ภูษาแห่งราชา บทที่ 1 : ลูกสาวของช่างภูษา

ภูษาแห่งราชา บทที่ 1 : ลูกสาวของช่างภูษา

โดย : นาคเหรา

ภูษาแห่งราชา นวนิยายเรื่องล่าสุดจาก นาคเหรา ที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากฉลองพระองค์ของพระราชาแห่งแดนโสม นิยายออนไลน์ ครบรส ที่ อ่านเอา อยากให้ทุกคนได้ อ่านออนไลน์ ได้ลงจนจบบริบูรณ์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ทางผู้เขียนใจดีมอบ 5 บทแรกไว้ให้อ่านกันที่อ่านเอา และหากติดใจอย่างอ่านต่อสามารถติดตามฉบับรวมเล่มที่ออกโดย สำนักพิมพ์ Groove www.groovebooks.com

—————————————————

 

ห้างชินมยองจู ปี 1962

ร่างผอมบอบบางของหญิงชราที่อายุมากกว่าแปดสิบปี กำลังนั่งฟังข่าวการเสด็จกลับขององค์หญิงท็อกฮเยจากสำนักข่าวในประเทศ ใบหน้าที่มีเค้าว่างดงามนั้นเผยรอยยิ้มออกเพียงแต่น้อย ในมือยังถือเศษผ้าไหมที่เหลือมาจากการตัดชุดฮันบก เศษผ้าเหล่านั้นถูกเย็บเป็นพกจูมอนี่ หรือกระเป๋าผ้าใบเล็กๆ ที่มักเอาไว้ใส่เครื่องประดับหรือสตางค์ในวันขึ้นปีใหม่ของเกาหลี เพื่อเอาไว้แจกให้กับเด็กในสถานสงเคราะห์ที่เธอเป็นคนอุปการะส่งเสียเด็กกำพร้านั้น ตั้งแต่หลังสงครามเกาหลีเป็นต้นมา อาการดังกล่าวทำให้ผู้ที่เฝ้ามอง ต่างสงสัยว่าในรอยยิ้มที่เผยออกของคุณย่ามีอะไรแอบซ่อนอยู่กันแน่

“มาแอบดูย่าอีกแล้ว สงสัยนักว่าหญิงชราอายุเกือบจะแปดสิบคนนี้มีอะไรให้หนุ่มแอบมอง”

“แหม… คุณย่าก็ ผมอุตส่าห์กลั้นหายใจ ยังรู้อีกว่าเป็นใคร อย่างนี้จะไปสนุกอะไรฮะ”

เจ้าของเสียงทุ้มนั้นกล่าวพลางก้าวเท้ายาวๆ เข้าไปห้องที่ถูกตกแต่งไว้อย่างงดงาม เขาเพิ่งสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ แต่เป็นคนเดียวในครอบครัวก็ว่าได้ ที่สนใจเรียนเรื่องประวัติศาสตร์ เพราะหลานคนโตสองคนกลับเรียนบริหารธุรกิจเต็มตัวเพื่อจะได้กลับมาเป็นกำลังสำคัญของครอบครัวในการบริหารห้างชินมยองจู ห้างที่ออกแบบชุดฮันบกที่ใหญ่ที่สุดในเกาหลี ณ เวลานี้

แต่ชายหนุ่มออกจะแปลกใจว่าคุณย่าเก็บเศษผ้าพวกนี้มาทำไมมากมาย เพราะถ้าท่านต้องการผ้าไหมเนื้อละไมสักผืนคงไม่เป็นเรื่องยาก แล้วเศษผ้ามากมายนี่ท่านจะเก็บมันมาไว้ทำไม น่าจะทิ้งไปเสียก็ได้ มือเหี่ยวข้างหนึ่งชูขึ้น เพื่อให้หลานชายจับจูง ชายหนุ่มยิ้มน้อยๆ ก่อนค่อยๆ ประคองผู้สูงวัยกว่าให้ลุกขึ้น

“พ่อกับแม่ของหลานไปไหนจ๊ะ แล้วแม่บ้านทำของว่างไว้ให้หรือยัง”

“ผมกินมาจากมหาวิทยาลัยแล้วครับ คุณย่าไม่ต้องห่วงหรอกนะครับ ที่มหาวิทยาลัยมีร้านซุปร้อนๆ ผมกับเพื่อนเลยชวนกันกินก่อนกลับน่ะครับคุณย่า” แจยอลเอ่ยพลางยิ้ม แต่คนสูงวัยกว่ากลับไม่ได้คิดแบบนั้น ที่ผ่านมาทั้งลูกชายและลูกสะใภ้เอาแต่หาเงินเพื่อก่อร่างสร้างตัว จนไม่มีเวลาดูแลลูกเท่าที่ควร ยิ่งลูกชายสองคนถึงกับส่งไปอยู่โรงเรียนประจำตั้งแต่เล็ก มีแจยอลนี่แหละ ที่เธอได้เฝ้าถนอมเลี้ยงดูมาตั้งแต่วัยแบเบาะ ทำให้ชายหนุ่มสนิทกับเธอที่เป็นย่ามากกว่าหลานทุกคน

“เฮ้อ…ห่วงแต่หาเงิน จนไม่มีเวลาดูแลลูก ย่าบอกหลายครั้งแล้ว”

“ไม่เป็นไรหรอกครับ คุณพ่อเห็นว่าช่วงนี้เป็นโอกาสดีที่จะขยายธุรกิจ ดีเสียอีก ชินมยองจูจะได้ขยายไปไกลหลายสาขา ชุดฮันบกของเราจะได้มีคนซื้อเยอะขึ้น”

“แต่ก็ควรกลับมาดูแลลูกบ้าง ไม่ใช่ไปทางใครทางมันอย่างนี้ แต่ก่อนเคยกินข้าวพร้อมหน้ากันทุกวัน ตอนนี้อาทิตย์ละครั้งก็ยากแสนยาก”

