ภูษาแห่งราชา บทที่ 7 : ข้าชื่อ… คิมจุนโฮ

ภูษาแห่งราชา บทที่ 7 : ข้าชื่อ… คิมจุนโฮ

โดย : นาคเหรา

ภูษาแห่งราชา นวนิยายเรื่องล่าสุดจาก นาคเหรา ที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากฉลองพระองค์ของพระราชาแห่งแดนโสม นิยายออนไลน์ ครบรส ที่ อ่านเอา อยากให้ทุกคนได้ อ่านออนไลน์

………………………………………………….

 

“ทำงานที่ห้องเย็บปัก สนุกไหม”

เสียงทุ้มที่คุ้นเคยดังขึ้นไม่ไกลจากตัวนัก แต่ก็ทำให้ฮวารยองต้องหันหน้าไปทางต้นเสียงทันที ใต้เท้าคนนั้นนั่นเอง ถ้านับมันก็คงหลายเดือนแล้ว ที่ฮวารยองไม่ได้เห็นเขาอีกเลย เด็กหญิงเช็ดน้ำตาที่เปื้อนแก้มออกด้วยแขนเสื้อ ก่อนจะหันมาหาใต้เท้าผู้ที่เคยพาเธอไปส่งเมื่อคราวหลงทาง ดวงตาคมคายทอดมองรอยน้ำตาที่ยังไม่เหือดแห้ง ก็ได้แต่นึกสงสารแต่เขาก็หาได้พูดถึงสาเหตุนั้นไม่  

“ใต้เท้า… ท่านมาที่นี่ได้ยังไงเจ้าคะ”

ฮวารยองพูดพลางยิ้มให้เขา ก่อนลุกขึ้นไปเอาผ้าย้อมครามมาตากเพื่อกลบเกลื่อนคราบรอยน้ำตา

“วันนี้มีงานใกล้ๆ แถวนี้น่ะ”

“ท่านเป็นทหารยามรึเจ้าคะ”

“จะเรียกหรือจะเข้าใจอย่างนั้นก็ย่อมได้ เพราะหน้าที่ของข้าไม่ต่างจากนี้หรอก”

เขาเอ่ยอย่างไม่ใส่ใจนัก ดวงตาคมปลาบมองไปรอบๆ พื้นที่ตรงนี้เคยเป็นพื้นที่ด้านหลังของห้องเย็บปัก ที่ปลูกดอกไม้ไว้เต็มจนส่งกลิ่นหอมทั่วบริเวณ แต่ก็ออกจะแปลกใจ เพราะเห็นราวตากผ้าที่ทำด้วยไม้ไผ่ขึงอยู่เต็ม ปกติเขาจะเห็นราวตากผ้าในโรงย้อมผ้าหลวงเท่านั้น ไม่คิดว่าจะได้เห็นที่นี่

สายลมอ่อนๆ พัดเอากลิ่นสีย้อมผ้าลอยมาเข้าจมูกของเขาแทนที่จะเป็นกลิ่นดอกไม้ ชายหนุ่มสวมชุดราชองครักษ์แบบฮยอนซู  ทอดมองเจ้าของร่างเล็กบอบบาง มือของเธอเปื้อนสีเป็นด่างดวง เจ้าตัวกำลังบิดผ้าขึ้นตากบนราวอย่างขยันขันแข็ง

“แล้วทำไมถึงต้องมาย้อมผ้าอยู่อีกเล่า การเปลี่ยนงานมาห้องเย็บปัก เจ้าน่าจะได้ปักผ้าอยู่ในห้องนี่”

เขาเอ่ยพลางช่วยเธอเอาผ้าขึ้นตากบนราวที่สูงกว่าตัวเธอนัก ฮวารยองเอ่ยขอบคุณ ก่อนจะพูดต่อ

“นายหญิงโจให้ข้าย้อมผ้าพวกนี้เจ้าค่ะ มันเคยเป็นผ้าเสียที่ย้อมไม่ติด ข้าเลยเอามาย้อมผงโฮบุนใหม่ สีสวยไหมเจ้าคะ”

ฮวารยองเอ่ยด้วยความภาคภูมิใจ ใบหน้าคนฟังยิ้มน้อยๆ ก่อนตอบ

“สวย แต่ยังไม่ใช่สีที่ข้าชอบ เจ้าคงไม่ได้ใช้สีย้อมผ้าที่สั่งมาจากต่างเมืองสินะ ดูจากมือที่เปรอะเปื้อนแล้ว เจ้าน่าจะเอาสีมาย้อมผ้าเอง”

“ใช่แล้วเจ้าค่ะ นายท่าน ข้าน่ะ… ลองเอาสีที่มีจากธรรมชาติมาย้อมเองดูแบบโบราณ สีแดงข้าได้มาจากครั่งเอามาตำใส่ขี้เถ้าและเกลือต้ม สีฟ้าจากคราม สีเขียวจากใบสนสด สีเหลืองจากขมิ้น บางทีอาจจะสีไม่สวยนัก แต่ก็พอใช้ได้ใช่ไหมเจ้าคะนายท่าน”

คิมจุนโฮพลิกเอามือจับผ้าที่ตาก สีอาจจะซีดจากการย้อมแต่ก็ติดทุกส่วนสีสม่ำเสมอกันดูแล้วสวยไปอีกแบบ ในตอนนี้เจ้าของดวงตากลมโตก็ได้แต่มองราวผ้าที่ตากอยู่ด้วยความชื่นชม เด็กหญิงนึกได้ในเรื่องที่ตนได้เคยเอ่ยปากบอกกับเขาไปเมื่อครั้งก่อน

“นี่นายท่านกำลังจะทวงเสื้อชุดใหม่จากข้าหรือเจ้าคะ ข้าไม่ลืมหรอกเจ้าค่ะ ว่าแต่ว่าท่านชื่ออะไรเจ้าคะ”

ฮวารยองได้จังหวะถาม ในขณะที่เขาก็นั่งลงที่พื้น ก่อนจะแหงนหน้ามองท้องฟ้าที่มีหมู่เมฆไหลมารวมกัน

“เรียกข้าว่าใต้เท้าคิมสิ”

“หึ… ไม่ยุติธรรมเลย ใต้เท้าคิมในวังมีร่วมร้อยคน ท่านชื่ออะไรเจ้าคะ”

“หึ แล้วเจ้าอยากจะรู้ชื่อเต็มๆ ของข้าไปทำไม”

เขาบอกอย่างไม่ใส่ใจนัก อาการดังกล่าวทำให้เจ้าของดวงตาคู่สวยตวัดมาที่ชายหนุ่มอย่างลืมตัว คนอะไรถามดีๆ ก็ไม่ยอมตอบบ่ายเบี่ยงอยู่ได้ ก็แค่ชื่อก็ไม่ยอมบอกเสียที เด็กหญิงขมวดคิ้ว พลางพูดต่อ

