ภูษาแห่งราชา บทที่ 5 : หลายชีวิตในห้องเย็บปัก

ภูษาแห่งราชา บทที่ 5 : หลายชีวิตในห้องเย็บปัก

โดย : นาคเหรา

ภูษาแห่งราชา นวนิยายเรื่องล่าสุดจาก นาคเหรา ที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากฉลองพระองค์ของพระราชาแห่งแดนโสม นิยายออนไลน์ ครบรส ที่ อ่านเอา อยากให้ทุกคนได้ อ่านออนไลน์

………………………………………………….

 

การเข้ามาทำงานในห้องเย็บปัก เป็นอีกครั้งที่ฮวารยองจะต้องปรับตัว แต่นั่นเป็นเรื่องที่ไม่ยากนัก เพราะเธอเป็นเด็กที่ปรับตัวได้ง่าย ไม่ว่าจะต้องไปอยู่ที่ไหนหรืออย่างไร ฮวารยองมักจะไม่ทำตัวให้เป็นปัญหา เว้นแต่จะเป็นปัญหากับท่านป้าเท่านั้น เพราะไม่อย่างนั้น เธอคงไม่ถูกส่งมายังวังหลวงหรอก  

นางกำนัลห้องเย็บปักส่วนมากเป็นเด็กสาวอายุสิบเอ็ดถึงสิบแปดปี พอฮวารยองเข้าไป เลยกลายเป็นเด็กที่อายุน้อยที่สุด รุ่นพี่หลายคนจึงให้ความเมตตากับเธอมาก ฮวารยองก็ตั้งใจฝึกฝนทุกอย่างที่ทุกคนสอน แต่ถ้ามีเวลาว่างๆ จากการทำงานในห้องเย็บปัก เด็กสาวพวกนี้ก็มักจะรวมตัวกันมาอวดเครื่องสำอางที่แอบซื้อมาจากข้างนอก แต่ช่วงนี้เป็นช่วงเร่งงานเพราะอีกไม่กี่เดือนก็จะถึงงานเลี้ยงต้อนรับราชทูตจากหลายประเทศ คนที่ไม่เคยเห็นชาวต่างชาติผมสีทองนัยน์ตาสีฟ้าก็จะได้เห็นกันคราวนี้ ซูบังนาอินทุกคนถูกสั่งให้ปักผ้าในห้องรวม พอได้โอกาสที่พวกซังกุงผู้ใหญ่หลายคนในห้องเย็บปักไปดูเรื่องการย้อมผ้าที่โรงย้อมหลวง พวกนางในอยู่งานก็งัดเอาเครื่องสำอางมาอวดกันเหมือนเคย

“นี่ๆ พวกเจ้าว่าชาดทาปากสีนี้สวยไหม”

“ข้าว่ามันแดงไป ท่านซังกุงเห็นเป็นต้องโมโหแน่ ยิ่งถ้าเป็นโจซังกุงเห็นคงไล่เจ้าให้ออกไปล้างแทบไม่ทัน” ฮายุนอีเอ่ยพร้อมมองไปรอบๆ ด้วยสายตาระแวดระวัง ในขณะซอจียอนก็ทำหน้าเบื่อหน่ายเมื่อมองไปที่ผ้าที่ตนกำลังลงฝีเข็มปัก

“ดูสิ ได้จับเสื้อผ้าแพรพรรณมากมาย แต่พวกเราก็ยังได้ใส่แต่ชุดนางกำนัลกลางเก่ากลางใหม่ สีม่วงแกมแดงของชุดนางกำนัลนี่ช่างไม่เข้ากับสีผิวของเราเลย”

“เฮ้อ… บางที ข้าก็อยากแต่งตัวสวยๆ บ้าง เราไม่ได้ใส่เสื้อลายดอกไม้มานานเท่าใดแล้วนะ”

“แต่ตอนนี้ข้าก็ยังไม่กล้าใส่เสื้อลายดอกไม้อยู่ดี เพราะมีแต่พวกกีเซงใส่ พวกเราน่ะถ้าได้ไปเที่ยวที่เทศกาลดอกไม้ไฟบ้างก็ดีสิ… เฮ้อ” ซอจียอนเอ่ยพลางทำสีหน้าเบื่อหน่ายสุดขีด การเป็นนางในมีเรื่องดีๆ เข้ามาในชีวิตทั้งเบี้ยหวัดและเกียรติยศระดับหนึ่ง อย่างน้อยก็ถือว่าสอบผ่านและมีความสามารถพอที่จะได้เป็นซังกุงมีตำแหน่งในอนาคต แต่สิ่งที่เสียไปก็คืออิสระ บางทีเป็นบ่าวรับใช้ระดับล่างยังดีกว่านัก เพราะพวกบ่าวรับใช้ยังมีการสับเปลี่ยนกันหยุดสามเดือนเว้นหนึ่งเดือน แต่นางในเวลาหยุดจะไม่แน่นอน เวลามีงานเทศกาลนอกกำแพงวัง พวกนางในอยู่งานมักจะนั่งมองท้องฟ้า พยายามเงี่ยหูฟังเสียงงานเทศกาลที่อยู่ด้านนอก เพราะน้อยนักที่จะหยุดตรงกับงานเทศกาล

ฮวารยองได้ยินคำว่างานเทศกาลก็หันไปหาซอจียอนก่อนพูดออกมาบ้าง

“งานเทศกาลดอกไม้ไฟหรือเจ้าคะ ข้าเคยไปค่ะท่านพี่ ไปพร้อมกับท่านพ่อกับท่านแม่ บ้านของข้าอยู่ตรอกโอกักจุก ถ้าเดินลัดไปหน่อยก็จะถึงตรอกซาดง ท่านพ่อเคยพาข้ากับท่านแม่ไปที่นั่นเจ้าค่ะ”

