ผักหญ้าตามผิวดินจึงวายเร็วกว่าห้วยล่างที่ผ่านมา

น้อยอ้ายหยุดรอ พอสองหนุ่มมาถึงก็บอกกล่าวถึงข้อคาดคะเน

“มันอาจมุ่งเข้าดงหลวง ลูกพ่อกำนัน”

“นำหน้าไปเลย พี่น้อยอ้าย”

“หากเข้าดงหลวง อ้ายไม่เข้าไปนะ สูเขาสองคนก็เหมือนกัน อย่าเข้าไปเลย ดงหลวง”

“เอาน่า ไปข้างหน้า ค่อยว่ากัน”

ผ่านลานโล่งหญ้าแฝกกำลังกรอบเกรียม  แร้งฝูงหนึ่งบินวนเป็นวงกว้าง คล้ายมันสอดส่ายสายตามองหาซากบนพื้น ถึงที่ทางคล้ายไร่ร้างแห่งหนึ่ง มีกลิ่นตุๆ ลอยมาตามลม ลูกบ้านห้วยห้อมชะลอเท้าลง

“ซากหมา กำลังเน่า”

อุ่นแสงแลบขึ้นหน้าไปก่อน ตวัดชายผ้าขาวม้ามาอุดจมูก เห็นซากชัดๆ ก็เสียววาบที่ท้องน้อยเลย        หมาหลายตัวท้องแตก ไส้ทะลัก มีหนอนตัวใหญ่ๆ มุดอยู่ยั้วเยี้ย

“หมูหิน!”

น้อยอ้ายคราง

แร้งย้ายวงวนขึ้นสูง  คล้ายมันกริ่งเกรงคนหลายคนบนพื้น  คล้ายมันรีรออ่านดูท่าที ลัดผ่านไร่ร้างไม่มีทางเดินชัดเจน เข้าแล้งแล้ว ฝนละไปนาน ต้นหญ้าและเถารกเริ่มกรอบเกรียม กลิ่นเหม็นหมาเน่าจางลง หมาตายเรี่ยรายคล้ายมันรุมแต่โดนขวิดด้วยเขี้ยวท้องแตก คงสองสามวันผ่านมาแล้ว เห็นรอยแผลที่ท้องหมา ลูกผู้สืบเชื้อพรานจากพ่อพูดได้คำเดียวว่าหนักใจ

“มึงฟังกูว่านะ องอาจ”

“มึงเรียกูว่าเสี่ยวสักคำได้ไหม คบหากันมา มึงไม่เคยเรียกกูว่าเสี่ยวเลย”

“มึงรักกูเป็นเสี่ยวจริงๆ หรือ”

“กูองอาจ ลูกพ่อกำนันสันป่าเลียง หากกูพูดปดมดเท็จ หากกูหลอกล่ายเล่นลิ้นปลิ้นคำ อย่าให้กูตายดี กูไม่เคยคิดว่ามึงเป็นอื่นเลย นอกจากเสี่ยว ไอ้เพื่อนเดียวเสี่ยวฮัก”

“เอาละ เอาละ…”

ลูกคนทุกข์คนยากขนลุกทั้งแขน ยืนหลับตาอยู่กับที่ สูดลมหายใจลึกๆ สูดเอาเกียรติยศยิ่งใหญ่ในชีวิตเข้าไว้เต็มปอด

เพื่อนผู้อยู่สูง

เพื่อนผู้เหมือนเจ้ากุมารในชาดก แต่เขาเองเหมือนข้าเหมือนทาสในอำนาจอาชญาของเจ้าเมือง แต่เจ้าราชบุตรสุดสูงกลับลงจากหลังช้าง มากอดคอไพร่ทาสเทียวดินแล้วเรียกว่าเพื่อนเดียวเสี่ยวฮัก

“มึงยกกูไว้สูงถึงขนาดนั้นจริงหรือ ลูกพ่อกำนัน”

“กูอาจเคยแต่งคารมหลอกสาว แต่มีสักครั้งไหม กูแต่งคารมหลอกมึง”

 