“อ้าว ก็เวลาที่ข้าจะตัดเสื้อให้ท่าน จะได้จำได้ถูกว่าต้องตัดให้ใต้เท้าคิมคนไหนน่ะสิเจ้าคะ”

“คิมจุนโฮ คือชื่อของข้า”

“คิมจุนโฮรึเจ้าคะ”

“ใช่… ไม่รู้ว่าเด็กตัวเล็กอย่างเจ้า จะจดจำชื่อของข้าไปเพื่อการใด” จุนโฮพูดพลางทำสีหน้านิ่งเฉย ดูเหมือนไม่ใส่ใจอะไรรอบตัวนัก  

ฝ่ายฮวารยองเม้มปากจนเป็นเส้นตรง ที่จริงใต้เท้าคิมก็มีหน้าตาหล่อเหลาดีอยู่หรอก เสียอย่างเดียวไม่ชอบยิ้มหรือถ้าจะยิ้มก็ยิ้มให้แบบไม่เต็มใจ บางทีจากแววตาที่เย็นชาว่างเปล่านั้นก็ทำให้เด็กหญิงคาดเดาอารมณ์เขาไม่ถูกเอาเสียเลย แต่พอถูกพูดเย้าแหย่ ต่อให้รูปงามกว่านี้ เธอก็โกรธมากเหมือนกัน ใบหน้าอ่อนเยาว์เชิดขึ้นน้อยๆ ดวงตากลมโตจ้องมองสบดวงตาของอีกฝ่ายก่อนจะเอ่ย

“จะต้องมีจุดประสงค์อะไรรึเจ้าคะ ข้าก็แค่อยากรู้และจะได้จำไว้ว่าตัวเองมีสัญญากับผู้ใดบ้าง”

“กับผู้ใดบ้าง? แสดงว่านอกจากข้าแล้ว เจ้ายังคงมีสัญญากับผู้ใดอีกเล่า”

จุนโฮถามพลางยิ้ม ในตอนนี้เขารู้สึกขำกับท่าทางของเด็กน้อยนัก ดูทีรึตัวก็สูงเลยเอวเขามานิดหน่อย แต่กลับทำตัวเป็นคนเจ้าแง่แสนงอนราวกับตัวเองเป็นสาวๆ หรือว่าฮวารยองจะอยู่กับนางกำนัลรุ่นพี่มากไป จึงจำจริตแบบนี้มาใช้ เด็กหนุ่มยื่นมือพลางบอกให้คนแสนงอนมานั่งด้วยกัน ฮวารยองไม่ได้ปฏิเสธ เพราะไหนๆ เธอก็ได้รับคำสั่งให้มาย้อมสีผ้า จึงยอมนั่งลงที่ใต้ต้นสนต้นใหญ่กับเขา

“เอาล่ะ บอกมาสิเจ้าตัวดี ตัวแค่นี้ริอาจไปสัญญากับใครนอกจากข้า”

“ก็มีหลายคนเจ้าค่ะ นอกจากท่านใต้เท้าคิมผู้ช่วยเหลือมาส่งข้าที่โรงย้อมแล้ว ก็มีอีกสองพระองค์ที่ข้าได้ให้สัญญาไว้”

“สองพระองค์อย่างนั้นรึ” จุนโฮหรี่ตามองเด็กหญิงที่ตอนนี้มีร่องรอยอิ่มเอมอยู่ เธอยิ้มจนดวงตากลมโตเป็นประกายพร่างพราวก่อนจะพูดต่อ

“ใช่เจ้าค่ะ พระองค์แรกคืออึยฮวากุน พระองค์ทรงพาข้าไปส่งที่ห้องเย็บปัก หลังจากที่แยกจากท่าน ข้าก็เข้าไปทดสอบชั้นเรียนแทบจะไม่ทัน แต่ข้าก็ได้ทดสอบ นายหญิงออมสั่งให้ข้าเก็บของย้ายไปที่ห้องเย็บปัก แต่โชคร้ายคนที่ได้รับคำสั่งให้ไปส่งข้ากลับไม่ไปส่ง ข้าก็เลยหลงทางอีกรอบ”

จุนโฮกลั้นรอยยิ้มเอาไว้เกือบไม่ได้ เด็กคนนี้เสียคำสัญญาเพราะหลงทางอีกแล้ว

“แล้วเป็นใครอีกคนเล่า นอกจากอึยฮวากุนมานิมแล้ว เจ้าได้สัญญากับผู้ใดอีก”

“พระมเหสีเจ้าค่ะ… นายท่าน”

ฮวารยองเอ่ยพลางยิ้มกว้าง จากแววตาดูก็รู้ว่าเธอมีความสุขจริงๆ จุนโฮนิ่งเงียบราวกับจะเปิดโอกาสให้เธอพูดต่อ

“วันแรกที่ข้าเข้ามาที่ห้องเย็บปัก พระมเหสีก็มีพระเสาวนีย์ให้ข้าเข้าไปพบ และก็เป็นครั้งแรกอีกเหมือนกันที่ข้าได้เจอกับพระองค์ ตอนนั้นข้ารู้สึกประหม่าและตื่นกลัวมาก แต่พระองค์ก็ทรงบอกว่า ให้ข้าฝึกฝนฝีมือให้ดี คราวหน้าต่อไปข้าอาจจะได้เป็นช่างภูษาของพระราชา ข้าอยากเป็นอย่างนั้นนะเจ้าคะ อยากเป็นช่างภูษาเหมือนท่านพ่อของข้า”

“เจ้าจะได้เป็นช่างภูษาที่งดงามที่สุด” จุนโฮเอ่ยพลางมองหน้าเด็กหญิงนิ่ง

“ท่านว่าอะไรนะเจ้าคะ”

“ข้าบอกว่า ในวันหนึ่งข้างหน้า เจ้าจะเป็นช่างภูษาที่งดงามที่สุดน่ะสิ”

พอได้ฟังคำนั้น จู่ๆ ใบหน้าขาวเนียนของเด็กน้อยก็มีสีแดงเรื่อขึ้น ฮวารยองเบิกตากว้าง มองคนอยู่ข้างๆ ราวกับไม่เคยเห็นคนมาก่อน ในขณะที่เด็กหนุ่มก็ยิ้มน้อยๆ เขาเอื้อมมือมาแตะแก้มของเธอ อย่างนึกเอ็นดู

“และข้าก็เชื่อว่าเจ้าต้องทำได้”