คนเป็นย่าเอ่ยพลางเดินตามหลานไปยังโรงย้อมผ้าหลังบ้าน ชายหนุ่มก้าวช้าๆ ดวงตาคมคายคู่นั้นมองไปรอบๆ บ้าน ที่บางส่วนถูกทุบทิ้งและสร้างตึกขนาดใหญ่ แต่ในบริเวณนั้นก็ยังมีบ้านฮันอก ที่นี่เป็นบ้านของสกุลคิมแห่งอันดง

“แจยอล ถ้าวันหนึ่งย่าไม่อยู่แล้ว จะทุบบ้านหลังนี้ทิ้งไหม”

“ไม่หรอกครับ ผมก็ชอบบ้านของคุณย่ามาก คุณปู่ก็ชอบ ผมไม่มีวันทำอย่างนั้นแน่ๆ”

“ต่อให้แจยอลจะทำจริงๆ ย่าก็ไม่ว่าหลานหรอกนะ แต่มันคงไม่ปวดใจพิลึก เพราะถึงตอนนั้นย่าก็คงมองไม่เห็นแล้ว” ยูฮวารยองเอ่ยเสียงเศร้าๆ แต่หลานชายกลับส่ายหน้าน้อยๆ

“ไม่หรอกครับ ผมไม่ทุบทำลายความทรงจำของคุณย่าหรอก ต่อให้โลกจะเปลี่ยนไปขนาดไหน ผมเชื่อว่าคนเราก็คงอยากกลับมาเป็นเหมือนเก่า เครื่องจักรอาจจะทำบางอย่างได้ดี แต่อาจจะทำของบางอย่างไม่ได้ อย่างลายปักบนชุดมังกรของนักแสดงนี่ไง ผมว่าคุณย่าปักมันได้สวยกว่าเยอะ”

ชายหนุ่มยิ้มกว้างก่อนจะชี้ไปยังชุดสีแดงสดที่ถูกตัดมาจากผ้าไหมเนื้อดี ตรงกลางหน้าอกปักเป็นรูปมังกร ในสายตาของชายหนุ่ม ชุดนี้นับว่าเป็นชุดฮงรยองโพ่ที่งดงามมาก แต่คนเป็นย่าส่ายหน้าไปมา ก่อนเอ่ยราวกับจะเดาความคิดเขาได้

“ชุดนี้ยังไม่ได้เศษเสี้ยว ฉลองพระองค์ของจริงที่องค์จักรพรรดิได้สวมใส่ ไม่ได้แม้หนึ่งเสี้ยวธุลีจริงๆ”

“ผมเห็นว่าชุดนี้สวยมากนะครับคุณย่า ชุดนี้ป้านาคยองเป็นคนตัด แต่ลายปักใช้เครื่องจักรใหม่ของคุณพ่อ ผู้จัดการกองถ่ายละครพีเรียดยังชอบมากเลยครับคุณย่า แต่ผมว่ามันเหมือนกับขาดอะไรบางอย่างไป” แจยอลทำท่าครุ่นคิด ฮวารยองยิ้มน้อยๆ อย่างนึกขำท่าทางของหลานชาย จะว่าไม่ได้หรอกนะ เพราะว่าเด็กรุ่นใหม่ เห็นแต่สิ่งที่สร้างขึ้นเพื่อจำลอง แต่ยังไม่ดีพอที่จะสืบทอดและรักษา

“นั่นเป็นเพราะคนรุ่นหลานไม่เคยเห็นฉลองพระองค์ของจริงน่ะสิ แต่ย่าน่ะเกิดและเติบโตมาโดยมีพ่อเป็นช่างภูษา สิ่งที่หลานเห็นว่างามแล้วดีแล้ว กลับไม่ได้ครึ่งในภาพจางๆ ในความทรงจำของย่าด้วยซ้ำ เสียดายนักที่คนรุ่นต่อไปจากนี้จะไม่เห็นฉลองพระองค์สูงค่า… ภูษาแห่งราชาอีกแล้ว”

ใบหน้าของคิมแจยอลมีร่องรอยสงสัย สำหรับเขาแล้วแม้จะไม่ค่อยชอบงานเย็บปักนัก เพราะเห็นว่าสิ่งเหล่านั้นเป็นงานของผู้หญิง แต่ทว่าตั้งแต่เกิดจนโตมาถึงบัดนี้ แค่ปลายนิ้วสัมผัส เขาก็รู้ว่าผ้าชนิดไหนเป็นของดีหรืองานฝีมืออย่างหยาบ ชุดสีแดงฮงรยองโพ่ที่เขาเห็นเป็นชุดที่ตัดมาจากผ้าไหมเลี้ยง ทอด้วยวิธีการพิเศษแทรกทุกลายเมฆบนเนื้อผ้า

เมื่อตัดออกมาก็ถูกปักแทรกลายมังกรที่แขนทั้งสองตามสัญลักษณ์ของกษัตริย์โบราณ ตรงกลางหน้าอกเป็นรูปมังกรตราราชวงศ์โชซอนบอกตำแหน่งราชาแห่งแผ่นดิน เขาคิดอย่างไม่เข้าข้างตัวเองว่า ชุดดังกล่าวเป็นชุดที่งดงามจริงๆ หาได้ยากนัก ที่คนในยุค 60s จะทำได้อย่างนี้ แต่คำของคุณย่า ครั้นไม่ฟังเลยก็ไม่ใช่ เพราะน้อยคนนัก ที่จะรู้ว่าท่านเคยเป็นช่างภูษาของพระราชาคนสุดท้ายในราชสำนักโซซอน

ร่างผอมบอบบาง ในชุดฮันบกสีแดงหม่นเดินพาหลานชายคนเล็กของตระกูลไปยังเรือนไม้ ที่ตลอดห้าสิบปีเธอใช้ที่นี่เป็นที่พำนัก ของทุกชิ้นล้วนถูกเก็บรักษาอย่างดี สำหรับยูฮวารยองแล้ว อุปกรณ์เย็บปักช่วงปลายโชซอนเป็นสมบัติที่เธอหวงแหน ในนั้นมีรูปเก่าเก็บสีเทาซีดจางของชายคนหนึ่งที่แต่งตัวเป็นขุนนางสังกัดมูบัน (ขุนนางฝ่ายทหาร) ในมือของเขามีดาบอุนกอมประจำตำแหน่ง ดวงตาคมคู่นั้นเหมือนกับดวงตาคมคายของหลานชายมาก แจยอลก้าวตามผู้เป็นย่าเข้ามาในห้องก่อนจะโค้งลงน้อยๆ ให้กับรูปของปู่ ที่ผนังห้อง