“โอ้… ฮวารยองเจ้าโชคดีจริงๆ แล้วเป็นไงบ้างคนเยอะไหม ข้าหมายถึงพวกผู้ชายนะ” ฮายุนอีเอ่ยท่าทางน่าตื่นเต้น ฮวารยองยิ้มให้นางกำนัลรุ่นพี่ก่อนพูดต่อไปว่า

“มีเยอะมากเลยค่ะ แต่พวกผู้ชายก็มักจะไปดูเขาแข่งมวยปล้ำกัน ข้ากับท่านแม่ต้องคอยดึงท่านพ่อออกจากลานแข่งเรื่อย คือท่านแม่ของข้าไม่ค่อยชอบดูมวยปล้ำเท่าไหร่หรอกค่ะ ท่านว่ามันน่าหวาดเสียว แถมเวลานักมวยปล้ำวิ่งยังได้ยินเสียงหนังท้องตีกันดังแผละๆ อีก ข้ากับท่านแม่ชอบดูหุ่นมือมากกว่าค่ะ เขาเก็บค่าดูคนละห้าหยาง แต่ถ้าเป็นเด็กเล็กๆ ก็ได้ดูโดยที่ไม่เสียเงิน ข้ากับท่านแม่ชอบไปซื้อมันเผามากินไปดูไปจนนิทานจบเรื่องแล้ว เราถึงไปดูดอกไม้ไฟที่เขาจุดแข่งกันแต่ละตรอก”

“น่าสนุกจังเลยนะ แต่พี่อยากจะแต่งตัวสวยๆ ไปเดินบ้างดีกว่า คิดว่าจะมีคุณชายรูปงามมาเดินตามพี่ไหมจ๊ะ ฮวารยอง” เด็กหญิงส่ายหน้าไปมา พลางบอกว่า

“ตามธรรมดาที่ข้าเห็น ผู้ชายจะชอบไปเดินดูขบวนกีเซงมากกว่าเจ้าค่ะ ไปดูว่ากีเซงคนไหนหน้าตาดีที่สุด บางคนถึงกับเดินตามขบวนไปที่สำนักกีเซงเลยก็มีเจ้าค่ะ แต่ถ้ามีเป็นคู่รักกันก็จะชวนกันมาเลือกเครื่องประดับ มีร้านขายของจากต้าชิงและจากญี่ปุ่นด้วยนะคะ ตอนปีก่อนท่านพ่อซื้อหวีไม้จากญี่ปุ่นให้ท่านแม่ ลวดลายมันแปลกๆ แต่ก็สวยดีเจ้าค่ะ”

เมื่อพูดถึงเรื่องนี้ทีไร ฮวารยองก็จะยิ้มอย่างมีความสุขทุกครั้ง ความสุขในวันที่ได้อยู่กับพ่อแม่ รอยยิ้มของพวกท่านยามมีชีวิตอยู่กลบเกลื่อนความเหงาและอ้างว้างไปได้บ้าง ภาพในครั้งนั้นนับเป็นเครื่องหล่อเลี้ยงหัวใจเธอจนมาถึงบัดนี้ แต่จากนั้นไม่ถึงห้าวัน ที่ตรอกโอกักจุกก็ถูกโจรโพกผ้าออกมาปล้นสะดมเข่นฆ่าชาวบ้าน ท่านพ่อบอกให้เธอกับท่านแม่ไปหลบในห้องเก็บของ แต่พอโจรพวกนั้นเข้ามาพบก็เริ่มถามหาทรัพย์สิน พอไม่ได้อย่างที่ต้องการ หนึ่งในนั้นก็เอาดาบจ้วงแทงเข้าที่ร่างของท่านแม่ของเธอ ท่านพ่อทนไม่ไหวลุกขึ้นสู้ แต่ก็สู้ไม่ได้ ถูกดาบแทงหลายแผลจนกระทั่งท่านหมดลมหายใจไปในที่สุด โชคดีที่มือปราบมาทันเสียก่อน ไม่อย่างนั้นเธอก็คงถูกฆ่าไปแล้ว

และภาพนั้นถือเป็นฝันร้ายที่ทำให้ฮวารยองเจ็บปวดมาจนถึงบัดนี้

แต่พอมาอยู่ที่นี่ การได้ทำงานในห้องเสื้อหลวง พอเอ่ยถึงชื่อบิดาเธอก็มักจะได้คำชมต่อท้าย ที่นี่คือหน่วยงานที่บิดาเคยอยู่เพราะท่านเป็นช่างปักลายผ้าฝีมือดี สิ่งที่ทำให้เด็กหญิงตัวเล็กๆ มีชีวิตและความสุขได้ก็คือ การเดินตามรอยเท้าของท่าน แม้ในวันที่ท่านไม่มีชีวิตอยู่ก็ตาม

“นายหญิงโจมาแล้ว รีบไปนั่งประจำที่ของพวกเจ้าเลย!”

เหล่านางกำนัลอยู่งานได้ฟังเช่นนั้นก็รีบลนลานกลับไปที่นั่งประจำของตัวเอง แต่ฮวารยองยังนั่งอยู่ที่เดิม สายตาของเด็กน้อยจดจ่อไปที่ประตูใหญ่ เฝ้ารอการเข้ามาของหัวหน้าห้องเย็บปัก ใครๆ ในห้องก็บอกกับเธอเสมอว่า โจซังกุงเป็นคนที่เข้มงวดถือกฎระเบียบเป็นที่หนึ่ง ถึงแม้จะใจดีมีเมตตา แต่ถ้าใครทำผิดกฎก็ไม่ละเว้นเหมือนกัน จึงมีแต่คนไม่กล้าทำอะไรไม่ดีท้าทายกฎที่ตั้งไว้ เด็กสาวทุกคนที่คุยกันเมื่อสักครู่จึงไปนั่งที่โต๊ะปักเย็บของตัวเองโดยลืมเอาชาดทาปากออกไปจากโต๊ะของฮวารยองด้วย

