ภูษาแห่งราชา บทที่ 6 : สิ่งที่ต้องเรียนรู้

ภูษาแห่งราชา บทที่ 6 : สิ่งที่ต้องเรียนรู้

โดย : นาคเหรา

ภูษาแห่งราชา นวนิยายเรื่องล่าสุดจาก นาคเหรา ที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากฉลองพระองค์ของพระราชาแห่งแดนโสม นิยายออนไลน์ ครบรส ที่ อ่านเอา อยากให้ทุกคนได้ อ่านออนไลน์

………………………………………………….

 

หลายเดือนต่อมา ในปี 1895

ตั้งแต่วันที่ถูกลงโทษ ฮวารยองก็ได้เข้ามาเรียนรู้เรื่องงานปักชั้นสูงกับโจซังกุงเป็นการส่วนตัว นั่นทำให้เธอห่างเหินจากการวิ่งเล่นซุกซนเหมือนดังแต่ก่อน เด็กน้อยออกจะแปลกใจ แต่ก็เห็นว่าเป็นโอกาสที่ดีมากที่จะได้เรียนรู้การปักผ้าลายใหม่ๆ ความยากง่ายกับลายที่อยู่บนเสื้อผ้าทั่วไปอาจจะเป็นเรื่องที่ต้องจดจำ แต่ลวดลายบนฉลองพระองค์สูงค่ากลับเป็นเรื่องสำคัญที่จะต้องเรียนรู้ เธอจึงตั้งใจฝึกฝนการเย็บปักให้ชำนาญ จากลวดลายง่ายๆ อย่างลายดอกไม้ที่มักจะมีในผ้าซับพระพักตร์เธอก็ปักได้เกือบหมดแล้ว  โจซังกุงก็ยังสอนการปักลายไก่ฟ้าที่ถือเป็นลายสำคัญอีกลาย ลวดลายดังกล่าวมักจะอยู่ในชุดชอกอึยของพระมเหสี

ในเวลาว่างๆ ฮวารยองมักจะไปที่ห้องเสื้อหลวงเพื่อดูแบบของเสื้อในสมัยที่ผ่านมา บางทีเธอก็แอบวาดรูปเก็บไว้ในสมุดบันทึกของท่านพ่อ ในแต่ละวันชีวิตของเธอผูกพันอยู่กับฉลองพระองค์ในแบบต่างๆ หากมีเวลาว่างก็จะถามใต้เท้าผู้ใหญ่เรื่องสัญลักษณ์ในฉลองพระองค์นั้นด้วย

 

ณ เรือนพักของโจซังกุง

“ฝีมือก้าวหน้าไปมาก ครั้งก่อนๆ มือเจ้ายังไม่นิ่งพอ มาตอนนี้ใจนิ่งมือนิ่งกว่าเดิม เวลาปักก็สวยกว่าเดิมนัก” โจซังกุงเอ่ยพลางมองผ้าปักลายดอกผักกาดสีเหลืองอย่างชื่นชม ถ้อยคำดังกล่าวทำให้ฮวารยองยิ้มจนเกือบจะเห็นฟันทุกซี่ พอคนสูงวัยกว่าเห็นก็ได้แต่ทำหน้าดุๆ ใส่

“ลืมตัวหน่อยก็ยิ้มหัวจนเห็นฟันครบ ที่ข้าชมเจ้าก็อย่าเหลิงล่ะ สำหรับงานเย็บปักกว่าจะเย็บจนเก่งถึงขั้นปักเสื้อมังกรได้มันต้องใช้ความอุตสาหะและเวลามิใช่น้อย เจ้าทำได้เท่านี้คิดเป็นส่วนยังถือว่าน้อยนัก จำเอาไว้… ต่อให้เก่งกว่านี้เจ้าก็ต้องฝึกฝนให้มากรู้ไหม”

“เจ้าค่ะนายหญิง สิ่งใดที่นายหญิงได้สั่งสอน ข้าจะจดจำไว้ให้ขึ้นใจ ข้าจะฝึกให้มากขึ้นกว่าเดิมเจ้าค่ะ” ฮวารยองรับคำพลางยิ้มน้อยๆ ตลอดสามเดือนที่ผ่านมา เด็กหญิงเข้ามาเรียนเย็บปักเป็นการส่วนตัวกับโจซังกุง จากพื้นฐานเดิมที่เป็นมาบ้าง เมื่อได้รับการเติมเต็ม ฝีมือก็ก้าวหน้าขึ้นมาก พอเห็นว่าลูกศิษย์ตัวน้อยตั้งใจฝึกฝน คนเป็นครูก็ตั้งใจถ่ายทอดความรู้ให้จนหมดสิ้น

มือเหี่ยวย่นข้างหนึ่งแตะที่แก้มนวลของเธอเพียงแต่เบามือ ยูฮวารยองช่างเป็นเด็กที่มีหน้าตางดงามจนสะดุดสายตา นี่แค่อายุหกขวบก็ยังเห็นว่างามนักแล้ว อีกสิบกว่าปีข้างหน้า เจ้าของดวงหน้าเรียว ดวงตากลมโตคู่นี้จะงดงามเพียงใดหนอ พอคิดได้แค่นั้นสายตาที่เคยชัดเจนก็พร่ามัวลงจนคลำผิดคลำถูก

อาการดังกล่าวฮวารยองสังเกตมาหลายครั้งแล้ว แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรออกไป ที่ผ่านมาโจซังกุงมักควานหาของผิดๆ ถูกๆ มีครั้งหนึ่งถึงกับปัดเอาแจกันบนโต๊ะตกแตก แต่ผู้สูงวัยกว่าก็บอกเลี่ยงไปว่า

“ไม่มีอะไรหรอก ข้าแค่เหนื่อยไปหน่อยเท่านั้น”

แต่ท่าทางแปลกๆ ดังกล่าว กลับมิอาจทำให้ฮวารยองอยู่เฉยๆ ได้ แม้จะฟังคำสั่งของโจซังกุง แต่เธอก็อดเป็นห่วงไม่ได้ เพราะหลังๆ มาโจซังกุงมีอาการแบบนี้บ่อยมากขึ้น