“สวัสดีครับคุณปู่ ชุดคนปู่ดูดีมากเลยครับ ไม่แน่นะครับ ถ้าหากปู่เกิดในสมัยนี้ อาจจะได้รับบทเป็นลีซุนซินก็ได้”

“ยองกัม หลานชายของเราชมว่าท่านรูปงามนัก แต่เสียดายจริงๆ” ยูฮวารยองก้มลงเหมือนจะปิดบังความรู้สึก สิบกว่าปีก่อนใต้เท้าคิมจุนโฮจากเธอไปพร้อมกับบอกว่า

“ถึงเวลาแล้ว ที่พี่ต้องไปรับใช้ฝ่าบาท”

ในวันที่เขาหมดลมหายใจ เธอไม่ได้ร้องไห้ออกมาให้ใครเห็นน้ำตาแม้เพียงหยด เธอได้แต่ปักผ้าลายดอกซานซูยุ (ดอกวูด) คลุมให้เขาเท่านั้น แต่แม้ไม่ร้องไห้ความสุขก็หายไปแล้วชั่วชีวิต แจยอลมองดวงตาคู่สวยที่พร่างพราวด้วยหยดน้ำตา ก่อนจะเอามือแตะที่หลังมือของผู้สูงวัยกว่า ในอาการนั้นหลานชายคนเล็กของเธอกลับทำทุกอย่างได้เหมือนกับที่ใต้เท้าคิมเคยทำทุกประการ

“ย่าไม่เป็นอะไรหรอก แต่แจยอลก็รู้ใช่ไหมว่า มันเป็นเรื่องยากมาก เวลาที่เราเอ่ยถึงคนที่เรารักสุดหัวใจแล้วจะไม่ร้องไห้ คิดว่าที่ย่าพาหลานมาที่นี่ ย่าจะอวดอะไรรึ ไม่ใช่น้ำตาหรอกนะเจ้าตัวดี”

“ถ้าอย่างนั้นคงต้องรีบอวดก่อนที่พี่ใหญ่ พี่รองจะมาถึง คุณย่าก็รู้ใช่ไหมครับว่าของบางอย่างผมไม่อยากมีตัวหาร” แจยอลพูดติดตลก ก่อนจะเดินตามย่ามาในห้องนอน ในห้องนั้นไม่ตกแต่งพิเศษอะไร ถ้าเทียบกับฐานะและเงินทองที่มีอยู่ตอนนี้ ห้องของย่าไม่ว่ากี่ปีก็ตกแต่งแบบเรียบๆ ข้าวของส่วนใหญ่เป็นของโบราณ อย่างตู้ไม้ลายนกกระเรียนนี่ก็เป็นของเก่า และมันก็ถูกซ่อมแซมมาเรื่อยๆ มีเตารีดแบบโบราณที่ย่าเอาไว้รีดชุดฮันบกและหีบผ้าที่ข้างในนั้นมีชุดเก่าๆ ของคุณปู่อยู่ ยูฮวารยองปล่อยมือหลาน ก่อนจะเดินไปหลังตู้หนังสือแล้วดึงเชือกเพื่อเลื่อนฉากกั้นให้เลื่อนออก

“นี่มันอะไรกันครับคุณย่า ผมหมายถึงที่ห้องคุณย่ามีห้องลับด้วยหรือครับ ผมไม่เคยรู้มาก่อนเลย”

“ห้องนี้ถูกสร้างมาเท่ากันกับอายุบ้านหลังนี้แล้ว ห้องลับก็ต้องเอาไว้เก็บความลับใช่ไหม เดินเข้ามาใกล้ๆ สิ เอาตะเกียงเข้ามาด้วย ในห้องนี้ไม่มีไฟฟ้าหรอกนะ” ชายหนุ่มทำตามอย่างที่ย่าต้องการ เขาเดินไปจุดตะเกียงที่อยู่บนโต๊ะไม้สนตัวเตี้ย แม้เขาจะสงสัยและแปลกใจมากแต่ก็ไม่ได้พูดอะไรต่อ พอจุดตะเกียงได้มีข้างหนึ่งก็รีบมาจูงมือของย่า เพราะเกรงว่าท่านจะล้มลงไป

เมื่อแสงไฟสาดเข้ามาในห้องทีละน้อย นั่นทำให้เขาต้องแปลกใจถึงกับอุทานออกมาเลยทีเดียว

“คุณย่าครับ นี่มัน!”

ชุดฉลองพระองค์ในตู้กระจกสามชุด แค่ต้องแสงไฟจากตะเกียงก็เป็นเงาระยิบระยับ แสงจากตะเกียงนั่นทำให้เขาได้เห็นว่าชุดทั้งสามมีลวดลายที่วิจิตรนัก เขาเชื่อว่าถ้าคุณพ่อหรือทุกคนในครอบครัวเห็นต้องมีท่าทีไม่แตกต่างกันแน่ๆ และเขาก็เชื่อว่าพวกท่านเหล่านั้นคงไม่รู้ว่ามีชุดสูงค่าแอบซ่อนไว้ที่นี่

“ภูษาแห่งราชา ฉลองพระองค์ขององค์พระจักรพรรดิ ย่าไม่ใช่เจ้าของ แต่เป็นคนที่เก็บรักษามันไว้เท่านั้น ที่นี่เป็นความลับมาตลอดห้าสิบกว่าปี ไม่มีใครรู้นอกจากปู่และย่า”

“ทำไมคุณย่าถึงไม่บอกคุณพ่อล่ะครับ ทำไมจึงปล่อยเวลาให้ล่วงมาถึงป่านนี้” ชายหนุ่มถามสีหน้าแปลกใจ เพราะบางทีเขาก็ไม่เข้าใจความคิดของย่านัก ทำไมท่านจึงปิดบังเรื่องนี้ไม่ให้คุณพ่อ คุณอาคนอื่นๆ ทราบ แม้เกาหลีจะไม่มีการรื้อฟื้นสถาบันกษัตริย์ขึ้นมาก็ตาม แต่ฉลองพระองค์ดังกล่าวก็น่าจะตกเป็นสมบัติของชาติ