เจ้าของใบหน้าคมคายยิ้มแต่เพียงน้อย เขาจ้องมองเข้าไปในดวงตากลมโตคู่นั้น ฮวารยองเผลอยิ้มให้กับเด็กหนุ่ม ในใจก็ไม่รู้ว่าตัวเองจะทำได้ดีแค่ไหน แต่เมื่อได้รับปากต่อหน้าพระพักตร์พระมเหสีมาแล้ว ก็ยิ่งต้องทำให้ได้ ยิ่งโจซังกุง และออมซังกุงตั้งใจถ่ายทอดวิชาให้มากกว่านางกำนัลคนอื่น เธอก็ยิ่งต้องทำให้พวกท่านทั้งหลายผิดหวังไม่ได้อีกเช่นกัน

“นายท่านดูเหมือนอายุยังไม่มากเท่าไรเลย ถ้าเทียบกันแล้วน่าจะอายุเท่าๆ กับพี่ซองอัม ขันทีที่ประจำชาจองจอน เอ่อ… พี่ซองอัมอายุสิบหกน่ะเจ้าค่ะ เพียงแต่เขาไม่สูงเท่าท่านแค่นั้นเอง”

“ข้าอายุมากกว่าพี่ซองอัมของเจ้าปีหนึ่ง”

ฮวารยองทำหน้าไม่อยากจะเชื่อ เขาอายุแค่สิบเจ็ดแต่สวมชุดที่องอาจน่าเกรงขาม มิหนำซ้ำเวลาเดินผ่านนายทหารคนอื่น ยังได้รับความเคารพนบน้อม ทั้งๆ ที่เป็นแค่เด็กหนุ่มอายุแค่สิบเจ็ดปีด้วยซ้ำ อาการนิ่งเงียบดังกล่าวทำให้จุนโฮเอ่ยถามต่อทันที

“คิดอะไรอยู่รึ หรือท่าทางของข้ามันดูแปลกไป”

“เจ้าค่ะ เพราะข้าเห็นทหารคนอื่นที่ิเขาอายุมากกว่านี้ค้อมหัวให้ นายท่านต้องมีตำแหน่งสูงมากแน่ๆ เลย แล้วนี่ข้ามานั่งแบบนี้กับท่าน จะไม่โดนนายหญิงคนอื่นตำหนิเอารึเจ้าคะ” คำพูดไร้เดียงสานั่นทำให้เขาต้องพูดความจริงบางอย่างออกไปบ้าง เพื่อให้เด็กน้อยสบายใจ

“เจ้าอย่าเพิ่งคิดเรื่องสูงหรือต่ำของตำแหน่งเลย ข้าโชคดีที่ได้เข้าวังมาตั้งแต่เล็ก ได้รับโอกาสเรียนเป็นเพื่อนองค์ชายรัชทายาท แต่ข้าต้องเรียนเพิ่มกว่าพระองค์หลายเท่านัก ยิ่งเรื่องอาวุธทุกประเภทข้าก็ต้องฝึกเอาไว้ เพราะหน้าที่ของข้าคือเป็นราชองครักษ์ของพระองค์ท่าน เจ้าก็เป็นถึงว่าที่ช่างเสื้อหลวง ก็ได้ทำงานสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าข้าหรอก”

ดวงตาคมคู่นั้นมองมาที่คนที่อยู่ข้างๆ อย่างปรานี นี่น้ำตาที่ยังไม่เหือดแห้งไปจากใบหน้าทั้งๆ ที่เจ้าตัวก็เช็ดแล้ว นั่นทำให้เขาสะท้อนใจนัก ความโดดเดี่ยวเพราะไม่มีใครมันโหดร้ายอย่างนี้เองรึ

“แล้วเมื่อสักครู่… เจ้าร้องไห้ทำไมรึ หรือว่าคิดถึงบ้าน”

“ข้าเปล่าเสียหน่อย ใครร้องไห้ตอนไหนกัน”

ฮวารยองปฏิเสธพลางหลบสายตาของเขา คิมจุนโฮมองท่าทางนั้น ตอนแรกก็ไม่คิดจะถามถึงสาเหตุที่เธอร้องไห้ จนได้ยินเพลงปนเสียงสะอื้นลอยมาตามลมนั่นแหละ ทุกอย่างทำให้เขาต้องเดินมาที่นี่  

“ก็ข้าได้ยินเจ้าร้องเพลง ทำนองเหมือนจะมีความสุขนะ แต่มันเศร้าเพราะปนเสียงสะอื้นมาด้วย ข้าคิดว่าคนร้องจิตใจคงไม่ค่อยปกติสักหน่อย อย่างน้อยก็คงมีเรื่องกระทบใจ มันถึงได้ออกมาทางเสียงเพลงถึงขนาดนั้น”

“ไม่ใช่อย่างนั้นนะเจ้าคะ!”

ฮวารยองปฏิเสธแต่เขากลับยิ้มน้อยๆ ไม่ใส่ใจกับท่าทางของเธอมากนัก เด็กหญิงกลัวว่าใต้เท้าคิมจะเข้าใจผิดเลยพูดออกไปว่า

“คือว่า… ท่านแม่ของข้าชอบร้องตอนท่านพ่อย้อมสีกระโปรงชุดใหม่ให้พวกเรา ท่านพ่อของข้าน่ะเกิดมาเพื่อเป็นช่างภูษาโดยแท้ ท่านพ่อย้อมผ้าสีสวย ตัดเย็บกระโปรงให้ข้าทีไร เพื่อนๆ แถวตรอกโอกักจุกเป็นต้องอิจฉาข้ากันทั้งนั้น คนทั่วไปก้มหัวให้ท่านเพราะเป็นช่างภูษาของพระราชา ถ้าข้าคิดถึงท่านพ่อกับท่านแม่ทีไรก็จะร้องเพลงนี้เจ้าค่ะ”

ฮวารยองเอ่ยเสียงสั่นเครือ

“แล้วบิดามารดาของเจ้าอยู่ที่ไหนเล่า ที่จริงทำงานในห้องพระภูษาก็น่าจะได้เจอกันทุกวันนี่” คนตัวโตกว่าเอ่ยอย่างสงสัย

“ตอนนี้… พวกท่านคงอยู่บนท้องฟ้าแล้วเจ้าค่ะ”

“ก็เลยสะอื้นไห้ไปกับสายลม เรื่องมันคงเป็นแบบนี้นี่เอง”

“ไม่ใช่อย่างนั้นนะเจ้าคะ”

แต่ยังไม่ทันได้พูดอะไรต่อ ก็มีทหารระดับล่างคนหนึ่งวิ่งมาหาทั้งคู่อย่างกระหืดกระหอบ

“ใต้เท้าคิมขอรับ… ใต้เท้าขอรับ”

“มีอะไรยองแท มาทางนี้สิ”