“วันนี้นายหญิงคงเหนื่อย ก็แน่ล่ะเจ้าค่ะ พวกเราต้องรับผิดชอบงานปักต้องใช้ความละเอียดสูง การใช้เวลาก็ต้องมากกว่าคนอื่นด้วย”

“ใช่… ข้าเหนื่อยจริงๆ แต่ก็มิอาจจะพักได้” คำกล่าวนั้นแฝงไปด้วยเลศนัย ฮวารยองมองดวงตาเรียวรีที่เศร้าโศกนั้นก็ได้แต่ถอนหายใจ ในเวลาแบบนี้เธออยากจะให้โจซังกุงหยุดพักจริงๆ สายตาและสุขภาพซังกุงสูงวัยทำให้เด็กน้อยมิอาจนิ่งดูดายได้ แต่ก็ได้ถามคำถามค้างคาใจที่อัดอั้นมานาน

“สายตาของท่านมีปัญหารึเจ้าคะ… นายหญิง”

“เจ้ารู้ได้ยังไง ข้าว่าสายตาของเจ้ากระมังที่จะมีปัญหา รีบๆ เรียนแล้วก็ออกไปเสีย จะได้รีบไปนอน พรุ่งนี้เจ้าต้องเรียนต่ออีกจนกว่าจะเก่งกว่านี้ เอาสายตาจดจ้องไปยังผ้าที่เจ้าปักให้มาก อย่าใส่ใจข้าเลย” ซังกุงสูงวัยพูดพลางทำเสียงดุใส่ แต่ฮวารยองมิอาจจะปล่อยให้เรื่องนี้ผ่านไปได้ อย่างไรก็แล้วแต่ เธออยากให้ท่านซังกุงได้ไปหาหมอ ได้รับการรักษาที่ถูกต้อง แต่โจซังกุงเห็นว่างานเยอะจึงไม่อยากปลีกตัวออกไปจากหน้าที่รับผิดชอบ เด็กหญิงก้มหน้าลงพลางเอ่ย

“นายหญิงเจ้าขา ข้าต้องขอโทษด้วยเจ้าค่ะที่ทำให้ท่านโกรธ แต่ข้าสังเกตเห็นหลายครั้งแล้ว ดวงตาของท่านน่าจะมีปัญหา หรือการมองเห็นผิดแปลกไปกว่าแต่ก่อนหรือเจ้าคะ ”

“หึ!” คำพูดนั้นทำให้คนฟังแค่นยิ้มอย่างไม่เต็มใจนัก สำหรับโจซังกุงแล้ว ด้วยการทำงานในวังหลวงมาหลายปี ทำให้การแสดงออกทุกอย่างล้วนปิดปังสายตาจากคนรอบข้างได้ แต่ทำไมถึงไม่สามารถปิดบังสายตาเด็กอายุหกขวบคนนี้ได้เลยเล่า

“ความสามารถของเจ้าโดดเด่นในเรื่องจดจำลายผ้า จดจำสีที่แตกต่างได้หมด การเย็บปักเจ้าก็ได้ความรู้ที่ข้ามีไปหลายส่วนแล้ว แต่ความสามารถในการสังเกตแบบนี้อาจไม่ถูกใจข้านัก เจ้าสามารถพินิจใจข้าได้ตั้งแต่เมื่อใดกัน ยูฮวารยอง!”

“ถ้าความห่วงใยนั้นเป็นความผิด ข้าขอน้อมรับทุกอย่างที่ได้พูดและถามออกไปเจ้าค่ะ แต่สำหรับข้าแล้ว การขึ้นอยู่หรือมีตำแหน่งในวังหลวงหาได้สำคัญไม่ เพราะถ้าหากเป็นช่างเสื้อหลวง ไม่ว่าจะเป็นเจ้าพนักงานระดับใด ล้วนแล้วแต่สามารถถวายงานให้กับพระราชาได้”

โจซังกุงมองลึกเข้าไปในดวงตากลมโตสุกใส เด็กคนนี้มีอะไรหลายอย่างที่ทำให้เธอแปลกใจ ความสามารถด้านฝีมือก็ฝึกฝนได้เร็ว แต่อะไรก็ตามที่อยู่รอบตัวนาง เด็กคนนี้กลับจดจำสังเกต มิหนำซ้ำยังมองลึกลงไปถึงก้นบึ้งจิตใจคนที่อยู่ใกล้ได้ ท่าทางอ่อนเดียงสาแต่แววตาที่ทอดออกมาฉลาดล้ำ แล้วนี่เธอจะปิดบังอาการป่วยได้เช่นใด

“งานของข้ายังไม่เสร็จ ข้าไปไหนไม่ได้หรอก ข้ากินยาบ้างแล้วไม่นานนักคงดีขึ้น เจ้าก็อย่ากังวลไปเลย”

“นายหญิงต้องไปหาหมอเจ้าค่ะ ถ้าหากท่านปล่อยทิ้งไว้แบบนี้ดวงตาของท่านจะมองไม่เห็นอะไรอีกเลย ถือว่าข้าขอร้องนะเจ้าคะ ตอนนี้นอกกำแพงวังออกไปไม่ไกลนัก มันเป็นที่อยู่ในละแวกบ้านเดิมของข้าพอดี ที่นั่นมีหมอจากเมืองไกลมาทำการรักษาโรค ข้าเคยป่วยเป็นโรคฝีดาษ ท่านพ่อเคยพาไปหาหมอที่ควางฮเยวอน ที่นั่นเป็นโรงพยาบาลของบาทหลวงชาวอเมริกันเจ้าค่ะ นอกจากจะรักษาคนโดยไม่เลือกชั้นวรรณะแล้ว ยังสอนวิชาการแพทย์ให้กับนักศึกษาแพทย์ของโชซอนด้วย  ตลอดระยะเวลาสามเดือนที่ผ่านมา ยาที่เจียดมาจากห้องโอสถไม่ได้ทำให้อาการของนายหญิงดีขึ้นมาเลย ข้าเป็นห่วงท่านนะเจ้าคะ ข้าอยากให้ท่านหายไวๆ”