“วันนี้ใครมีงานอะไรก็ทำไป งานเลี้ยงต้อนรับราชทูตใกล้เข้ามาแล้ว ผ้าที่ใช้ในงานข้าสั่งให้ปักตามลวดลายที่กำหนด ใครมีหน้าที่ทำอะไรก็ทำไป จงจำไว้ ผ้าเช็ดหน้าที่จะมอบให้คณะราชทูตรัสเซียมีจำนวนสิบแปดคน ผ้าที่ใช้คือผ้าไหมสีขาวปักดอกไม้สองลายคือดอกยูแชสีเหลืองและดอกกุหลาบพันปี สีม่วงอมชมพู ส่วนของที่จะมอบให้ราชทูตญี่ปุ่นจำนวนยี่สิบห้าคน ปักเป็นรูปดอกพดก๊ด สีขาวไล่กลีบสีชมพูอ่อน อย่าลืมเอาสีน้ำตาลไล่เกสรด้วยล่ะ ส่วนท่านกงสุลจากอเมริกาใช้เป็นผ้ารองจานรูปดอกซานซูยุสีเหลือง ทุกคนที่ได้งานไปแล้วอย่าจำสับสนล่ะ ”

“เจ้าค่ะนายหญิง”

พลันสายตาของโจซังกุงกลับไปสะดุดกับของสิ่งหนึ่งเข้า ด้วยวัยผ่านมามากก็ทำให้รู้ดีว่าสิ่งที่ตัวเองเห็นนั่นคืออะไร แต่เด็กหญิงวัยแค่หกขวบคนนี้จะเป็นเจ้าของตลับชาดแต้มปากได้อย่างไรเล่า ฮวารยองตั้งใจปักผ้าลายดอกพดก๊ดอย่างขยันขันแข็ง ในขณะที่ผู้สูงวัยกว่านั่งลงใกล้ๆ เพื่อดูฝีเข็มระยะห่างที่เธอเย็บ

“ฝีมือดีทีเดียว แต่ยังขาดความแม่นยำในการกะระยะฝีเข็มอยู่มาก” ก่อนที่มือจะเลื่อนตลับชาดบนโต๊ะมาใกล้ในระดับสายตาพอที่เด็กหญิงจะมองเห็นได้

“ของสิ่งนี้เป็นของเจ้ารึเปล่า ยูฮวารยอง”

เด็กหญิงอ้ำอึ้งมิอาจจะตอบคำถามของซังกุงสูงวัยได้ทันที เธอมองไปรอบๆ เห็นนางกำนัลรุ่นพี่บางคนก้มหน้าลงตัวสั่นเทาด้วย บ้างก็ไม่กล้าแม้เพียงสบตาเธอในเวลานี้ การมาของโจซังกุงทำให้รอยยิ้มเหือดหายจากใบหน้าของทุกคนได้อย่างรวดเร็ว แม้แต่ฮวารยองเองก็ไม่กล้าที่จะหายใจเสียงดังเลยด้วยซ้ำ

“ข้าถามพวกเจ้า พากันตัดหูทิ้งกันหมดรึ ตลับชาดทาปากเป็นของใครกันแน่!”

“ของข้าเองเจ้าค่ะ… นายหญิง” ฮวารยองตอบแต่ยังไม่กล้าสบตาโจซังกุงเหมือนเดิม

“เจ้าโกหกหรือเปล่า ยูฮวารยอง เด็กหัวเท่ากำปั้นอย่างเจ้าริอ่านทาแป้งแต่งชาดแล้วรึ”

“เอ่อ… คือว่า” เด็กหญิงอ้ำอึ้งตอบคำถามผู้สูงวัยกว่าไม่ได้ สายตาของบรรดานางกำนัลรุ่นพี่ก็จับจ้องพลางลุ้นว่า ฮวารยองจะบอกความลับนี้หรือไม่ แต่ยังไม่ทันที่จะเอ่ยอะไรออกไป ตลับชาดสีแดงสดก็ถูกเปิดออก มือเหี่ยวย่นของโจซังกุงเลื่อนตลับชาดมาตรงเบื้องหน้าเด็กหญิงพลางเอ่ย

“ถ้ามันเป็นของเจ้าก็ทามันเสีย แล้วออกไปยืนที่หน้าห้องเย็บปัก มือข้างหนึ่งก็ถือถุงทรายเอาไว้ด้วยอย่าให้ถุงทรายตกลงพื้นเด็ดขาด และถือจนกว่าชาดในปากของเจ้าจะลบออกค่อยกลับมาข้างในได้”

“แต่นายหญิงเจ้าคะ คือว่า…” โออินจูเอ่ยน้ำเสียงร้อนร้นด้วยกลัวว่า ฮวารยองจะกลายเป็นแพะรับบาป คนที่เป็นเจ้าของตลับชาดนี่ก็ช่างกระไร นิ่งเฉยเหมือนต้นสนหลังพระราชวัง ช่างไม่มีความกล้าที่จะยอมรับเอาเสียเลย ดวงตาของโจซังกุงจับจ้องไปที่โออินจูพลางเอ่ยเสียงเด็ดขาด

“คือว่าอะไร เจ้าก็ได้ยินแล้วนี่ว่ายูฮวารยองยอมรับว่าตลับชาดเป็นของนาง หรือมันเป็นของเจ้า!”

“ไม่ใช่แน่นอนเจ้าค่ะนายหญิง ข้าเพียงอยากให้ท่านไต่สวนความก่อน”

“ในเมื่อมีคนรับแล้วไยต้องไต่สวน ทาชาดซะ… แล้วไปยืนที่หน้าห้องเย็บปัก!”

