ภูษาแห่งราชา บทที่ 8 : แรงพายุที่พัดโหมกระหน่ำ

ภูษาแห่งราชา บทที่ 8 : แรงพายุที่พัดโหมกระหน่ำ

โดย : นาคเหรา

ภูษาแห่งราชา นวนิยายเรื่องล่าสุดจาก นาคเหรา ที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากฉลองพระองค์ของพระราชาแห่งแดนโสม นิยายออนไลน์ ครบรส ที่ อ่านเอา อยากให้ทุกคนได้ อ่านออนไลน์

………………………………………………….

 

“ท้องฟ้าวันนี้มืดจังเลยเพคะ ฝ่าบาท”

พระมเหสีตรัสก่อนจะทอดพระเนตรไปรอบๆ ช่วงเดือนนี้อากาศในโชซอนยังถือว่าร้อนอบอ้าวในตอนกลางวัน ทำให้ห้องพระภูษา บอกว่าจะใช้ผ้าฝ้ายตัดฉลองพระองค์ชุดลำลองแทนผ้าไหมที่ใช้ทรงสวมใส่เป็นประจำ อีกทั้งตำหนักทรงงานของสองพระองค์อยู่ในเขตอับลม ทำให้ยามทรงงานดูเหมือนว่าไม่เป็นสุขที่สุดก็ว่าได้ ซังกุงห้องพระภูษาเลยเสนอแนวความคิดที่ว่าใช้ผ้าฝ้ายแทนพร้อมกับตัดเย็บชุดลำลองมาถวายทั้งสองพระองค์ในยามทรงงาน ชุดที่ว่าดังกล่าวจะใช้ในวันที่พักผ่อนพระอิริยาบถ แต่โดยมากชุดที่ว่าใส่สบายนั้นจะถูกแขวนไว้มากกว่าจะได้ถูกสวมใส่

พระราชาโกจงทอดพระเนตรไปยังท้องฟ้าสีหม่น เป็นจริงดังที่พระมเหสีว่า วันนี้ท้องฟ้ามืดลงมากจริงๆ ปกติในช่วงหน้าร้อนจะมืดช้ากว่าหน้าหนาว แต่วันนี้กลับมืดครึ้มเข้าสู่ช่วงราตรีกาลรวดเร็วนัก แถมพระราชวังก็มีนกบินไปมารอบๆ ผิดกับทุกวันที่แทบจะไม่ค่อยมีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นมาเลย

“ฝนอาจจะตกกระมัง”

“แปลกนะเพคะ ตอนเช้าๆ แดดยังแรงอยู่เลย พอตกบ่ายก็ครึ้มยังกับฝนจะตกหรือฝนจะตกจริงๆ ช่วงนี้ประชาชนทำการเก็บพืชผลในฤดูร้อน เมื่อวานหม่อมฉันได้รับรายงานจากมินยอนอิก เขาบอกว่าสินค้าจำพวกผักช่วงนี้ล้นตลาด ขายตัดราคาให้วุ่นทั่วนัมแดมุน ดีที่บางส่วนเอาไปตากแห้งได้ ถ้าเอาไปทำผักดองช่วงนี้คงเปรี้ยวน่าดู”

“แต่พอหน้าหนาว ผู้คนกลับอดยากมากขึ้น และตายลงก็มากอีกเหมือนกัน ถึงตอนนั้นเราอาจจะไม่ได้เจอแต่ความโหดร้ายของสภาพอากาศเท่านั้นนะ จุงจอน”

พระราชาโกจงตรัสพลางมองสองพระเนตรของพระมเหสี ในแววพระเนตรนั้นกลับมีความเจ็บปวดซ่อนอยู่ สำหรับพระองค์แล้วการที่จะเห็นแววพระเนตรเช่นนี้จากพระมเหสีผู้เข้มแข็ง ถือเป็นโอกาสที่เห็นได้ไม่บ่อยนัก เพราะทุกครั้งยามจ้องมองสองพระเนตรของคนผู้นี้ ความอบอุ่นใจและเชื่อมั่นทำให้พระองค์วางพระทัยได้ส่วนหนึ่ง พระมเหสีมินทรงมีบางอย่างที่พระองค์ไม่มี

นั่นก็คือความเข้มแข็ง สิ่งที่ขาดในส่วนนั้นเติมเต็มพลังชีวิตของพระองค์ให้เดินมาท่ามกลางหนทางที่มีแต่อันตรายจนถึงบัดนี้

แต่ทำไมตอนนี้ดวงตาที่พระองค์คิดว่าพึ่งพิงได้ กลับหม่นหมองมากกว่าสีของท้องฟ้ายามมืดมัวเสียอีก

พระมเหสีทรงยิ้มน้อยๆ กระชับพระหัตถ์อีกฝ่ายแน่นขึ้น ในตอนนี้แววพระเนตรที่เคยหม่นหมองกลับหายไปจนแทบจะไม่เหลือร่องรอยใดๆ ทิ้งไว้เลย

“แต่เราต้องสู้เพคะ เราสู้มาถึงขนาดนี้แล้ว สิ่งใดที่โชซอนถูกมองว่าล้าหลัง เราต้องทำให้ทัดเทียม ถ้าเรายังขืนยืนอยู่ที่เดิม ไม่มีวันที่เราจะรอดไปได้”

พระมเหสีมินทรงถอนพระปัสสาสะออกมาท่าทางหนักพระทัย ตลอดหลายสิบปีที่ร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมา ความรักของพระองค์ทั้งสองล้วนหล่อหลอมมาจากความทุกข์ยาก ในอดีตพระราชาโกจงเป็นเพียงองค์ชายน้อยผู้ถูกเชิดชูขึ้นมาเป็นกษัตริย์หุ่นเชิดของพระบิดาและเหล่าขุนนาง การต่อสู้เพื่อรักษาบัลลังก์จากศัตรูหลายทางทั้งภายนอกและราชสำนักภายในเอง พระบิดาเป็นผู้จัดการทั้งหมด จนคนทั่วไปต่างรู้ดีว่า ผู้ที่มีอำนาจเหนือกว่าพระองค์ผู้เป็นพระราชาของประเทศก็คือพระบิดาของพระองค์ แทวอนกุนนั่นเอง

แม้จะได้ชื่อว่าเป็นราชาของประเทศแต่กลับไม่มีอำนาจใดๆ เลย

 

