ภูษาแห่งราชา บทที่ 12 : ต้องสู้แม้ในวันที่สิ้นหวัง

ภูษาแห่งราชา บทที่ 12 : ต้องสู้แม้ในวันที่สิ้นหวัง

โดย : นาคเหรา

ภูษาแห่งราชา นวนิยายเรื่องล่าสุดจาก นาคเหรา ที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากฉลองพระองค์ของพระราชาแห่งแดนโสม นิยายออนไลน์ ครบรส ที่ อ่านเอา อยากให้ทุกคนได้ อ่านออนไลน์

………………………………………………….

 

พระราชวังคยองอุนกุง ในปี 1897

เกือบสองปีแล้ว ไม่มีวันไหนที่ฮวารยองจะนอนไม่สะดุ้ง ภาพรอยเลือดและภาพพระราชินีถูกลอบปลงพระชนม์ต่างก็เป็นฝันร้ายที่หลอกหลอนเด็กหญิงในทุกค่ำคืน ใบหน้าโชกเลือดของใต้เท้าคิมยังคงเด่นชัดในความทรงจำของเธอ จนไม่มีวันไหนที่ฮวารยองจะสามารถนอนหลับอย่างเป็นสุขได้

“ไม่!!!”

เด็กหญิงตะโกนสุดเสียงแม้ตายังหลับอยู่ ร่างของเธอเกร็งขึ้น มือก็ชูขึ้นเพื่อไขว่คว้าหาอะไรบางอย่าง ใบหน้าเนียนมีเหงื่อผุดพราว แม้แต่คิ้วก็ขมวดมุ่นดูราวกับในฝันนั้นกำลังเจอเรื่องที่เจ็บปวดเหลือเกิน

“ฮวารยองอา…”

เสียงของผู้อยู่ใกล้ๆ เอ่ยถาม ออมซังกุงเอามือแตะลงบนแก้มอ่อนใสเบาๆ หลายครั้งแล้วที่เด็กหญิงคนนี้เอาแต่นอนผวา บางทีก็เผลอร้องไห้ออกมาอย่างลืมตัว มันเป็นโชคดีหรือโชคร้ายกันแน่นะ ที่ฮวารยองรอดมาได้แต่ต้องมามีชีวิตอยู่กับความสิ้นหวังและหวาดกลัวจนถึงบัดนี้ แล้วเด็กหญิงผู้ที่เห็นความตายหลายครั้งเช่นนี้ หัวใจจะทนทานได้เท่าใดกัน

“ฮวารยองอา…”

เด็กหญิงกะพริบตาถี่ๆ ภาพฝันที่โหดร้ายก็พร่ามัวลง กลับกลายเป็นใบหน้าของออมซังกุงแทน

“นายหญิงเจ้าขา”

เด็กหญิงดึงร่างผู้สูงวัยกว่ามากอดแน่น ตอนนี้เธอเหลือเพียงแค่ออมซังกุงเท่านั้น ที่จะพอเป็นหลักพึ่งพิงใจได้ จากเหตุการณ์ครั้งนั้นทำให้ยูซังฮอนตัดขาดกับฮวารยองไปโดยปริยาย เขาให้เหตุผลว่า หลานสาวเป็นตัวซวย ผู้ใดอยู่ใกล้ฮวารยองคนคนนั้นก็ต้องตาย ความโชคร้ายนั้นไม่ละเว้นแม้แต่พ่อแม่ของตนเอง คำพูดนี้เป็นคำพูดที่ภริยาใต้เท้ายูบอกมาอีกที

แต่เด็กตัวเท่านี้จะนำความโชคร้ายอย่างไรเล่า ฮวารยองก็เป็นเพียงเด็กคนหนึ่ง ในตอนนี้ถึงไม่ตายก็เหมือนตาย ยามนอนหลับมีฝันร้ายคอยหลอกหลอน ยามตื่นขึ้นมากลับหวาดกลัวกับสิ่งรอบตัว แม้จะผ่านเหตุการณ์ที่เลวร้ายมาเกือบสองปีแล้วก็ตาม ออมซังกุงมองเด็กหญิงในวัยเก้าขวบในวันนี้ด้วยความเวทนา ร่างน้อยสั่นเทาราวกับลูกนกปีกหักที่ไร้ที่พึ่ง อ้อมกอดนั้นกระชับแน่น หวังจะส่งถ่ายไออุ่นที่มีผ่านไปยังหัวใจที่อ่อนแอได้กลับมาเข้มแข็งเหมือนดังก่อน

“ฝันร้ายอีกแล้ว กินเยอะไปหรือเปล่า บางทีอาจจะอึดอัดจนธาตุในกายปั่นป่วนก็ได้”

ออมซังกุงเอ่ยพลางทอดรอยยิ้มเพื่อปลอบประโลม แต่ฮวารยองส่ายหน้าไปมา

“ข้าไม่ได้กินข้าวเย็นหรอกเจ้าค่ะ ข้ากินไม่ลง”

“อ้าว… แล้วหิวไหม เด็กหนอเด็กเวลากินไม่กิน เวลานอนจะเป็นสุขได้อย่างไร หรือข้าให้งานเจ้าหนักไปรึเปล่า”

“ไม่เจ้าค่ะ งานที่นายหญิงให้ข้าทำเสร็จหมดแล้ว”