บ่ายแก่ๆ พักเหนื่อยกันอีกหน สูบยาพออิ่ม อุ่นแสงนั่งพับขาคล้ายท่าสมาธิแต่หลังไม่ตั้งตรง เอนๆ พิงหินผาอาศัยร่มเงาหลบแดด ยังปลาบปลื้มอิ่มเอมอยู่ เพื่อนมอบเกียรติยศยิ่งใหญ่ให้เขา คำเดียวว่าเพื่อนเดียวเสี่ยวฮักที่เพื่อนออกปาก มีค่ามากกว่าปืนกระบอกนี้ กระบอกที่พ่อกำนันปันให้แลกกับเงินห้าบาทด้วยซ้ำ

องอาจเองอิงหินอีกก้อน สูบยาอยู่เงียบๆ เพื่อนนั่งหลับตาแต่เขาลืมตา ท่าทางเพื่อนเหมือนจะหลับไปจริงๆ ห่างไปเล็กน้อยเป็นลำห้วยแห้ง น้ำห้วยแห้งหายขอดเป็นห้วงๆ  ลมไม่พัด ใบไม้ไม่ไหว กลิ่นใบไม้เน่าในแอ่งอวลอยู่จางๆ ยุงบินตอมน้ำเน่าอยู่หึ่งๆ  โชคยังดีที่นั่งห่างมาพอสมควร  อีกอย่างอาจเป็นเพราะแดดยังกล้า ยุงอาจอ่อนเพลียง่วงซึมเหมือนคน จึงคร้านจะบินลัดแดดมากัดตอมชวนรำคาญ

เหงื่อผุดซึมเป็นเม็ดๆ เล็กๆ ที่หน้าผาก องอาจเปิดฝากกระติกใส่น้ำ เทน้ำกลั้วคอ ชำเลืองมองเพื่อน เห็นนั่งนิ่งเอาปืนพาดตักอยู่นานจึงถาม

“มึงหลับหรือเสี่ยว”

“กูหลับแต่ตา”

“มึงหลับตา หากหมูเข้ามา มึงจะเห็นหรือ”

“ไม่เห็น แต่หูกูได้ยิน”

“แล้วมึงแยกออกหรือ อันไหนเสียงหมู อันไหนเสียงหมา”

“มึงเอาแต่พูด ถึงหมูหูหนวก มันก็ไม่มาหามึง”

คนผอมบางผิวหน้าออกเผือดจางกว่าคนทั่วไปนั่งนิ่งหลับตาไปตามเดิม   คนล่ำหนาผิวเข้มกว่าปิดฝากระติกน้ำ อายุเท่ากัน แต่เหมือนมันแก่กว่าเขาหกปีเจ็ดปี   น้ำอดน้ำทนก็เหนือกว่ามากมาย  พ่อเขาเองพูดว่าไอ้อุ่นแสงแกร่งเหมือนพ่อมัน แต่เขาเองจำหน้าพ่อมันไม่ได้ แปดปีก่อนตอนพ่อมันหนีหายเหมือนตายจาก  เขาเข้าไปเรียนหนังสือในเมือง มันเองยังเป็นสามเณร

ลมแล้งแห้งผ่าวพัด รู้สึกเย็นสบายขึ้นบ้าง นกปกร้องปกๆ เหมือนมันเอาปากเคาะไม้ ยินแต่เสียงอาจนึกว่ามันตัวโตขนาดไก่เขื่อง แต่ที่จริงตัวเล็กนิดเดียว เล็กกว่าลูกไก่เพิ่งออกไข่เสียด้วยซ้ำ นั่งนิ่งอยู่นานก็ชักเบื่อ ลุกไปเตร่แถวๆ นั้น ไอ้คนหน้าสวยแต่แสงตาออกเศร้าเหมือนจะงีบไปจริงๆ

ไม่กล้ารบกวน

เกรงใจมัน

มันมีบางสิ่งบางอย่างที่เหนือกว่าคนรุ่นเดียวกัน มันเก่ง เก่งเรื่องไล่ล่าหากิน แต่แม่เขาไม่ชอบมัน  แม่อ้างเรื่องวันศัตรู เขาเกิดวันอาทิตย์ มันเกิดวันอังคาร แม่อ้างตำนานว่าอังคารลอบมาเป็นชู้กับจันทร์ซึ่งเป็นเมียอาทิตย์ อาทิตย์ซัดพระขรรค์ไปถูกขาอังคาร  อังคารก็ซัดพระขรรค์มาถากหัวอาทิตย์ (1)

