ภูษาแห่งราชา บทที่ 11 : เถ้าธุลีในป่าสน

ภูษาแห่งราชา บทที่ 11 : เถ้าธุลีในป่าสน

โดย : นาคเหรา

ภูษาแห่งราชา นวนิยายเรื่องล่าสุดจาก นาคเหรา ที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากฉลองพระองค์ของพระราชาแห่งแดนโสม นิยายออนไลน์ ครบรส ที่ อ่านเอา อยากให้ทุกคนได้ อ่านออนไลน์

………………………………………………….

 

ฮวารยองกะพริบตาถี่ๆ เพื่อไล่แสงแดดที่สาดส่องเข้ามาในห้อง นี่มันความจริงหรือความฝันกันแน่ ทำไมเธอถึงไม่คุ้นเคยกับบรรยากาศรอบตัวเลย กลิ่นเหม็นไหม้ยังติดอยู่ที่จมูกไม่จางหายไปไหน เด็กหญิงพยายามขยับตัว แต่ยิ่งขยับร่างกายก็ดูเหมือนจะแตกเป็นเสี่ยงๆ เธอรู้สึกเจ็บแปลบบริเวณสีข้าง พอก้มลงไปดูก็เห็นผ้าพันอยู่รอบเอว การขยับตัวเพียงนิดเดียวก็ทำความเจ็บปวดกระจายไปยังส่วนต่างๆ อย่างรวดเร็ว

เสียงคนรอบข้างพูดเป็นภาษาที่ฟังไม่ออก นั่นทำให้เด็กน้อยสับสนยิ่งนัก เธอรู้สึกเจ็บแปลบที่หัวราวกับว่ามันจะแตกออกเป็นเสี่ยงๆ

นิค เด็กคนนั้นรู้สึกตัวแล้ว”

“อาจจะตกใจมากก็ได้ ดีนะที่คุณหมอไปช่วยทัน ไม่อย่างนั้นคงมีคนตายหมด”

“โหดร้ายนัก ได้ข่าวว่าตายเกือบหมดเลยไม่ใช่เหรอ”

เสียงอื้ออึงนั้นดังใกล้ๆ หู แต่ฮวารยองกลับฟังไม่รู้เรื่อง ตราบจนมีมือของใครคนหนึ่งมาแตะศีรษะ เด็กหญิงรู้สึกเหม็นคาวกลิ่นเลือดในลำคอ ราวเหมือนมีอะไรวิ่งผ่านลงมาอย่างไรอย่างนั้น พอรู้สึกตัว มือที่เคยถือถุงพระบาทก็กำแน่น

“มามา!!”

“คุณหมอคะ เธอลืมตาแล้ว”

เสียงของผู้หญิงที่พูดเป็นภาษาโชซอนแปร่งๆ นั่นทำให้ฮวารยองใจชื้นขึ้นมาหน่อยหนึ่ง เพราะอย่างน้อยเสียงของคนผู้นั้นก็ทำให้เธอเข้าใจถ้อยความได้บ้าง ดวงตาพร่ามัวมองเพดานห้องที่เป็นหลังคาไม้มุงด้วยกระเบื้อง แต่ที่นี่มันคือที่ใดกันเล่า ไม่ใช่ห้องนอน ไม่ใช่ห้องเย็บปักในวัง

…แล้วมันคือที่ใดกันแน่..

ดวงตากลมโตกะพริบถี่ๆ พยายามมองสิ่งที่อยู่รอบตัวให้มากขึ้น พลันร่างของชายวัยกลางคนที่สวมชุดสีขาวตัวยาวก็ปรากฏขึ้นไม่ไกลนัก ดวงตาของเขามีสีฟ้าอมเขียว ดูแล้วแตกต่างจากชาวโชซอนเพราะต่างเชื้อชาติ ชายผู้นั้นทอดส่งรอยยิ้มมาให้เธอ แต่ตอนนี้แขนขาของฮวารยองกลับไร้เรี่ยวแรง แม้จะขยับตัวก็ยังยาก บาดแผลที่ถูกแทงกลับเจ็บปวดยิ่งกว่าเสียอีก

“แม่หนูน้อย เธอปลอดภัยแล้ว ขอบคุณพระเจ้าที่เธอรอดมาได้”

“มามา!!”

เสียงแผ่วๆ นั่นทำให้นายแพทย์นิโคลัสต้องถอนหายใจอีกครั้ง เขาอยู่โชซอนมาหกปี ทำงานในโรงพยาบาลควางฮเยวอนมาก็ได้รับใช้ใกล้ชิดพระราชาและพระราชินีของโชซอนบ่อยครั้ง คำว่า มามา นี้เขาเคยได้ยินเหล่าข้ารับใช้ในพระองค์พูดอยู่บ่อยๆ ยามเรียกขานต่อท้ายประโยคกับพระองค์ แต่เขาจะบอกกับเด็กน้อยผู้น่าสงสารเช่นใดเล่า เพราะความตายบางทีมันก็น่ายินดีกว่าการมีชีวิตอยู่นัก

“มามา… นายหญิงของข้าปลอดภัยดีหรือไม่?”

ฮวารยองถามซ้ำ มือน้อยดึงแขนเสื้อของหมอนิโคลัสราวกับจะคาดคั้นเอาคำตอบ หมอหนุ่มถอนหายใจเฮือกใหญ่ไม่กล้ามองสบดวงตาแสนเศร้าสร้อยของเธอ แต่ครั้นจะโกหกก็เกรงว่าเด็กน้อยจะเจ็บปวดมากไปกว่าเดิมอีก

“มามา… เอ่อ ฉันหมายถึงพระมเหสีน่ะ พระองค์ทรงกลับสู่สรวงสวรรค์แล้วล่ะ แม่หนูน้อย”

“มามา… นายหญิง” คราวนี้เสียงสะอื้นดังถี่ขึ้นจนร่างน้อยไหวสั่น มือก็ควานหาถุงพระบาทที่ถือติดมาด้วย เมื่อวานนี้เป็นวันที่เธอได้เข้าไปถวายงานวันแรกไม่ใช่เหรอ สองมือน้อยเย็บถุงพระบาทถวายพระองค์ และได้สวมถุงพระบาทคู่นั้นให้พระมเหสีเองกับมือ

แต่ภาพที่เธอเห็นล่ะ มันคือความจริงหรือฝันร้ายกันแน่!

