เพื่อนเดียวเสี่ยวฮัก บทที่ 9 : กลางดงหลวง

เพื่อนเดียวเสี่ยวฮัก บทที่ 9 : กลางดงหลวง

โดย : มาลา คำจันทร์

เพื่อนเดียวเสี่ยวฮัก กับเรื่องราวของตำนาน ความเชื่อ และความรัก…มิตรภาพอันบริสุทธิ์ของเพื่อนรัก กับความรักที่มีต่อหญิงสาวคนเดียวกัน ความรักนั้นจะสะบั้นสายสัมพันธ์ของเพื่อนลงได้หรือไม่…ผลงานจาก อ. มาลา คำจันทร์ ในรูปแบบ นิยายออนไลน์ ที่ อ่านเอาอยากให้ทุกคนได้ติดตามและ อ่านออนไลน์ ไปพร้อมๆ กัน

สมัครบัตร Citi Ready Credit

ทุกยอดการสมัครจะมีส่วนแบ่งกลับมาสนับสนุนเว็บไซต์อ่านเอาของพวกเรา 🙂

……………………………………………………………….

-9-

 

“หมูตัวนั้น เป็นหมูหินจริงหรือเสี่ยว”

“ไม่รู้ ไม่เห็นกับตา กูไม่แน่ใจ ถึงไม่ใช่หมูหินก็อย่าได้ดูแคลน หมูเร็วกว่าเสือ อย่ายิงซึ่งหน้าเด็ดขาด มันสวนควันปืนเข้ามา ไม่ทันขยับตัว ท้องแตก ไส้ทะลัก ซากหมาหมู่นั้นมึงก็เห็นแล้ว”

“พี่น้อยอ้าย…ถอดใจกลับไปเลย”

“มึงอย่าว่าถอดใจ พี่น้อยอ้ายไม่ใช่คนขี้ขลาด แต่แกมีลูกมีเมียที่ต้องดูแลรับผิดชอบ ใจพี่น้อยอ้ายใหญ่มาก มึงเอาเงินร้อยล่อแกให้แกะรอยหมูหิน แกไม่เลือกเงินร้อย แต่เลือกกลับไปปกห่มเหลื่อมงำลูกเมีย ลูกเมียแกแพงค่ากว่าเงินร้อย กูถึงว่าพี่น้อยอ้ายใจใหญ่”

“มึงไม่ขึ้นเรือนคำแก้วนานเท่าไรแล้วเสี่ยว” ลูกกำนันดีเด่นเปลี่ยนเรื่อง

“เป็นเดือนแล้ว” ลูกคนหายเหมือนตายจากตอบ

“จะนอนไหน”ลูกกำนันเปลี่ยนเรื่องอีก “ห้างก็ไม่มี”

“ที่ทางแถวนี้พอนอนได้”

 

คนผอมบางผิวหน้าเผือดจางกวาดตามองช่องไม้ข้างหน้าเหมือนจับสังเกตอะไรสักอย่าง  คนล่ำหนาเค้าหน้าเข้มคมมองตาม แต่ไม่เห็นรหัสความลับอะไรอยู่ตามใบไม้

“ช่วยกันหาฟืนก่อนเสี่ยว เยอะๆ ยิ่งเยอะยิ่งดี”

ชะนีร้องผัวๆ แสงแลงลับลาไปเรื่อยๆ ดงไม้ใหญ่กว้างซบเซาเหงานิ่ง นกเอี้ยงดงเป็นหมู่ๆ ส่งเสียงจอแจแย่งกิ่งแย่งก้านแก่กัน กินข้าวอิ่ม สูบยาพอหายอยาก อุ่นแสงเอาย่ามขึ้นไหล่ออกหาฟืน องอาจทิ้งเป้หลังวางพิงโคนไมใหญ่แต่เพื่อนเตือนว่าควรเอาติดตัวไว้ตลอด ได้ฟืนเพียงพอแก่ความต้องการ ลูกคนยากก่อไฟ ลูกคนรวยปลีกไปอาบน้ำชำระเหงื่อไคลในห้วย แสงแลงลับลาไปหมดแล้ว ดงดอยใหญ่กว้างเหมือนกำลังจะหลับ เสือสางร้องอยู่บ้างไกลๆ นี่แค่เข้ามายังไม่ถึงขอบดงหลวงด้วยซ้ำ แต่สาบเสือสาบสางก็โชยมาแล้ว