“ใต้เท้าลีเรียกหาท่านขอรับ เรื่องที่จะให้ท่านอยู่เวรวันนี้”

“ข้าไม่เห็นว่ามีอะไรน่าห่วงนี่ เรื่องอยู่เวรก็เหมือนเดิมทุกวัน”

จุนโฮเอ่ยอย่างไม่ใส่ใจ เขากลับไปทำสีหน้าเหมือนไม่รีบร้อนอีก ผิดกับยองแทที่มีสีหน้าเคร่งเครียดแทนนาย ในขณะที่ฮวารยองเห็นเป็นเรื่องน่าเบื่อ จึงไม่คิดจะฟังว่าจุนโฮจะคุยกับพลทหารที่มาเรียกตัวเขาด้วยเรื่องอะไร เธอจึงหยิบกิ่งไม้มาขีดเขียนอะไรๆ เล่นเพื่อฆ่าเวลาไป

“นายท่านทั้งสองทะเลาะกันอีกแล้วขอรับ”

“เฮ้อ… ท่านลุงกับท่านอาทะเลาะกันตั้งแต่หนุ่มจนแก่ บางทีก็ทะเลาะกันด้วยเรื่องไม่เป็นเรื่อง เจ้าก็อย่าตื่นเต้นเกินเหตุไปเลย เรื่องแบบนี้มีออกบ่อยไป”

ชายหนุ่มเอ่ยอย่างไม่ใส่ใจนัก เพราะที่ผ่านมาใต้เท้าลีซองจินที่เป็นลุงข้างฝ่ายแม่ของเขากับท่านอาที่เป็นน้องชายของท่านพ่อเป็นไม้เบื่อไม้เมากันตลอด จะมาเถียงหนักๆ ก็ตอนที่ท่านพ่อกับท่านแม่ของเขาตายไปนี่แหละ แล้วทะเลาะกันเพื่อแย่งกันเลี้ยงดูเขา เพราะทั้งคู่ไม่มีลูกชาย การถกเถียงดังกล่าวลุกลามใหญ่โต จนพระมเหสีต้องเข้ามาไกล่เกลี่ย คนทั่วไปที่ทำงานในคยองบกกุงส่วนใหญ่รู้ดีว่า ใต้เท้าลีกับใต้เท้าคิมเป็นอริ เพราะแย่งกันเลี้ยงหลาน

“แต่บ่าวเป็นเพียงบ่าว จะอย่างไรก็ควรจะทำตามนายสั่ง ใต้เท้ารีบไปที่กองราชองครักษ์เถิดขอรับ

“เอาล่ะ ข้าจะไปก็ได้ เจ้าล่วงหน้าก่อนเถิด ยองแท”

“ใต้เท้ารีบไปนะขอรับ”

จุนโฮพยักหน้าเป็นเชิงรับรู้ เขาโบกมือเป็นสัญญาณให้ทหารรับใช้ออกไปก่อน แต่พอหันมาอีกทีก็เห็นว่า ฮวารยองกำลังวาดชุดเสื้อผ้าบนพื้นดินอย่างตั้งอกตั้งใจ เด็กหนุ่มมองดูชุดที่เธอวาดพลางลอบยิ้ม เมื่อเห็นว่าฮวารยองกำลังวาดชุดฮันบกของผู้ชายจึงได้เอ่ยถามออกไปว่า

“ชุดของใครรึ”

“ชุดของท่านเจ้าคะ ข้าลองวาดดู แต่ข้าว่าท่านเหมาะกับสีของท้องฟ้าวันที่เราเจอกันครั้งแรกมาก ท่าทางของท่านบอกว่า ท่านเหมือนคนไม่ทุกข์ไม่ร้อน แต่ที่จริงแล้วดวงตาของท่านกลับปิดซ่อนความเศร้าเอาไว้ไม่ได้ ดูเผินๆ เหมือนท่านไม่ใส่ใจไม่รับรู้อะไรมากนัก”

คิ้วเข้มเลิกสูงขึ้นอย่างสงสัย

ถ้านับวันนั้นถึงวันนี้ก็หลายเดือนแล้ว เจ้ายังสามารถจดจำสีของท้องฟ้าได้ นับว่าความจำไม่เลวนัก แต่ที่เจ้าว่าข้าเป็นคนไม่ใส่ใจอะไรๆ เจ้ากำลังจะบอกเป็นนัยๆ ว่าข้าเป็นคนเฉื่อยชางั้นรึ”

ฮวารยองส่ายหน้าไปมา เธอไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้นเสียหน่อย แต่ทำไมเขาถึงตีความอย่างนั้นไปได้นะ

“เปล่าเจ้าค่ะ ข้าพูดไปตามที่เห็น ข้าคิดว่าท่านคงเป็นแบบนี้อยู่แล้ว”

“แล้วข้าเป็นแบบไหนในสายตาของเจ้าล่ะ”

ฮวารยองทำท่าทางคิด ก่อนจะเอ่ยออกมาอย่างกล้าๆ กลัวๆ แต่พอเจอสายตาคาดคั้น เธอก็เลยตัดสินใจบอกออกไปทันที เพราะปิดบังไปก็ไม่มิดอยู่ดี สายตาของเขาเหมือนผู้คุมเวลาสอบสวนนักโทษ บางทีเขาคงใช้สายตาแบบนี้บ่อยกับบรรดาคนร้ายหรือลูกน้องในกรมกองจนชินกระมัง

“ท่าน… เหมือนคนที่ไม่มีความสุขเจ้าคะ”

“ข้ามีความสุขดี บางทีเจ้าอาจจะนึกอิจฉาในสิ่งที่ข้ามีก็เป็นได้”

คิมจุนโฮเอ่ยพลางทำสีหน้าเรียบเฉย ฮวารยองบอกตามที่ตนเห็น นี่หรือว่าเธอทำอะไรให้ใต้เท้าคิมไม่พอใจนะ ทำไมเขาถึงได้พูดน้ำเสียงเย็นชาแบบนี้ พอเห็นคนตัวโตกว่าทำหน้าบึ้งตึงก็นึกโกรธอยู่เหมือนกัน ถึงอย่างไรเสีย การที่พูดความจริงออกไปย่อมดีกว่าโกหกกันแน่นอน

“สำหรับข้า ดวงตาของท่านบอกอย่างนั้น ในวันที่ข้าเจอท่านครั้งแรกตอนที่ท่านได้จ้องมองท้องฟ้าหลายครั้ง รอยยิ้มของท่านที่เผยออกมาเหมือนมีความทุกข์มากมาย แม้แต่สิ่งที่ชอบที่สุดก็ปลอบประโลมจิตใจท่านไม่ได้ ข้าแค่พูดตามที่เห็นนะคะ ไม่ได้คิดโกหกท่านแต่อย่างใดเลยเจ้าค่ะ”

จุนโฮมองลึกไปในดวงตาอ่อนเยาว์แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรออกไป ได้แต่บอกลาเด็กน้อยที่ตอนนี้เฝ้าแต่คิดโกรธเคืองเขาอยู่นิดๆ เพราะขนาดพูดความจริงยังรับไม่ค่อยได้ ช่างจิตใจคับแคบเหลือเกิน!