ร่างพระมเหสีถูกชายถือดาบเล่มยาวหลายคนจ้วงแทงพระวรกาย จนพระโลหิตไหลเปื้อนฉลองพระองค์ชุดใหม่ที่โจซังกุงเป็นคนเย็บตรามังกร ภาพใต้เท้าคิมจุนโฮถูกชายหลายคนทำร้าย ภาพโจซังกุงถูกฟันจนมือทั้งสองข้างขาด ภาพที่คนหลายคนลากพระวรกายของพระมเหสีไปป่าสน เธอวิ่งเข้าไปขอร้องให้พวกเขาอย่าทำแบบนี้กับพระมเหสี และมือของเธอก็ยื้อแย่งถุงพระบาทมาได้เพียงข้างเดียว แล้วเหตุการณ์ที่เกิดหลังจากนั้นล่ะ มันเกิดอะไรขึ้นกับทุกคนที่อยู่ที่นั่น

“มามา… ไม่จริง!!”

เด็กหญิงมองมือสองข้างของตัวเอง ก่อนจะก้มลงร้องไห้อย่างปวดร้าว ด้านนายแพทย์นิโคลัสมองอาการดังกล่าวก็ไม่รู้จะตีสีหน้ายังไง แน่นอนเขาไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง ในค่ำคืนที่โหดร้ายนั่น แต่การที่เขาได้เข้าไปเห็นเหตุการณ์ดังกล่าว หมอหนุ่มก็ไม่อาจจะนิ่งเฉยได้

เขาได้รับจดหมายให้เข้ามาทำการรักษาพระราชาที่ประชวรเป็นไข้เปลี่ยนฤดู พร้อมกันนั้นสำนักพระราชวังก็ส่งเทียบเชิญให้เขาเข้าไปงานเลี้ยงต้อนรับราชทูตที่ควรจะมีในช่วงสายๆ ของวันที่ 8 ตุลาคมนี้ แต่การเดินทางเข้าไปในพระราชวังกลับมีแต่กลิ่นคาวเลือดต่างจากทุกๆ วันที่ผ่านมา และเมื่อเขาเดินเข้ามาถึงคอนชอนกุง ภาพที่เขาเห็นก็คือเด็กหญิงคนนี้กำลังดึงร่างของพระมเหสีผู้วายชนม์จากกลุ่มผู้สังหาร และก่อนหนึ่งในนั้นจะใช้ดาบจ้วงแทงร่างน้อยจนเธอแน่นิ่งไป เขาไม่อาจจะอดทนต่อการกระทำนั้นได้ จึงรีบเข้าไปห้ามทันที

“หยุดนะ! พวกคุณกำลังทำเรื่องเลวร้ายที่สุด พวกคุณฆ่าคนไปกี่คนแล้ว”

“ไม่ใช่เรื่องของแก กลับออกไปเสีย เราไม่อยากฆ่าคนที่ไม่เกี่ยวข้อง แต่ถ้าจำเป็นเราก็จะทำ!”

“ใช่สิ… พวกคุณฆ่าผมไม่ได้หรอก อเมริกากับรัสเซียคงไม่อยู่เฉยๆ แน่”

เขาไม่ได้รับคำตอบต่อจากนั้นได้ นิโคลัสรู้ดีว่าญี่ปุ่นไม่กล้าทำอะไรเขา เพราะไม่อยากยุ่งกับอเมริกา ส่วนรัสเซียก็ให้การสนับสนุนโซซอนหลายเรื่อง แต่เขาก็ไม่อาจจะเข้าไปช่วยหรือทำอะไรได้มากกว่านี้ เพราะว่ามีคนหลายคนมาขวางไว้ ทหารโชซอนบางส่วนที่แปรพักตร์ช่วยกันขนศพไปที่ป่าสนหลังวัง จากนั้นกลิ่นเหม็นไหม้กับควันก็ลุกขึ้นไปทั่วบริเวณ

แต่ทว่าเสียงลมหายใจถี่ๆ ที่ดังขึ้นทำให้เขากับบ่าวรับใช้ตัดสินใจช่วยเหลือเด็กหญิงคนนี้ และเด็กหนุ่มอีกคนที่ยังหายใจอยู่ด้วยความยากลำบาก และต้องระวังไม่ให้คนพวกนั้นจับได้ โชคดีที่ทหารโชซอนผู้ทรยศคนหนึ่งเกิดความละอายอยู่บ้าง ทำให้เขาสามารถช่วยชีวิตคนที่ยังมีลมหายใจอยู่ได้ เสียงไม้ที่ถูกเผาไหม้แตกเปรี๊ยะดังให้ได้ยินเป็นระยะๆ แต่กลิ่นที่มาจากกองซากศพกลับทำให้เขากินอาหารไม่ลงเสียเลยทีเดียว

นิโคลัสรู้สึกผิดอย่างท่วมท้นหัวใจ แต่เขาช่วยออกมาได้แค่นี้จริงๆ การที่ราชทูตทุกประเทศมาที่นี่แทนที่จะได้ร่วมงานเลี้ยงต้อนรับ แต่กลับเป็นการมาเพื่อรับฟังข่าวการสวรรคตของราชินีมินเท่านั้น

“มามา…”

มือของนายแพทย์นิโคลัสแตะที่ไหล่บอบบางของฮวารยอง ดวงตาสีฟ้าก็มองบาดแผลที่หัวที่ไม่รู้ว่าไปกระแทกอะไรมาอย่างเจ็บปวด นี่ยังไม่รวมแผลบริเวณสีข้างที่เกิดจากคมดาบของผู้บุกรุกอีก ดวงตาไร้เดียงสาคู่นั้นทอดมองเขาราวกับจะนำพาคำถามมาให้ หมอหนุ่มได้แต่ผ่อนลมในอกออกมาน้อยๆ ก่อนเอ่ย

“ฟังนะแม่หนูน้อย ฉันพอจะพูดภาษาโชซอนได้บ้าง แต่ฉันไม่คิดจะสอบสวนแม่หนูตอนนี้หรอกนะ ฉันอยากให้แม่หนูพักผ่อน เธอคงเดาได้นะว่าฉันเป็นหมอของที่นี่… โรงพยาบาลควางฮเยวอน”