เรื่องเล่ายังรบกวนจิตใจ

ทหารญี่ปุ่นมีปืนกลยิงรัวได้เป็นร้อยนัด แต่งูหลวงก็คาบเอาไปกินได้

โหล่งเผตนั้นล่ะ ลึกลับรุงรัง เปรตผีพล่านพลุกดุกเดือด ออกมาล่าเอาคนไปกินได้ แม้กลางวันแสกๆ

อวดหาญอวดห้าวเกินไปไหม ที่รับปากนำเพื่อนตามรอยหมูเมื่อพี่น้อยอ้ายหันหลังให้แล้วกลับไปสู่หมูบ้าน หมูตัวนั้นใหญ่กล้าเขี้ยวคมขนาดขวิดหมาท้องแตกตายหลายตัว หมูหินใช่ไหม ไม่รู้ ไม่แน่ใจ เพราะไม่ได้เห็นกับตา รู้แต่ว่าตัวใหญ่ เขี้ยวคม ยังไม่แก่เฒ่าอุ้ยอ้าย เพราะร่องรอยการต่อสู้กับฝูงหมาบอกว่ามันแว้งวัดฉับไว หมาหลายตัวแตกพ่ายกระจายกระเจิง

นึกคิดคำนึงถึงเครือเขาหลงในเรื่องเล่าของตา มันเลื้อย มันเลือนไปตามดิน ผู้ใดหากเผลอข้ามแล้วจะหลง จะไม่ได้กลับออกมา พ่อเอง พ่อเผลอข้ามเครือเขาหลงไหม พ่อหลงเข้าโหล่งเผตไปแล้วใช่ไหม หรือว่าพ่อพลั้งเผลอข้ามแดนเข้าเขตพม่าที่เขายังสู้รบกันอยู่ แล้วพ่อก็ถูกเขาจับเอาไปจึงไม่ได้กลับมา

มองมามองไป ไม่พบกอไม้ข้าวหลามเหมาะๆ เอาข้าวสารใส่ผ้าขาวม้าผืนเก่า เอาเครือเขาเถาวัลย์เส้นเล็กๆ เคียนคาดให้แน่น เอาห่อข้าวสารแช่น้ำในห้วย หาหินหนักทับชายผ้าไว้ไม่ให้น้ำพัดพาไป เอาผ้าน้อยชุบน้ำมาเช็ดหน้าเช็ดตา เช็ดเนื้อเช็ดตัว แค่เช็ด ไม่กล้าอาบ ไม่ได้กลัวผีห้วยผีน้ำจะทำร้ายแต่วันนี้ค่ำมืดจวนตัว หากลงแช่น้ำอย่างเพื่อน กลัวไข้ในเนื้อเรื้อรังจะคืนกลับ

 

 “มันเป็นไผ…” จู่ๆ ไอ้คนหน้าจางก็ถามโพล่งขึ้น  “มึงบอกกูได้ไหมเสี่ยว”

“ไผ…ผู้ใด” คนหน้าเข้มมีท่าทีงงๆ “ มึงถามเรื่องอะไร”

“อีแหวน มึงละเมอเมื่อคืน มึงว่าเรื่องอีแหวนไปถึงไหนแล้วแม่”

“สาวปางไม้แดง มันอ้างว่าท้องแล้ว ขู่จะเอาเงินสร้อยเอาแสงน้ำหนักบาทหนึ่ง แม่กูไม่ยอม พ่อแม่มันจะมาหาพ่อกู  แม่กูเลยให้กูหลบหน้ามาก่อน สักสองสามคืน สี่ห้าคืน”

“มิน่า มึงลากกูมา ลุกลี้ลุกลน”

“กูไม่อยากอยู่สู้หน้าพ่อแม่มัน ข้อสำคัญ กูไม่อยากอยู่สู้หน้าพ่อกู”