“ที่ย่าไม่บอกพ่อของแจยอล ก็เพราะว่าลูกของย่าแต่ละคนไม่มีใครเหมือนแจยอลเลยน่ะสิ พ่อของหลานไม่ใช่ช่างภูษาแต่เป็นพ่อค้าเต็มตัว การเรียนวิชาเย็บปักขั้นสูงเพื่อสืบทอดมิใช่ทำเพื่อค้าขาย สิ่งสูงค่าของพระราชา เราควรจะใช้มือและหัวใจเย็บปัก ไม่ใช่เครื่องจักรที่ไม่มีชีวิตพวกนั้น”

ผู้เป็นย่าเอ่ยด้วยน้ำเสียงปวดร้าว ในชีวิตของแจยอลไม่เคยเลยที่จะเห็นคุณย่าเป็นแบบนี้ คุณย่าที่เขาจดจำได้ผู้หญิงที่เข้มแข็งและแข็งแกร่ง คุณย่าไม่เคยร้องไห้แม้ในวันที่คุณปู่ตาย แต่ตอนนี้คุณย่ากำลังร้องไห้ สะอึกสะอื้นจนตัวโยน เกิดอะไรขึ้นกันแน่

“คุณย่า ร้องไห้ทำไมครับ”

“แจยอล… หลานย่า บางทีย่าก็มีเรื่องอึดอัดและบอกใครไม่ได้เหมือนกัน ย่าจะให้ฉลองพระองค์นี้กับใครได้เล่า สิ่งหนึ่งที่ย่าอยากจะรักษาไว้ก็คือ วิชาความรู้ของพวกเราต่างหาก ถ้าย่าตายไป ย่าก็ยังอยากให้สิ่งนี้อยู่คู่กับตระกูลของเรา พ่อของหลานอาจจะเห็นมันเป็นเพียงของสูงค่า แต่หาได้อยากสืบทอดความเป็นมาอันสูงส่งไม่ ฉลองพระองค์ทุกชุดที่หลานเห็น มันมีเรื่องราวหลายอย่างทั้งขมขื่นและเจ็บปวดรวมถึงคราบน้ำตาอยู่ในนั้น ดูนี่สิ”

มือเหี่ยวย่นชี้ไปที่ชุดมังกรสีแดงเลือดหมู แจยอลนึกอยากให้ไฟสว่างกว่านี้จะได้เห็นชุดชัดๆ ยูฮวารยองก้มลงน้อยๆ ราวกับว่าผู้เป็นเจ้าของได้ยืนจ้องมองเธออยู่ตรงนั้น

“ฮงรยองโพ่ สีแดงสดตัดด้วยผ้าไหมพิมพ์ลายเมฆ ฉลองพระองค์ชุดนี้องค์สมเด็จพระจักรพรรดิ ได้ทรงสวมใส่ก่อนชุดจะถูกเปลี่ยนเป็นชุดสีเหลืองทอง เรื่องราวของชุดที่เหลืออยู่นี้ ย่าหวังให้หลานเป็นผู้สืบทอดความภาคภูมิใจดังกล่าว เพราะทั้งย่าและปู่ล้วนอยากรักษาสมบัตินี้ไว้ให้เป็นสมบัติของชาวเกาหลีเราทุกคน หลานพร้อมที่จะรับฟังเรื่องราวในอดีตก่อนที่ชุดสูงค่าจะมาอยู่กับเราไหม”

แจยอลมองดวงตามั่นคงนั้น เขารู้สึกขนลุกชัน มันไม่ใช่ความรู้สึกกลัว แต่เป็นความรู้สึกตื่นเต้น ที่คุณย่าเลือกเล่าเรื่องสำคัญนี้ให้เขาฟัง แทนที่จะเป็นคุณพ่อหรือพี่แจซองที่เป็นหลานคนโต แจยอลจับมือคุณย่าช้าๆ พลางกลืนน้ำลายเหนียวหนืดลงคอ

“ครับคุณย่า ผมพร้อมแล้วครับ ได้โปรดเล่าเรื่องราวของภูษาของพระราชาให้ผมฟังได้ไหมครับ”

ดวงตาสีดำสนิทท่ามกลางแสงเทียนส่องประกายพร่างพราว ในแววนั้นแจยอลรู้สึกได้ถึงความสุขและความเศร้าระคนกัน วันเวลาที่ผ่านมากว่าหลายสิบปี เรื่องราวของฉลองพระองค์ที่ถูกแอบซ่อนไว้ในห้องลับจึงถูกเปิดขึ้น ณ บัดนี้  

 

ปี 1894 พระราชวังคยองบก

“หนึ่ง… สอง… สาม… สี่…”

เสียงนับเลขดังแว่วๆ มาจากโรงย้อมผ้าหลวง กลิ่นสีจางๆ ก็ลอยมาตามสายลม นั่นเป็นสิ่งที่ยูฮวารยองคุ้นเคย เธอเข้ามาที่นี่ได้หลายวันแล้ว ท่านลุงพาเธอมาฝากกับท่านซังกุงให้ทำงานในกรมพระภูษา ความจริงในเวลานี้ฮวารยองก็ไม่ได้อยากมาอยู่ในวังนักหรอก นางมีความคาดหวังว่ารอให้โตย่างเข้าวัยสาวก่อนค่อยมาเข้ารับเลือกก็ได้