ฮวารยองเอ่ย ดวงตาของเธอมีแววขอร้องจริงๆ มือน้อยวางเข็มในมือเลื่อนมาจับมือของผู้สูงวัยกว่าพลางบีบมือหยาบกร้านทั้งคู่แน่น

“ข้าอยากให้ท่านหายเจ้าค่ะ เพราะอย่างที่บอก เรายังมีงานอีกหลายอย่างที่ต้องทำ ข้าเห็นท่านทำงานหนัก ซ้ำตัวข้าเองยังต้องมาเป็นภาระให้ท่านต้องมาสอนอีก ข้ารู้สึกว่าตัวเองเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้นายหญิงร่างกายอ่อนแอลง”

“โถ… เจ้าเด็กโง่ เจ้าสังเกตข้าถึงขนาดนี้เลยรึ ตัวเจ้าก็แค่นี้ยังคิดเป็นห่วงเป็นใยคนอื่นอีก แต่ด้วยวัยอ่อนเดียงสาของเจ้าคงยังไม่รู้หรอกนะว่าการเจ็บป่วยของนางกำนัลหรือซังกุงน่ะ เป็นเรื่องที่ร้ายแรงมาก ถือว่าเกิดขึ้นไม่ได้ด้วยซ้ำ ข้าเป็นโรคเล็กๆ น้อยๆ มันก็พอรับไหว แต่หากข้าป่วยหนักกว่านั้นจนถึงขั้นตาบอด…”

เสียงของโจซังกุงหายไปในลำคอ ใช่สิ… อาการป่วยนี้จะสามารถปิดบังใครได้นานเท่าไรกันเชียว เพราะหากมีการเจ็บป่วยของซังกุงเกิดขึ้น คนที่อยู่ในสายตระกูลนั้นหรือคนที่พอไว้ใจได้ ต้องมาถวายงานเพื่อรักษาอำนาจของตระกูลตัวเองไว้ให้นานที่สุด หากมีการตายโดยที่ยังไม่แต่งตั้งผู้ใด การขึ้นมามีอำนาจของตระกูลใหม่ย่อมเป็นไปได้ง่าย แล้วสำหรับเธอล่ะ การหาใครสักคนที่เหมาะสมในการเป็นช่างปักเสื้อมือหนึ่งยังถือว่ายาก อย่าหวังถึงตำแหน่งหัวหน้าห้องเย็บปักที่ยังไม่เห็นว่าใครจะมาทำแทนได้เลย แต่สิ่งที่เธอห่วงมากกว่าอำนาจก็คือ

“คนที่จะมาปักเสื้อถวายพระราชาต่างหาก”

แต่พอมองไปยังเด็กหญิงร่างเล็ก นางก็ยังเป็นเด็กเล็กนัก ยังต้องฝึกอีกหลายปีกว่าจะเป็นช่างเย็บมือหนึ่งได้ แล้วช่วงเวลาดังกล่าวล่ะ เวลาที่หายไปในช่วงนี้ ลายปักบนฉลองพระองค์ของกษัตริย์จะยังคงงดงามหรือไม่เล่า

“ข้าแค่อยากให้ท่านหายเท่านั้น ข้าไม่รู้ว่ามันจะร้ายแรงมากไหม แต่ข้าปวดใจเวลาเห็นท่านเป็นกังวลอย่างนี้ นายหญิงสัญญากับข้านะเจ้าคะ ว่าถ้าหากงานของท่านเสร็จแล้ว เราจะไปหาหมอที่ควางฮเยวอนกัน”

“ฮวารยองอา… เจ้าเป็นเด็กดีเหลือเกิน เอาเป็นว่าถ้าหากข้าทำงานเสร็จแล้ว เราสองคนจะไปหาหมอที่ควางฮเยวอนกัน ดีไหม”

ฮวารยองยิ้มร่า เธอโผเข้าไปกอดร่างผอมของโจซังกุงไว้อย่างลืมตัว ซังกุงสูงวัยตอนนี้ก็กอดเด็กน้อยตอบอย่างที่ไม่เคยทำกับใครมาก่อน แค่นี้ก็พอแล้ว… สำหรับเธอ การที่โจซังกุงหันมาดูแลใส่ใจตนเองบ้าง นี่ก็ถือเป็นของขวัญที่ยิ่งใหญ่มากสำหรับเธอแล้ว

สายตาซุกซนมองไปเห็นถุงพระบาทที่ยังเย็บค้าง ก็เลยผละออกจากร่างผู้สูงวัยกว่าพลางถาม

“ถุงพระบาทของพระองค์ใดหรือเจ้าคะ เห็นมีสองคู่เคียงกันแต่ขนาดไม่เท่ากัน”

“อ้อ…” โจซังกุงหันไปมองก่อนเอ่ยต่อ “ของฝ่าบาทและพระมเหสีน่ะ มีเย็บเก็บตะเข็บนิดหน่อย ข้าว่าจะปักลายดอกผักกาดไปด้วย เพราะเห็นว่าพระมเหสีทรงโปรดมันมาก”

“งั้นข้าขอทำงานชิ้นนี้ได้ไหมเจ้าคะ ท่านว่าฝีมือของข้าดีพอที่จะเย็บถุงพระบาทถวายพระองค์ได้ไหมเจ้าคะ”

โจซังกุงคลี่ยิ้มน้อยๆ มือเหี่ยวย่นอดไม่ได้ที่จะไปบีบแก้มนวลอย่างเอ็นดู พลางเอ่ย

“ได้สิ เจ้าเย็บดอกผักกาดที่ถุงพระบาทแทนข้าด้วยก็แล้วกัน เย็บแล้วเอาไปถวายพร้อมกันกับชุดชอกอึยที่ข้าเย็บดีไหม”