มือน้อยเปิดตลับก่อนจะใช้นิ้วมือแต้มชาติที่ทาแบบรีบๆ เธอไม่ได้สบตาผู้ใดและไม่รู้ว่ามีใครมองอยู่บ้าง พวกนางกำนัลคนอื่นเห็นเข้าก็ไม่กล้าที่จะเข้าไปยุ่ง แม้แต่เจ้าของตลับสีชาดก็ตาม

“นายหญิงเจ้าคะ ตลับชาดนั่นไม่ใช่ของฮวารยองหรอกเจ้าค่ะ”

“แล้วมันเป็นของใคร ในเมื่อเด็กคนนี้สารภาพออกมาแล้ว ทางกฎสำนักซังกุงและนางในก็บอกไว้แล้วว่า ห้ามแต่งหน้าหรือทาชาดด้วยสีที่สะดุดตา เราเป็นนางกำนัลมาที่นี่เพื่อรับใช้เบื้องยุคลบาท การแต่งตัวปลายผมจรดปลายเท้าต้องเรียบร้อย มือไม้ก็ต้องเก็บเข้าที่ เพราะนั่นเป็นแสดงให้เห็นถึงอาการสำรวมของนางวังผู้สูงศักดิ์ เรื่องที่พวกเจ้าจะแต่งตัวแต่งหน้าบ้าง ข้าก็ไม่ได้ห้าม แต่สีที่แดงจนเกินงามเช่นนี้ มันบอกถึงอาการไม่สำรวม เจ้ารู้ดีนี่… โออินจู”

“ข้อนั้นข้าทราบดีเจ้าคะ แต่ว่า…” อินจูอ้ำอึ้งพูดต่อไปไม่ออก รู้สึกเห็นใจฮวารยองที่ต้องมาโดนลงโทษให้อับอายทั้งๆ ที่ไม่ใช่ความผิดของเธอเลย ใบหน้าเนียนของเด็กหญิงซีดเผือดลงทุกขณะ เธอลุกขึ้นก้มลงน้อยๆ ก่อนจะเดินออกจากห้องทำงานไปยืนที่หน้าอาคารหน้าห้องเย็บปัก

โจซังกุงถอนหายใจหายน้อยๆ คนที่มีความกล้าและรักพวกพ้องในทางที่ผิด แถมยังผิดที่ผิดเวลาเช่นนี้จะมีชีวิตรอดได้เช่นใดในวังหลวง เด็กคนนี้อ่อนเดียงสาเกินไป รู้ไม่เท่าทันความคิดคนที่มีเล่ห์เหลี่ยม ต่อให้เก่งเช่นใดก็ยังน่าเป็นห่วงอยู่ดี โออินจูถึงกับพูดไม่ออกที่เห็นฮวารยองโดนลงโทษอย่างนี้ นางหันมาส่งสายตาคาดโทษพวกที่ไม่กล้ายอมรับผิด แต่โจซังกุง คาดเดาความคิดของหญิงสาวได้จึงเอ่ยขึ้นมาก่อน

“งานเลี้ยงต้อนรับราชทูตใกล้จะมีขึ้นมาแล้ว งานของพวกเจ้าก็มากมายนัก การจับกลุ่มคุยกันในเวลางาน สมควรแล้วรึที่จะทำ หวังว่าห้องเย็บปักเราจะรักษาความดีข้อนี้ได้นะ ข้าไม่อยากถูกตำหนิจากท่านเจ้ากรมภูษา จากซังกุงสูงสุด หวังว่าพวกเจ้าจะรักษาหน้าตาของห้องเย็บปักด้วย เข้าใจรึไม่”

“เข้าใจเจ้าค่ะ” นางกำนัลทั้งหมดรับคำผู้สูงวัยกว่า ก่อนจะออกจากห้องนั้นโจซังกุงบอกให้โออินจูเอาผ้าที่ฮวา รยองปักค้างไว้ให้เดินตามมาที่ห้องพักซังกุงด้านใน อาการไม่พอใจนั้นไม่สามารถปิดบังผู้สูงวัยกว่าได้ โจซังกุงได้แต่เผยรอยยิ้มให้กับหญิงสาวพลางเอ่ย

“บางทีข้าก็ต้องสั่งสอนนางบ้าง ฮวารยองยังเด็กนัก เจ้าเองก็เช่นกันอย่าเห็นว่ากฎระเบียบไม่สำคัญ สิ่งใดที่สามารถสั่งสอนรุ่นน้องได้ เจ้าน่าจะทำเป็นตัวอย่างและบอกสอนนางเลย คนใจดีอยู่ในโลกได้ไม่นานหรอกนะ ถ้าหากมันเป็นความผิดที่มากกว่านี้ เจ้าก็ยังอยากให้นางยืดอกรับผิดแทนคนอื่นอยู่อีกรึไม่”

โออินจูนิ่งเงียบ ดวงตาที่ส่งความไม่พอใจนั้นทอดแววอ่อนลง เธอก้มน้อยๆ ก่อนจะรับคำซังกุงผู้เฒ่า

“บ่าวเข้าใจแล้วเจ้าค่ะนายหญิง ในความโง่เขลานั้น นายหญิงได้โปรดอภัยให้บ่าวด้วย ต่อไปบ่าวจะบอกและสอนฮวารยองให้มากกว่านี้นางจะไม่ได้ทำผิดซ้ำสองอีก”

“ดีมาก ที่เจ้าเข้าใจข้า เมื่อสักครู่เจ้าคงเห็นข้าเป็นนังแม่มดใจร้ายสินะ เอาผ้าที่ฮวารยองปักค้างเข้าไปไว้ในห้องได้ แล้วไปบอกนางรับใช้ระดับล่างไปเอาขนมสักสองอย่างมาจากโซจูบังด้วย ส่วนชาไม่ต้องเอามา เพราะที่นี่พอมีใบชาเหลืออยู่บ้าง ข้าจะต้องต้อนรับแขกบางคนที่จะมาที่นี่”

“เจ้าค่ะ นายหญิง”

หญิงสาวพยักหน้ารับคำ ก่อนจะเอาของไปเก็บในห้อง ในขณะที่โจซังกุงก็ได้แต่ถอนหายใจเฮือกใหญ่ ดวงตาที่พร่ามัวทอดไปยังนอกหน้าต่าง ร่างเด็กหญิงตัวน้อยยืนถือถุงทรายอยู่หน้าห้องเย็บปัก ท่ามกลางสายตาของคนที่ผ่านไปผ่านมาในบริเวณนั้น