แต่ท่านพ่อก็ให้เหตุผลว่าเด็กชั้นจุงอิน (ชนชั้นกลาง) เช่นเธอ ควรฝึกฝีมือไว้บ้าง จึงฝึกฝนการเย็บปักให้ที่บ้านเรื่อยมา จนกระทั่งเกิดเรื่องไม่คาดคิดมาก่อน เพราะไม่กี่เดือนก่อนที่ฮวารยองจะถูกส่งตัวเข้ามาในวัง ท่านพ่อและท่านแม่ถูกโจรโพกผ้าฆ่าตาย ท่านลุงเลยรับเธอไปอยู่ที่บ้านใหญ่ด้วยความจำเป็น จนกระทั่งทางสำนักนางกำนัลเปิดรับนางกำนัลเย็บปักรุ่นใหม่ ฮวารยองเองก็ชอบเย็บปักมาตั้งแต่เล็กจึงขอให้ท่านพามาเข้าวังเพื่อสอบเป็นเซ็งกักซิ เพื่อรอสอบเป็นนางกำนัลห้องเสื้อในชั้นที่สูงต่อไป ท่านลุงเห็นว่าฮวารยองจะไปได้ดี จึงพานางมาฝากไว้ที่นี่ นัยหนึ่งก็เป็นการฝึกฝนวิชาความรู้เกี่ยวกับอาภรณ์ชั้นสูง แต่อีกนัยหนึ่งคือการผลักภาระให้พ้นตัว

แม้ท่านพ่อของฮวารยองจะเป็นบุตรชายคนรองของขุนนางก็จริง แต่ก็เป็นเพียงลูกที่เกิดจากท่านย่าที่เป็นอนุภรรยาที่ท่านปู่ไม่ได้รับรองการแต่งงานตามกฎหมาย ท่านพ่อเลยไม่มีสิทธิสอบควากอ หรือการสอบรับราชการขุนนางของเกาหลี  เหมือนอย่างท่านลุง ท่านก็เลยหันมาเรียนเย็บปักจนได้รับเลือกเป็นขุนนางระดับเจ็ดในกรมพระภูษา แม้จะเป็นเพียงพนักงานระดับล่าง แต่ฝีมือการเย็บปักก็เลื่องลือไปทั่วทั้งวัง ฉลองพระองค์สำคัญๆ ท่านพ่อจะเป็นคนลงฝีเข็มด้วยตนเอง จนกระทั่งท่านตายไปยังไม่มีใครมีฝีมือเทียบเทียมท่านได้เลยในเวลานี้

“สิบ… ข้าไปล่ะนะ พวกเจ้าระวังตัวไว้ให้ดีเถอะ” เด็กหญิงร่างเล็กวิ่งไปหาเพื่อนนางกำนัลฝึกหัดคนอื่นที่แอบซ่อนใต้ต้นไม้หรือไม่ก็ไหฮังอารี ที่เหล่าบ่าวใช้ผสมสี ผมยาวถูกเปียและรวบไว้ด้วยแตงกีหรือผ้าผูกผม สีแดงสด นางมีใบหน้างดงามถอดแบบมารดา ดวงตาคู่นั้นกลมโตสุกใสพร่างพราว จนเหล่าขันทีฝึกหัดแอบพูดลับหลังบ่อยๆ ว่า

“เด็กคนนี้หากเมื่อโตขึ้น คงไม่ได้อยู่ที่แซดัปบัง (ห้องซักรีดหลวง) เป็นแน่ ตำแหน่งของนางบวกกับหน้าตาที่งามหมดจดเช่นนี้ น่าจะได้ตำแหน่งที่สูงกว่านั้น” แต่คำพูดดังกล่าวนั้นท่านซังกุงที่ควบคุมงานซักรีดไม่ค่อยชอบใจนัก ถ้ามีคนพูดอะไรชี้นำในทำนองนี้มักจะถูกลงโทษ ขั้นเบาสุดก็แค่ถือถุงทรายตากแดด แต่ถ้าขั้นหนักก็จะโดนเฆี่ยนด้วยแส้ไม้ไผ่ การพูดคุยเชิงนินทาจึงทำได้แค่ในระดับคนไม่กี่คนเท่านั้น  

ฮวารยองวิ่งไปหาเพื่อนๆ ที่เล่นซ่อนหาจนเจอสองคนแล้วเด็กหญิงวัยเดียวกันทำหน้าเสียดายที่โดนหาเจอ แต่ยังเหลือจอนซูมีอีกคน นี่ขนาดนางวิ่งไปเปิดฝาฮังอารีใส่สีก็ไม่เห็นแอบไปดูในห้องเก็บฝ้ายก็ไม่เจอ แล้วจอนซูมีจะไปไหนได้

หรือว่า…

เด็กหญิงทำท่าครุ่นคิด นี่หามาจนเกือบจะครึ่งชั่วยามยังหาไม่เจอ จนใกล้เวลาที่ต้องเข้าชั้นเรียนแล้ว จอนซูมียังหาไม่เจออีก

“เลิกๆ ไม่เล่นแล้ว นี่ก็ใกล้เวลาที่นายหญิงออมจะมาแล้ว ซูมีก็ไม่รู้ไปไหน”

“หรือนางจะแอบไปที่โซจูบัง (ห้องครัวหลวง) ฮวารยองเจ้ารู้หรือเปล่า ซูมีน่ะ มีพี่สาวทีทำงานในโซจูบังนะ นางมักจะมีขนมดีๆ มาให้ข้าด้วย” แบคซอนกีเอ่ยอย่างโอ้อวด ฮวารยองได้ยินก็นึกโมโห ดูทีรึได้ของดีๆ ก็ไม่คิดจะแบ่งเธอบ้าง ใครๆ ก็รู้ว่าพวกที่ทำงานในห้องเครื่องได้กินอาหารดีๆ ทั้งนั้น บางทีของเหลือจากโต๊ะเสวยก็ได้กิน ส่วนคนที่ทำงานที่อื่นกลับได้กินแต่ข้าวกับหัวผักกาดดองเกลือ

“ถ้าจอนซูมีแอบไปโซจูบังจริงๆ ข้ามีหวังโกรธจนไม่พูดกับนางแน่ๆ ข้อหนึ่งคือนางแอบไปซ่อนนอกเส้นทาง บริเวณวังหลวงอาณาเขตไม่ใช่แคบๆ นะ เราตกลงกันว่าจะเล่นซ่อนแอบที่โรงย้อมสีเท่านั้น ถ้าจอนซูมีไปซ่อนไกลถึงโซจูบัง ปีหน้าบ่ายแก่ๆ ข้าก็คงหาไม่เจอ”