“ดีเจ้าค่ะ ข้าจะตั้งใจเย็บนะเจ้าคะ” ฮวารยองบอกน้ำเสียงร่าเริง เธอยิ้มพลางปล่อยมือทั้งสองของโจซังกุง ก่อนขยับตัวไปเอาถาดที่ใส่ถุงพระบาทมา ก้มลงคำนับด้วยความชื่นชม ภาพนั้นทำให้ผู้สูงวัยกว่าอดตื้นตันไม่ได้

“ตอนนี้ข้าเป็นช่างเย็บถุงเท้าของพระราชาแล้วนะเจ้าคะ ท่านอย่าดูแคลนฝีมือข้าไป ข้าจะทำออกมาให้ดีที่สุดเจ้าค่ะ นายหญิง”

พอได้ยินอย่างนั้นโจซังกุงก็ถึงกับหัวเราะออกมาเสียงดังอย่างอดไม่ได้ ฮวารยองดีใจที่เห็นนายหญิงยิ้ม เพราะตลอดเวลาโจซังกุงยิ้มน้อยมาก ชีวิตของท่านในห้องเย็บปักสูงสุดคือการอุทิศตัวทำงานอย่างเต็มกำลัง ทำจนดวงตาสองข้างพร่ามัวจวนจะมืดลงแล้วทุกขณะ แต่กระนั้นหัวใจยังไม่วายห่วงฉลองพระองค์อีกหลายชุดที่ยังเย็บไม่เสร็จ สำหรับเธอแล้ว การได้เห็นรอยยิ้มของท่านบ้างถือว่าเป็นเรื่องที่ดีนัก

“เอาล่ะ ในเมื่อเจ้าอยากจะทำ ข้าก็จะให้ทำ สิ่งที่ข้าสอนมิใช่แต่การปักลายอาภรณ์บนเสื้อสูงค่าเท่านั้น เมื่อเจ้าเกิดมาเพื่อเป็นช่างภูษา จะเป็นการเดินตามรอยเท้าบิดาก็ดี หรือเป็นสิ่งที่เจ้าปรารถนาก็ดี ข้าก็อยากให้เจ้าถักทอมันออกมาให้งดงามที่สุด เจ้าอย่าได้เกียจคร้านล่ะ ถ้าวันใดดวงตาของข้าบอดสนิท เย็บผ้าถวายพระราชาและพระมเหสีไม่ได้ ข้าหวังอย่างยิ่งว่าเจ้าจะเป็นดวงตาแทนข้าได้ แม้วันที่ลมหายใจของข้าจะหมดลงไปแล้วก็ตาม”

“เจ้าค่ะนายหญิง คำสั่งนี้ขอจะรักษามันจนวันตายเช่นกันเจ้าค่ะ” ฮวารยองก้มหน้าลง ใจจริงเธอไม่อยากให้โจซังกุงพูดเรื่องน่ากลัวแบบนี้เลย ความตายสำหรับเธอแล้วมันพรากเอาความสุขทุกอย่างไป พรากเอาชีวิตท่านพ่อและท่านแม่ เธอไม่อยากได้ยินคำนี้ แม้มันจะเป็นเรื่องจริงก็ตาม

ในดวงหน้าอ่อนใส มีร่องรอยกังวลอย่างเห็นได้ชัด โจซังกุงเหนี่ยวรั้งร่างน้อยเข้ามากอดอีกครั้ง ฮวารยองไม่ได้ร้องไห้แต่หัวใจกลับเศร้ายิ่งกว่านั้น ตอนนี้อ้อมกอดของนายหญิงยังอบอุ่นสำหรับเธอ แต่ถ้าลมหายใจหมดลงเล่า ร่างนี้ก็จะเย็นชืดลงเรื่อยๆ และหาความอบอุ่นใดไม่ได้เลย เหมือนกับอ้อมกอดของท่านพ่อและท่านแม่

“คนเราหลีกเลี่ยงความตายไม่ได้หรอกนะ… เด็กน้อย แต่ความเป็นเจ้าจะแทรกในทุกลายปักที่เจ้าถักทอ เจ้าทำให้มันคงอยู่ได้ในฉลองพระองค์ ข้าไม่ได้พูดให้เจ้าเศร้าซึมหรอกนะ ฮวารยอง… แต่ข้ากำลังพูดความจริงที่ทั้งเจ้าและข้ากำลังจะเผชิญอยู่ต่างหาก อย่าอาดูรกับความตาย หากแต่จงอาดูรและโหยไห้หากยังไม่ได้ฝากฝังความดีใดๆ ไว้ในแผ่นดินดีกว่า”

“เจ้าค่ะนายหญิง ข้าจะจำคำที่ท่านสอนให้ขึ้นใจเจ้าค่ะ”

“ดีแล้ว วันนี้หากเรียนตรงนี้เสร็จ วันพรุ่งนี้เจ้าก็ไปที่คลังผ้าเสีย ในนั้นมีผ้าที่ย้อมสีไม่ติด เจ้าเป็นคนฉลาดลองคิดแทนข้าทีสิว่าจะใช้วิธีใดที่จะทำให้ผ้าพวกนั้นกลับมางดงามได้ ข้าอยากได้ผ้าเช็ดหน้าสีขาวลายอะไรก็ได้ที่เจ้าเห็นว่าอยากให้ข้า เก็บเย็บปลายกันหลุดลุ่ยให้เรียบร้อย แต่มันต้องมาจากผ้าเสียที่เขากำลังจะเอาไปทำลาย เจ้าทำได้รึเปล่า ฮวารยอง”

คำสั่งข้อนี้ของโจซังกุงแฝงเลศนัย มีแต่รอยยิ้มจางๆ เท่านั้นที่เธอได้รับต่อจากนั้น เด็กหญิงคิดอยู่ว่างานชิ้นนี้ที่ได้ช่างยากเหลือเกิน

“เจ้าค่ะนายหญิง”

เด็กน้อยรับคำผู้สูงวัย

 