หากเขาเป็นอาทิตย์ มันเป็นอังคาร  คำแก้วก็เป็นจันทร์

หรือว่าเพื่อนเดียวเสี่ยวฮักจะกลายเป็นศัตรูกันเพราะหมายตาสาวคนเดียวกัน

 

ซื้อหนังสือที่ www.naiin.com ไม่ว่าเล่มใดก็ตาม

ทุกยอดการสั่งซื้อจะมีส่วนแบ่งกลับมาเพื่อสนับสนุนเว็บไซต์อ่านเอา

ชุมชนแห่งการอ่านของพวกเรา : )

ควันขี้หญ้าลอยคลุ้งมาจากคอกควาย ลูกชายคนโตไม่อยู่ ถูกลูกคนเล็กของพ่อกำนันลากไปเป็นเพื่อนเข้าป่าเข้าดง ลูกคนรองชื่อคำผุยยังไม่คล่องแม่นแต่ก็ทนตีนแทนมือพี่ชายมันได้บ้าง คำมูนอายุสิบสี่ เริ่มเป็นสาวมาแล้ว  อีหล้าอายุสิบสอง นมยังไม่ขึ้นเต้าเลย

“อีหล้าไปไหน คำมูน”

“อาบน้ำอยู่มั้ง  ข้าขึ้นบันได มันก็ลงบันไดไปเข้าซุ้มน้ำ”

ลูกสาวออกมาจากในเรือน เรียกว่าในเรือน ไม่เรียกว่าห้องนอน ตัวเรือนแบ่งเป็นสี่ส่วนใหญ่ๆ ตามหน้าที่ใช้สอย นอกเรือนหรือโถงเป็นที่ไหว้พระเจ้าพระธรรมและต้อนรับแขก ในเรือนเป็นที่นอน เรือนไฟหรือห้องครัวเป็นที่ทำอาหาร ชานหลังเป็นที่ทำงานเล็กๆ น้อยๆ

เอาแว่นออกมาวาง  คลี่มวยแล้วสางผมช้าๆ  คำผุยขึ้นเรือนมาทางบันไดหน้าเรือน หิ้วหนูพุกตัวหนึ่งติดมือมา

“ได้มาแต่ใด”

“สันนาลุงแสง”

“ดี แลงตะวากินแกงแคฮอก แลงนี้กินคั่วแคหนูพุก”

“แลงวันพรุ่ง ข้าจะให้แม่กินแกงอ่อมนกเขียว”

คำผุยเอาหนูพุกที่ขุดได้ไปเก็บบนร้านย่างเหนือเตาไฟในห้องครัวแล้วลงเรือนไปทางบันไดหลัง คำแสงเกล้ามวยกลับขึ้นตามเดิม สายตานางยังดี แม้ยามเย็นแสงอ่อนแต่ก็ยังมองเห็นรูเข็ม เขาว่าสี่สิบตาบ้า ห้าสิบตาฟาง แต่นางยังไม่ถึงสี่สิบ สายตายังไม่เปลี่ยน

สั่งลูกสาวคนโตก่อไฟเผาขนหนู สั่งลูกสาวคนเล็กที่เพิ่งขึ้นจากซุ้มอาบน้ำไปหาผักไม้มาใส่คั่วแค เอาเสื้อไอ้ผุยที่โหว่แหว่งมาปะชุนฆ่าเวลาก่อนค่ำ สงสารลูก จะเป็นบ่าวแล้ว อันที่จริงก็เป็นบ่าวมาแล้วเพราะเสียงแตกห้าวเปลี่ยนมาเป็นเสียงธรรมดา มันควรมีหมาตายคือที่หมายตาแล้ว แต่มันคงอาย ด้วยว่าผ้าเสื้อเนื้อหนังไม่ทัดเทียมเพื่อนฝูง เดือนหน้าแล้ว วัดดงม่วงฝ้ายจะมีปอยหลวง มันควรได้นุ่งเสื้อใหม่ แต่ยังไม่มีสาวหมาย ไม่มีสาวใดทอผ้าตัดเสื้อให้มัน