“แล้วข้อสองที่เจ้าจะโกรธ ซูมีล่ะ” คิมแซอาเอ่ยพลางมองหน้าฮวารยองอย่างสงสัย

“ข้อนี้จะทำให้ข้าโกรธนางมาก ถึงขนาดอยากตัดความสัมพันธ์การเป็นสหายกันด้วยซ้ำ ถ้าครั้งต่อไปนางได้ขนมมาแล้วไม่แบ่งข้า เรื่องนี้ข้าฟ้องนายหญิงออมแน่”

ฮวารยองพูดน้ำเสียงหนักแน่น สายตาก็มองหาเพื่อนแต่ก็ไร้วี่แววของจอนซูมี ตำแหน่งนาฬิกาแดดบอกตำแหน่งว่าเลยเวลามานานแล้ว แบคซอนกีเริ่มใจไม่ดี เพราะท่าทางของฮวารยองดูเหมือนว่าจะไม่ยอมปล่อยเรื่องนี้ผ่านไปง่ายๆ เด็กหญิงคนนี้เข้ามาที่แซดัปบังไม่นาน แต่ได้รับการยอมรับจากเซ็งกักชิรุ่นเดียวกันยกให้เป็นหัวโจกในกลุ่ม แต่ไม่ใช่แค่เรื่องทั่วไปหรอกที่เธอเก่ง เรื่องปักดอกไม้บนลายผ้าฮวารยองก็ทำได้ดีมากเช่นเดียวกัน

“ฮวารยองอา ข้าว่าเราไปเข้าชั้นเรียนเถิด เรื่องที่จอนซูมีจะไปหลับที่ไหนก็ช่างนางเถิด อย่าสนใจคนอื่นเลยหรือเจ้าอยากโดนตีจนน่องลาย ข้าคนหนึ่งล่ะที่ไม่เอาด้วยหรอก”

แบคซอนกีมองหน้าฮวารยองเหมือนอยากจะขอร้องให้นางเลิกล้มความคิดนั้นเสีย ในขณะที่คิมแซอาวิ่งไปเข้าชั้นเรียนก่อนหน้านี้แล้ว แต่เจ้าของดวงหน้างดงามเม้มริมฝีปากจนเป็นเส้นตรง การหายไปของจอนซูมีไม่ได้เป็นเรื่องที่เธอเพิกเฉยไม่ได้ การเข้าชั้นเรียนโดยที่สหายไม่ครบ ยังไงๆ ก็ได้รับคำตำหนิจากท่านซังกุงอยู่ดี   

“เจ้านี่… ซื่อบื้อเหลือเกิน ไม่รู้เหรอว่าวันนี้นายหญิงออมจะสอนเรื่องอะไร”

“ก็สอนเรื่องย้อมผ้าน่ะสิ แบ่งกลุ่มเรียบร้อยแล้วด้วย”

“แล้วจอนซูมีอยู่กลุ่มใคร”

“ก็เจ้ากับข้าไง ว้าย… ตายแล้ว!” แบคซอนกีเผลอร้องออกมาสุดเสียง นี่แหละเรื่องใหญ่สองสามวันก่อน นายหญิงออมหรือออมซังกุงบอกว่า จะทดสอบการย้อมผ้าโดยแบ่งกลุ่มเป็นกลุ่มละสามคน การแบ่งกลุ่มนี้จะเป็นการเก็บคะแนนรอบแรก แม้การเรียนของเด็กชั้นจุงอินจะไม่ต้องทำงานในโรงย้อมหลวงเช่นเดียวกับกับเซ็งกักซิที่มาจากซังมิน และชอนมิน แต่นี่ก็เป็นเรื่องสำคัญมากที่ว่าที่นางกำนัลในห้องเสื้อหลวงจะต้องเรียนรู้

“ถ้าหากสอบไม่ผ่านเรื่องย้อมก็อย่าหวังเลยว่าจะได้เรียนเรื่องอื่น การอยู่หรือไม่อยู่ของจอนซูมีไม่ใช่มีผลต่อชะตากรรมของน่องทั้งข้าและเจ้าเท่านั้น มันมีผลต่อการสอบเลื่อนชั้นเป็นนางกำนัลอยู่งานของเราด้วย เจ้าอย่าลืมนะ ถ้าอายุครบสิบห้าทั้งเจ้าและข้าสอบไม่ผ่าน เจ้าคงต้องไปขายปลาในตลาดแทวอนแน่ๆ ส่วนข้าอาจจะถูกโยนไปให้พ้นสายตาท่านป้าที่ไหนก็ไม่รู้”

“ไม่นะ ไม่ไปแน่ๆ ข้าอยากเรียนตัดเย็บ ไม่งั้นคงไม่ขอร้องให้ท่านพ่อมาฝากฝังใต้เท้ายูลุงของเจ้าหรอก”

“งั้นก็ต้องรีบไปหาจอนซูมี” ฮวารยองตัดสินง่ายๆ ก่อนจะบอกให้เพื่อนไปตามหาอีกทาง ในขณะที่เธอก็วิ่งไปอีกทาง ในใจก็คาดโทษเพื่อนที่เล่นจนลืมเวลาจนลืมเรื่องที่ต้องทดสอบเลื่อนขั้นอีก เท้าเล็กๆ วิ่งผ่านโรงย้อมหลวง ดวงตากลมโตก็สอดส่ายหาเพื่อนตัวดี และคิดได้ว่าบางทีอาจจะเป็นจริงอย่างที่แบคซอนกีพูดก็ได้ จอนซูมีมีพี่สาวทำงานในโซจูบัง บางทีนางอาจจะไปที่นั่นก็ได้

“ถ้าข้าเจอเจ้านะซูมี ข้าจะเอาหางเปียเจ้าผูกติดกับราวย้อมผ้าเลย!”