“มึงเล่นสาวมากี่คนแล้ว”

“ไม่มาก สามสี่คนเท่านั้นเอง”

“คำแก้วล่ะ มึงก็คิดแค่เล่นใช่ไหม”

“มึงไม่ใช่พ่อกู อย่ายุ่ง”

“กูจะยุ่ง”ว่ากล่าวเรียบๆ เย็นๆ แต่น้ำเสียงดูเด็ดขาด “ถ้ามึงคิดแค่เล่น ไม่ใช่มึงตายก็กูตาย”

“ถึงขนาดนั้นเลยหรือเสี่ยว”

“มึงเอาคำแก้วขึ้นเรือนเถอะ “คนหน้าจางสูดลมหายใจลึกๆ ยาวๆ ผ่อนคลายน้ำเสียงเข้มงวดจริงจังลง “เห็นแก่กูที่มึงอ้างว่าเป็นเพื่อนเดียวเสี่ยวฮัก มึงไม่รักคำแก้วก็หลีกทางไปเสีย แต่หากไม่หลีก ยังคิดแค่เล่น มึงเอาคำแก้วขึ้นเรือน อันนี้เป็นคำขอร้องของคนที่มึงเรียกว่าเพื่อนเดียวเสี่ยวฮัก”

“แล้วมึงล่ะ”

“กูมันลูกคนทุกข์คนยากเสี่ยวเอ๋ย ฐานะไม่ทัดหน้าเทียมตาใครเลย กูรักคำแก้ว แต่แม่บัวถารังเกียจกู เอาคำแก้วขึ้นเรือน กูย้ำ อาจไม่ยาวนานเหมือนอ้ายสมศักดิ์เอาพี่พินขึ้นเรือนก็ได้ เบื่อหน่ายขึ้นมา สองสามปีข้างหน้ามึงซื้อละ[1]เสีย  ลูกมึงหากไม่เลี้ยง กูเลี้ยงเอง”

“ไอ้เสี่ยว !”

 

ซื้อหนังสือที่ www.naiin.com ไม่ว่าเล่มใดก็ตาม

ทุกยอดการสั่งซื้อจะมีส่วนแบ่งกลับมาเพื่อสนับสนุนเว็บไซต์อ่านเอา

ชุมชนแห่งการอ่านของพวกเรา : )

แม้ไม่ใช่ครั้งแรกที่ค้างคืนในป่า แต่ตลอดมาล้วนอยู่บนห้างที่สูงพ้นพื้นสี่ห้าเมตรเป็นอย่างต่ำ ครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกที่นอนกับดิน

ดงหลวงเยือกเย็นข่มขวัญ มันเปลี่ยว มันวังเวง สะกดสำทับ มีบางอย่างแฝงอยู่ ข่มขู่คุกคามหนักหน่วงกว่าขุนแม่แลบที่เคยแรมคืน อะไรที่แฝงอยู่นั้นคล้ายจับตามองอยู่ตลอดเวลา เหมือนเสือจับตามองเหยื่อ ยังไม่ตะครุบ แต่ย่องย่างติดตามพร้อมจะจู่โจมถึงตัวได้ทุกขณะ

ชาวห้วยห้อม ยางฮอมและปางไอ่อาจประจักษ์ลึกซึ้งในข้อนี้ จึงเลี่ยงที่จะเข้าดงหลวง อ้างเรื่องราวน่ากลัวต่างๆ นานา ถามตัวเองว่ากลัวไหม

กลัว แต่ก็อยากรู้อยากเห็น

เหมือนกลัวผี แต่ก็ชอบฟังเรื่องผี

ข้อสำคัญเรื่องร้อนแรงทางบ้านยังไม่เย็นลงเลย เพิ่งคืนที่สาม อีกสักคืนสองคืนค่อยกลับจะดีกว่า ไม่อยากกลับไปนอนแช่บ้านพ่อหลวงห้วยห้อม มันดูเหยาะแหยะ สำรวยกรุ้งกริ่งเกินไป นอนในดงหลวงสักคืนสองคืนแล้วค่อยออกไปดูบึกบึน สมบุกสมบัน บัวผายอาจประทับใจเขามากขึ้น