“คำมูนก่อไฟ แม่จะไปเก็บผัก”

กลิ่นควันไฟแรงขึ้น เป็นควันขี้หญ้า ไม่ใช่ควันฟืนจากในครัว คำผุยคงลงไปขลุกอยู่ในคอกควาย เสียงซึงดังขึ้น แว่วๆ ไหวๆ พาใจนางกลับไปสู่วัยสาว เหมือนไม่นานเท่าไรเลย แต่อย่างน้อยก็ผ่านไปยี่สิบปีเท่าอายุไอ้อ้าย แสงยามแลงส่องลอดลงต้องซึงเก่า ซึงอันนี้พี่น้อยอุ่นเอามาดีดใสหูนาง เสียงซึงติ้งต้องเหมือนข้าวตอกแตกได้ยินที่หูแล้วก็ลงไปสู่จิตสู่ใจ นิ้วมือพี่น้อยอุ่นใช่คล่องแต่กระดิกไกปืน ยามเล่นซึงก็ม่วน ยามจับพร้าจับจอบก็ดูมั่นคง พี่น้อยอุ่นพยายามสร้างฐานะความมั่นคงไว้แก่ลูกเมีย ทันได้สร้างเรือนไม้กระดานไว้หลังหนึ่งแต่ไม่ทันเสร็จเต็มเรือนเต็มรูป พี่น้อยอุ่นก็หายไปในป่าหงดงดิบ

นางเองเคยขอพ่อทำนาย  พ่อเอาเบี้ยเจ็ดลูกมาผาย แล้วอ่านทักทำนายว่าผัวนางยังอยู่ ยังไม่ตาย

“หากยังอยู่ ผัวข้าอยู่ไหนล่ะพ่อ”

“สุดจะรู้ อาจอยู่ที่เมืองอันนั้น  เมืองเผตเมืองผี”

“จะได้กลับมาหรือไม่”

“มา วันหนึ่งมันจะกลับมาหาลูกหาเมียมัน เบี้ยเจ็ดแก่นบอกอย่างนี้”

แม่เรือนผ้วร้างเงยหน้าขึ้น ขันครูของผัวยังห้อยแขวนจากขื่อที่โถงเรือน เครื่องครัวบูชาครูอยู่ในกะละมังเคลือบใบย่อมปากกว้างสักศอก แต่ละปี ผัวนางจะเป็นผู้เปลี่ยนเครื่องบูชาเอง ขันครูยังอยู่ คุณของครูก็ยังอยู่ หากม้างหรือทำลายขันครู คุณของครูก็ถูกรื้อม้างทำลาย

นางเอง ไม่หวังถึงว่าผัวจะกลับมาอยู่ดองครองคู่ร่วมกันตามเดิม

ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน

เมืองผี หรือเมืองคน

ผัวยังอยู่ในใจนาง

 

เชิงอรรถ : 

(1) นิทานเรื่องวันมิตรวันศัตรู ผู้เขียนได้มาจากเอกสารโบราณล้านนาฉบับหนึ่ง ใจความยืดยาว ภาษาค่อนข้างเก่าและเข้าใจยาก จะยกบางส่วนมาประกอบดังนี้…ที่นี้จักจาด้วยห้องปฐมกัปก่อนแล ในเมื่อปฐมกัปหัวทีวันนั้นยังมีพระฤษีเจ้าตนหนึ่งว่าอั้น ฤษีเจ้าตนนั้นท่านจิ่งหามายังท้าวพญา๖ตน มานิมิตหื้อเป็นผู้เดียว จิ่งใส่ชื่อว่า๑ หามายังนางสาว๑๕คนมานิมิตหื้อเป็นผู้เดียวจิ่งใส่ชื่อว่าจันทร์ แล้วจิ่งหามายังคนหาญ๘คนมานิมิตหื้อเป็นผู้เดียวชื่อว่า๓  แล้วจิ่งหามายังจ่าเมือง๑๗คนมานิมิตหื้อเป็นผู้เดียว จิ่งใส่ชื่อว่า๔ แล้วจิ่งหามายังราชครู๑๙ตน มานิมิตหื้อเป็นผู้เดียวจิ่งใส่ชื่อว่า๕ แล้วจิ่งหามายังนางเฒ่าแก่เรือนหลวง ๑๒ คน มานิมิตหื้อเป็นผู้เดียวจิ่งใส่ชื่อว่า๖ แล้วจิ่งหามายังนายช่างสิบคน มานิมิตหื้อเป็นผู้เดียวจิ่งใส่ชื่อว่า๗ แล้วจิ่งหามายังแม่หม้าย๑๒คน แลมี๑๒ผัวก็ตายซ้ำ จิ่งมานิมิตหื้อเป็นผู้เดียวจิ่งใส่ชื่อว่าราหูแล