“ดวงตาอาจทอดถึงก้นบึ้งใจ แต่ถ้าเจ้าเคยทายถูกก็ไม่แน่ว่าจะเข้าใจทุกอย่างที่ข้าเป็นหรือรู้สึกเสมอไป”  

“ก็ข้ารู้สึกอย่างนั้นจริงๆ นะ ถ้าท่านมีความสุขดวงตาของท่านคงไม่เศร้าขนาดนั้นหรอก ดีเลยถ้าหากโกรธ ข้าจะได้ไม่ต้องเหนื่อยตัดเสื้อชุดนี้ให้ท่าน!”

ฮวารยองตะโกนไล่หลังเขาไป แต่จุนโฮกลับไม่ได้หันกลับมามองเธออีกเลย เด็กหญิงเอาเท้าลบเสื้อที่เพิ่งวาดเสร็จอย่างโกรธเคือง คิดในใจว่าใต้เท้าคิมผู้นี้ช่างเป็นคนใจแคบที่ไม่ยอมรับฟังในสิ่งที่เธอพูด ตั้งแต่ครั้งแรกที่เจอกันแล้ว เหมือนกับเขามีอะไรไม่สบายใจ แม้ยามยิ้มมันก็เหมือนกับฝืนเหลือเกิน แล้วเวลาที่เธอร้องไห้เขาจะเข้ามาแล้วปลอบใจเธอทำไมนะ

ฮวารยองยังคิดหาคำตอบให้ตัวเองไม่ได้ แต่สายลมอ่อนๆ กับแดดจางๆ กลับทำให้ผ้าแห้งเร็วกว่าเดิม เด็กหญิงรีบเก็บผ้าที่ตากไว้เข้าไปในห้องเพื่อวาดลายและขึงสะดึงสี่เหลี่ยมรอปักโดยไม่คิดจะใส่ใจท่าทางของเขาอีกเลย

 

ณ กองราชองครักษ์ฝ่ายใน

“จุนโฮเป็นหลานของข้า การที่จะให้ไปรับใช้พระราชาที่แทจองจอนมันก็เป็นเรื่องปกติ ท่านมีสิทธิ์อะไรมาเปลี่ยนเวรยามตามอำเภอใจเช่นนี้!”

“แต่จุนโฮเป็นกองลาดตระเวนวันนี้ แล้วหน้าที่ของข้าท่านคงไม่ลืมนะใต้เท้าลี ว่ามีหน้าที่อะไรบ้าง อ้อ… แต่ข้าลืมไป ท่านคงแก่จนหูตาฝ้าฟางไม่พอ สมองท่านคงมีปัญหาด้วย เอาล่ะ ข้าจะบอกอีกครั้ง ข้าน่ะ… มีหน้าที่ดูแลเวรยามประจำวัน คนขาดข้าก็ต้องหาคนมาเปลี่ยน การที่จะให้จุนโฮไปดูแลที่ตำหนักอ๊กโฮรูก็ไม่เห็นจะมีปัญหาอะไรนี่

เสียงถกเถียงกันดังทั่วทั้งกองราชองครักษ์ คนที่ถกเถียงกันนั้นแท้จริงแล้ว เป็นญาติผ่านการแต่งงาน ตั้งแต่หนุ่มจนอายุล่วงเข้าวัยกลางคน ยังถกเถียงกันจนลูกน้องบางคนเห็นเป็นเรื่องชินตาชินหูไป จุนโฮส่ายหน้าไปมาน้อยๆ นึกไม่อยากให้ทั้งท่านอาและท่านลุงทะเลาะกันอย่างนี้ แต่สำหรับพวกท่านแล้ว การหาความผิดของอีกฝ่ายนับได้ว่าเป็นงานประจำของตนอีกเช่นกัน ยองแทที่ล่วงหน้ามาก่อนพอเห็นนายมาถึงกองราชองครักษ์ก็ใจชื้น เพราะกลัวว่านายท่านของตนทั้งสองจะชักดาบประลองกันอีกเหมือนเมื่อคราวก่อน

“คราวนี้เป็นเรื่องอะไรอีกกันรึขอรับ”

“มาก็ดีแล้ว เจ้าจะไปประจำที่ตำหนักใด ระหว่างจางอันดังกับอ๊กโฮรู” ใต้เท้าลีพูดเสียงดังลั่น

“ที่ไหนก็ได้ขอรับ ข้าไม่เกี่ยงอยู่แล้ว เพราะพื้นที่ทั่ววังหลวงเป็นพื้นที่การทำงานของข้า จะจางอันดังหรืออ๊กโฮรูดังมันก็ไม่ต่างกัน ที่สำคัญต้องดูแลให้เรียบร้อยเป็นพอ นั่นใครอยู่ตรงนั้นน่ะ ไปเอาสมุดบันทึกเวรยามและการเข้าออกมาให้ข้าทีสิ”

จุนโฮเรียกทหารที่มีหน้าที่บันทึกเวรยามหลังจากเอาสมุดบันทึกมาดู ก่อนจะเอ่ยขึ้นมาว่า

“ตามบันทึก ข้าต้องไปอารักขาพระมเหสีที่อ๊กโฮรูดังขอรับ ท่านลุง… ท่านอา”

คิมจียังยิ้มอย่างมีชัย คิดในใจว่าดีแล้วที่เอาหลานมาเลี้ยงเอง สมกับเป็นคนสกุลคิมจริงๆ ดวงตาของเขาทอดไปยังใต้เท้าลีอย่างเยาะเย้ย

“แล้วเรื่องที่ลุงไหว้วานเล่า การอารักขาพระราชาก็สำคัญเช่นกันนะ”

“ขอรับ การอารักขาพระราชาก็สำคัญ เพียงว่าวันนี้ ข้าได้ไหว้วานให้ชเวมยองอัมไปเข้าเวรตรงนั้นแทนข้าแล้ว ข้าคงต้องไปเข้าเวรที่อ๊กโฮรูดัง เพราะว่าวันนี้มีทหารขาดไปหลายคน”