“หมูหินหนังมันเป็นหินหรือเสี่ยว ชาวห้วยห้อมถึงกลัวนัก”

“เล่ากันมาว่าอย่างนั้น หนังมันแข็งเหมือนหิน หอกดาบปืนไฟใดๆ ก็ระคายหนังมันไม่ได้ ข้อสำคัญมันมีเขี้ยวแก้ว ด้วยอำนาจเขี้ยวแก้ว มันจึงเป็นใหญ่อยู่ในป่า แม้แต่เสือยังขบมันบ่เข้า เขี้ยวแก้วข่ามคง ผู้ใดได้เขี้ยวแก้วห้อยคอจะข่ามคงหนังเหนียว เข้าศึกเข้าเสือ สงครามลามไหม้ใดๆ อย่าได้กลัวเลย ปืนผาหน้าไม้ หยูกยาอาคมใดๆ แผ้วพานไม่ได้ เชื่อถือเล่าลือกันมาอย่างนั้น”

“ล้มหมูหินได้ กูซี่ มึงซี่นะเสี่ยว”

“ใจเติบเสิบกล้านักนะมึง คิดจะล้มหมูหิน”

“แค่อยากลอง สัตว์ใหญ่อย่างหมูอย่างเสือ กูยังไม่เคยยิงเลย”

“กูเอง ขนาดหมูเขื่องๆ กูยังเลี่ยง”

“ปืนมึงไม่มีอานุภาพพอ”

“หยุดปาก ห้ามพูดว่าให้กูยืมปืนออโตฯมึง กูไม่ยืมเด็ดขาด กูกลัวจะหย้าม” เขาหมายถึงติดใจ เคยตัว “คราวนี้ละก็ กูอาจเตลิดแตกฟุ้งไปใหญ่ ไม่ไว้ไม่วางกันละ ไม่ว่ากระทิง งัวแดง กำเริบหนักอาจถึงขั้นรับจ้างล่าเสือร้ายช้างร้าย กูบ่เอา กูบ่ยืม อย่าเอาปืนออโตฯมาล่อกู แค่ปืนแก๊ป หมูหนุ่มเก้งหนุ่มกวางหนุ่มตายกับมือกูเท่าไรไม่รู้ ตากูว่าสาเหตุหนึ่งที่พ่อกูพลัดหลงดงดิบดงดำ เพราะพ่อกูเอาชีวิตท่านมาต่อชีวิตตัวเองมากเกินไป”

“มีนาร้างอยู่บ้านหล่ายหนองสองสามไร่ มึงอยากทำเพิ่มไหม”

“มึงเก็บไว้ซื้อละคำแก้วเถิด กูค่อยทำตอนนั้น”

เงียบกันไปนาน นอนนิ่งๆ เหมือนเพื่อนตัวผอมบางกว่าจะหลับไปแล้ว แต่องอาจกลับไม่อาจข่มใจให้หลับลงได้เลย มันฟุ้งซ่าน คิดไปเรื่องนั้นเรื่องนี้ พอจะรั้งใจลงได้ ยุงก็หวู่ๆ หวี่ๆ ข้างหูชวนรำคาญ  แม้จะเอาใบสะเดาป่ามาขยี้แล้วถูทาทั่วหน้าตาแขนขา แต่แทนที่จะขับไล่มันไป กลับเหมือนเรียกมันมา

เข้ามาถึงดงหลวง กูจะได้ยิงเสือสักตัวไหมหนอ

เคลิ้มๆ พอจะหลับ กิ่งไม้หักเผาะ บางทีก็หักโผงผางเหมือนมีใครหักแล้วโยนลงมา ต้นไม้เหมือนคนย้ายตีน รุกรุมคุมหมู่เคลื่อนมาบีบล้อม เผลอๆ พอใจผ่อนคลายคล้ายจะหลับกลับเห็นเปรตผียื่นมือยาวมาหมายคว้า รู้อยู่ว่าเป็นภาพหลอน แต่ก็อดสะดุ้งสะท้านไม่ได้

“เสี่ยว”

“หือ”

“มึงหลับแล้วหรือ”