พระราชาโกจงบีบพระหัตถ์ของพระมเหสีตอบเหมือนกับจะทรงบอกให้คลายกังวล แค่รอยยิ้มเท่านั้นที่ทอดมองมาในยามที่ปัญหารุมเร้า มาวันนี้พระราชหฤทัยของพระองค์ได้เปลี่ยนเจ้าของ เป็นของคนผู้นี้จนหมดสิ้น จากวันเวลาที่ผันผ่านทำให้พระองค์ได้มาพบกับสตรีที่ไม่มีอะไรโดดเด่น ถ้าเทียบกับสนมที่พระองค์มีอยู่ก่อน สตรีจากตระกูลมินแห่งยอฮึงเป็นเพียงคนที่ถูกพระบิดาเลือกมา เพราะดูท่าแล้วจะไม่มีแรงสนับสนุนเพราะเป็นเด็กกำพร้า คงควบคุมง่ายและไม่เป็นพิษเป็นภัยต่อฐานอำนาจเก่า แม้แต่พระองค์เองช่วงแรกๆ ก็เลยไม่ได้สนใจความรู้สึกของพระมเหสีมินนัก เพราะทุกวันทรงมีสตรีที่งามด้วยรูปร่างหน้าตาอยู่ข้างพระวรกาย และในตอนนั้นยังทรงโปรดปรานงานสังสรรค์

ในขณะที่พระมเหสีกลับสนพระทัยการอ่านและถกหัวข้อความรู้กับเหล่าราชบัณฑิต พระองค์ไม่เคยสนพระทัยเลยว่าสตรีผู้ที่ถูกทอดทิ้งให้อยู่โดดเดี่ยวในคืนเข้าหอ จะทำให้บ้านเมืองผ่านความวุ่นวายไปได้หลายครั้ง ด้วยสติปัญญาที่พระนางมี พระหัตถ์อีกข้างยื่นมายังเบื้องหน้า พระเนตรเรียวรีของพระมเหสีจ้องมองพระพักตร์ที่เปื้อนรอยแย้มสรวลของพระสวามี ทรงวางพระหัตถ์บอบบางลงในอุ้งพระหัตถ์แข็งแรงอบอุ่นนั้น

“ท่านคงเหนื่อยมาก แต่จงหยุดคิดเรื่องงานสักครู่ แล้วไปเดินดูดอกไม้ตรงนั้นดีกว่า ท่านไม่ได้ชื่นชมดอกไม้พร้อมข้านานเท่าใดล่ะ จุงจอน” พระมเหสีทอดรอยแย้มสรวล ทอดพระเนตรไปรอบๆ เพื่อมองหาดอกไม้ตามฤดูกาล รอบพระราชวังแห่งนี้ถ้าหากเป็นฤดูใบไม้ผลิพื้นที่ด้านหลังจะเต็มไปด้วยดอกมู่หลานและดอกกุหลาบพันปีแข่งกันผลิบานเต็มสองข้างทาง แต่สองสามปีก่อนพวกขันทีเอาดอกกุหลาบเถามาปลูกมากขึ้นทำให้ตอนนี้ข้างทางที่ทอดไปยังคอนชอนกุงเต็มไปด้วยกุหลาบเถาสีแดงสด แต่เมื่อทรงผินพระพักตร์มา ก็พบว่าพระราชาทรงนิ่งเงียบเหมือนจะรอคอยคำตอบ

“แต่ช่วงนี้เรายุ่งจริงๆ เพคะ งานทั้งสิบสองกระทรวงยังไม่เข้าที่ หม่อมฉันว่าจะส่งคนไปดูงานที่ต่างแดนอีกสองชุด ทั้งที่ชาติตะวันตกและญี่ปุ่น”

“ทำไมเราต้องส่งคนไปเรียนรู้ที่ญี่ปุ่นด้วยนะ ทั้งๆ ที่ญี่ปุ่นคอยหาช่องทางรุกรานเรา จนเราต้องหนีออกไปอยู่ที่เมืองชุงซังเหนือ ถ้าไม่ได้ต้าชิงเราคงแย่ คิดถึงตอนนั้นทีไร ก็ยังคับแค้นใจไม่หาย”

พระราชาตรัสอย่างไม่พอพระทัยนัก

“นั่นเป็นเพราะเราไม่รู้ทันเขาเพคะฝ่าบาท ตั้งแต่ที่ต้าชิงถูกญี่ปุ่นทำสัญญาผูกมัด เราต้องช่วยเหลือตัวเองให้มาก สิ่งใดที่ญี่ปุ่นใช้กำลังบังคับขอเรา เราก็ให้กับชาติอื่นบ้าง เพราะชาติที่เข้ามานั้นจะมาคานอำนาจที่มามีมากขึ้นเรื่อยๆ ของญี่ปุ่น”

จุนโฮได้ยินสิ่งที่พระราชาและพระมเหสีรับสั่งก็ได้แต่นิ่งเงียบ บ้านเมืองตอนนี้ไม่มีความสงบเลยแม้แต่น้อย ทุกๆ วันประตูควางฮวามุนที่เป็นประตูใหญ่คยองบกกุง ต้องเปิดต้อนรับชาวต่างชาติให้เข้ามาที่นี่ มันก็เหมือนประตูของประเทศที่เปิดเรื่อยมานับตั้งแต่มีสนธิสัญญาคังฮวา โชซอนต้องยอมเปิดประเทศทำการติดต่อกับญี่ปุ่นเป็นชาติแรก และต้องเปิดเมืองท่าสามแห่งให้ญี่ปุ่นคือปูซาน อินชอน และวอนซาน ให้เรือได้เข้ามาเทียบท่า สนธิสัญญาคังฮวาเป็นสนธิสัญญาที่ทำให้เกิดความไม่เท่าเทียมกัน ทำให้โชซอนเสียสิทธิสภาพนอกอาณาเขตให้แก่ญี่ปุ่น ทางราชสำนักโชซอนเองจะต้องยินยอมให้ชาวญี่ปุ่นเข้ามาทำการสำรวจและทำการค้าในโชซอนโดยปราศจากการขัดขวางโดยไม่มีข้อแม้ใดๆ ทั้งสิ้น

และเมื่อเปิดประตูออก…โลกภายนอกทำให้โชซอนกลายเป็นประเทศล้าหลังไปเสียแล้ว

การเปิดประเทศทำให้ราชสำนักโชซอนกังวลเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะพระมเหสีมิน พระองค์ทรงตระหนักว่า โชซอนจะอยู่รอดได้ต้องมีการพัฒนาปฏิรูปประเทศให้ทันสมัยโดยการดูตัวอย่างการเปลี่ยนแปลงนั้นจากญี่ปุ่น แต่ในทางการเมืองทรงเห็นว่าญี่ปุ่นเป็นภัยคุกคามร้ายแรงของประเทศ!