“จุงจอนมามา… นายหญิง… ใต้เท้าคิม ท่านหมอช่วยเขาได้ไหมเจ้าคะ”

นิโคลัสส่ายหน้าไปมา ดวงตาคู่งามหลับลงอย่างเจ็บปวด ยิ่งพอเหลือบไปเห็นถุงพระบาทของพระมเหสี น้ำตาก็ไหลพรั่งพรูออกมาอย่างห้ามไม่ได้ ผู้ช่วยแพทย์ที่เป็นสตรีชาวต่างชาติเห็นอาการนั้นก็ได้แต่ยื่นผ้ามาเช็ดน้ำตาให้เธอ

“โถ… น่าสงสารจริง เธอคงเจอเรื่องที่สะเทือนใจมาค่ะ บางทีการรอดชีวิตมันก็ไม่ใช่เรื่องดีเลย เด็กคนนี้ยังเล็กมาก ไม่น่าที่จะมาเจอเรื่องอย่างนี้เลย”

“ใครอยากให้มันเกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้นมาล่ะ… ซาราห์ แล้วเด็กหนุ่มที่บาดเจ็บอีกคนล่ะ เขารู้สึกตัวรึยัง”

นิโคลัสหันไปทางผู้ช่วยแพทย์พลางเอ่ยถามเป็นภาษาอังกฤษ

“ยังเลยค่ะ แผลที่หลังสาหัสมาก แถมที่ใบหน้ายังถูกฟันอีก เสียดายมากเลยเด็กหนุ่มคนนั้นหน้าตาดีเสียด้วย”
คำพูดภาษาอังกฤษดังกล่าวทำให้ฮวารยองไม่อาจจะเข้าใจได้ เธอได้แต่มองใบหน้าของชาวต่างชาติทั้งสองอย่างร้อนรน ในเช้าตรู่ที่แสนโหดร้ายนั่นเธอรอดมาได้… รอดมาทั้งๆ ที่คนที่เธอรักตายไปหมด พอคิดได้เด็กหญิงก็พยายามลุกขึ้น เธอต้องไปหาทุกคนที่นั่น ซาราห์เห็นอาการนั้น เธอจึงรีบไปจับมือของฮวารยองไว้

“แม่หนูจะไปไหน?”

“ไปหาจุงจอนมามา… ไปหานายหญิง ไปหาทุกคนที่นั่น”

“นิค เด็กคนนี้พูดเร็วมากฉันไม่เข้าใจ”

ซาราห์เอ่ย ฮวารยองพยายามสะบัดมือผู้ช่วยแพทย์ออก แต่นิโคลัสดึงมือทั้งสองของเธอมากุมไว้มั่น

“ข้าต้องไปที่นั่นเจ้าค่ะ ทุกคนรอข้าอยู่…”

“ไม่มีใครรอดชีวิตมาหรอก ทุกคนที่อยู่ในนั้นตายหมดแล้ว”

“ท่านหมอ ท่านโกหกใช่ไหมเจ้าคะ ถ้าข้ารอดมาได้ คนอื่นๆ ก็ยังพอมีหวัง ข้าเชื่อใจท่านหมอมาก เพราะท่านพ่อของข้าก็เชื่อใจท่าน ท่านสามารถรักษาคนได้ ทำให้เลือดหยุดไหล ทำให้ลมหายใจยังคงมีอยู่ ท่านก็ต้องช่วยทุกคนได้เหมือนกัน”

“ฉันก็อยากทำอย่างที่เธอว่า แต่ขอโทษเถิด… ก้าวเดินของฉันมันเชื่องช้านัก ฉันช่วยเพียงเธอไว้ได้ก็เท่านั้นเอง”

นิโคลัสบอกออกไปอย่างยากเย็น น้ำตาของฮวารยองล้นเอ่อ เสียงคำที่บอกข่าวดังแว่วในหูซ้ำๆ นั่นทำให้หัวใจของเธอยิ่งเจ็บปวดมากยิ่งขึ้น

“สวรรค์พรากทุกอย่างไปจากข้า แต่ให้ข้ามีชีวิตอยู่เพื่อจดจำกลิ่นคาวเลือดและเสียงกรีดร้องแค่นั้นรึ… สวรรค์โหดร้ายจริง”

ฮวารยองร้องไห้ไม่มีเสียง แต่แรงสะอื้นยังดังแว่วอยู่ในอก นิโคลัสยกมือขึ้นลูบศีรษะผู้อ่อนวัยกว่าอย่างเวทนา เขาอยากทำให้เด็กหญิงรู้สึกดีแม้เพียงนิด แต่สิ่งที่เขาทำได้ดีที่สุดตอนนี้ก็คือ กุมมือเธอและฟังเสียงสะอื้นไห้เท่านั้น

“ข้าอยากตาย… อยากตาย… ชีวิตข้าไม่เหลืออะไรแล้ว!”

“แม่หนูน้อยของฉัน ฟังฉันนะ ฉันเป็นหมอที่เคยเข้าไปตรวจพระวรกายของพระราชา เคยได้พบพระมเหสีก็หลายครั้ง ฉันก็อยากช่วยพระองค์เหมือนกัน แต่ตอนที่ฉันไปที่นั่นน่ะ… ศพทุกศพกำลังจะถูกเผาที่หลังป่าสนแล้ว ฉันยื้อแย่งแต่ร่างของเธอมาได้เท่านั้น”

“แล้วทำไม… ท่านถึงไม่ปล่อยให้ข้าตายตามนายของข้าไปเล่าเจ้าคะ ข้าจะอยู่ไปเพื่ออะไร

“ก็เพื่อตัวเธอเองน่ะสิ คิดรึว่าทุกคนที่รักเธอได้ยินเช่นนี้เขาจะดีใจ การรอดมาได้แล้วอยากตายนับว่าเป็นเรื่องที่น่าละอายมาก รู้ไหมฉันใช้เวลารักษาแม่หนูนานเท่าไหร่”

นิโคลัสจ้องมองเข้าไปในแววตาคู่งาม ฮวารยองพูดทั้งที่ยังสะอื้นไห้อยู่

“ไม่ทราบเจ้าค่ะ”