“ก็หลับไปบ้าง มึงเองก็หลับเถอะ ไม่มีอะไรหรอก สักครึ่งคืนกูจะลุกมาเฝ้าไฟ”

“เล่าให้กูฟังบ้าง กลางป่าง่าไม้มึงอยู่ได้คนเดียว ไม่เคยกลัวเลยหรือ”

“ใครบอกมึง กลัวสิ ทำไมไม่กลัว  ใหม่ๆ ก็เป็นมาก นานๆ เข้าก็ลดลง ไม่ใช่แค่กลัวนะมึง บางทีมันก็มีขื่นใจ ขมใจ น้อยใจ สารพัดละมึง มีอยู่คราวหนึ่งฝนตกย้อยหน้า ไข้กูขึ้น”

“ไข้มึงขึ้น มึงเป็นอะไร”

“ไข้ป้าง นานๆ ทีมันจะขึ้นสักครั้ง แต่เกือบสองปีละที่มันไม่ขึ้น”

“มิน่า หน้ามึงซีดๆ จางๆ  เพราะมีไข้ป้างไข้ป่าขังอยู่ในเนื้อนี่เอง”

“คนเข้าป่า น้อยคนนักที่ไม่มีไข้ขังข้างในเนื้อ  ครูกู…”

“สมัยใหม่เขาเรียกว่ามาเลเรีย แล้วยังไงอีกเสี่ยว  ฝนตกย้อยหน้า ไข้มึงขึ้น”

“กูก็หนาวสั่นดกๆ อย่างลูกนกตกน้ำ หนาวเหน็บเจ็บดูก กูก็ได้แต่นอนขดนอนงอคนเดียวบนห้าง มึงไม่รู้ บางทีกูไม่ได้ร้องไห้แต่น้ำไห้มันไหลออกตา คับแค้นแน่นใจขึ้นมา บางทีกูก็ถามตัวเองว่าทุกข์ยากขนาดนี้ ทำไมกูไม่ไปเป็นโจรรู้แล้วรู้รอด ปล้นกินยังสบายกว่านี้ แต่มันก็วูบๆ วาบๆ เท่านั้นเอง  คนทุกข์ยากลำบากกว่ากูยังมีอีกเยอะ คนแขนกุดขาด้วน คนเป็นเรื้อนเป็นทูด บางคนก็เป็นผีบ้า ผ้าไม่เป็นเสื้อ เนื้อไม่เป็นหนัง บ้านช่องห้องหออยู่ที่ไหนไม่รู้ เดินไป บ่นไป ได้กินบ้างไม่ได้กินบ้างเขายังอยู่ได้  กูเอาคนหมู่นี้มาเปรียบ ก็ค่อยมีแรงใจอยู่มา” …”

องอาจฟังอย่างเดียวไม่สอดปากซักถามอะไรอีก  แต่แล้วน้ำเสียงเอื่อยๆ เรื่อยๆ ของเพื่อนกลับหายไปเฉยๆ อ้าปากจะถาม แต่อุ่นแสงยกมือในท่าห้าม ลดเสียงเบาลง

“มันกำลังเข้ามา”

“อะไร”

“เสือ…”

ใจเต้นแรง กึ่งกล้า กึ่งกลัว ความกลัวเสือมันคุกคามจิตใจเขามาโดยตลอด ไม่รู้มันมาจากไหน ไม่เคยโดนเสือตะปบ ไม่เคยวิ่งหนีเสือ ไม่เคยเผชิญหน้าเสือเลยสักครั้งด้วยซ้ำ

เหมือนกลัวผีกระมัง ไม่เคยโดนผีหลอกสักครั้งแต่กลัวผี

กองไฟยังลุกแรง อุ่นแสงนิ่งๆ เฉยๆ เสือกำลังเข้ามา แต่เหมือนหมากำลังเข้ามาสำหรับมัน

อายุอาจเท่ากัน แต่ประสบการณ์ในป่าของเขาน้อยกว่ามันหลายเท่า  เพื่อนอาจรู้จากกลิ่น อาจรู้จากเสียงย่องย่างแผ่วเบาของเสือ แต่เขาไม่ได้กลิ่น ไม่ได้ยินเสียงมันเลย