ช่วงบ่ายวันต่อมา

ฮวารยองไม่ได้ไปในห้องเย็บปักเหมือนเคย เธอเดินไปที่โรงย้อม ขอแรงขันทีที่พอไหว้วานได้ให้ช่วยพาไป อิมซองอัมเป็นเด็กหนุ่มอายุย่างสิบหกปีนี้ เขาตอนเป็นขันทีตั้งแต่เด็ก แต่ไม่ได้เข้าไปรับใช้ในวังเท่าไรนัก ซองอัมก็เหมือนกับเธอที่เป็นลูกชายของหญิงที่ไม่ได้รับการรองรับการแต่งงาน ทำให้จากชนชั้นยังบันกลายมาเป็นจุงอินโดยทันที แต่เขาเป็นคนไม่ทุกข์ร้อนเพราะว่าคิดว่าการเข้ามาอยู่ในวังสามารถหาความก้าวหน้าได้ จึงไปขอบิดาให้มาฝากฝังกับท่านคิมซังซอนที่เป็นหัวหน้าขันทีแทน

“นายหญิงโจ จะเอาผ้าเช็ดหน้าจากเศษผ้าพวกนั้นไปทำไมนะ ทำไมไม่ตัดเอาจากผ้าที่ใช้ในการตัดฉลองพระองค์เล่า”

“เห็นทีจะไม่ได้เจ้าค่ะท่านพี่ เพราะว่ามันออกจะไม่สมควรนัก ผ้าที่นำเข้ามาในวังหลวงเป็นผ้าที่มาจากโรงทอหลวงจากหัวเมืองต่างๆ คัดแล้วคัดอีกกว่าจะได้ผ้าหนึ่งม้วนสำหรับตัดฉลองพระองค์ ถ้าขืนตัดแบ่งไปคงไม่ดีแน่”

“แต่เท่าที่พี่เห็น ผ้าเสียจากการย้อมก็มามากหลายม้วนเชียวนะ ผ้าพวกนี้ต้องทำลายทิ้ง ไม่เป็นที่สนใจของใครๆ หรอก” ขันทีหนุ่มพูดก่อนจะบอกทหารเฝ้าห้องว่าต้องการมาทำสิ่งใด เขาเปิดประตูออกให้ทั้งสองเข้าไปในห้องนั้นก่อนจะพูดออกมาว่า

“มาจากห้องเย็บปักกรมพระภูษา ขอรับนายท่าน”

“จะมาเอาผ้าไปทำอะไร” ทหารคนนั้นถามพลางหาวอย่างไม่รักษามารยาท ฮวารยองเอ่ยขึ้นมาทันทีว่า

“มาตัดเอาผ้าเสียไปเรียนย้อมสีเจ้าคะ โจซังกุงส่งข้ามาเจ้าค่ะ… นายท่าน”

พอได้ยินดังนั้น ทหารเฝ้าประตูก็ไขกุญแจแล้วเปิดห้องออกให้ เขาพูดสำทับมาว่าถ้าเอาผ้าเสร็จก็ปิดประตูให้ด้วย เขาจะนอน อากาศตอนนี้ร้อนมาก เสียงจักจั่นบนต้นบ๊วยร้องระงมกล่อมให้ทหารตรงนั้นหลับยามเป็นแถว ทหารยามพวกนี้โชคดีกว่าเธอนัก ที่ได้นอนหลับโดยที่พวกนายท่านผู้ใหญ่ทั้งหลายไม่เห็น ว่ากันว่าช่วงหน้าร้อนของโชซอนในเวลานี้มันมีฤทธิ์ทำให้คนขี้เกียจ อยากอยู่บ้านนอกอดหมอนไม้ไผ่มากกว่า พวกทหารอยู่ยามกลางแจ้งยิ่งน่าสงสาร เพราะต้องตากแดดจนกว่าจะเปลี่ยนเวร บางคนจากผิวขาวๆ กลับคล้ำจนผิดตา

ซองอัมเปิดห้องออก ในนี้มีฝุ่นมากเพราะขาดคนเหลียวแล ฮวารยองสูดเอาไอฝุ่นเข้าปอดเสียจนแทบสำลัก สายตาที่พร่ามัวก็เห็นผ้าที่เปื้อนไปเป็นด่างดวงวางซ้อนกันหลายพับนัก

“จะเอาไปเยอะไหม… ฮวารยอง ถ้าเยอะพี่จะเอาใส่รถเข็นไปให้”

“เอ่อ… คงไม่เจ้าคะ ข้าขอเลือกสีที่ใกล้เคียงสีขาวก่อนนะคะ เพราะมันอาจจะย้อมสีง่ายกว่าสีเข้มๆ พวกนั้น” ฮวารยองบอกพลางเอากรรไกรในตะกร้าออกมา แล้วเดินหาม้วนผ้าที่ตนต้องการ ซองอัมพยักหน้าก่อนจะเดินไปเปิดหน้าต่างบานที่ใกล้ที่สุดออก ให้แสงสว่างยามบ่ายได้ลอดผ่านเข้ามาบ้าง ฮวารยองเห็นผ้าเก่าเก็บม้วนสีเหลือง เธอขอแรงคนตัวโตกว่าให้ยกมันออกมาให้ ขันทีหนุ่มช่วยเธอคลี่ผ้าที่ถูกย้อมเสียออกมาดู พบว่าตรงกลางยังมีด่างดวงที่ย้อมไม่ติด แต่ก็นับว่าได้รับความเสียหายน้อยกว่าทุกส่วน

“เสียดายของจริงๆ นี่คือผ้าที่ต้องทิ้งใช่ไหมเนี่ย เอาไปตัดเสื้อแจกเด็กจรจัดได้ตั้งหลายคน”

“กฎคือกฎเจ้าค่ะ ข้าขอตัดเอาผ้าสักหน่อยนะเจ้าคะ เรื่องบางอย่างทั้งท่านและข้าก็ทำไม่ได้” ฮวารยองเอ่ย ก่อนจะเอากรรไกรตัดผ้าออกเป็นส่วนๆ พอเสร็จแล้วเธอก็พับผ้าใส่ตะกร้า ซองอัมยกม้วนผ้าเข้าไปเก็บพลางบอกให้ฮวารยองออกไปรอข้างนอก พอมายืนข้างนอกเด็กหญิงถึงรู้ว่าผ้าที่เธอเลือกมามันทั้งเก่าหมองและน่าเกลียดเพราะสีย้อมไม่ติดหลายที่ ซองอัมปิดประตูลงกลอนให้เรียบร้อยก่อนจะมองไปยังทหารยามที่กำลังนอนหลับอยู่