“ฉันใช้เวลาเกือบสามชั่วโมงเพื่อช่วยชีวิตเธอ พอเธอตื่นขึ้นมากลับบอกว่าตัวเองอยากตาย ช่างไม่คิดถึงใจฉันเลย”

“ท่านหมอเจ้าคะ… ข้า…”

“จงอยู่ต่อไปเถิดแม่หนูน้อย หากยังเสียใจที่ช่วยพระมเหสีและคนที่เธอรักไม่ได้ เธอก็ต้องอยู่เพื่อตัวเอง คนมีชีวิตอยู่สามารถสร้างทุกอย่างให้กับโลก หากเธอถูกกำหนดให้เป็นผู้อยู่รอด ฉันเชื่อว่าเธอมีหน้าที่ที่สำคัญกว่านั้น” หมอหนุ่มยิ้มให้แก่เด็กหญิง เธอกำเสื้อเขาแน่น ร้องไห้ออกมาอย่างอัดอั้น นิโคลัสและซาราห์ได้แต่อยู่กับเธอ จนกระทั่งฮวารยองหลับไปทั้งน้ำตา ดวงตาสีฟ้าอมเขียวดุจน้ำทะเลทอดมองไปยังห้องผู้ป่วยอีกคนก็ได้แต่ทอดถอนใจ

‘มีเด็กหนุ่มอีกคนรอดชีวิตจากเหตุการณ์นั้นอีกเช่นกัน แต่เขายังไม่ได้สติ’

สองวันต่อมา…

มีจดหมายมาจากอึยฮวากุนบอกมาว่าให้รักษาคิมจุนโฮให้หาย และให้ปิดเรื่องที่เขายังมีชีวิตอยู่เป็นความลับ แพทย์ชาวอเมริกันผู้นั้นได้ทำการรักษาฮวารยองจนหายดี ยังคงเหลือแผลที่หัวและสีข้างที่ยังต้องดูแลเป็นพิเศษ เด็กหญิงยังรู้สึกเจ็บทุกครั้งที่หัดเดิน

ทันใดนั้นที่หน้าโรงพยาบาลมีเสียงอื้ออึงจากคนหลายคน ด้วยความอยากรู้ ฮวารยองจึงพยายามเดินออกไปนอกห้อง แต่ซาราห์เอ่ยปรามไว้ก่อน เพราะยังไม่อยากให้เธอออกไปตอนนี้ เด็กหญิงจึงเดินไปนั่งที่เตียงไม้แทน เสียงที่เธอพอจะจับได้ก็คือ

  องค์ชายอึยฮวา เสด็จมาที่นี่

ไม่นานหลังจากนั้น ก็มีร่างของใครคนหนึ่งเปิดประตูเข้ามาในห้อง พระวรกายสูงสง่านั้นทำให้ฮวารยองรีบถลันกายลงจากเตียงเพื่อทำความเคารพผู้มาใหม่ แต่อึยฮวากุนทรงประคองให้เธอยืนขึ้นแทนที่จะคุกเข่าลงกับพื้น

“ไม่ต้องหรอก เจ้ายังเจ็บอยู่ ขอบคุณสวรรค์ที่เจ้าปลอดภัย ผ่านฝันร้ายไปเสียทีนะ”

อึยฮวากุนเสด็จมาที่นี่พร้อมขันทีคนสนิท พระองค์ไม่ได้สวมชุดผ้าไหมสีสันสวยงามเหมือนดังก่อน แต่กลับสวมชุดสีขาวและซังบกที่เป็นภูษาหยาบเพื่อไว้ทุกข์ให้พระมเหสีผู้ล่วงลับ ฮวารยองลุกขึ้นเพื่อถวายบังคมพระองค์ แต่พระหัตถ์แข็งแรงนั้นก็ประคองร่างเธอให้ลุกขึ้น

“ไม่ต้องมากพิธีหรอก ยังเจ็บแผลอยู่รึไม่”

เด็กหญิงส่ายหน้าน้อยๆ ดวงตาก็มีแววเศร้าจนผู้ที่จ้องมองอยู่ได้แต่ลอบถอนหายใจ เธอก้มลงและไม่พูดอะไรอีก

“ข้ามารับเจ้า พระราชาต้องการพบคนที่รอดชีวิตเมื่อวันนั้น ข้าดีใจนะที่เจ้ารอดมาได้ เจ้าจะเข้าไปวังกับข้าตอนนี้เลยไหม” ฮวารยองส่ายหน้าไปมา นัยน์ตาเศร้าหมองลงกว่าเก่า

“ทำไมล่ะ”

“หม่อมฉันกลัวเพคะ”

เป็นความจริงที่เธอยังไม่อยากกลับเข้าไปในวังหลวง เสียงดังของดาบที่กระทบกัน กลิ่นคาวเลือดตอนนี้ก็ยังติดจมูก ภาพที่เห็นคนหลายคนถูกฆ่ายังอยู่ในความทรงจำ ฮวารยองยอมรับว่ายังกลัวกับเหตุการณ์เพิ่งเกิดขึ้น เธอกำถุงพระบาทลายดอกผักกาดแน่น ใบหน้าเรียวซีดเผือด ดวงตาทอดลงต่ำมองดูพื้นดินนิ่งและเนิ่นนาน

“มันผ่านไปแล้วนะ ฝันร้ายของเจ้า”

“มันคือความจริงเพคะ กลิ่นเลือดยังติดอยู่ในจมูกของหม่อมฉัน เสียงกรีดร้องของทุกคน และ…”

เสียงนั้นขาดหายไปในลำคอ เธอพยายามที่เอ่ยออกไปอีก แต่เสียงสะอื้นกลับเข้ามาแทนถ้อยคำที่ควรเอ่ยออกไป พระหัตถ์แกร่งตบไปที่หลังของเด็กน้อยเบาๆ ราวกับจะปลอบโยนให้เธอหายหวาดกลัว ทรงพยักหน้าให้ฮวารยองพูดต่อ

“ที่จริงหม่อมฉันน่าจะตายๆ ไปเสีย ท่านซังกุงหลายคนเอาตัวมากางกั้นพระมเหสี หม่อมฉันรู้สึกว่าตัวเองขี้ขลาดมาก ทั้งๆ ที่คนอื่นเอาตัวมารับคมดาบ แต่หม่อมฉันกลับเป็นคนเดียวที่รอดชีวิต ดูสิเพคะ นายหญิงโจก็ตาย ใต้เท้าคิมก็ตาย หม่อมฉันอยู่ไปก็มิอาจจะรักษาสัญญากับพวกท่านเหล่านั้นได้”