ช้า  นาน  นานเหลือเกิน คันยุกยิกนั่นๆ นี่ๆ ยุงร้องหวี่ๆ ใกล้หูก็ไม่กล้าตบ อดรนทนไม่ได้ ถามขึ้นอีกครั้ง

“อะไรกันแน่ เสือ…หรือผี”

“ไปทางอื่นแล้ว อาจเปลี่ยนใจ อาจกลัวไฟ หลับเถอะเสี่ยว กูเฝ้าไฟดีกว่า”

ลูกคนยากว่ากล่าวเหมือนตัดบท ลุกไปซนฟืนใส่ไฟให้ลุกแรงขึ้น ลูกคนรวยลุ่ยตัวลง นอนยาวกับพื้นชี้เท้าออกนอก   ข่มใจให้สงบ หวังจะหลับได้ง่ายแต่กลับหลับยาก มันไม่สะดวกสบายเอาเสียเลย พื้นดินมีหินมีกรวดไม่ราบเรียบและนุ่มนวลเหมือนฟูกยัดนุ่น นึกคิดคำนึงถึงที่นอน และนางนอนเนื้อแน่น พ่อไม่ชอบเลยที่เขาล่อหลอกโลมเล้าเอานางลงนอน มันจะเสื่อมเสียมาถึงพ่อ

พ่อรักเขามาก เขารู้

เขาเองล่ะ รักพ่อมากไหม

ก็รักมากนะ ไม่น้อยไปกว่ารักแม่เด็ดขาด แต่จะมากเท่าพ่อรักเขาไหม อันนี้บอกไม่ถูก พ่อหวังในตัวเขามาก เขาเองเกิดมาในยุคที่ผู้มั่งคั่งมั่งมีในสังคมพื้นเมืองทั้งหลายตื่นตัวทางการศึกษา พ่อจึงหวังเห็นเขาได้เป็นใหญ่เป็นโต เป็นเจ้าคนนายคน แต่เขากลับเรียนหนังสือไม่เก่ง ม.๔ ก็ซ้ำชั้น ม.๕ ก็ซ้ำอีก ขึ้นมาถึง ม.๖ ก็ตกอีก มันเต็มกลืนจริงๆ สำหรับเขา

“อุ่นแสง”

“มึงหลับเถอะ”

ลมเย็นยังเฉื่อยฉิว อากาศในดงเยือกเย็นกว่าที่บ้านห้วยห้อมเสียด้วยซ้ำ  หลับตาลง แต่ใจไม่หลับ เหมือนเห็นอะไรไม่รู้ย่องย่างเข้ามา ไม่อยากมองแต่กลับห้ามใจไม่ได้ ผงกหัวขึ้นดูกลับไม่เห็นอะไร ลดหัวลง พอจะเคลิ้มหูก็ได้เสียงย่องย่างแผ่วเบาเข้ามาอีก  เหมือนๆ มันจะตัวเบา เบามาก เหมือนมีอุ้งตีนนุ่มแบบเสือ

อึดอัด คับข้อง ยุ่งเหยิงอยู่ในใจ ข่มอย่างไรใจที่ฟุ้งก็ไม่อาจสงบราบเรียบลงได้ อดไม่ได้จึงลุกออกไปสมทบเพื่อน

“เอาเหล้ามากินกันหน่อย เสี่ยว”

แสงไฟยังสว่าง  ลมพัดเบาๆ หอมกลิ่นดอกไม้กลางคืนอยู่จางๆ  ไม่มีเสียงเสือ ไม่มีเสียงจิ้งจอกหมาใน แต่มีเสียงแทะไม้กรอดๆ เหมือนหนูลับเขี้ยว  จิบเหล้าพอเมา กลับเข้าไปนอน กำลังจะหลับก็ได้ยินเสียงย่องย่างแผ่วเบาเหมือนมุ่งเข้ามา หรือจะเป็นผีก้องก๋อย  คนแก่คนเฒ่าเล่าว่าผีก้องก๋อยตีนเบามาก  อยู่กันเป็นหมู่ อยู่กันเป็นฝูงใหญ่  ช่วยกันไล่ล่าหากินเหมือนหมาใน รูปร่างหน้าตามันเป็นคน ขนาดเท่าเด็กสักสองสามขวบแต่ตัวผอมตัวบางหัวใหญ่ ตีนมันเหมือนตีนคน แต่มือมันมีเล็บแหลมงุ้มอย่างเล็บเหยี่ยว  มันกินทั้งตัวเป็นและตัวตาย