จุนโฮเอ่ยพลางส่งสมุดบันทึกคืนให้กับทหารคนเดิม ใต้เท้าลีได้ฟังดังนั้นก็ไม่พอใจอย่างที่สุด เขาพ่นลมออกมาจากจมูกเสียงดังจนคนที่นั่งอยู่ข้างๆ จับได้ ที่จริงวันนี้เขาหาโอกาสจะอยู่ตามลำพังกับหลานชาย เพราะจะได้พูดเรื่องแต่งงานกับลูกสาวของเขา เธอถึงกับยื่นคำขาดให้มาถามจุนโฮ ก่อนที่เธอจะตัดสินใจแต่งงานกับลูกชายใต้เท้ามินชเวยอง

“ท่านพ่อ ข้าชอบพี่จุนโฮ ข้าเป็นลูกสาวคนเดียวของท่านนะ เรื่องคู่ครองท่านจะตามใจข้าหน่อยไม่ได้หรือไร”

“แต่แม่ของจุนโฮมีศักดิ์เป็นอาของเจ้านะ ครอบครัวเดียวกันแต่งงานกัน คงไม่เหมาะเท่าไร”

“ก็แค่ญาติห่างๆ ไม่เห็นเป็นอะไรเลย”

คำนั้นของลูก ทำให้ลีซองจินถอนหายใจตั้งแต่กลับมานับครั้งไม่ถ้วน จะว่าก็ไม่ได้ เพราะเขาเลี้ยงกึมอ๊กมาอย่างตามใจ อยากได้อะไรก็ต้องได้ เป็นเพราะขาดแม่ อะไรที่เป็นความต้องการของลูกเขาก็ไม่เคยขัดใจ จนทำให้กึมอ๊กติดเป็นนิสัยที่ไม่ดีไป ในเมื่อตามใจกันมาตั้งแต่ต้นแล้วยังไงก็ต้องตามใจกันให้ถึงที่สุด

และอีกอย่างถ้าหากจุนโฮยอมตกลง อย่างน้อยเขาก็ตายตาหลับ เพราะยังไงหลานชายก็เป็นคนดีที่ไว้ใจได้ การฝากของที่รักที่สุด จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องหาคนที่ดีพร้อมสำหรับลูกสาวคนเดียวของเขา แต่จุนโฮจะคิดอย่างไรเล่า ถ้าหากบอกเรื่องนี้ออกไป

“ท่านจะว่ายังไงใต้เท้าลี แต่จุนโฮเขาจะไปกับข้านะ”

คิมจียังบอกราวเยาะเย้ย แต่คนถูกถามกลับเห็นคำถามนั้นเป็นอากาศธาตุที่ไม่มีอะไรน่าสนใจ สายตาของเขาจึงเมินเฉยใส่คนเป็นอาของหลานชาย

“กึมอ๊กให้มาถามว่าเมื่อไหร่เจ้าจะไปที่เรือนบ้าง”

“น่าจะอีกสองสามวันขอรับ ช่วงนี้ข้าไม่ว่างจริงๆ ต้องตามเสด็จพระราชาและพระมเหสีไปที่คยองอุนกุงบ่อยๆ เรื่องการวางผังโทรเลขน่ะขอรับ”

แต่นางบอกให้ลุงมาถามเจ้าว่า…”

ท่าทางอึดอัดดังกล่าวทำให้คิมจียังเดาความคิดคู่อริได้ทั้งหมด เขาเคยเห็นลูกสาวคนนี้ของลีซองจินสองสามครั้ง ท่าทางของนางเหมือนจะชอบจุนโฮอยู่มาก ถ้าหากลีซองจินมีท่าทางอึดอัดเหมือนกินขนมต๊อกบูด แน่นอนมันคงเป็นเรื่องแต่งงานของลูกสาวคนเดียวของเขานั่นเอง

“ฮ่าๆ ที่แท้นึกว่าเห็นแก่เรื่องงาน ที่แท้ก็หาช่องว่างคุยความให้ลูกสาวนี่เอง ” คิมจียังหัวเราะออกมาสุดเสียง สายตาล้อเลียนของคนหัวเราะนั่นทำให้คนถูกเยาะเย้ยจับดาบในมือชี้ไปที่เจ้าของต้นเสียงทันที

“มันจะมากไปแล้ว ใครใช้ให้เจ้าหัวเราะ และที่เจ้าพูดน่ะหมายความว่ายังไง!”

“ทำไม ท่านโกรธข้ารึที่พูดถูก เอ.. .แต่จะให้พูดตรงนี้เกรงว่าจะไม่เหมาะ แต่ถ้าท่านไม่อายข้าจะพูดเสียงดังๆ ก็ย่อมได้”

“เจ้า!!”

“พระราชาและพระมเหสีเสด็จแล้ว”

ทันใดนั้นยังไม่ทันที่ได้พูดอะไรต่อ เสียงของขันทีติดตามก็บอกว่าพระราชาและพระมเหสีได้เสด็จมาที่นี่แล้ว พวกเขาไม่ทันได้ตั้งตัว เสียงฝีเท้าของคนหลายคนก็ดังแว่วเข้ามา ในสถานการณ์เช่นนี้ยากต่อการปั้นสีหน้าให้ยิ้มแย้มนัก เป็นความจริงที่คิมจียังพยายามยิ้ม แต่ทว่ารอยยิ้มที่จงใจเกินเหตุของเขา มันเหมือนกับกำลังจะร้องไห้มากกว่า

“พวกท่านทะเลาะกันอีกแล้วนะ ถ้าข้าตายไปจะยังทะเลาะกันอีกหรือไม่!”

พระมเหสีตรัสท่าทางไม่ได้มีความหวาดกลัวกับภาพที่เห็นแม้แต่น้อย ใบหน้าของลีซองจินกับคิมจียังสลดลงอย่างเห็นได้ชัด ถ้าพระมเหสีเสด็จมาพระองค์เดียวคงไม่เท่าไร แต่นี่พระราชาก็เสด็จมาด้วย ราชองครักษ์ทั้งสองรีบหันมาเพื่ออธิบายความให้ผู้สูงศักดิ์เข้าใจทันที

“จุงจอนมามา ขอได้ทรงโปรด กระหม่อมไม่ทันสังเกตเห็นว่าพระองค์จะเสด็จมา ขอประทานอภัยด้วยเถิดพระเจ้าค่ะ เอ่อ… ถวายพระพรฝ่าบาท”

“เห็นทีท่านต้องอยู่ขัดขวางพวกเขาไปอีกนาน…จุงจอน เพราะว่าเขาทั้งสองคงต้องทะเลาะกันไปอีกนาน คราวนี้ทะเลาะเรื่องอะไรอีกล่ะ” พระราชาโกจงตรัสถามเหมือนกับจะเย้าแหย่ราชองครักษ์ทั้งสอง พวกเขาทะเลาะกันจนเห็นเป็นเรื่องชินตา สีหน้าของลีซองจินและคิมจียังซีดเผือด เหงื่อเม็ดโตๆ ผุดพรายเต็มใบหน้าเหมือนเพิ่งไปวิ่งรอบพระราชวังมา