“เฮ้อ บางทีความตายก็ไม่ใช่ความสุขทั้งหมดหรอกนะ การที่เจ้ารอดก็เท่ากับว่าได้รักษาสัญญากับทุกคนแล้ว เจ้ายังสามารถเป็นช่างภูษาอย่างที่เจ้าฝัน ตอนนี้ต้องมีชีวิตอยู่สิ ถึงจะรักษาสัญญาได้”

น้ำตาหยดแล้วหยดเล่าไหลลงอาบทั้งสองแก้ม มือน้อยกำถุงพระบาทแน่นกลับถูกพระหัตถ์เรียวขององค์ชายผู้สูงศักดิ์แตะต้อง ในตอนนั้นพระพาหาแกร่งดึงร่างน้อยมากอดราวกับจะปลอบโยน

“จงอยู่ต่อไปเถอะนะ ไม่ต้องคิดถึงคำสัญญาอะไรทั้งนั้น แค่มีลมหายใจก็เท่ากับว่าเจ้าได้รักษาสัญญากับทุกคนแล้ว อย่าได้รู้สึกผิดอะไรเลย”

“เพคะ กุนมานิม หม่อมฉันจะพยายามไม่คิดอะไรแบบนี้อีกแล้ว”

“ดีมาก แสดงว่าเจ้าจะเข้าวังไปกับข้าได้แล้วสิ ข้าคิดว่าเจ้าคงเดินไม่ไหวจึงให้เกี้ยวมารับแทน เราจะเข้าวังหลวงพร้อมกัน เจ้าไปรอข้าอยู่ในเกี้ยวก็แล้วกัน ข้ามีเรื่องจะคุยกับท่านหมอเสียหน่อย… คิมแนควอน ช่วยพาเด็กคนนี้ไปรอในเกี้ยวก่อนเถอะ ข้ามีเรื่องจะคุยกับท่านหมอนิโคลัส”

อึยฮวากุนตรัสก่อนจะชำเลืองพระเนตรไปยังขันทีรับใช้เชิงบอกให้ทำตามคำสั่ง ขันทีหนุ่มรับคำนายแล้วก็พาฮวารยองไปนั่งรอนายในเกี้ยวที่หน้าควางฮเยวอน พอพระองค์เสด็จไปที่ห้องพักของแพทย์ นายแพทย์นิโคลัสลุกขึ้นทันทีเมื่อเห็นองค์ชายหนุ่ม เขาลุกขึ้นจากเก้าอี้เพื่อกล่าวต้อนรับเป็นภาษาโชซอน

“ถวายบังคม องค์ชายคัง”

“ไม่ต้องมากพิธีหรอก เรามาที่นี่ในฐานะตัวแทนของทูลกระหม่อมพ่อ”

“พระเจ้าค่ะ กระหม่อมทราบมาจากจดหมายแล้ว พระราชาทรงเสด็จออกมาที่นี่ไม่ได้”

“งั้นท่านก็คงรู้นะ ว่าเพราะอะไร ตอนนี้ที่พระราชวังมิใช่สถานที่ที่ปลอดภัยเสียแล้ว ทางรัสเซียก็ยื่นมือมาช่วยบ้างแล้ว เหลือแต่ดินแดนของท่านนี่แหละ”

ดวงตาของนายแพทย์นิโคลัสทอดลงต่ำด้วยความอึดอัดใจเป็นที่สุด เพราะเขามาที่นี่เพื่อต้องการทำหน้าที่เป็นหมอของดินแดนล้าหลังเท่านั้น ไม่ได้ปรารถนาที่เอาตัวเองเข้าไปพัวพันถึงปัญหาการเมืองระหว่างประเทศเลย และเมื่อโดนสายพระเนตรคาดคั้น ทำให้เขาต้องเอ่ยความในใจออกไป

“บางทีมันอาจจะเกินกำลังของกระหม่อม พระองค์ก็คงทราบดีว่าหมอทุกคนของควางฮเยวอนเข้ามาที่นี่ด้วยหลักมนุษยธรรม ไม่ใช่มาเพราะการเมืองระหว่างประเทศแอบแฝง”

“เราเข้าใจท่าน แต่ถ้าเราขอให้ท่านช่วยชีวิตคน ท่านจะไม่ปฏิเสธเราใช่ไหม”

“ถ้านั่นเป็นการช่วยชีวิตคนให้มีลมหายใจต่อ กระหม่อมไม่ปฏิเสธพระเจ้าค่ะ”

“สิ่งที่จะขอเพิ่มเติมคือความช่วยเหลือในเรื่องการติดต่อใครบางคน ท่านจะทำเพื่อเราได้ไหม” อึยฮวากุนตรัส

“กระหม่อมจะลองหาทางดู”

นิโคลัสเอ่ยท่าทางหนักใจ ภาพที่เขาเห็นเมื่อสามวันก่อน ทำให้เขาเดาได้เลยว่าญี่ปุ่นมีแผนการอื่นที่มากกว่านั้น ชะตากรรมของโชซอนยามนี้ จะอยู่หรือรอดก็ไม่สามารถยืนอยู่ด้วยตนเองเสียแล้ว เพราะขาดราชินีมินที่เป็นเหมือนหลักที่ทำให้โชซอนเข้มแข็ง เมื่อพระองค์สิ้นพระชนม์ลงไปในสภาพแบบนี้ ย่อมทำให้ชาวโชซอนโกรธแค้นญี่ปุ่นมากเป็นทวีคูณ แล้วขวัญกำลังใจเล่า มันจะมีได้กี่มากน้อย ในเมื่อขนาดพระราชินียังถูกลอบปลงพระชนม์ถึงในวัง

“แล้วคนที่ท่านช่วยชีวิตไว้อีกคน เขาเป็นอย่างไรบ้าง อาการของเขาสาหัสมากหรือไม่ ท่านช่วยเขาได้รึไม่”