เจ้าของดวงตาคมหม่นเศร้าหลุบลงน้อยๆ เขาหยุดเดินทั้งที่เจ้านายทั้งสองพระองค์ยังคงเดินไปเรื่อยๆ จนกระทั่งพระมเหสีตรัสเรียกชื่อเขาขึ้นมา

“จุนโฮอา… ข้ามีเรื่องจะขอร้องเจ้า ช่วยเดินเข้ามาใกล้ๆ ทีสิ”

เด็กหนุ่มในชุดราชองครักษ์เดินเข้าไปใกล้พระองค์ทั้งสอง ตามที่พระมเหสีรับสั่ง จุนโฮไม่กล้ามองสูงกว่านี้ เขาก้มลงต่ำและรอว่าพระมเหสีจะมีรับสั่งถึงตนเรื่องใด แต่พอพระหัตถ์อบอุ่นแตะที่หน้าผาก น้ำตาก็ไหลออกมาอย่างห้ามไม่ได้ พระมเหสีมินส่ายพระพักตร์ไปมาอย่างอ่อนพระทัย

“ฝ่าบาทเพคะ ดูทหารคนนี้ของพระองค์สิเพคะ โตแล้วยังร้องไห้ราวกับเป็นทารกก็ไม่ปาน ดูเจ้าสิ ปีนี้สิบเจ็ดปีแล้วไม่ใช่รึ”

“พระเจ้าค่ะ กระหม่อมอายุสิบเจ็ดปีนี้”

จุนโฮเอ่ยพลางยกมือเช็ดน้ำตาอีกครั้ง เด็กหนุ่มคิดในใจว่าเป็นจริงดังที่มเหสีทรงกล่าว เขาห้ามน้ำตาไม่ได้ เพราะรู้ดีว่า ท่านแม่ของเขาถือเป็นน้องสาวบุญธรรมที่พระมเหสีทรงรักมาก การที่เขาสูญเสียท่านแม่ไป สิ่งนี้พระองค์ก็ไม่ได้นิ่งดูดาย ทรงมีรับสั่งให้เขาเข้าวังมา หนังสือตำราใดที่ถือเป็นสุดยอดสรรพวิชา เขาก็ได้หยิบจับเรียนรู้ แถมมีพระอาจารย์คนเดียวกับองค์ชายรัชทายาทด้วยซ้ำ แต่นั่นกลับเทียบไม่ได้กับสายพระเนตรแห่งความเมตตาที่ทอดมายังเขานับครั้งไม่ถ้วน

“ก็โตแล้วนะ… แถมยังสง่างามสมใจข้า ชีวิตของเจ้ายังยาวไกลนัก เจ้าเกิดพร้อมกับลูกคังของข้า แต่พอให้เรียนอ่านเขียนพร้อมรัชทายาทก็รุดหน้าไปมาก ครั้นพอข้าอยากให้เจ้าฝึกดาบเจ้าก็ฝึกตามใจ อยากให้เจ้าฝึกเรียนภาษาของรัสเซีย ภาษาอังกฤษเจ้าก็หมั่นเพียรเรียนจนพูดได้ ต่อไปขอให้มีเจ้าคนหนึ่งเคียงข้างรัชทายาท ข้าคงตายตาหลับไม่มีอะไรต้องให้ห่วงอีกแล้ว”

พอได้ฟังประโยคที่ไม่อยากฟัง เขาก็รู้สึกขมขื่นในคอ ดวงเนตรของพระมเหสีไหวสั่นระริก พระหัตถ์ข้างที่แตะบ่าเขาก็สั่นไหวจนเขาสัมผัสได้ ดวงตาคมหลับลงด้วยหัวใจเจ็บปวด สิ่งใดเล่าในพระทัยที่พระองค์มีและแอบซ่อนมันไว้ ทำไมมันถึงทำให้ผู้มีพระคุณของเขาเศร้าใจได้ถึงขนาดนี้

“จุงจอนมามา อย่าทรงตรัสถึงความตายเลยพระเจ้า ถึงมันเป็นความจริง กระหม่อมก็ไม่อยากฟังและไม่อยากนึกถึงด้วย”

พูดถึงตอนนี้จุนโฮถึงกล้าเงยหน้าเพื่อสบสายตากับพระองค์

“ข้าก็ไม่อยากพูดเล่นทำนองนี้บ่อยนักหรอกนะ แต่เกรงว่าถ้าไม่ได้พูดตอนนี้ จะไม่มีโอกาสได้พูดน่ะสิ” ดูท่าพระมเหสีจะไม่สนใจคำทักท้วงนั้นของจุนโฮเลยแม้แต่น้อย พระองค์ยังเอ่ยต่อไปด้วยน้ำเสียงปกติว่า

“สิ่งที่ข้าจะร้องขอจากเจ้าก็คือ ขอให้เจ้าอย่าทอดทิ้งรัชทายาท เจ้าจะทำได้ไหม”

“จุงจอนมามา ยังมีผู้ที่เก่งกว่ากระหม่อมมากมายนัก กระหม่อมยังไร้ความสามารถ ถ้าเทียบกับเสนาบดีหรือราชองครักษ์ท่านอื่น”

“ข้ารู้ว่าเจ้าอาจจะบอกว่าในโชซอนยังมีคนอีกมากมายที่เก่งกาจกว่าเจ้า แต่จุนโฮอา… ข้าไม่ได้ต้องการคนฉลาดหรือเก่งอะไรหรอกนะ ข้าต้องการคนที่สามารถช่วยเหลือรัชทายาทได้อย่างเต็มที่ คนที่ข้าบอกให้อยู่ก็ต้องอยู่ให้ได้ และถ้าบอกให้ตายก็ต้องตายได้เช่นกัน… หรือเจ้ากลัวความตาย”