เสียงเลื่อนประตูไม้บุกระดาษดังแว่วนั่นทำให้โจซังกุงต้องหันไปมอง สตรีร่างบอบบางในชุดซังกุงฝึกสอน ใบหน้าของผู้มาใหม่ยิ้มแย้มเมื่อเห็นผู้ที่สูงวัยกว่า

“กำลังมองอะไรอยู่รึเจ้าคะ นายหญิง”

“ก็มองเด็กคนนี้ที่เจ้าส่งมานั่นแหละ มาฝึกงานได้ไม่เท่าไร แต่โชคร้ายต้องโดนข้าทำโทษเสียแล้ว” โจซังกุงเอ่ยก่อนเดินมานั่งบนฟูกรองนั่ง ฝ่ายผู้ที่เข้ามาเป็นแขกก็ได้แต่ทอดมองไปยังนอกหน้าต่าง

“ท่านหมายถึงยูฮวารยองใช่ไหมเจ้าคะ นายหญิง”

“ใช่… เด็กคนนั้นนั่นแหละ นางใจดีเกินไป รักพวกพ้องมากอาจจะทำให้ตัวเองตายได้ ข้าไม่คิดว่านางจะรับผิดทั้งๆ ที่ตัวเองไม่ได้ก่อ แล้วพวกตัวต้นเหตุนั่นก็ช่างกระไร ปล่อยความผิดไว้กับเด็กตัวแค่นี้ ปล่อยให้ข้าลงโทษอยู่ได้ ไม่รู้ว่าใจดำหรือกลัวจนขี้ขึ้นสมอง”

“คนเราย่อมรักตัวกลัวตายด้วยกันทั้งนั้นเจ้าค่ะ ในวังหลวงไม่เหมือนอยู่ในป่าลึกแต่ก็คล้ายคลึงกันนัก คนที่จะเอาตัวรอดได้ คือคนที่ต้องกลมกลืนไปกับผืนป่าที่สุด หาไม่แล้วอาจจะถูกสิ่งรอบข้างทำร้ายเอาได้

ออมซังกุงเอ่ยพลางรินน้ำชาใส่ถ้วยดินเผาลายดอกพุดซ้อน ก่อนจะส่งมันให้กับโจซังกุง ดวงตาที่สูงวัยกว่าทอดมองซังกุงที่อายุไม่ถึงสามสิบคนนี้มีแววหม่นเศร้า โจซังกุงรู้ดีทีเดียวว่าเป็นเพราะอะไร

“เจ้าโตขึ้นมากนะจียุน สำหรับข้า เจ้าอาจจะไม่ใช่ช่างเย็บปักที่เก่ง ไม่ใช่ช่างที่ตัดเสื้อสวย แต่เจ้าก็เก่งมากที่สามารถก้าวผ่านความปวดร้าวในอดีตออกมาได้ เจ้าคงคิดถึงพ่อของเด็กคนนั้นมากสินะ” ออมซังกุงมิได้ตอบคำถาม เพียงแต่พยักหน้าน้อยๆ ในใจยังคิดแย้งกับผู้สูงวัยกว่าว่า

“ข้ามิเคยก้าวผ่านออกจากความปวดร้าวนั่นได้เลยต่างหากเจ้าค่ะ มิหนำซ้ำยังเชือดเฉือนหัวใจตัวเองให้เจ็บปวดไปพร้อมกับลมหายใจที่หมดลงของช่างภูษายูต่างหาก เพราะถ้าหากข้าปล่อยวางความรักที่มีต่อเขาได้ ข้าคงไม่มีวันที่จะสนใจเด็กคนนี้เป็นแน่”

มือทั้งสองกำแน่น ใบหน้าเรียวแม้นิ่งเฉย แต่ก็มิอาจปิดสายตาที่ทอดแววปวดร้าวได้ สำหรับเธอแล้ว ลูกสาวในวัยอ่อนเดียงสาของคนที่เคยแอบรักคือสิ่งที่จะละทิ้งไปไม่ได้ เพราะรู้ดีว่าใต้เท้ายูซังฮอน ผู้เป็นลุง มิได้สนใจการมีชีวิตอยู่หรือไม่ของเด็กหญิง แล้วถ้าหากลูกสาวของยูซังแทโดดเดี่ยวเช่นนี้ เขาจะตายอย่างสงบได้อย่างไร

ทั้งนี้เพราะเธอรู้ดีว่า ชีวิตที่ไม่มีใครต้องการมันไร้ค่าเพียงใด

“แต่เด็กนั่นฝีมือดีนะ” โจซังกุงเอ่ยขึ้น เสียงนั้นทำให้ออมซังกุงหลุดจากห้วงภวังค์ความคิดชั่วขณะ ดวงตาเรียวจับจ้องไปที่ผ้าผืนหนึ่งที่ขึงบนไม้สะดึงสี่เหลี่ยม ลายปักที่ยังไม่เสร็จดีทำให้โจซังกุงคลี่ยิ้มน้อยๆ ออกมาจนได้

“แต่ยังไม่ดีที่สุด ฝีเข็มที่เย็บยังไม่นิ่งพอ ถ้าฝึกอีกสามสี่ปี น่าจะปักลายดอกมูกุงฮวาที่อยู่บนชุดทังอีขององค์หญิงน้อยๆ ได้ แต่ถ้าฝึกมากกว่านั้น ลายโอโจรยงโบ นางจะได้เป็นคนปักเหมือนบิดาที่เสียไป”

“ท่านอาจารย์เจ้าคะ…”

ออมซังกุงเอ่ยก่อนพูดต่อ “ท่านช่วยสอนฮวารยองให้แตกฉานในการปักอาภรณ์ได้รึไม่เจ้าคะ”

“เจ้าใช้คำว่า อาจารย์ เจ้ากำลังจะขอร้องข้างั้นรึ จียุน” โจซังกุงเลิกคิ้วขึ้นอย่างสงสัย เลิกสนใจผ้าเช็ดหน้าของฮวารยองชั่วขณะ ก่อนจะพูดต่อ