“องค์ชายอย่าได้เป็นกังวลเลยพระเจ้าค่ะ การยื้อแย่งชีวิตผู้ป่วยจากความตายเป็นงานของกระหม่อม เด็กหนุ่มคนนั้นมีบาดแผลสาหัสมาก มิหนำซ้ำใบหน้าอาจจะเสียโฉมจากคมดาบ แต่ถ้ารักษาชีวิตเขาได้ ก็นับว่าเป็นเรื่องดีแล้ว”

“และการมีชีวิตอยู่ของเขา ขอให้เป็นความลับได้ไหม เรื่องนี้ทูลกระหม่อมพ่อของเรากำชับมา”

ท่าทางดังกล่าวสร้างความแปลกใจให้กับนายแพทย์นิโคลัสมาก การมีชีวิตอยู่ของข้าผู้ภักดีน่าจะเป็นข่าวดีสิ แล้วทำไมต้องเก็บเรื่องนี้เป็นความลับด้วย พระเนตรแหลมคมของอึยฮวากุนทอดมองผู้สูงวัยกว่าอย่างรู้ทัน

“เรามีเรื่องจำเป็นที่ต้องทำอย่างนั้น หากเขาฟื้นคืนสติ ช่วยเอาจดหมายฉบับนี้ให้เขาด้วย เงินจำนวนนี้คงมากพอให้ท่านส่งเขาไปที่ญี่ปุ่นเมื่อเขาหายดี”

“กระหม่อมไม่ค่อยจะเห็นด้วย การที่ส่งเขาไปที่ญี่ปุ่น บางทีเด็กหนุ่มคนนี้อาจจะตายก็ได้ มันไม่ใช่เรื่องที่น่ายินดีเลย”

“เขามีเรื่องต้องทำ และท่านไม่จำเป็นต้องรู้ แต่เขารู้ตัวดีว่าจะต้องทำยังไงต่อไป”

คำพูดนั้นทิ้งไว้แต่ปริศนา แม้จะไม่เข้าใจนัก แต่นิโคลัสก็ยื่นมือไปรับจดหมายฉบับนั้นพร้อมกับตั๋วแลกเงินอีกจำนวนหนึ่ง ถึงไม่ได้เปิดดูเขาก็เดาได้ว่าเป็นเงินที่มากพอสมควร แล้วทำไมพระราชาต้องใช้เงินมากมายมารักษาชีวิตเด็กหนุ่มคนนี้ด้วย

พระหัตถ์เรียวยื่นออกก่อนจะจับมืออีกฝ่ายอย่างขอร้อง

“องค์ชาย…”

“ขอบใจท่านมาก หลายเรื่องเรารู้ว่าท่านคงอยากรู้และสงสัยในท่าทีของเรา จงรู้แต่เพียงว่าทางเรามีความจำเป็นที่จะต้องปิดบังทุกอย่างไว้ คิมจุนโฮเขารู้ดีว่าต้องทำอย่างไรต่อไป หากท่านจะกรุณาช่วยรักษาเขาให้หายดีและติดต่อกับเพื่อนคนนี้ของเราที่ญี่ปุ่นด้วย”

รูปใบหนึ่งถูกยื่นให้กับหมอหนุ่ม ในนั้นมีรูปของชายชาวต่างชาติ หมอนิโคลัสจำได้คลับคล้ายคลับคลาว่าชายคนนี้เคยเป็นเจ้าหน้าที่ในกงสุลสหรัฐฯ เรื่องวุ่นวายระหว่างดินแดนกำลังจะเกิดขึ้น แล้วนี่เขาต้องเจอเรื่องอะไรบ้างเล่า ความเกี่ยวพันนั้นมันจะทำให้อเมริกายุ่งยากหรือเปล่า

“มันเป็นเรื่องที่กระหม่อมลำบากใจ พระองค์กำลังจะดึงอเมริกาให้เข้าไปเกี่ยวข้องด้วยรึ มันอาจจะไม่เป็นผลดีก็ได้”

“เราทำเพื่อความอยู่รอด ท่านก็รู้ดีนี่… ตอนนี้เราต้องหามือที่แข็งแรงมาดึงฉุดรั้งประเทศของเราไว้ สำหรับประเทศเล็กๆ การเมืองของโลกบีบคั้นให้เราต้องทำแบบนี้”

เสียงนั้นขาดหายไปในลำคอ พระเนตรคมคายมีแววปวดร้าว หากแต่อึยฮวากุนทอดเพียงรอยยิ้มมายังอีกฝ่าย

“ที่ทำไปทุกอย่างก็เพื่อป้องกันตนเองเท่านั้น เราจำเป็นต้องดึงมือทุกมือที่ยื่นมาให้เราจับ เราไม่อยากจมน้ำตาย ท่านเข้าใจไหม!”

นิโคลัสก้มลงน้อยๆ เขาไม่คิดจะถามความกับอึยฮวากุนอีก ในขณะที่คนที่นอนอยู่บนเตียงก็กะพริบตาถี่ๆ เขามองเห็นพระเนตรของอึยฮวากุนในความพร่าเลือนนั้น แต่ถ้อยคำสุดท้ายก่อนที่พระองค์จะเดินจากไป ทำให้คิมจุนโฮแทบอยากจะร้องไห้ออกมาดังๆ

“คิมจุนโฮน่ะ เขารู้ว่าตัวเองมีหน้าที่เช่นใด”

 

ณ คอนชอนกุง พระราชวังคยองบกกุง

ขบวนเกี้ยวเดินเลยเข้ามาในเขตพระราชฐานชั้นในสุด เวลานี้เป็นเวลาบ่ายแก่เกือบเย็นแล้ว แต่พระราชาโกจงก็ยังคงยืนนิ่งที่ป่าสนใกล้กับคอนชอนกุง เหล่าซังกุงที่ติดตามก็ยืนก้มหน้านิ่ง แม้เหนื่อยล้าด้วยไม่กล้าที่จะเดินออกไป เพราะยังไม่ได้รับคำสั่งจากผู้เป็นนาย พระเนตรของพระราชามองไปยังซากเผาไหม้จุดหนึ่ง ที่มีรอยเถ้าธุลีอยู่ตรงนั้น

“ทูลกระหม่อมพ่อ”

“รัชทายาท… เจ้าว่าพ่อขี้ขลาดไหม”

“โธ่… ทูลกระหม่อมพ่อ”