เสียงก๋อยๆ แว่วมา หวีดหวิว เยือกเย็นชวนขนลุก คงใช่มันแล้ว ผีก้องก๋อย

“กูนอนไม่หลับ”

“ภาวนาไว้ พุทโธ พุทโธ เดี๋ยวก็หลับเอง”

“กูก็ภาวนาแล้ว  แต่มันไม่ได้ผล”

“นึกหาครู ขออำนาจครูมึงมาคุ้มครองรักษา”

“กูไม่มีครู” ลุกขึ้น ออกมานั่งใกล้ไฟ หาเรื่องชวนเพื่อนคุย  “มึงมีครูหรือ ครูมึงเป็นใคร”

“พ่อหนานเย็น บ้านสันกอเก็ด”

“ที่เขาเรียกว่าหนานเย็นขี้เหล้าน่ะหรือ  ครูมึง”

“มึงอย่าได้ดูถูกดูแคลนครูกู” ลูกกำพร้าพ่อว่ากล่าวเย็นๆ แต่เป็นคำเด็ดขาด “ พ่อหนานเย็นอาจเป็นขี้เหล้า แต่พ่อหนานเย็นเป็นผู้ถ่ายทอดวิชาพรานแก่กู  กูมีครู คุณแห่งครูคุ้มครองรักษากู มึงไม่มีครู ไม่มีคุณแห่งครูคุ้มครองรักษามึง”

“กูอาจหาครูสักคน ตามึงล่ะ พ่อหนานอินตา กูไปขอเป็นศิษย์ตามึงดีไหม”

“ไม่ดี วิชาของตากูไม่เหมาะกับมึง เป็นวิชาเย็น ไม่ใช่วิชาร้อน เป็นวิชาอ่อน ไม่ใช่วิชาแข็ง เป็นไปเพื่อเกื้อกูลรักษา ไม่ใช่ปะทะต่อสู้”

ป่าดงพงทึบเหมือนหยุดย้ายตีนบีบรัดเข้ามา เสียงย่องย่างแผ่วเบาหายไป  เสียงกรอดๆ กัดแทะไม้ก็หายไป แต่ทันใดก็มีเสียงร้องแหลมเล็กดังขึ้นอีก เหมือนจะดังทางหลังดอยฟากพู้น ก็รู้อยู่ว่าเป็นเสียงบ่าง แต่จู่ๆ ดังขึ้นไม่ทันเตรียมใจก็อดสะดุ้งไม่ได้ เพื่อนมองมา สายตามันเหมือนเห็นเขาเป็นไอ้คำผุยน้องมัน  ไม่สบอารมณ์นัก

 

เชิงอรรถ : 

(1) ซื้อละ= จ้างหย่า ค่าชดใช้เมื่อหย่า

 

***

 

สั่งซื้อ Remember Wrinks

เซรั่มบำรุงผิวที่เป็นมาสก์ได้ในหนึ่งเดียว

ทุกยอดการสั่งซื้อจะมีส่วนแบ่งกลับมาเพื่อสนับสนุนเว็บไซต์อ่านเอา

ชุมชนแห่งการอ่านของพวกเรา : )

สั่งซื้อ 1 หลอดราคา 2,090 บาท คลิกที่นี่  >>>>> https://bit.ly/2UT2G40   

สั่งซื้อเซ็ตประหยัดสุดคุ้ม 3 หลอดราคา 2,940 บาท คลิกที่นี่  >>>>> https://bit.ly/2QFzcY9

อ่านเพิ่มเติม เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์นี้ คลิกที่นี่ >>>>>>>>>>> http://anowl.co/anowlsabai/remember-wrinks/

Don`t copy text!