“หามิได้พระเจ้าค่ะ ตั้งแต่เข้าวังมา ชีวิตที่สูญเสียบิดาและมารดาไปในเวลาไล่เลี่ยกัน เรื่องนั้นทำให้กระหม่อมสิ้นหวังจนแทบไม่อยากมีชีวิตอยู่ แต่สิ่งที่เหนี่ยวรั้งให้ลมหายใจมีอยู่ได้คือหน้าที่ที่มีต่อพระองค์และราชวงศ์ อย่าว่าแต่ความตายเลยพระเจ้าค่ะ มากกว่านั้นกระหม่อมก็พร้อมจะทำทุกอย่างตามที่พระองค์และฝ่าบาทต้องการ”

น้ำเสียงของเด็กหนุ่มหนักแน่นนัก แม้แต่ดวงตาก็มีแววมุ่งมั่นจนคนมองเชื่อใจได้ พระราชาโกจงทรงขยับเข้ามาใกล้ พลางวางพระหัตถ์ลงที่บ่าอีกข้างของเขา

“สมกับที่พวกเราเลี้ยงเจ้าแบบลูก เท่ากับว่าสองบ่าของเจ้าในเวลานี้รับเอาหน้าที่ในการปกป้องดูแลคุ้มครองรัชทายาทและโชซอนในวันข้างหน้าแล้วนะ ข้าเชื่อใจเจ้า”

“นั่นคือหน้าที่ของราชองครักษ์และข้าแผ่นดินในพระองค์พระเจ้าค่ะ ฝ่าบาท”

“ดีมาก เราขอบใจเจ้ามาก”

“แต่เอ… ชอนฮา ควรให้รางวัลเขานะเพคะ ถึงจุนโฮไม่ใช่ลูกก็เหมือนลูก ว่าแต่ว่าจะให้รางวัลอะไรดีนะ”

พระมเหสีทำท่าทางครุ่นคิด ทั้งนี้เพราะว่าต้นปีที่แล้วเด็กคนนี้เพิ่งได้ตำแหน่งราชองค์องครักษ์จองสี่พุ่ม หากเปรียบเทียบกันที่เรื่องอายุ เขาก้าวหน้าเป็นอย่างมากถ้าจะให้ตำแหน่งที่สูงขึ้น เกรงว่าราชองครักษ์ที่อายุมากกว่าเขาจะไม่พอใจได้ พอมานึกถึงเรื่ององค์ชายคังหรืออึยฮวากุนทรงอภิเษกไปแล้ว ก็คิดถึงรางวัลที่จะให้เด็กหนุ่มผู้นี้ออกทันที

“เจ้าควรแต่งงานได้แล้ว หม่อมฉันจะหาเจ้าสาวที่เพียบพร้อมให้เขาสักคน ทรงเห็นชอบไหมเพคะ ฝ่าบาท”

“ดีๆ เราเห็นด้วยกับความคิดนี้ของท่าน จุงจอน”

แทนที่จะดีใจกับของรางวัล แต่สีหน้าของจุนโฮกลับร้อนรน จนมิอาจสำรวมกิริยาได้เหมือนเดิม จากสายตาดังกล่าวทำให้ผู้สูงวัยกว่าทั้งสองต่างก็ขบขันกับท่าทางนั้นนัก

“ไม่ดีแน่พระเจ้าค่ะ อย่าได้ล้อเล่นกับกระหม่อมเช่นนี้เลย กระหม่อมยังอยากจะอยู่รับใช้ราชวงศ์ไปให้นานกว่านี้” จุนโฮตอบเลี่ยงไป เขายังไม่อยากแต่งงานตอนนี้ เพราะบ้านเมืองยังไม่ถือว่าสงบสุข แต่นั่นไม่ใช่เหตุผลหลักเลย ในความเป็นจริงแล้วเขายังไม่เจอคนที่ถูกใจมากกว่า

“ที่จริงเจ้าก็อายุเท่าลูกคังนะ เขาแต่งงานแล้วเจ้าก็ควรแต่งงานแยกเรือนได้แล้ว หรือคิดจะอยู่ที่เรือนคิมจียังไปตลอด”

“แต่นั่นน่ะสิ ถึงไม่แยกเรือน แต่เจ้าก็ควรแต่งงานได้แล้วนะ ช้าไปจะมีลูกทันใช้ได้อย่างไรกัน เสื้อผ้าของเจ้าก็ควรให้ภรรยาดูแล หากเจ้าไม่อยากให้อาสะใภ้เหนื่อยก็ควรรีบเป็นฝั่งเป็นฝาเสียที ข้าก็จะได้หมดห่วงเสียทีนะ”

“ก็… กระหม่อมยังไม่อยากแต่งงานตอนนี้”

จุนโฮเอ่ยเสียงอ่อยๆ นั่นทำให้พระราชามองเขาราวกับเป็นคนแปลกโลก

“อ้าว… แล้วจะแต่งตอนไหน ตอนข้าแต่งกับพระมเหสีก็แค่สิบห้าปีเอง เจ้าอายุมากกว่าข้าตอนนั้นตั้งสองปีก็น่าจะแต่งได้แล้ว” พระราชาโกจงตรัสพลางมองหน้าเด็กหนุ่มอย่างสงสัย

“หรือเจ้าคิดว่าที่ข้าพูดมาทั้งหมดเป็นเรื่องไม่สมควร นี่พวกเรายุ่งเรื่องส่วนตัวของเขามากไปรึเปล่า จุงจอน”

“หาไม่เลยพระเจ้าค่ะ เอ่อ… คือกระหม่อมสัญญากับตัวเองว่า ถ้าหาคนที่ตัวเองรักหรือชอบไม่ได้จริงๆ ก็คงอยู่ไปแบบนี้จะดีกว่า จะได้สะดวกในการทำงาน ถ้าหากแต่งกันไปไม่ได้รักกันก็ยากยิ่งนักที่จะมีความสุข ท่านกงสุลของอเมริกาบอกว่าชีวิตของผู้ชายควรเริ่มต้นที่สี่สิบปี”

“ถึงตอนนั้นเจ้าก็แก่แล้ว เป็นปู่เป็นตาคนแล้ว ถ้าเป็นผู้หญิงก็คือการดึงเอาตัวเองไปรั้งบนขื่อคานเล่น หรือเจ้าอยากจะเป็นบุรุษคนแรกที่ได้ใช้คำคำนี้”

พอถึงตอนนี้พระมเหสีก็ทรงขบขันกับคำตรัสของพระสวามี ทั้งสองพระองค์รู้สึกสนุกที่ได้แกล้งจุนโฮให้มีท่าทางร้อนรน