พูดถึงตรงนี้น้ำพระเนตรขององค์ชายรัชทายาทก็เอ่อล้น พระองค์ไม่สามารถจะพูดอะไรออกไปได้อีก คมดาบของศัตรูกางกั้นหน้าประตูตำหนัก แต่เสียงกรีดร้องของพระมารดา ยังคงกรีดแทงในความทรงจำของพระองค์ สามวันแล้วที่พระบิดาไม่ได้เสวย… ไม่ได้บรรทม พระสนมเจ้าตำหนักอื่นๆ ก็ไม่มีรับสั่งให้เข้าเฝ้า ช่วงเช้าที่สับสนวุ่นวายนั้น กลิ่นเหม็นไหม้คละคลุ้งไปทั่วบริเวณและข่าวที่ว่าพระมารดาถูกลอบสังหารก็ดังไปทั่วพระราชวังในเวลาต่อมา

“จุงจอน ท่านจะทิ้งข้าไปจริงๆ รึนี่ ทิ้งข้าไปในวันที่บ้านเมืองยังเป็นแบบนี้ ต่อไปข้าจะอยู่ได้อย่างไร”

พระราชากำลังจะก้าวย่างเข้าไปในป่าสน แต่ทว่ากลับมีเสียงของพระโอรสอีกพระองค์ดังขึ้นมาก่อน

“ทูลกระหม่อมพ่อ…”

อึยฮวากุนทรงลงจากเกี้ยวก่อนจะดึงมือของฮวารยองออกมาด้วย เด็กหญิงตัวสั่นเมื่อมาเห็นสถานที่เกิดเหตุ แต่พระหัตถ์ขององค์ชายหนุ่มก็แตะต้องที่ไหล่บางเบาๆ

“เดินลงมาเถิด ไม่มีใครทำอะไรเจ้าได้แล้ว… เดินตามข้ามานะเด็กดี”

ใบหน้าของฮวารยองซีดเผือด เธอก้าวเดินตามอึยฮวากุน ในตอนนั้นองค์ชายรัชทายาทก็หันมามองผู้มาใหม่ทันที

“อึยฮวากุน เจ้าพาใครมาด้วย”

“เด็กคนนี้ นางคือคนรอดชีวิตพระเจ้าค่ะ หนึ่งในสองคนที่รอดชีวิต

อึยฮวากุนตรัสเป็นภาษาอังกฤษกับพระเชษฐา ราวกับปิดบังอะไรบางอย่างแก่เหล่าข้าราชบริพารที่ยืนอยู่ใกล้ๆ

“แล้วอีกคนเล่า… อยู่ที่ไหน”

รัชทายาทตรัสน้ำเสียงร้อนรน อึยฮวากุนก้มน้อยๆ พลางบอกว่า

“ปลอดภัยแล้วแต่ยังไม่ฟื้น แต่ไม่ต้องห่วงพระเจ้าค่ะ เขาจะดีขึ้นในเร็ววัน”

“ทุกอย่างนับจากนี้ไปเป็นความลับใช่ไหม”

อึยฮวากุนทรงพยักหน้ารับคำพระเชษฐา พระองค์ทรงจูงร่างเด็กหญิงให้เดินตามไปด้วย ฮวารยองก้าวย่างไปตามทาง ทุกก้าวที่เธอเดินไปนั้นกลับทำให้เสียงสะอื้นดังจนแน่นอก มือที่จับพระหัตถ์องค์ชายหนุ่มสั่นน้อยๆ แต่พระหัตถ์ของพระองค์ก็จับมือเธอแน่นขึ้น

“ไม่ต้องกลัวนะ ทุกอย่างมันจบสิ้นแล้ว… ไม่ต้องกลัวอะไรทั้งนั้น”

ฮวารยองไม่ตอบแม้จะต้องก้าวเดินตามพระองค์ไป แต่สายตาของเด็กหญิงก็มองสบไปยังพระเนตรของพระราชาผู้เป็นใหญ่ เด็กหญิงกลับรู้สึกเจ็บปวดไปด้วย พระเนตรสองข้างแดงก่ำเพราะผ่านการกันแสงออกมาหลายครั้ง ในแววพระเนตรนั้นมีทั้งความเจ็บปวดเหนื่อยล้า ตั้งแต่เกิดมาฮวารยองยังไม่เคยเห็นใครมีแววตาสิ้นหวังเช่นนี้เลย

ทันใดนั้นเด็กหญิงก็คิดถึงดวงตาของเด็กหนุ่มใบหน้าหล่อเหลา เขายิ้มน้อยมาก ดวงตาเขาเวลาทอดมองไปยังท้องฟ้าเหมือนกับมีเรื่องมากมายอยู่ในใจ… ใต้เท้าคิมจุนโฮ

‘สัญญา… ประทับตรา… ปิดผนึก’

ภาพสุดท้ายที่เธอเห็นคือจุนโฮเอาตัวบังพระมเหสี เขาถูกผู้บุกรุกฟันหลายแผล ร่างสูงของเขาทรุดลงกับพื้น เลือดสีแดงฉานหลั่งรินดุจสายน้ำ คิดได้เช่นนั้นฮวารยองก็ยังรู้สึกกลัวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เธอกำถุงพระบาทของพระมเหสีแน่น ใบหน้าเรียวซีดเผือด หากแต่ดวงตาทอดลงต่ำมองดูพื้นดินอย่างทอดอาลัย

“เด็กคนนี้คือคนที่รอดชีวิตจากเหตุการณ์วันนั้นพระเจ้าค่ะ”

พระเนตรของพระราชาโกจงมองมายังเด็กหญิงร่างเล็ก เจ้าของแววตาไร้เดียงสาผู้นั้นกำลังยืนหลบเบื้องหลังอึยฮวากุนอยู่ ทรงแย้มพระสรวลอย่างคนที่ไร้แล้วซึ่งความสุขส่งมาให้เด็กน้อย

“เจ้ากล้าหาญนัก ยังตัวเล็กอยู่เลย ชะตากรรมอันใดหนอที่ทำให้เจ้าต้องมาเจอเรื่องราวเช่นนี้”