“เดิมทีข้าคิดว่า เจ้าปล่อยวางทุกอย่างได้แล้ว นี่ข้าคิดผิดไปรึนี่”

“เจ้าค่ะ ข้าคงปล่อยวางไม่ได้ สำหรับคำถามที่ข้าต้องการถามช่างภูษายู เอาไว้เมื่อข้าได้เจอเขาที่ปรโลกแล้วข้าจะถามเขาเอง ว่ารักข้าหรือไม่เลย ส่วนฮวารยอง ข้าไม่อยากให้ท่านทอดเวลาไปให้นานกว่านั้น เพราะไม่รู้ว่าสายตาของท่านยังจะมองเห็นได้อีกนานเท่าไหร่ ข้าอยากให้ท่านถ่ายทอดทุกอย่างที่ท่านรู้ให้กับเด็กอายุน้อยๆ อย่างฮวารยอง เพราะเวลาของนางมีมากกว่าพวกเราหลายเท่านัก”

“เพื่ออะไรเล่า เจ้าขอร้องข้าเช่นนี้เพื่อใคร” โจซังกุงถามอย่างสงสัย แต่ผู้อ่อนวัยกว่ากลับยิ้มบางๆ เมื่อต้องเอ่ยคำตอบ

“เพื่อลายมังกรบนฉลองพระองค์ของพระราชาเจ้าค่ะ เราจำเป็นต้องมีช่างภูษาเก่งๆ การหาช่างตัด ช่างเย็บไม่ใช่เรื่องยากเจ้าค่ะ แต่การหาช่างปักมักเป็นงานที่ยากกว่านั้น หากเราไม่เร่งมือฝึกใครสักคน มีหวังงานของเราคงขาดตอนและขาดคนที่ชำนาญงาน ถึงตอนนั้น ช่างปักลายผ้าอาจจะมีอายุมากแล้วจนสายเกินไป”

สิ่งที่ออมซังกุงพูดถือว่ามีเหตุผล แม้จะมีคนรู้น้อยมากว่าโจซังกุงเริ่มมีอาการไม่ปกติ ตั้งแต่กลางปีที่ผ่านมา สายตาที่เคยมองถนัดชัดเจนกลับพร่ามัว จนเย็บปักงานได้ช้าลงมาก ยิ่งพนักงานในกรมพระภูษาที่มีหน้าที่เย็บปักชุดมังกรตายไป งานที่มีก็ถูกส่งมาที่ห้องเย็บปักอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ งานของออมซังกุงที่สำคัญนอกจากการเป็นครูของเหล่านางกำนัลฝึกหัดแล้ว สิ่งที่เธอต้องค้นหาก็คือ เด็กที่มีพรสวรรค์พอที่จะเป็นช่างปักลายมังกรของพระราชาได้

และยูฮวารยองก็คือเด็กคนนั้น

“หวังว่าที่เจ้าขอร้อง คงไม่ใช่เพราะยูซังแทหรอกนะ ข้าสอนเด็กคนนี้ได้ แต่การที่นางจะรับได้กี่ส่วนนั่นถือเป็นพรสวรรค์ของนาง หากยูฮวารยองไม่ก้าวหน้าเจ้าจะมาโทษว่าข้าไม่ส่งเสริมนางไม่ได้นะ ออมจียุน”

ออมซังกุงก้มลงต่ำ ใบหน้างดงามแต่ยังมีความเรียบเฉยอยู่ในนั้น

“ท่านอาจารย์เจ้าคะ ท่านเข้าใจผิดมาตลอดแล้ว ทุกอย่างที่ข้าทำ ล้วนทำเพื่อตัวเอง”

ในแววตาคู่นั้น… ไม่ต้องเอ่ยอะไรออกไปให้มาก ผู้หญิงคนนี้ได้เก็บกักความเสียใจไว้มากมายนัก เธอไม่ได้คร่ำครวญ ไม่ได้ร้องไห้ในวันที่ยูซังแทแต่งงาน แต่ก็มิอาจอวยพรให้เขามีความสุขได้อีกเหมือนกัน ก้าวย่างที่ชายหนุ่มเดินห่างเธอไป เป็นวันที่เดินเข้าใกล้ความฝันและได้เป็นนางในที่สอบผ่านจนได้เข้านาอินฉิก หรือพิธีถวายสัตย์ปฏิญาณของนางใน วันที่ลูกสาวของอนุภรรยาผู้ต้อยต่ำเป็นที่เดียดฉันท์ของแม่ใหญ่ อีกทั้งบิดาไม่ใส่ใจกลับมาเอาอกเอาใจเธอมากขึ้น เพียงเพราะเธอได้ก้าวขึ้นเป็นซังกุงคนหนึ่งที่พระมเหสีมินโปรดปรานนั่นเอง

แต่นั่นก็มิอาจทดแทนสิ่งที่เสียไป ทั้งหัวใจอิสระและวันเวลาของวัยสาว

ในวันนี้ วันที่คนที่เธอรักได้หายไปจากโลก มือของเธอได้ยื่นเข้ามาปกป้องเลือดเนื้อเชื้อไขของเขา สิ่งที่เธอได้ทำไปนั้นมิได้ทำเพื่อใครเป็นสำคัญ แต่ทำเพื่อตัวเอง คนอื่นที่พอจะรู้เรื่องอาจจะตัดสินว่าออมจียุนช่างเป็นผู้หญิงที่โง่นัก ปกป้องลูกของผู้ชายที่มองข้ามหัวใจเธอไป แต่หญิงสาวมักจะยิ้มซ้ำๆ และบอกผู้คนเหล่านั้นว่า

ข้าทำทุกอย่างเพื่อตัวเองเท่านั้น… ทุกอย่างเพื่อตัวของข้าเอง

 