“ถ้าหากโจรบุกมา พี่ว่าทหารพวกนี้ตายก่อนแน่ๆ สมกับเป็นทหารของพระราชาเหลือเกิน ทำหน้าที่ได้ดีนัก ถ้าไปบอกใต้เท้าเจ้ากรมราชองครักษ์สงสัยโดนหักข้าวสารรายเดือน

“เราอย่าไปยุ่งเรื่องนี้เลยเจ้าค่ะ คนเราจะทำอะไรก็รู้ดีอยู่แก่ใจ ตอนนี้เลิกสนใจทหารคนนั้นแล้วท่านมาช่วยข้าคิดดีกว่า ว่าจะทำยังไงให้ผ้าที่ย้อมไม่ติดพวกนี้กลายเป็นสีขาวได้”

“เจ้าถามพี่รึ ช่างถามได้ผิดคนนัก ถ้าเป็นพี่นะ จะไปหาทางเอาผ้าผืนใหม่ออกมาใช้ ความจริงโจซังกุงไม่มีทางรู้หรอกว่าเจ้าไปเอาผ้ามากัดสีจริงหรือไม่ เพราะกว่าเจ้าจะทำเสร็จ โจซังกุงก็คงลืมไปแล้วว่าเจ้าใช้วิธีไหน”

ฮวารยองส่ายหน้าน้อยๆ ถึงนายหญิงจะไม่รู้ แต่เธอก็ควรซื่อสัตย์กับสิ่งที่อาจารย์ให้ทำ นี่ก็เป็นบทเรียนบทหนึ่งที่เธอต้องผ่านไปให้ได้ การนำผ้าผืนใหม่ปักลายอาจจะได้หน้า ได้รับคำชม แต่ตัวเธอจะไม่ได้อะไรเลย แต่คำของซองอัมก็ทำให้เธอคิดอะไรบางอย่างออก

“กัดสีหรือเจ้าคะ… ท่านพี่ แล้วอะไรล่ะที่กัดสีผ้าได้”

“พี่ไม่รู้หรอก เจ้าอย่ายิงคำถามที่ยากๆ มาใส่หัวที่มีแต่ขี้เลื่อยอย่างพี่เลย สำหรับพี่ ถ้าได้เข้าไปรับใช้พระราชาบ้างก็คงดี แต่เพราะหัวหนาปัญญาทึบถึงได้มาเป็นเด็กรับใช้ในตำหนักทรงงานไง”

“แต่ข้ากลับเห็นว่าหน้าที่ของพี่ยิ่งใหญ่นัก ท่านพี่รู้ไหมเจ้าคะ ตำหนักทรงงานของพระราชาเป็นสถานที่สำคัญมากที่สุดในแผ่นดิน เป็นที่ที่พระองค์ทรงรับฎีการ้องทุกข์ เป็นสถานที่ต้อนรับแขกบ้านแขกเมือง ข้าต้องทำงานในห้องเย็บปัก มีโอกาสน้อยนักที่จะได้เข้าไป พี่ได้เข้าไปรับใช้ที่นั่นเป็นโอกาสดีแล้วที่ได้เข้าไปทำงานตรงนั้น เอ่อ… ท่านพี่คิดไม่ออกหรือเจ้าคะ ว่าอะไรที่กัดสีผ้าได้”

อิมซองอัมส่ายหน้าไปมาอย่างอ่อนใจ

“เจ้าเด็กน้อย พี่ก็บอกแล้วอย่างไรเล่าว่าพี่หัวทึบ ลองไปถามกองศิลปะดูดีไหม พวกนั้นทำงานกับสีบ่อยๆ ถามดูสิ พวกเขาใช้อะไรซักผ้า”

“อ้าว ทำไมต้องให้ข้าไปถามคนที่กรมกองนั้นด้วยล่ะเจ้าคะ ไกลออก ข้ามีเวลาจำกัด นี่ก็จะหมดวันแล้ว”

“ก็เพราะคนที่ทำงานกรมกองนั้นวาดรูป แขนเสื้อ ผ้าผูกแขน ผ้ากันเปื้อนเลอะสีบ่อยๆน่ะสิ จะให้ทิ้งผ้ากันเปื้อนสีขาวบ่อยๆ ก็น่าเสียดาย เขาคงมีวิธีช่วยเจ้าแหละ” เอาล่ะตอนนี้ใกล้เวลาอาหารว่างแล้ว พี่ต้องเข้าไปช่วยท่านคิมซังซอนเตรียมอาหารน่ะ อย่าว่าพี่ตัดช่องน้อยหนีเจ้าเลยนะ”

“เจ้าค่ะ” ฮวารยองรับคำเขาเสียงอ่อยๆ เธอใช้เวลาเดินจากคลังเก็บผ้ามาถึงหลังห้องเย็บปักไม่นานนัก หลังจากนั้นก็ไปเอาอุปกรณ์การย้อมผ้ามานั่งดูและถอนหายใจอีกครั้งแล้วครั้งเล่า

“เฮ้อ…” เด็กหญิงถอนหายใจเป็นครั้งที่ห้าติดต่อกัน เธอนั่งนิ่งและไม่ได้สังเกตเลยว่า บัดนี้มีใครคนหนึ่งเดินใกล้เข้ามาทุกทีแล้ว เสียงเหยียบใบไม้แห้งๆ กลับไม่ทำให้เด็กหญิงสนใจได้เลย ต่างจากเวลาปกติ

“ไม่เข้าไปกินข้าวหรือ… ฮวารยอง วันนี้มีกิมจิแตงกวาที่เจ้าชอบด้วยนะ ร้อนๆ แบบนี้พี่อยากกินบะหมี่เย็นรสชาติคงเย็นๆ เปรี้ยวหวานน้ำซุปหัวผักกาดดอง กินเสร็จต่อด้วยน้ำข้าวหวานคงจะดีไม่น้อย อากาศร้อนมากเจ้าว่าไหม”