“เอ่อ… ไม่มีอะไรพระเจ้าค่ะ ฝ่าบาท”

ทั้งสองคนพูดเกือบพร้อมกัน ในขณะที่พระมเหสีมินกลับแย้มพระสรวลจนเหล่าซังกุง ติดตามแอบลอบยิ้มไปด้วย

“ที่บอกว่าไม่มีน่ะ แสดงว่ามีใช่ไหม ทีตอบคำถามเมื่อกี้นี้ พวกท่านสามัคคีกันจังเลยนะ ความจริงอายุอานามก็มากแล้ว พวกท่านน่าจะปรองดองกันให้มากๆ การทะเลาะกันในช่วงบั้นปลายชีวิต จู่ๆ ตายจากกันไปมิเสียดายแย่หรอกรึ สู้ทำดีไว้ให้กันมากๆ จะดีกว่า”

“จุงจอนมามา… จะผิดหรือไม่ สาเหตุคงไม่ใช่ที่กระหม่อมแน่นอนพระเจ้าค่ะ ตั้งแต่บิดาของจุนโฮตาย ใต้เท้าคิมผู้นี้ก็กีดกันไม่อยากให้หลานชายมาพบกับกระหม่อมที่มีศักดิ์เป็นลุง มิหนำซ้ำยังหาเรื่องมากระทบให้เกิดความไม่สบายใจไม่เว้นในแต่ละวัน… น่ารำคาญนัก การจะถามสารทุกข์สุกดิบหลานชายบ้าง ก็มีตัวมารมาขวางอยู่ร่ำไป!”

“ข้าพอจะรู้แล้วว่าพวกท่านทะเลาะกันเรื่องอะไร”

พระมเหสีมินตรัสน้ำเสียงเย็นชา ด้านพระราชาโกจงที่อยู่ไม่ไกลนัก เห็นท่าทางนั้นของพระมเหสีก็อดขำไม่ได้ เพราะตลอดเวลาที่อยู่ด้วยกันมา ท่าทางแบบนี้พระมเหสีทรงใช้บ่อยยามที่ต้องการ ‘อำ’ ใครสักคน และส่วนมากจะจับไม่ได้ว่าพระองค์ทรงคิดอะไรอยู่  

“จะเรื่องอะไรก็แล้วแต่ ยังไงมันก็ไม่ใช่ความผิดของกระหม่อมเช่นกัน อย่างน้อยกระหม่อมไม่เอาเวลางานมาไถ่ถามเรื่องส่วนตัวหรอกพระเจ้าค่ะ งานคืองาน เรื่องส่วนตัวก็คือเรื่องส่วนตัว”

คิมจียังเหลืออด ตอนแรกว่าจะไม่พูดเพราะสงสารจุนโฮ แต่ใต้เท้าลีก็ไม่ได้ไว้หน้าเขาเลยแม้เพียงนิด

“เฮ้อ… หวังว่าทางที่เดินไปปรโลกข้าจะไม่เจอพวกท่านนะ หาไม่แล้วคงหนวกหูแน่ๆ เวลาตายข้าอยากตายอย่างสงบๆ บ้าง ถ้าขืนมีพวกท่านร่วมทางไป สงสัยยมบาลคงปิดประตูไม่ให้เข้าปรโลกแน่ เพราะขี้เกียจฟังพวกท่านทะเลาะกัน”

“จุงจอน… ทำไมพูดน่ากลัวอย่างนี้ นี่มันใช่เรื่องที่จะพูดเล่นแบบนี้ไหม ข้าไม่ขำหรอกนะ”

พระราชาโกจงตรัส แต่ผู้ที่อยู่ข้างๆ กลับคลี่รอยยิ้มแสนอ่อนหวานส่งมายังพระองค์ พระหัตถ์บอบบางแตะที่พระหัตถ์ของพระสวามี พลางตรัสออกมาว่า

“ฝ่าบาท… อย่าทรงถือสาคนบ้าบอเช่นหม่อมฉันเลยเพคะ ทุกวันนี้หม่อมฉันหาได้กลัวความตายไม่ บางทีการมีชีวิตอยู่ต่างหากที่ทรมานกว่าตายไป”

พระเนตรเรียวรีนั้นหรี่ลงน้อยๆ ก่อนจะนึกถึงเรื่องหลายเรื่องที่เกิดขึ้น ชีวิตของพระองค์นั้นการมีลมหายใจต่อไปวันต่อวันก็นับว่าสวรรค์เมตตามากแล้ว นับตั้งแต่ย่างก้าวเข้ามาวังหลวง จากม้านอกสายตา จากสตรีที่มาจากตระกูลสำคัญแต่ไร้เสียงสนับสนุน ขุนนางหลายคนแม้แต่แทวอนกุนผู้มีศักดิ์เป็นพระบิดาของพระราชาเองก็คิดว่า พระองค์เป็นเพียงสตรีที่โง่เขลา คงง่ายต่อการควบคุม แต่การขึ้นมาอยู่ข้างบน แม้ต่ำกว่าพระสวามี กลับทำให้พระองค์เห็นความเปลี่ยนแปลงของโลก

ถึงกาลที่โชซอนจะต้องเปลี่ยนแปลงเพคะ..ท่านพ่อ”

“การเปลี่ยนแปลงจะทำให้โชซอนสูญสิ้นความเป็นตัวเอง ถ้าข้าตายไปจะตอบคำถามบูรพกษัตริย์ในปรโลกได้เช่นใด” แทวอนกุนตรัสเสียงดังลั่น

“การเปลี่ยนแปลงมิใช่สูญสิ้น การเป็นต้นไผ่โอนอ่อนตามกระแสลมดีกว่าเป็นต้นไม้ใหญ่ที่พังโค่นยามเมื่อเจอพายุเพคะ ด้วยเหตุนี้เราควรเปลี่ยนแปลงเพื่ออยู่รอด”

“เจ้านั่นแหละ พายุของประเทศ! สตรีควรอยู่ข้างหลัง สตรีตระกูลมินจากยอฮึง เจ้าคิดว่าตัวเองสำคัญเช่นใดที่ทำตัวเท่าเทียมเท่าพระราชา ถ้าโชซอนจะล่มจมหรือล่มสลายไป ก็คงเป็นเพราะเจ้านั่นแหละ ลูกสะใภ้!”