ว่าแล้วเธอก็เดินไปตามทางที่ขันทีส่งสารบอก จากแซดัปบังผ่านกองดนตรีกรมพระราชพิธีการไปแล้ว ให้เดินเลี้ยวมาทางซ้าย พอจะถามนางในอยู่งานแถวนั้นอีกก็ได้รับคำตอบจนต้องโกหกไปว่า ที่เธอมาแถวนี้เพราะนายหญิงออมสั่งมา นางกำนัลคนนั้นจึงยอมบอกทางให้

“ขอบคุณพี่สาวมากเลยเจ้าค่ะ ต้องรีบไปแล้ว”

พูดยังไม่ทันขาดคำ ร่างเล็กก็ชนกับเด็กหนุ่มร่างสูงที่ฮวารยองไม่คุ้นหน้ามาก่อน เขาคนนั้นมองมาที่เด็กหญิงในชุดนางกำนัลฝึกหัดอย่างเป็นห่วง มือแกร่งจับที่แขนเล็กนั้นไว้เพราะเกรงว่าคนตัวเล็กกว่าจะล้มลง ดวงตาคมคู่นั้นมองร่างที่สูงกว่าเอวเขาเหมือนกับจะขำเต็มที

“เป็นนางกำนัลห้องเสื้อ เหตุไฉนจึงวิ่งมาไกลถึงเพียงนี้”

“ข้ามาตามหาเพื่อนเจ้าค่ะ”

“เพื่อนงั้นรึ ข้าคิดว่าคงไม่มีเด็กอายุเท่าเจ้าคนไหนวิ่งมาไกลขนาดนี้หรอก ถ้าวิ่งไปทางนี้เรื่อยเจ้าจะไปสุดประตูคอนชุนมุน (ประตูวังด้านทิศตะวันออก) หรือมีแผนการคิดจะหนี”

“เปล่านะเจ้าคะ ไม่ได้คิดหนีแน่ๆ ข้าแค่มาตามหาเพื่อนเท่านั้นเจ้าค่ะ เพื่อนของข้ามีพี่สาวที่ทำงานในโซจูบัง บางทีนางอาจจะไปหาพี่สาวก็ได้ค่ะนายท่าน”

“งั้นเจ้าก็มาผิดทางแล้ว เพราะโซจูบังไปทางนั้น และเกรงว่ากว่าเจ้าจะวิ่งไปวิ่งกลับคงเลยเวลาอาหารเย็น”

“ทำไมมันไกลอย่างนี้ล่ะเจ้าคะ” ฮวารยองทำท่าทางตกใจ เดิมทีเธอคิดตามประสาเด็กๆ ว่าโรงย้อมผ้าหลวงกับโซจูบังจะมีระยะทางที่ใกล้กันเสียอีก ไม่นึกว่าจะไกลกันถึงเพียงนี้ แล้วถ้ามันห่างกันอย่างที่เขาบอก บางทีจอนซูมีอาจจะไม่ได้ไปหาพี่สาวอย่างที่แบคซอนกีกล่าวอ้างก็ได้ เด็กหนุ่มร่างสูงที่ใส่ชุดทหารสีแดง เสื้อตัวยาวถูกทับด้วยเสื้อสีแดงเลือดหมูอีกที ที่หมวกมีสายร้อยไข่มุกสลับกับลูกปัดหยก หมวกปีกกว้างนั้นมีหางนกยูงแซมแตกต่างจากทหารรักษาวังคนอื่น เขาทำท่าจะเดินจากไป แต่ว่ากลับถูกมือเล็กๆ ของฮวารยองดึงไว้เสียก่อน

“นายท่านคะ ช่วยไปส่งข้าได้ไหมคะ ข้าจำทางไม่ได้”

“อ้าว ทีวิ่งมาเองยังวิ่งมาได้ ทำไมตอนนี้ถึงกลับไม่ได้แล้วล่ะ” เด็กหนุ่มในชุดทหารถามด้วยความแปลกใจ ดวงตากลมโตของเด็กหญิงกะพริบถี่ๆ เธอยิ้มกว้างจนอวดฟันขาวเรียงเป็นเงา สายตาคนสูงวัยกว่ามองดูอาการนั้นอย่างเอ็นดู แต่ก็แกล้งส่งสายตาดุๆ ใส่

“ก็ข้ามาไม่เคยออกไปไหนเลยนี่เจ้าคะ ข้าได้ไปแค่โรงย้อมกับแซดัปบังเท่านั้นเจ้าค่ะ งานในส่วนอื่นข้าไม่เคยไปไหนเลย นับตั้งแต่เข้าวังมา”

“แล้วยังเดินถามทางเขาไปทั่ว พอจะกลับก็กลับไม่ได้”

“โถ่… นายท่านเจ้าขา วังหลวงก็กว้างใหญ่ออกปานนี้ ให้ข้าเดินรอบๆ สักสามวันคงยังไม่ทั่ว ได้โปรดไปส่งข้าด้วยเจ้าค่ะ ข้าสัญญาว่าจะปักผ้าเช็ดหน้าให้ท่านเจ้าค่ะ” คนฟังหัวเราะเสียงดังลั่น นึกขำกับข้อต่อรองนั้น ยิ่งมาเห็นรูปร่างเล็กบาง คิดว่าจะปักผ้าให้สวยมันคงยาก เขาส่ายหน้าน้อยๆ เหมือนจะไม่เชื่อว่าเด็กหญิงตรงหน้าจะทำได้ เมื่อเห็นคนตัวโตทำสีหน้าเหมือนไม่อยากเชื่อ ฮวารยองก็ได้แต่ขมวดคิ้วสงสัยในอาการนั้น

“ข้าจะตัดเสื้อให้ท่านใส่ก็ได้นะเจ้าคะ ข้ากำลังเรียนย้อมผ้าก็จริง แต่เรื่องปักลายผ้าท่านพ่อกับท่านแม่สอนข้ามาทั้งสองคน นายหญิงออมยังชมข้าตลอดเลยเจ้าค่ะว่าข้ามีฝีมือไม่แพ้เซ็งกักชินรุ่นพี่”

“เอาล่ะๆ ข้าจะเชื่อเจ้า แล้วอย่าลืมคำสัญญาล่ะว่าจะตัดชุดให้ข้าสวมใส่ แต่นางกำนัลห้องเสื้อจะตัดชุดให้ใครใส่ได้อย่างไร ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่าเป็นช่างภูษาของพระราชา เจ้าคงไม่หาเรื่องให้ข้าตายเร็วกระมัง”