“เจ้าค่ะ ร้อนมากจริงๆ ข้าอยากจะไปนอนกลิ้งเกลือกหิมะหรือไม่ก็กระโดดน้ำเย็นๆ ในลำธารข้างบ้าน หน้าร้อนทีไร ข้านอนไม่ค่อยหลับ” ฮวารยองบอกสายตายังจ้องมองตะกร้าผ้าที่โจซังกุงสั่งงานมาอยู่ อินจูเดินมานั่งใกล้ๆ ก่อนจะเด็ดเอาดอกหญ้ามาแซมผมให้เธอก่อนยิ้มกว้าง

“มีอะไรที่พี่จะพอช่วยเจ้าได้ไหมจ๊ะ เจ้าดูกังวลไปนะ”

“ข้ากำลังคิดเรื่องการกัดสีผ้าเปื้อนเจ้าค่ะ นายหญิงโจสั่งให้ข้าเย็บผ้าเช็ดหน้าให้” เด็กหญิงพูดพลางส่งสายตาไปยังตะกร้าผ้าที่วางอยู่ตรงหน้า โออินจูหัวเราะกับอาการนั้นก่อนจะเอ่ยออกไปว่า

“ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรนี่ นายหญิงก็สั่งให้พี่เย็บผ้าเช็ดหน้าให้เหมือนกัน พี่ไปเบิกเอาผ้าฝ้ายมาแล้ว ก็ว่าจะวาดลายก่อนแล้วค่อยขึงสะดึง หากเร่งมือเข้าไม่เกินสามวันคงเสร็จ จะได้เย็บเก็บปลายผ้าเลย”

พอได้ฟังว่ารุ่นพี่ได้งานง่ายกว่าเธอนัก เด็กหญิงก็นั่งคอตก ดูสิคนอื่นได้งานไม่ยากเท่าเธอเลย บางคนก็ไม่ได้งานด้วยซ้ำแถมยังมีเวลาไปเล่นซ่อนหาอีก เธอมาอยู่ที่นี่ไม่ได้ไปวิ่งเล่นที่ไหนเลย ได้แต่ฝึกทำงานและเรียนรู้ตัวต่อตัวกับนายหญิงโจ มาตอนนี้ยังได้งานยากกว่าคนอื่นอีก แต่พี่อินจูก็เป็นห่วงใยเธอเสมอมา พอเห็นว่าอีกฝ่ายทอดสายตาที่แสดงความห่วงใยมาให้ ฮวารยองก็ฉีกยิ้มให้กับนางกำนัลรุ่นพี่ทันที

“แล้วท่านพี่ไปไหนมาล่ะเจ้าคะ ตั้งแต่เช้าข้ายังไม่เห็นท่านที่ห้องเย็บปักเลย นึกว่าตามนายหญิงไปที่ตำหนักพระสนมออมเสียอีก”

“อ้อ… พี่ไปมาแล้วจ้ะ นี่ก็ได้ผงโฮบุนที่บดมาจากเปลือกหอยมาอย่างไรเล่า ผงนี้พี่ไปขอมาจากกองศิลปะ ปกติมันก็ไม่ได้ใช้หรอกนะเพราะว่าสีขาวเป็นสีที่ใช้น้อยมาก พี่ชอบเอามาแช่ซักถุงเท้าน่ะจ้ะ ปกติถ้าเราซักด้วยน้ำขี้เถ้ามันจะออกช้า แต่พอแช่ผงโฮบุนไป ถุงเท้าก็จะขาวเหมือนใหม่เลยจ้ะ”

“ผงโฮบุน ใช่แล้ว… นี่เราลืมไปได้ไงนะ!” ฮวารยองถึงกับยิ้มออกเมื่อคิดอะไรได้ โออินจูมองดูท่าทางนั้นอย่างแปลกใจ เด็กคนนี้แปลกนัก เมื่อสักครู่ยังซึมทำหน้าเหมือนแบกภูเขาไว้ทั้งลูก พอมาตอนนี้กลับยิ้มหัวเหมือนคนเสียสติ

“เป็นอะไรจ๊ะ… ฮวารยอง อยู่ๆ ก็เปลี่ยนสีหน้าไปราวกับมีเรื่องอะไรให้ดีใจกระนั้นแหละ แต่พี่ไม่ว่างคุยด้วยนานนะจ๊ะ เพราะต้องไปซักผ้าแล้วก็ปักผ้าที่นายหญิงโจสั่งไว้อีก”

“เจ้าค่ะ ข้าเองก็มีงานต้องทำ ขอตัวทำงานก่อนนะเจ้าคะ”

พอโออินจูเดินหายลับไปเข้าไปในตัวอาคาร ฮวารยองก็เต้นไปมารอบๆ ทำไมเธอคิดไม่ถึงนะ ที่จริงท่านพ่อก็เคยเขียนไว้ในสมุดบันทึกนี่ เรื่องการใช้ผงโฮบุนย้อมสีผ้า เพียงแต่ว่าต้องต้มตอนย้อมให้นานเสียหน่อย พอคิดอย่างนั้นได้เด็กหญิงก็วิ่งเข้าไปในเรือนนอน ไปเอาสมุดบันทึกของบิดามาอ่านอีกที

การย้อมสีผ้าให้เป็นสีขาว อาจทำได้ยากและใช้เวลานานในผ้าที่มีสีเข้ม หากถ้าเป็นสีใกล้เคียงกับสีขาว การทำจะง่ายกว่า ถ้าเรียกง่ายๆ ก็เหมือนกับการย้อมสีเข้าไปใหม่ ให้นำผงโฮบุนหนึ่งส่วนผสมน้ำขี้เถ้าส่วนหนึ่งแช่ไว้ในโอ่ง ทิ้งไว้สักครู่ ผ้าเหล่านั้นจะกลายเป็นสีขาวอีกครั้ง หากจะให้เห็นผลไวและแม่นยำ จะใช้การต้มย้อมสีและทิ้งระยะให้นานกว่าเวลาปกติอีกเท่าตัว หากต้องการให้เป็นสีอื่นให้ไล่ดูสีผ้าที่จะย้อม การทำให้ผ้าดำง่ายกว่าการทำให้ผ้าขาว การกัดสีผ้าทำยาก แต่การย้อมทับกันลงไปทำง่ายกว่า”