ฤษีเจ้าตนนั้นหากใส่ชื่อเสี้ยงแล้ว จันทร์เป็นลูก๕ อังคารเป็นหลาน พญา๕ว่าจักหื้อจันทร์แก่คารว่าอั้นแล อาทิตย์จิ่งคระนิงใจว่า บัดนี้กูได้เป็นพญาแล้ว ควรเรียนสิปปคุณแท้แลว่าอั้น จิ่งไปเรียนสิปปคุณกับด้วย๕ ก็ลวดจบถองแท้แล ผัสลวดหื้อจันทร์แก่พญาอาทิตย์หั้นแล อาทิตย์ได้จันทร์แล้วลวดเอาจันทร์ใส่ในคระอูบอมไปหั้นแล

ยังมีในวันหนึ่ง  อาทิตย์แลจันทร์เทียวไปอุปฐากผัสชู่วันหั้นแล ๓มีฤทธีนัก จิ่งเนรมิตตัวเข้าอยู่ด้วยจันทร์ในคระอูบหั้นแล ผัสสรู้ว่าคารเขามาจิ่มกันสามคน ๕ จิ่งปูอาสนาไว้ท่าสามอันหั้นแล อาทิตย์ไปรอดแล้วจิ่งถามว่าจักปูสาดไว้สามอันดังฤๅชา  ผัสจิ่งคระนิงใจว่าอาทิตย์รอยบ่รู้ว่าจันทร์มีชู้สู้กับด้วย๓เทื่อชะแล ๕จิ่งคระนิงใจว่าเมื่อกูแลบ่บอกแก่พญาดั่งอั้น พญาก็จักตายวัน๑ชะแล เมื่อกูแลบอกแก่พญา คารก็จักตาย เมื่อกูบ่บอก สองขาก็จักตายผู้๑ชะแล  เมื่อกูแลบ่บอกนี้ สองขาก็บ่ตายสักคน เท่าเวรกูไว้ชะแล

ผัสจิ่งกล่าว่าดูรามหาราช สูมาจิ่มกัน๓คนดาย เหตุดั่งอั้นเราจิ่งปูสาดไว้๓อัน เพื่ออั้นแล ยามนั้น๓ได้ยินจิ่งแล่นหนีจากจันทร์ไปหั้นแล อาทิตย์รู้หันแจ้งแล จิ่งเคียดแก่คาร ถอดดาบศรีขรรค์ชัยไล่ฆ่า๓ไปหั้นแล ผัสจิ่งห้ามว่าดูรามหาราช เราก็ห้ามบัดนี้แล ผิว่าบ่ฟังคำเราดั่งอั้น แต่นี้เมือหน้าท่านอย่ามาสู่เราสักเทื่อเทอะ พญาลวดแผ่หน้าคืนหาผัส ซัดดาบศรีขรรค์ชัยไปถูกขาคารหั้นแล  ๓เป็นผีหุงแล่นขึ้นอากาศ ซัดดาบศรีขรรค์ชัยลงถูกหัวอาทิตย์หั้นแล

 

***

สั่งซื้อ Remember Wrinks

เซรั่มบำรุงผิวที่เป็นมาสก์ได้ในหนึ่งเดียว

ทุกยอดการสั่งซื้อจะมีส่วนแบ่งกลับมาเพื่อสนับสนุนเว็บไซต์อ่านเอา

ชุมชนแห่งการอ่านของพวกเรา : )

Don`t copy text!