“ไม่ใช่เลยพระเจ้าค่ะ กระหม่อมคงไม่เอาตัวเองเหนี่ยวรั้งไว้บนนั้นแน่ๆ เพียงแค่ว่าอยากจะแต่งงานและอยากอยู่กับคนที่รู้สึกดีด้วยก็พอพระเจ้าค่ะ”

“แสดงว่าตอนนี้เจ้ายังไม่พึงใจใคร เอ่อ… ถ้างั้นก็เอาอย่างนี้ก็แล้วกันเพคะฝ่าบาท”

พระมเหสีอมยิ้ม จุดตรงมุมพระโอษฐ์ก่อนจะทรงตรัสต่อ

“ทรงเขียนหนังสือสมรสพระราชทานให้เขาได้เพคะ แค่มันจะพิเศษก็ตรงที่เขาจะเป็นผู้เขียนชื่อเจ้าสาวเอง คนอย่างจุนโฮน่ะ เราจะไปบังคับเขามากก็ไม่ได้ ถ้าจะบังคับต้องบังคับครึ่งเดียว”

“อ้าว แล้วจะให้ออกราชโองการไปแต่ทำไม เหมือนให้รางวัลแค่ครึ่งๆ กลางๆ”

พระราชาตรัสอย่างไม่เห็นด้วยนัก แต่พระมเหสีก็ตรัสต่อไปว่า

“นี่ก็เป็นการพบกันครึ่งทางอย่างไรเล่าเพคะ สำหรับหนังสือฉบับนี้ ถ้าวันใดจุนโฮเขาพร้อมหรืออยากแต่ง เขาจะแต่งกับใครก็ได้ ไม่มีข้อแม้ว่าหญิงสาวผู้โชคดีนั่นจะเป็นเชื้อพระวงศ์ ลูกสาวขุนนางหรือผู้หญิงที่เขาคิดว่าจะรัก หม่อมฉันคิดว่าแบบนี้ดีกว่าเพคะ จะแต่งงานทั้งที ไหนๆ ได้เลือกแล้วก็เลือกเอาที่ตัวเองชอบไปเลย”

คำพูดนั้นเหมือนกับจะเป็นทางออกให้กับเด็กหนุ่มเป็นอย่างดี จุนโฮฉีกยิ้มกว้างอย่างลืมตัว แล้วก็หุบยิ้มลงอย่างรวดเร็ว เมื่อสบตากับพระราชาผู้เป็นใหญ่ อย่างน้อยก็ยังดีกว่าถูกบังคับ เพราะที่ผ่านมาสมรสพระราชทานยุ่งยากพอๆ กับการสอบควากอ มีขั้นตอนหลายขั้น ถ้าเกิดได้แต่งกับคนที่พึงใจก็ดีไป แต่ถ้าได้แต่งกับคนที่ไม่ได้นึกรัก มันก็ไม่ต่างกับการตกนรกหมกไหม้ชั่วชีวิต อีกอย่างเพราะถ้าไม่รีบคว้าสิ่งที่เรียกว่าราชโองการไว้ หาไม่แล้วคงต้องแต่งงานกับใครสักคนที่พระองค์หาให้แน่ๆ

“เอาเป็นว่าเราจะให้ราชโองการสมรสพระราชทานแก่เจ้า เจ้าจะแต่งงานกับใครก็ได้ จะเป็นเชื้อพระวงศ์ที่ใกล้ชิดกับเราก็ดี หรือจะเป็นธิดาของขุนนางก็ได้นะ ราชโองการของเราจะให้เจ้าถือครองตามความพอใจ”

จุนโฮได้ฟังเช่นนั้นก็ให้ดีใจนัก เขาไม่รู้หรอกว่าเจ้าสาวในอนาคตจะเป็นใคร แต่พอเห็นพระราชากับพระมเหสียื่นพระหัตถ์เข้ามาจัดการเรื่องนี้ก็เพราะพระองค์ห่วงเขานั่นเอง จึงไม่คิดจะปฏิเสธความปรารถนาดีนั้น

“เป็นพระมหากรุณาธิคุณพระเจ้าค่ะ ชอนฮา จุงจอนมามา”

พระราชาและพระมเหสีแย้มพระสรวลก่อนจะหันหลังเพื่อเดินชื่นชมดอกไม้ต่อ ในตอนนั้นจุนโฮได้แต่ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่เมื่อรอดพ้นจากการคลุมถุงชน

“ท้องฟ้ามืดลงเรื่อยแล้วล่ะเพคะ พวกเรามัวแต่คุยกันเลยไม่ได้ชื่นชมดอกไม้เลย หม่อมฉันอยากจะไปที่ฮูวอนบ้างหากมีโอกาส”

พระมเหสีตรัสพลางทอดมองท้องฟ้าที่มืดมิดลงเรื่อยๆ จนผู้อยู่ใกล้ๆ ได้แต่เอ่ยปลอบใจ

“หลังจากวันพรุ่งนี้ไป เราค่อยไปกันก็ได้ เรียกรัชทายาทกับลูกคัง ไปด้วย อากาศร้อนๆ แบบนี้กินบะหมี่เย็นกับน้ำข้าวหวานได้อร่อยนัก ถ้าท่านต้องการ เราย้ายไปอยู่ชางดอกกุงก็ได้นะ ข้าจะได้บอกทหารกับขันทีเตรียมตัวไว้”

จุนโฮได้แต่ตามทั้งสองพระองค์ไปเงียบๆ เขาได้มองดูพระหัตถ์ที่เกาะกุมกันอยู่ ในเวลาเช่นนี้เขาอยากจะทำอะไรก็ได้ที่สามารถจะทำให้เจ้านายทั้งสองพระองค์ของเขาทรงพระเกษมสำราญ แต่ทว่าเรื่องหลายเรื่องทั้งภายในและภายนอกมันทำให้เขานึกภาพความสุขที่ปรารถนาไม่ออกเลย

การจะทำให้โชซอนเป็นดินแดนแห่งความสุขได้ ต้องทำเช่นใดหนอ แล้วคนธรรมดาๆ เช่นเขา จะสร้างความสุขให้แผ่นดินและพระราชาได้ด้วยวิธีการใดเล่า

……………………………………………………..