สองชั่วยามหลังจากนั้น

จากสายจนถึงบ่าย ฮวารยองได้แต่ยืนนิ่งก้มมองดูต้นหญ้าที่แทรกดินแห้งๆ แถวนั้นบางทีเธอก็ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันว่า ทำไมต้องไปรับผิดชอบกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ทั้งๆ ที่ความจริงแล้วตลับชาดทาปากมันก็ไม่ใช่ของเธอเสียหน่อย คนที่เดินผ่านไปมาต่างก็หัวเราะกับภาพที่เห็น เด็กหญิงตาแดงก่ำด้วยความอับอาย แล้วก็ไม่รู้ว่าเธอต้องยืนไปอีกนานเท่าไหร่กันแน่

“ใครเอาอะไรมาทาปากของเจ้าน่ะ” เสียงของใครคนหนึ่งดังขึ้นท่ามกลางความเงียบ

ฮวารยองได้แต่เงยหน้าขึ้น ดวงตาคู่โตได้แต่หลบสายพระเนตรขององค์ชายหนุ่มที่ทอดมายังนาง วันนี้วันอะไรนะ ทำไมอึยฮวากุนมานิมต้องเสด็จมาที่นี่ด้วย เด็กหญิงก้มลงทำความเคารพพระองค์ ในมือก็ยังถือถุงใส่ทรายไว้ด้วย

“ถวายบังคมเพคะ กุนมานิม”

“ไม่ต้องมากพิธี ตอบคำถามมาก่อนสิ ใครเอาอะไรมาทาปากเจ้า ทำไมแดงเถือกเหมือนกินเลือดนกมาขนาดนี้”

“มันน่าเกลียดมากรึเพคะ” ฮวารยองกังวล ครั้นจะเอามือเช็ดออกก็นึกขึ้นได้ว่าโจซังกุงยังไม่บอกยกความผิดให้ เรื่องนี้ต้องรอให้โจซังกุงสั่งอนุญาตเสียก่อน เด็กหญิงได้แต่ก้มหน้าด้วยความอับอาย พลันพระหัตถ์เย็นๆ ก็เชยคางมนของเธอขึ้น ก่อนจะล้วงเอาผ้าซับพระพักตร์มาเช็ดคราบชาดที่เลอะอยู่ริมฝีปากปากบางได้รูปสวยนั้น

“กุนมานิมพระเจ้าค่ะ ทำแบบนี้เห็นจะไม่สมควร” คิมแนควอนเอ่ยเชิงตำหนิผู้เป็นนาย แต่กลับโดนอึยฮวากุนตำหนิกลับมาอีกเหมือนกัน

“เจ้าอย่าคิดอกุศลกับข้าสิ เด็กแค่ห้าหกขวบเองนะ หากข้าอยากนอกลู่นอกทาง สู้ไปทำอย่างนี้กับเด็กสาวอายุสิบสี่สิบห้าก็ว่าไปอย่าง เอาล่ะ ยูฮวารยอง เข้าไปข้างในเถิด”

“ไม่ได้หรอกเพคะ การลงโทษของหม่อมฉันไม่ถือว่าเป็นจุดสิ้นสุด ถ้าเป็นคำสั่งของนายหญิงโจ นั่นแสดงว่าการลงโทษนั้นสิ้นสุดแล้ว”

“แม้แต่คำสั่งของข้ากระนั้นรึ” อึยฮวากุนตรัสราวกับขำเสียเต็มที ในตอนนั้นพระองค์สังเกตเห็นคราบชาดยังติดแก้มเด็กหญิงจึงเอาผ้ามาเช็ดให้อีก แต่ฮวารยองก้มลงก่อนตอบออกไป

“หม่อมฉันจะเช็ดเองเพคะ” เธอพูดพลางเอาผ้ามาเช็ดหน้าแบบลวกๆ ได้แต่นึกเสียดายที่ผ้าลายปักผืนงามๆ ต้องมาเปื้อนสีชาดหมด ฮวารยองได้แต่มองมันด้วยความรู้สึกผิด แต่อึยฮวากุนก็ไม่ได้ตรัสว่าอะไรเพียงแต่บอกว่า

“มันเปื้อนแล้ว ทิ้งไปเถิด ถ้าซักอาจจะทิ้งคราบไว้ก็ได้”

“หม่อมฉันจะซักให้นะเพคะ หม่อมฉันซักผ้าเก่งมาก แต่ถ้าไม่ออกก็จะขอถวายผืนใหม่และปักดอกไม้แบบเดียวกันถวาย”

“ไม่ต้องหรอก ลำบากเจ้าเปล่าๆ ตกลงเจ้าจะไม่เข้าไปจริงๆ รึ”

“เพคะ จนกว่านายหญิงโจจะสั่งให้หม่อมฉันเข้าไป” ท่าทางดังกล่าวของเด็กหญิงทำให้อึยฮวากุนทรงถอนหายใจออกมาอย่างลืมตัว นี่อำนาจขององค์ชายใช้ไม่ได้กับเด็กอายุหกขวบรึนี่ ถ้าเป็นเด็กคนอื่นถ้าพระองค์บอกแบบนี้ยิ่งจะต้องรีบคว้าโอกาสนั้นไว้ แต่ยูฮวารยองนี่แปลก กลับทำตามคำสั่งของซังกุงห้องเย็บปักแทนที่จะฟังคำสั่งของพระองค์

“เฮ้อ… ดื้อจริงๆ เอาล่ะ ข้าจะไม่ฝืนใจเจ้าก็ได้ แต่ถ้าได้มาไกลถึงขั้นเป็นนางในอยู่งานแล้ว เจ้าต้องอดทนให้มากนะ เพราะวันต่อไปข้างหน้า เจ้าจะต้องเจอกับอะไรหลายๆ อย่าง นี่ถือเป็นขั้นแรกของการอยู่ที่นี่เท่านั้น”

“เพคะกุนมานิม สิ่งใดที่พระองค์ได้สั่งสอน หม่อมฉันจะเก็บเอาใส่ใจและทำตามทุกข้อเพคะ ขอบพระทัยที่เมตตา”