“ไม่ใช่อย่างนั้นนะเจ้าคะ ตอนนี้ข้ายังสอบไม่ผ่าน ยังไม่เข้าพิธีสาบานตน ให้สัญญากับท่าน ย่อมไม่ผิดต่อฝ่าบาทและราชวงศ์ เอาเป็นว่า… นายท่านช่วยไปส่งข้าที่หน้าโรงย้อมหลวงหน่อยเถิดเจ้าค่ะ หาไม่แล้วข้าคงโดนนายหญิงออมลงโทษเป็นแน่”

“ก็ได้ แต่บอกชื่อเจ้ามาก่อนว่าเจ้าชื่ออะไร”

“ยูฮวารยองเจ้าคะ นายท่าน” เด็กหญิงตอบอย่างไม่ลังเล

“อืม ชื่อเพราะดีนะ แถมยังสวยมากด้วย เอาเป็นว่าเจ้าสัญญากับข้าแล้วนะ ข้าจะเลือกสีเสื้อไว้รอ”  พูดจบคนตัวสูงก็เดินนำหน้าเด็กหญิงร่างเล็กให้ลัดเลาะผ่านหน่วยงานในสังกัดกองดนตรีอย่างคุ้นชินทาง พนักงานกองดนตรีหลายคนก้มหัวให้เด็กหนุ่มร่างสูง เขาพยักหน้าน้อยๆ ก่อนจะพูดต่อ

“ทีหลังอย่ามาที่นี่คนเดียวนะ มันไกลจากแซดัปบังมาก แถมแถวนี้เป็นที่พักคนงานระดับล่างกับขันทีใช้แรงงาน นางกำนัลส่วนมากไม่ค่อยไปไหนมาไหนคนเดียวหรอก เจ้าเพิ่งมาอยู่ใหม่หากไม่รู้สิ่งใดก็ให้ถามคนที่อยู่ก่อน กฎเกณฑ์ของวังหลวงมีมากมายจนเจ้านับข้อไม่ไหวเชียวล่ะ”

“นายท่านชื่ออะไรคะ” ฮวารยองเอ่ยพลางเดินตามเจ้าของร่างสูงโปร่งนั้นอย่างอารมณ์ไม่ดีนัก อยากรู้ว่าทำไมพวกผู้ชายทำไมขายาวกันนักนะ ท่านพ่อของนางอีกคน เดินนำหน้าทีไร นางเป็นต้องได้วิ่งตามทุกครั้ง เขาหันมองนางหน่อยหนึ่งพลางยิ้มให้

“ข้าไม่บอกเจ้าหรอก ให้เจ้าโตเป็นสาวก่อน ข้าถึงจะบอก บอกไปตอนนี้เดี๋ยวเจ้าก็ลืม”

“แล้วทำไมต้องถามชื่อข้าด้วยล่ะเจ้าคะ จะให้ข้าจดจำท่านได้เช่นใดเล่า ถ้าไม่คิดจะบอกชื่อเสียงเรียงนามกัน” เสียงตอนท้ายสะบัดน้อยๆ จนคนฟังนึกขำ แต่เขาก็ไม่ได้ยิ้มหรือหัวเราะออกมาแม้เพียงนิด ได้แต่ตีสีหน้าเย็นชาและพูดเสียงดุๆ ออกไปว่า

“เจ้าอยากเรียกข้าว่าอะไรล่ะ เรียกข้าว่าพี่ชายก็ได้นะ”

“ไม่ได้หรอกเจ้าค่ะ ท่านเป็นขุนนาง มีคนก้มหัวให้ ข้ามิอาจเรียกท่านแบบนั้นได้ คนอื่นเห็นเข้า จะว่าข้าตีตนเสมอขุนนางมีตำแหน่ง พาลเกลียดข้าพอดีสิเจ้าคะ” คราวนี้คนฟังถึงกับหัวเราะออกมาดังลั่นกับคำพูดที่ช่างจำนรรจาของเด็กหญิง มือแกร่งแตะที่ศีรษะสวยได้รูปก่อนจะยิ้มให้เด็กน้อย

“เอาเป็นว่าข้าไม่บอกเจ้าหรอก รอให้เจ้าตามหาเองดีกว่า แต่เชื่อไหมเราจะได้พบกันอีกแน่นอน เอาล่ะ… ถึงโรงย้อมหลวงแล้ว ข้าเห็นทีต้องไปก่อนล่ะ”

เขาพลางยิ้มกว้าง ฮวารยองมองเจ้าของดวงตาสุกใสคู่นั้นพลางยิ้มตอบ ก่อนที่เขาจะเดินจากไป เธอก็เอ่ยคำขอบคุณเขา ในวันนั้นฮวารยองไม่คิดว่าตัวเองจะจำใครได้นาน จึงลืมที่ต้องสัญญาไปอย่างรวดเร็วตามประสาเด็ก และคนที่มาส่งนางเองก็ไม่ได้คาดหวังอะไรกับสัญญาที่เด็กหญิงให้ อาจจะเป็นเพราะเขาเห็นว่าเธอยังเป็นเด็กไม่เดียงสากระมัง

สิ่งที่ทั้งสองได้พูดคุยกันจึงจางหายไปกับสายลมแห่งกาลเวลาอย่างรวดเร็ว

 

__________________________

หมายเหตุ :

   องค์หญิงท็อกฮเย* – พระธิดาของพระเจ้าโกจงและพระสนมควีอินจากตระกูลยัง

 


ภูษาแห่งราชา นวนิยายเรื่องล่าสุดจาก นาคเหรา ที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากฉลองพระองค์ของพระราชาแห่งแดนโสม นิยายออนไลน์ ครบรส ที่ อ่านเอา อยากให้ทุกคนได้ อ่านออนไลน์ ได้ลงจนจบบริบูรณ์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ทางผู้เขียนใจดีมอบ 5 บทแรกไว้ให้อ่านกันที่อ่านเอา และหากติดใจอย่างอ่านต่อสามารถติดตามฉบับรวมเล่มที่ออกโดย สำนักพิมพ์ Groove www.groovebooks.com

 

 

Don`t copy text!