 

กงสุลญี่ปุ่นแห่งราชอาณาจักรโชซอน

ชายร่างสูงที่อยู่ในชุดยูกาตะแบบญี่ปุ่นกำลังวาดรูปดอกสึบากิสีแดงสดลงบนกระดาษ ข้างๆ กันนั้นก็มีสตรีชาติเดียวกันที่ติดตามมาด้วย รินชาเขียวรสชาติดีให้ กลิ่นหอมของชาบวกกับกลิ่นหอมหวานของขนมทำให้ผู้ที่กำลังวาดรูปเพลิดเพลินใจได้ไม่น้อย รอยยิ้มและดวงตายามจ้องมองกลีบดอกไม้ดูอ่อนโยนจนเหมือนผู้ชายใจดีคนหนึ่ง แต่มีน้อยคนมากที่ล่วงรู้ความในใจของเขา นอกจากคนข้างกายที่สนิทกันจริงๆ

ในช่วงกลางวันอากาศร้อนอบอ้าวคล้ายฝนจะตก แต่ก็เหมือนท้องฟ้ากลั่นแกล้ง สายลมแห่งฤดูกาลพัดพาเอาก้อนเมฆหมู่ใหญ่หายไปจากท้องฟ้าของฮันซองไปเสียสิ้น จะว่าไปแล้วอากาศของโซซอนกับญี่ปุ่นก็ไม่ต่างกันนักหรอก แม้แต่อาหารบางอย่างก็คล้ายกัน เขาไม่ได้มีปัญหาเรื่องการกินมากนักเมื่อต้องย้ายที่ทำงานมาที่นี่

มิอุระ โกโร่ สั่งให้เด็กรับใช้ไปเอาของว่างในครัวมาเพิ่ม ในขณะที่นางบำเรอคนโปรดก็ตั้งใจจะรินเหล้าสาเกให้ แต่ผู้เป็นนายเอ่ยขึ้นมาก่อน

“ใครเขากินเหล้าในเวลาดื่มชาล่ะ เคโกะ”

“ก็ดิฉันเห็นนายท่านอารมณ์ดีนี่เจ้าคะ พวกนายท่านหลังม่านสนไม้ไผ่ก็คงรอคอยเวลานี้อีกเหมือนกัน”

ดวงตาของเธอทอดมองไปยังม่านไม้ที่กั้นไว้ หากไม่บอกคนภายนอกก็คงไม่รู้ เพราะขนาดเสียงลมหายใจยังแผ่วเบาเหมือนกำหนดได้ คนพวกนี้ได้รับการฝึกทั้งจิตใจและฝีมืออย่างดี มิอุระเคยบอกกับเธอว่า คนพวกนี้ถนัดทำงานใต้แสงจันทร์และสายตาก็เคยชินต่อความมืดมิดของราตรีกาล

“พวกเจ้า… รอก่อนได้ไหม”

เสียงถามนั้นดูเหมือนจะไม่ได้ต้องการคำตอบนัก ในความเงียบร่างเงาของคนทั้งสิบสองคนโค้งลงน้อยๆ เพื่อรับคำผู้เป็นนาย รอยยิ้มเยียบเย็นเผยออกในห้องนี้มิได้มีแค่เขาและเคโกะเท่านั้น แต่ตอนนี้คนเป็นนายยังไม่ตัดสินใจ มีหรือลูกน้องจะกล้าตัดสินใจหรือกลืนกินอาหารได้ นั่นทำสาเกในถ้วยถูกเมินเฉย เพราะเขาไม่ปรารถนาจะดื่มมันในเวลานี้ อุรุมิ เคโกะ เห็นเช่นนั้นจึงวางขวดสาเกลง แล้วปล่อยให้มิอุระวาดรูปไปจนเสร็จ

“หากมีดอกสึบากิบานที่ไหน ดินแดนนั้นก็จะงดงามเสมอ แต่เสียดายถ้าจะมาบานในโชซอน ฉันกลับไม่ชอบใจเสียเท่าไหร่ เพราะดอกไม้สีแดงสวยงามแบบนี้ ฉันอยากให้มันเบ่งบานที่ญี่ปุ่นที่เดียวเท่านั้น!”

“นายท่านก็… ชอบพูดเล่นอีกแล้วนะเจ้าคะ”

“เหมือนจะพูดเล่นนะแต่ฉันพูดจริงๆ ความคิดข้าเหมือนคนขี้หวงเห็นอะไรดีงามก็อยากให้เป็นแต่ของตัวเองไปเสียหมด แต่ว่าก็ว่าเถิดนะ ใครเล่าจะห้ามเมล็ดพันธุ์แห่งความหวังนี้ไว้ในดินแดนตนคนเดียวได้”

เขาพูดพลางเอาพู่กันแต้มสีแดงที่กลีบดอกสึบากิอย่างใจเย็น เสียงฝีเท้าของคนที่อยู่นอกห้องดังแว่วเข้ามา

“นายท่านขอรับ กระผมเอาของว่างมาให้ขอรับ”

เสียงใครบางคนดังขึ้น เคโกะจำสำเนียงได้ว่าเป็นใคร จึงลุกขึ้นไปเลื่อนประตูกระดาษสาให้ เด็กชายอายุไม่น่าจะเกินสิบขวบแต่รูปร่างผอมสูงกว่าเด็กวัยเดียวกัน เขามีดวงตาแห้งแล้งแต่มีแววโหดเหี้ยม ถ้าเป็นเด็กชาวญี่ปุ่นก็คงไม่เท่าไร แต่นี่เป็นเด็กชาวโชซอน ยังไม่ทันที่จะเดินเข้าไปหานายท่านในห้อง เคโกะก็ส่งเสียงดุมาก่อน

“ตายแล้ว นี่แกจัดขนมอะไรมาให้นายท่าน แม่ครัววันนี้คือใคร!”

“เอ่อ… วันนี้คุณโมริไม่สบายขอรับ ในครัวมีแต่ท่านแม่ของกระผม ท่านบอกว่าชีรูต๊อกก็อร่อยเหมือนกัน กินกับน้ำชาหรือชิกคเย…”

เพี้ยะ!!

ใบหน้าของเขาสะบัดใบตามแรงตบเด็กชายต้องหยุดพูดทันที มือที่ถาดสั่นไหว ดวงตาแห้งแล้งทอดมองผู้หญิงของนายอย่างเคียดแค้น

“นี่มันขนมของโชซอน! นายท่านคงไม่กินของดีของอร่อยของเจ้าหรอกนะ!”