ฮวารยองได้อ่านข้อความนั้น เธอจึงตัดเอาผ้าที่มีมาทดลองย้อมสี โดยเอาผ้าที่เปื้อนน้อยที่สุดนำมาแช่ผงโฮบุนกับขี้เถ้าไว้ก่อนจะยกขึ้นต้มโดยไม่ลืมใส่เกลือไปด้วย เด็กหญิงทำใจเผื่อไว้ว่าช่วงเวลาการต้มใช้เวลาครึ่งชั่วยามเป็นอย่างต่ำ  การย้อมสีอื่นสำหรับเธออาจจะไม่ใช่ปัญหา อย่างที่ท่านพ่อเขียนไว้ในสมุดบันทึก

“ครั่งสีแดง… ครามสีฟ้า… สีเหลืองมาจากขมิ้นและสีเขียวใบไม้ ทุกอย่างผสมขี้เถ้าก่อนแล้วเติมเกลือเพื่อทำให้สีติดผ้า”

ฮวารยองเริ่มสนุกกับสิ่งที่ทำ เธอเริ่มกลับผ้าขาวบ้าง ในขั้นแรกสีขาวยังไม่กินเนื้อผ้าเลยทีเดียว นั่นทำให้หัวใจห่อเหี่ยวลงมาก แต่เธอก็พยายามกลับผ้าบ่อยๆ จนครบเวลาครึ่งชั่วยามผ้าก็ยังไม่เป็นสีขาวอย่างที่ตั้งใจไว้

“เราต้องทิ้งเวลาให้นานกว่าเดิมอีกเท่าตัว ไหนๆ ได้ลองแล้วรออีกนิดจะเป็นไรไป” เด็กหญิงพูดกับตัวเองก่อนจะเอาลำไม้ไผ่แห้งคนผ้าในโอ่งย้อมสีไปมาจนกระทั่งครบสองชั่วยาม

ทันใดนั้น…

ผ้าสีเหลืองเก่าเก็บค่อยๆ เปลี่ยนเป็นสีขาว หัวใจของฮวารยองเต้นตึกตัก ทีนี้ก็แค่รอให้ผ้าแห้งเท่านั้น เด็กหญิงเอาผ้าขึ้นจากโอ่งย้อมใบเล็ก ก่อนจะนำผ้าขึ้นมาซัก ผ้าที่เคยมีสีเหลืองกลับกลายเป็นสีขาวอย่างน่าอัศจรรย์ ช่วงเวลาที่รอผ้าสีขาวผืนสำคัญแห้งอยู่นั้น เธอก็เริ่มย้อมสีใหม่ทันที ตอนนี้ที่ราวตากผ้ามีผ้าที่สวยสดอยู่ถึงห้าสีด้วยกัน

“สีแดงอมส้มเหมือนดวงตะวันยามเย็น… สีฟ้าเหมือนท้องฟ้ากว้างยามเช้า … แอเฮเอยา… ออโอฮอยา

สีเหลืองเหมือนดอกมินดัลแร  (แดนดิไลออน -ดอกหญ้า) ยามสวยสด สีเขียวเหมือนใบสนที่พลิ้วไหวตามสายลม… แอเฮเอยา… ออโอฮอยา

สีที่สวยในใจข้ามีท่านแต่งแต้มทุกเวลา อาภรณ์ของข้าสวยเพราะท่านย้อมสีมัน… แอเฮเอยา… ออโอฮอยา”

เสียงสายลมพัดผ่านผ้าที่ตากอยู่ทำให้เกิดเสียงดนตรีขับกล่อม ฮวารยองหลับตานิ่งนึกถึงมือที่เปื้อนสีของท่านพ่อเวลาย้อมผ้าเพื่อตัดกระโปรงตัวใหม่ให้เธอ เสียงของท่านแม่ร้องเพลงช่วงหน้าร้อนเมื่อปีก่อนดังแว่วเข้ามาในความทรงจำ ฮวารยองมองไปรอบๆ ตอนนี้ไม่มีใครอยู่คงไม่มีใครเห็นนะ ถ้าหากว่าเธอจะร้องไห้ออกมา

“สีที่สวยในใจข้ามีท่านแต่งแต้มทุกเวลา อาภรณ์ของข้าจะงดงามเพราะท่านย้อมสีมัน… แอเฮเอยา… ออโอฮอยา

“ท่านพ่อท่านแม่เจ้าขา ข้าคิดถึงท่านเหลือเกิน คิดถึงจนทนไม่ไหวเลย พวกท่านอยู่บนท้องฟ้าอาจจะไม่เหงาเท่าข้า ตอนนี้เหมือนกับว่าข้าต้องอยู่คนเดียวในโลกใบนี้”

เสียงเพลงนั้นกลับบาดลึกลงในความรู้สึกของผู้ที่เดินเข้าไปใกล้บริเวณดังกล่าว ภาพเด็กหญิงตัวเล็กๆ ก้มลงแล้วร้องไห้สะอึกสะอื้นกลับทำให้เขาต้องทอดถอนใจไปมากกว่าเดิม

“เจ้าไปที่กรมก่อน ข้าอยากจะรับลมที่นี่สักครู่”

คิมจุนโฮเอ่ยกับลูกน้องคนสนิท ในขณะที่ดวงตาคมยังไม่ละจากร่างน้อยที่กำลังสะอื้นไห้อยู่

รออีกนิด… รอให้น้ำตาของเจ้าเหือดแห้ง

รอ…ให้สายลมพัดเอาคราบน้ำตาให้หายไปจากสองแก้มก่อน

ถึงตอนนั้น… ข้าจะเข้าไปหาเจ้าเอง

Don`t copy text!