ฮวารยองไม่สามารถตอบคำถามนั้นได้ เธอได้แต่ก้มหน้า ในตอนนี้อึยฮวากุนทรงถอนหายพระทัยเฮือกใหญ่ รัชทายาทที่ยืนอยู่ใกล้ๆ เห็นอาการดังกล่าวก็ยิ่งเคียดแค้นคนที่ลอบปลงพระชนม์พระมารดาเพิ่มขึ้นอีกหลายร้อยเท่า

“ที่ทูลกระหม่อมพ่อต้องการ ลูกได้ทำตามที่สั่งแล้ว ตอนนี้เราจัดการเรื่องการฝังพระศพของจุงจอนมามาเถิดพระเจ้าค่ะ”

“ก็อย่างที่ลูกเห็น เหลือแต่กองไฟที่มอดไหม้ เหลือก็เพียงเถ้าธุลีก็เท่านั้น โชคดีที่พ่อกับรัชทายาทรอดตาย แต่โชคร้ายที่ต้องแบกรับความเจ็บปวดต่อจากนี้ไปจนชั่วชีวิต พ่อเก็บเถ้าธุลีใส่กล่องไม้ไว้แล้ว เสื้อผ้าที่ยังพอมีพ่อคงเอาไปฝังศพพร้อมกัน”

ตรัสถึงตรงนี้ เสียงของพระราชาก็เครือจัด ฮวารยองก็ปล่อยพระหัตถ์ของอึยฮวากุน พร้อมกับคุกเข่าลงบนพื้นดินที่เย็นชืดนั้น มือเล็กๆ ถือถุงพระบาทข้างเดียวที่เธอคว้าเอาไว้ได้ยื่นส่งให้กับพระราชาผู้เป็นใหญ่  น้ำตาคลอเต็มหน่วยดวงตาคู่งามจนเอ่อล้นออกมา

“ถุงพระบาทของพระมเหสีเพคะ ขอประทานอภัยที่หม่อมฉันไม่อาจช่วยพระมเหสีได้”

ฮวารยองเอ่ย ร่างของเธอสั่นเทิ้มตามแรงสะอื้น พระราชาโกจงทอดพระเนตรถุงพระบาทของพระมเหสีและมองผ่านถึงเจ้าเด็กตัวเล็กที่มีแผลช้ำตามตัว บาดแผลหลายจุดก็แห้งจนเกือบหายดีแล้ว

แต่บาดแผลในหัวใจเล่า… จะใช้ยาขนานใดรักษา

“ไม่มีใครกล่าวโทษเจ้าหรอก เจ้ารอดมาได้เพราะประตูยมโลกไม่เปิดรับ ในเมื่อรอดกลับมาได้แล้วก็จงอยู่ให้เป็นสุขเถิด คิดเสียว่าเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อสองสามวันก่อนมันเป็นแค่ฝันร้าย ถ้าจะมีการกล่าวโทษใครสักคน คนผู้นั้นสมควรที่จะเป็นข้า ผู้ที่เป็นถึงพระราชาของโชซอนประเทศนี้ แต่ปกป้องภรรยาตัวเองจากคมดาบไม่ได้ ทุกอย่างเป็นเพราะข้าอ่อนแอเกินไป”

“ทูลกระหม่อมพ่อ”

ทั้งองค์ชายรัชทายาทและอึยฮวากุนตรัสพร้อมกันด้วยเสียงสั่นเครือ พระองค์ทรงแตะศีรษะของฮวารยองเบาๆ ในตอนนั้นความอบอุ่นบางอย่างแผ่ลงกลางหัวใจของเด็กหญิงเงียบๆ แต่พอเงยหน้าสบตากับพระราชากลับเห็นดวงตาที่เศร้าสร้อยจนปวดหัวใจ

“กลับไปรักษาตัวให้หายเถิดนะ เจ้าอย่าได้กล่าวโทษตัวเองอีกเลย จากนี้ต่อไปนี้ก็ขอให้รักษาชีวิตไว้ให้ดี สมกับที่เจ้าได้รอดชีวิตมาแล้ว”

“เพคะฝ่าบาท หม่อมฉันจะอยู่ต่อไปให้ได้เพคะ”

“ดีมาก แต่ขอโทษเถอะนะ ข้าอยากอยู่คนเดียว เจ้ากลับไปที่หน่วยงานที่สังกัดเถิด ลูกทั้งสองเองก็กลับไปได้แล้ว อย่าถามพ่อว่าจะกลับตอนไหน และอย่ากังวลอะไรทั้งนั้น พ่อยังไงก็ต้องอยู่ต่อไป ไม่ว่าอยากจะอยู่หรือไม่ก็ตาม”

อึยฮวากุนและองค์ชายรัชทายาททรงโค้งพระวรกายน้อยๆ พระหัตถ์เรียวดึงมือน้อยมาด้วย ฮวารยองอดทนไม่ได้จึงเหลียวหันกลับไปมองอีกครั้ง

…และสิ่งที่เธอเห็นก็คือ

ภาพพระราชาผู้ยิ่งใหญ่ สวมชุดฮงรยองโพ่สีแดงสง่างามน่าเกรงขาม กำลังก้มพระพักตร์กันแสงหน้าเถ้าธุลีในป่าสน ครั้นจะร้องเสียงดังก็ไม่ได้ ทรงเอาพระหัตถ์ข้างหนึ่งทาบพระอุระตรงตำแหน่งที่ใกล้พระหทัยที่สุด ราวกับจะกลัวว่าสิ่งที่อยู่ในนั้นจะกระเด็นหลุดออกมานอกพระวรกาย ด้วยภาระและหน้าที่กดทับความรู้สึกที่มี ทำให้พระองค์ไม่อาจจะทำอะไรได้แม้แต่ร้องไห้ออกมาเสียงดังๆ พระองค์จึงทำได้คือสะอื้นไห้ไร้เสียง แต่ความเจ็บปวดกลับบาดลึกทุกช่วงลมหายใจ

มังกรบนสองพระอังสากำลังแบกภาระที่หนักอึ้ง หากแต่พระหทัยกลับแตกสลาย ตั้งแต่วันที่ร่างพระมเหสีผู้เป็นที่รักกลับกลายเป็นเพียงเถ้าธุลีในป่าสนที่อ้างว้างและเหน็บหนาว ไม่ว่าจะอยู่ในฤดูกาลใดก็ตาม…

Don`t copy text!