“เอาเข้ามาเถิด ไหนๆ ก็เข้ามา เคโกะเจ้าก็อย่าเรื่องมากเลย รีบมาชงชาให้ฉันเถิด ถ้วยนี้เย็นแล้ว”

มิอุระพูดตัดบท ในตอนนี้ขนมในถาดก็ถูกตัดแบ่งเป็นชิ้นเล็กๆ ใส่จาน เพื่อแจกจ่ายให้พวกลูกน้องหลังม่านไม้ไผ่ด้วย จังหวะที่บ่าวคนอื่นช่วยกันลำเลียงขนมไปยังโต๊ะของนายท่านคนอื่น เด็กชายผู้นำชีรูต็อกมาก็ยกถ้วยขนมไปให้มิอุระท่ามกลางสายตาไม่พอใจของเคโกะที่ทอดมองอยู่ไม่ไกลนักแล้ว

“มินซู เข้ามาใกล้ๆ สิ”

“ขอรับ… นายท่าน”

“เห็นรูปที่ข้าวาดไหม เจ้าคิดว่านี่มันคือดอกอะไร” มิอุระตั้งคำถาม

“มันคือดอกทงแบ็กขอรับท่าน”

มินซูตอบโดยที่ไม่เสียเวลาคิดด้วยซ้ำ แต่ผู้เป็นนายกลับยิ้มให้แล้วส่ายหน้าไปมา มินซูจ้องมองรูปเขียนซ้ำ พลางคิดในใจว่า มองมุมไหนมันก็ดอกทงแบ็กนี่เอง ไม่เห็นจะเหมือนดอกไม้ชนิดอื่นเลย

“ไม่ใช่… นี่มันดอกสึบากิต่างหาก”

“แต่ว่า…” เด็กชายทำท่าจะเถียง มันจะเป็นดอกอะไรนั่นได้เช่นใด นี่มันดอกทงแบ็กชัดๆ แววตาที่บ่งบอกถึงความสงสัยทำให้ผู้สูงวัยกว่ายิ้มกว้าง ดวงตาของมิอุระทอดมองมายังจานขนมตรงหน้า ก่อนเอ่ยขึ้นมาอีกครั้ง

“แล้วขนมที่เจ้านำมาเรียกว่าขนมอะไร เป็นขนมของโชซอนใช่หรือไม่”

“ขอรับนายท่าน ชีรูต็อกขอรับ ชาวโชซอนเราเอาข้าวเหนียวร้อนๆ มาโขลกใส่ครกขนาดใหญ่แล้วจึงเอามาคลุกผงถั่วแดงต้มบดขอรับนายท่าน”

มินซูเอ่ยท่าทางภาคภูมิใจนัก เพราะสำหรับเขาแล้วแม่ทำชีรูต็อกได้อร่อยมาก แต่ชีวิตที่อยู่กับความยากลำบากจนเคยชินทำให้เขาได้กินขนมชนิดนี้น้อยมากอีกเช่นกัน เขาจะดีใจมากถ้านายท่านผู้มีพระคุณจะชอบมันด้วย

“งั้นรึ แต่ต่อไปในวันหน้า… ดอกทงแบ็กของเจ้าอาจจะต้องถูกขานชื่อเรียกเป็นภาษาญี่ปุ่นเช่นกัน แล้วขนมนี่จะให้ชื่อว่าอะไรดีนะ”

ท่าทางของผู้เป็นนายดูจะสบายใจนัก แต่สำหรับเด็กชายทำไมเขาถึงรู้สึกเจ็บจนเผลอกำมือจนเล็บจิกเนื้อแน่น ดวงตาแห้งแล้งไร้ความสุขทอดมองไปยังนายท่านที่กำลังเอาตะเกียบคีบขนมกิน เขาไม่อยากให้ท่านมิอุระเอ่ยถ้อยคำเช่นนี้ออกมาเลย มันทำให้เกิดความรู้สึกเจ็บปวดอยู่ลึกๆ แต่มันเป็นเพราะอะไร มินซูเองก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน ในตอนนั้นเด็กชายถูกใช้ให้รินน้ำชาให้ เคโกะจึงถอยห่างหันไปนั่งอีกฝั่งทันที

“ถ้าหากวันหนึ่งฉันคิดจะเปลี่ยนชื่อเมืองหลวงของเจ้าล่ะ เจ้าจะว่าอะไรไหม”

มินซูไม่อาจตอบได้ ดวงตาดำของเขาหดเกร็งเมื่อสบตาผู้เป็นนาย ความรู้สึกรอบกายเหมือนถูกแช่กลางลำธารน้ำแข็ง นี่นายท่านของเขาคิดจะทำอะไรกันแน่ ทำไมต้องมาเอ่ยเรื่องแบบนี้ด้วย ทันใดนั้นรูปดอกไม้สีสวยที่สุดกลับถูกขย้ำทิ้งไม่สมกับที่ตั้งใจวาดเลยเสียด้วยซ้ำ เด็กชายก้มหน้าไม่กล้าสบตาผู้เป็นนาย ในขณะที่ฉากไม้ไผ่ถูกเปิดออก เขาก็เห็นว่ามีคนหลายคนที่ไม่เคยเห็นหน้ารวมอยู่ด้วย ในเวลานั้นมือทั้งสองของเขาสั่นเทาเพราะความหวาดกลัว

“ออกไปได้แล้ว มันไม่ใช่เรื่องของเด็ก รีบพาแม่กลับบ้านไปเสีย อีกสามวันค่อยกลับมารับใช้ที่นี่”

“แต่ว่า นายท่านขอรับ แล้วใครจะรับใช้ท่านขอรับ”

“หรือเจ้าอยากตาย!”