ฮวารยองก้มลงน้อยๆ ในขณะที่อึยฮวากุนก็เอาพระหัตถ์แตะที่ศีรษะสวยได้รูปนั้นเบาๆ

“อีกอย่าง สีแดงน่ะเป็นสีที่ดูร้อนแรงเกินไป เด็กอย่างเจ้าทาแค่ขี้ผึ้งสีอ่อนๆ ถึงจะดูน่ารัก คราวหน้าคราวหลังอย่าได้ทาชาดที่ดูฉูดฉาดอย่างนี้ล่ะ จงงามอย่างดอกไม้ที่สวยสดเหมือนอยู่กลางทุ่งหญ้า แต่อย่าสวยเหมือนดอกไม้ที่เขาเอามาย้อมสีที่ถูกปักไว้บนแจกันเลย มันน่าเสียดาย”

ฮวารยองจดจำทุกคำพูดขององค์ชายหนุ่มจนขึ้นใจ ในใจก็ได้แต่เถียงว่าเธอไม่ใช่เจ้าของตลับชาดเสียหน่อย แต่ก็อดว่าตัวเองไม่ได้เหมือนกัน ก็ตัวเองรับสมอ้างเองนี่ เด็กหญิงยืนนิ่งอยู่ได้ครึ่งชั่วยาม โจซังกุงก็เดินออกมาจากห้องก่อนจะถอนหายใจเฮือกใหญ่

“เมื่อสักครู่ กุนมานิมบอกให้เจ้าเข้าไปในห้อง ทำไมถึงยังไม่เข้าไป”

“เพราะนายหญิงยังไม่สั่งให้ข้าเข้าไปเจ้าค่ะ”

“แต่เมื่อสักครู่เป็นคำสั่งขององค์ชายเชียวนะ ทำไมเจ้าถึงกล้าปฏิเสธความหวังดีของพระองค์เล่า”

“เพราะท่านคือหัวหน้าห้องเย็บปัก ท่านเป็นนายหญิงของข้า ข้ามีความผิดก็สมควรแล้วที่จะถูกลงโทษ”

“แล้วถ้าหากข้าตายไป เจ้ายังจะทำตามคำสั่งของข้าอยู่หรือไม่”

“ข้าจะเลิกทำตามคำสั่งของท่านก็ต่อเมื่อท่านบอกให้ข้าเลิกทำเจ้าค่ะ ความตายไม่มีผลต่อคำสั่งที่นายหญิงได้สั่งข้าไว้เจ้าค่ะ”

ดวงตาที่พร่ามัวนั้นกลับเห็นแววบางอย่างในตัวเด็กหญิงที่เปล่งประกายออกมาข้างใน เด็กคนนี้มีความภักดีอย่างสูงสุด นางมิใช่จะเป็นช่างภูษาฝีมือดีดุจเดียวกับบิดาเท่านั้น แต่นางยังเป็นคนที่จะสามารถรักษาฉลองพระองค์แห่งกษัตริย์ในวันข้างหน้าด้วย มือเหี่ยวย่นแตะไปที่ใบหน้าที่มีร่องรอยของชาดทาปากที่เด็กหญิงเช็ดไม่สะอาด แม้แต่สายตาก็ยังอ่อนโยนลงมากนัก

“วางถุงทราย แล้วไปล้างหน้าล้างตาเสีย หากหิวก็ไปกินข้าวเสียให้อิ่ม จำไว้นะ ยูฮวารยอง นับตั้งแต่บัดนี้เวลาหลังอาหารค่ำ ให้เจ้าเข้าไปเรียนเรื่องการเย็บปักจากข้า นี่ถือเป็นคำสั่ง เข้าใจหรือไม่”

ฮวารยองยิ้มกว้าง ในความเด็ดขาดของซังกุงสูงวัย สิ่งหนึ่งที่เธอได้เห็นก็คือความเมตตา บางอย่างนายหญิงโจก็สอนโดยที่ไม่ต้องพูด จากคำของรุ่นพี่ในห้องเย็บปักจะบอกว่า นายหญิงเป็นคนเด็ดขาด ไม่เห็นแก่หน้าใครหากทำผิดกฎมา ด้วยข้อนี้ทำให้ห้องเย็บปักจะเป็นห้องที่ซังกุงอยู่งานสอบเลื่อนขั้นยากมาก เพราะนอกจากช่างปักผู้ชายที่เจ้ากรมพระภูษาได้คัดเลือกมา จนถึงบัดนี้ที่ห้องเย็บปักหลวงยังไม่มีใครเก่งพอที่จะได้รับตำแหน่งช่างที่ปักลายมังกรเลย ปกติหากมีช่างปักเป็นชายที่มีฝีมือดี หน้าที่นี้จะถือเป็นของคนผู้นั้น แต่ว่าตั้งแต่บิดาของฮวารยองถูกสังหาร ช่างผู้ชายที่ฝีมือดีเทียมเท่าก็หามีไม่ เด็กหญิงไม่รู้ว่าตัวเองจะทำได้แบบท่านพ่อหรือเปล่า

แต่เมื่อโจซังกุงบอกว่าจะสอนเรื่องการปักผ้าให้ เธอก็ดีใจยิ่งนักเพราะหวังว่า ตัวเองจะกลายเป็นช่างภูษาของพระราชาอย่างเต็มตัวในวันหนึ่งข้างหน้า ในวันนี้สิ่งใดที่ถือเป็นความผิด เธอจะนำไปปรับปรุงแก้ไข และเมื่อท่านซังกุงมีเมตตาสั่งสอน เธอก็จะพยายามทำทุกอย่างให้ดีที่สุด ฮวารยองหลับตานิ่งคิดถึงใบหน้าของท่านพ่อและท่านแม่ ก่อนเอ่ยเสียงแผ่วเบาราวกับจะให้คำนั้นปลุกปลอบหัวใจตนเอง

“ข้าจะใช้ชีวิตและร่างกายที่ท่านให้ เย็บปักอาภรณ์ให้งดงามเจ้าค่ะ ท่านพ่อ… ท่านแม่”

Don`t copy text!