ถ้อยคำโต้เถียงของพระองค์และแทวอนกุนเมื่อครั้งก่อน ไม่มีวันใดเลยที่พระองค์จะลืมได้ลง การโต้เถียงครั้งนั้นทำให้ขุนนางข้างฝ่ายพระองค์ ถวายฎีกาขอให้แทวอนกุนคืนอำนาจการบริหารแผ่นดินแก่พระเจ้าโกจง ที่เจริญชันษามากพอที่จะว่าราชการด้วยพระองค์เองได้ ครั้งนั้นข้างฝ่ายพระองค์ชนะ แต่การลอบปลงพระชนม์ในเวลาต่อมาก็ทำให้พระองค์ไม่สามารถอยู่ได้อย่างสงบสุขตราบจนถึงทุกวันนี้

แต่ครั้งนั้นพระองค์ก็สูญเสียพระเชษฐาบุญธรรมและขุนนางฝ่ายซาแด ที่ภักดีจำนวนไม่น้อย โชคดีที่ต้าชิงส่งกำลังทหารมาช่วย ไม่เช่นนั้นเหตุการณ์ความวุ่นวายภายในคยองบกกุงคงไม่สงบเร็วอย่างนี้ แต่ตอนนี้เพราะต้าชิงหันไปทำข้อตกลงเทียนจินกับญี่ปุ่น นั่นแสดงว่าจีนจะส่งกำลังทหารมาช่วยโชซอนอย่างพลการไม่ได้ เว้นแต่จะมาปกป้องทรัพย์สินของประเทศตน แต่พอเกิดกบฏชาวนาทงฮักขึ้น ความวุ่นวายดังกล่าวทำให้จีนทนไม่ได้ จึงยกกำลังพลมาปราบปรามเพื่อช่วยราชสำนักโชซอน ญี่ปุ่นเห็นว่าจีนละเมิดข้อตกลงที่ได้ทำร่วมกันนั้นจึงเกิดเป็นสงครามจีน-ญี่ปุ่นขึ้นและจบลงด้วยความพ่ายแพ้ของจีน ทำให้จีนต้องทำสนธิสัญญาชิโมโนเซกิ

ตั้งแต่ครั้งนั้นพระมเหสีรู้สึกว่าที่พึ่งที่คิดว่าเข้มแข็งกลับล้มครืนลงไปไม่เป็นท่า ต่อไปนี้พระองค์จะขอให้ช่วยก็คงเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ยากมาก แล้วถ้าวันหนึ่งเกิดเหตุวุ่นวายโดยญี่ปุ่นชักใยอยู่เบื้องหลังเล่า พระองค์ต้องทำอย่างไร

คิดมาถึงตรงนี้ทีไร ความตายก็ไม่ใช่เรื่องน่ากลัวเลย สำหรับพระองค์

ด้านพระราชาโกจงเองก็ไม่สบายพระทัยนักที่เห็นพระมเหสีเป็นเช่นนี้ ใจหนึ่งก็คิดไปว่าเรื่องราววุ่นวายแบบนี้ทำไมต้องมาเกิดในรัชสมัยของพระองค์ด้วย หรือเพราะพระองค์ไร้วาสนาดวงชะตาถึงได้นำพาให้ประเทศตกต่ำเช่นนี้ พอคิดได้เช่นนั้นพระราชาผู้เป็นใหญ่ก็หาได้มีความสบายพระทัยไม่

“ท่านพูดถึงเรื่องความตายล้วนน่ากลัวนักสำหรับข้า แม้จะเพื่อคุยการสนุกสนาน แต่เรื่องความเป็นความตาย เราควรเอามันมาล้อเล่นรึ”

“อย่าวิตกไปเลยเพคะ หม่อมฉันก็ไม่ได้อยากให้เกิดเรื่องอะไรทำนองนี้หรอก ตอนนี้ก็แค่เหนื่อยเหลือเกิน ถ้าหากเราเห็นความตายเป็นของธรรมดา บางทีเราก็จะได้กล้าและอาจหาญมากกว่านี้”

คำตรัสนั้นแฝงเลศนัยที่พระสวามีไม่ได้ชอบใจขึ้นมาเลยแม้แต่น้อย พระเนตรของพระมเหสีหลับลงช้าๆ เหมือนกับจะไล่ความเหนื่อยอ่อนที่ทั้งสองพระองค์เคยประสบพบมา บางอย่างถึงแม้ไม่พูด แต่ดวงเนตรที่อ่อนล้านั้นก็บอกเสียงในหัวใจได้ดีทีเดียว

พระหัตถ์ข้างหนึ่งบีบพระหัตถ์ของพระมเหสีแน่น ในตอนนั้นสตรีที่คิดว่าเข้มแข็งตลอดมาในสายพระเนตรของพระองค์ พระหัตถ์กลับสั่นน้อยๆ เหมือนหวาดกลัวอะไรบางอย่าง

“ต่อไปอย่าได้พูดแบบนี้อีกนะจุงจอน… อย่าพูดแบบนี้อีก”

“เพคะ ในเมื่อเป็นความต้องการของฝ่าบาท หม่อมฉันจะทำตาม”

พระมเหสีทรงยิ้มและรับคำพระสวามี ก่อนจะปรายพระเนตรมายังจุนโฮที่ยืนนิ่งไม่ห่างกันนัก เด็กคนนี้ในสายตาพระองค์ก็เหมือนกับลูกชายคนหนึ่ง รัชทายาทเองก็เอ็นดูเขาเหมือนน้องชาย การเรียนเขียนอ่านก็เป็นไปได้ด้วยดี คนที่เก่งขนาดนี้ ถ้าภักดีต่อรัชทายาทแล้วล่ะก็ ต่อไปพระองค์ต้องไม่ห่วงอะไรอีกแล้ว

“ยังมีเวลาก่อนอาหารค่ำ ข้าอยากเดินเล่นที่รอบๆ ตำหนักอ๊กโฮรู ให้จุนโฮตามมาคนเดียวก็ได้”

พอได้ยินคำนั้นเด็กหนุ่มก็กระชับดาบในมือ เขาโค้งลงน้อยๆ เพื่อรับคำสั่งพระมเหสี ทหารราชองครักษ์ต่างเปิดทางให้สองพระองค์ทรงพระดำเนินออกไปก่อน จุนโฮปล่อยระยะทิ้งห่างผู้เป็นนายห้าก้าว ก่อนจะเดินตามทั้งสองพระองค์ไปเงียบๆ

เด็กหนุ่มที่ตอนนี้เดินตามหลังพระราชาและพระมเหสี ได้แต่จับจ้องพระหัตถ์ที่กอบกุมกันและกัน ทุกย่างก้าวไปยังหนทางข้างหน้า ถนนในวังไม่มีเศษหินหรือหนามแหลมทิ่มแทงก็จริง แต่สำหรับจุนโฮแล้ว ทำไมเขาถึงรู้สึกว่าทุกก้าวของทั้งสองพระองค์เหมือนจะทรงพระดำเนินลำบากนักก็ไม่รู้

Don`t copy text!