มินซูก้มหน้าลง เขาไม่รู้ว่าท่านมิอุระบุรุษผู้ใจดีที่ดึงเขากับแม่มาจากซ่องชั้นต่ำกำลังคิดจะทำอะไร เขาได้แต่หวังให้สายตาที่น่ากลัวนั้นอย่าได้มีความนัยที่โหดร้ายซ่อนอยู่เลย เด็กชายก้มลงน้อยๆ แล้วเอ่ยคำอำลาทุกคน ด้านมิอุระเมื่อเด็กรับใช้ออกไปจากห้องแล้ว สายตาที่มีแววเหี้ยมโหดนั้นก็มองถอดไปยังถาดชุดสากลที่ราชสำนักญี่ปุ่นส่งมาให้เขา

“ส่งชุดนี้ไปให้กษัตริย์ของเกาหลี”

ของขวัญสูงค่าแต่ก็มิใช่จะมีแต่เรื่องที่น่ายินดีเสมอไปสำหรับคนบางพวก ดูทีรึบ้านเมืองล้าหลังเหมือนอยู่โลกเมื่อร้อยปีที่แล้ว จะพัฒนาสิ่งใดก็กระจุกตัวอยู่เพียงบางกลุ่มที่ชนชั้นสูงได้ขีดเส้นแบ่งไว้แล้วว่าของสิ่งนั้นมันถูกสร้างขึ้นมาเพื่อใคร

วันนี้ช่วงเช้าเขาเดินทางที่พระราชวังหลวงพร้อมชุดแบบสากล ที่สั่งตัดมาเป็นพิเศษเพื่อมอบเป็นของขวัญให้พระราชาของประเทศนี้ แต่คำตอบที่ได้รับกลับมาก็คือ

โชซอนคือโชซอน ญี่ปุ่นคือญี่ปุ่น ของขวัญที่ท่านเอามาให้… เราขอบใจมากแต่เสียดายที่เราไม่ต้องใช้มัน”

“แต่โลกเปลี่ยนไปแล้วนะพระเจ้าค่ะ สมเด็จพระจักรพรรดิของกระหม่อมก็ยังสวมชุดแบบสากลที่บ่งบอกถึงความเป็นชนชั้นอารยะ ตอนนี้แม้แต่ชาวญี่ปุ่นเองก็เปลี่ยนมาสวมเสื้อแบบสากลมากขึ้น ในเมื่อโชซอนเปิดประตูออกมาแล้ว ทำไมพระองค์ถึงไม่ทำตามโลกที่หมุนไปบ้าง ประเทศอื่นนอกดินแดนโชซอนมีคนตัดผมโกนหนวดทั้งนั้น การที่ยังย่ำอยู่กับที่ ไม่คิดหรือว่าผิดแปลกไป หรือพระองค์ลืมไปแล้วว่าโลกมันเปลี่ยนไปเช่นใดพระเจ้าค่ะ… ฝ่าบาท”

เขาเอ่ยอย่างย่ามใจ ในตอนนั้นมิอุระรู้สึกสะใจมากที่ทำให้พระราชาโกจงทรงพิโรธได้ถึงเพียงนี้

แต่ทว่า…

“หากเราจะต้องตัดผมหรือโกนหนวด เราจะเป็นผู้เปลี่ยนเอง แต่มิใช่จะเปลี่ยนเพราะมีใครบอกให้เราทำ”

เสียงที่ดังมาจากม่านลายดอกสึบากิหรือดอกทงแบ็กของโชซอนทำให้เขาต้องหันไปจ้องมองผู้ที่อยู่ในนั้น ร่างเงาของสตรีผู้สูงศักดิ์ดูเหมือนว่าจะขบขันกับถ้อยคำของเขาเหลือเกิน หากมิอุระมองไม่ผิดผู้ที่อยู่หลังม่านนั้น กำลังเผยรอยยิ้มเย้ยหยันออกมาให้เขาด้วย

“แต่ดินแดนอื่นเขาได้ละทิ้งชุดมังกรแล้ว การที่กระหม่อมนำของสิ่งนี้มาให้พระองค์ ก็เพราะปรารถนาดีต่อพระองค์และโชซอนประเทศ การสวมชุดสีแดงแบบนี้บอกว่าพวกพระองค์ยังไม่ปลดแอกตัวเองจากต้าชิง พระองค์ไม่รู้สึกเลยรึว่าพระองค์เป็นคนผิดแปลกของโลก”

“การมีความคิดเป็นของตนเองและมีอาภรณ์ที่งดงามนุ่งห่มเช่นนี้ถือเป็นเรื่องผิดแปลกหรือในดินแดนท่าน ถ้าหากท่านสามารถบอกให้คนญี่ปุ่นสักแปดในสิบคนเปลี่ยนมาสวมชุดสากลได้ เราอาจจะยอมรับและทำตามได้ แต่ขอบอกท่านอีกครั้งนะ ท่านมิอุระ…”

พระมเหสีตรัสพลางสั่งให้ขันทีดึงสายผ้าม่านออก ภาพสตรีผู้สง่างามในชุดทังอีสีเขียวพิมพ์ลายหงส์คู่เข้ากับชุดกระโปรงสีม่วงพิมพ์ลายหงส์สีทองเช่นเดียวกัน หากคิดแบบไม่ลำเอียงนักชุดของพระราชินีโชซอนดูงดงามไม่แพ้ชาติเขาเลย แต่สิ่งที่ทำให้มิอุระเกลียดชังก็คือ แววพระเนตรและรอยแย้มสรวลที่ทอดมายังเขาต่างหาก

เย่อหยิ่ง… อวดดีนัก สตรีโชซอนผู้นี้!!

“เราจะเปลี่ยน… ก็ต่อเมื่อเราอยากเปลี่ยนเท่านั้น ไม่ใช่ให้ท่านมาบังคับ”

“เย่อหยิ่ง อวดดีนัก!”

เขาเผลอกัดฟันแน่นเมื่อคิดถึงเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อเช้า นี่กษัตริย์โชซอนคิดว่าตัวเองเป็นใคร การที่ญี่ปุ่นเปิดประเทศ การที่สูญเสียสิทธิสภาพนอกอาณาเขตไม่ทำให้พระองค์กลัวหรอกรึ ยิ่งพระราชินีมินแห่งยอฮึงด้วยแล้ว หาได้เก็บกักสิ่งที่ญี่ปุ่นควรได้ไว้แค่ทางเดียว สิ่งที่ญี่ปุ่นได้ชาติอื่นก็ได้เหมือนกัน มันน่าเจ็บใจนัก!

“นายท่านจะให้ทำตามแผนที่วางไว้หรือไม่ขอรับ”

“ทำสิ… แต่ว่า”

มิอุระเอ่ยอย่างใจเย็น เขาเอาน้ำชาขึ้นมาจิบก่อนจะเอ่ยต่อว่า

“ขอให้เร็วกว่าเดิม และที่เพิ่มเติมก็คือ อย่าให้ดอกทงแบ็กเบ่งบานเพื่อรอรับแสงของดวงอาทิตย์!”

“ขอรับ นายท่าน!”

ผู้ที่แฝงตัวอยู่ในเงามืดทั้งหมดรับคำผู้เป็นนาย

Don`t copy text!