“แล้วเป็นอะไรเล่า ตั้งแต่วันนี้ไปเจ้าไม่เหงาแล้วนะ เพราะข้าให้จอนซูมีกับแบคซอนกีมาอยู่เป็นนางในที่ห้องเย็บปัก พวกเจ้าจะได้อยู่ด้วยกัน ดีใจไหม”

ดวงตาของฮวารยองสุกใสได้เพียงครู่ แต่พอมานึกถึงถ้อยคำที่ท่านลุงและท่านป้าว่า เธอกลับไม่รู้สึกยินดีที่เพื่อนจะมาทำงานอยู่ใกล้ๆ ทั้งหมดเป็นเพราะเธอกลัว… กลัวว่าถ้ารักใครแล้ว คนคนนั้นจะมีอันต้องโชคร้ายและต้องล้มหายตายจากไปก็เพราะเธอ อาการนิ่งเงียบของเด็กน้อยทำให้ผู้สูงวัยกว่าเดาออกได้ทันที

“เจ้าไม่ใช่ตัวนำความโชคร้ายหรอก สำหรับข้า… เจ้าคือดวงดาวที่นำพาความโชคดีต่างหาก”

“ข้าจะเป็นดวงดาวได้เช่นใดเจ้าคะ ตอนนี้ใครๆ ก็พากันรังเกียจข้ากันทั้งนั้น”

“เราห้ามสายตาของคนพวกนั้นไม่ได้ แต่เราไม่คิดเอามาใส่ใจนั้นย่อมได้ อย่าเอาสายตาผู้อื่นมาตัดสินชีวิตเจ้าสิ ข้าบอกให้เจ้าเป็นดาวก็ให้คิดว่าตัวเองคือดวงดาว มันไม่เกี่ยวกันเลยว่าคนอื่นจะมองเจ้าเช่นใด มันอยู่ที่เจ้าจะมองตัวเองเช่นใดต่างหาก”

ออมซังกุงโอบกอดร่างเด็กน้อยผู้น่าสงสาร เกือบสองปีมานี้ฮวารยองเศร้าซึมไปมาก จากที่เคยร่าเริงกลับกลายเป็นเงียบขรึม จนไม่มีใครกล้าคุยกับเธอได้อีก มีเพียงออมซังกุงเท่านั้นที่ยอมเดินมาจับมือของฮวารยองไว้ในวันที่โดดเดี่ยวที่สุด

จากเหตุการณ์ลอบปลงพระชนม์พระมเหสีมินในครั้งนั้น ทำให้ซังกุงอาวุโสหลายคนถูกสังหารไปมาก แถมนางกำนัลที่รับใช้ในตำหนักพระมเหสีก็ถูกฆ่าตายไปเกือบหมด ทำให้นางกำนัลบางส่วนถูกเลื่อนตำแหน่งมาอย่างรวดเร็ว ซังกุงบางคนก็ได้เลื่อนเป็นหัวหน้า รวมทั้งออมซังกุงเองที่มีคำสั่งโปรดเกล้าฯ ให้เลื่อนขึ้นมาเป็นหัวหน้าซังกุงห้องเย็บปักแทนโจซังกุงผู้ล่วงลับไปแล้ว

นั่นถือเป็นงานหนักและใหญ่มากทีเดียว

แต่ชีวิตของเด็กฝีมือดีที่สิ้นหวังคนนี้ ดีร้ายอย่างไรก็ต้องประคับประคองให้อยู่รอดให้ได้ ทุกๆ วันออมซังกุงจะเป็นคนสอนเรื่องลวดลายในตำราเพื่อให้ฮวารยองได้เรียนรู้ แต่กลับเป็นฮวารยองเองที่จมจ่ออยู่กับความเศร้าจนทำอะไรไม่ดีอย่างที่เคยเป็น มือบอบบางตบที่หลังเด็กน้อยเพื่อปลอบโยน เสียงสะอื้นไห้ยังคงแว่วอยู่จนเธอรู้สึกได้ ที่ผ่านมาบาดแผลของฮวารยองหายดีแล้ว แต่แผลเป็นที่อยู่ในความทรงจำนี่สิ ไม่รู้ว่าจะต้องใช้เวลามากมายเท่าใดในการรักษาให้แผลนั้นหายขาดได้

ออมซังกุงผ่อนลมในอกออกมาน้อยๆ พลางก้มลงมองฮวารยองในอ้อมแขน

“ไม่มีใครห้ามความฝันที่โหดร้ายของเจ้าได้หรอกนะ นอกจากตัวเจ้าเอง ที่เจ้าฝันร้ายเพราะเจ้าเอาแต่ขังตัวเองอยู่กับความเศร้าโศกและไม่ให้อภัยตนเอง ฮวารยองที่ข้ารู้จักเป็นคนเข้มแข็งกว่านี้”

“แต่พระมเหสีสิ้นพระชนม์แล้ว นายหญิงโจก็ตาย ใต้เท้าคิมก็ตาย ข้าจะอยู่เพื่อทำตามสัญญาให้ใครกัน”

“แต่ไม่มีใครบอกให้เจ้าเลิกทำตามสัญญานี่ เจ้าช่างโง่เขลานัก เอาตัวเองผูกติดกับความเศร้า ทำไมไม่คิดว่าที่เจ้ามีชีวิตอยู่ทุกวันนี้ ก็เพื่อสานต่อสิ่งที่คนทุกคนหวัง ทำไมไม่คิดว่าจะใช้โอกาสนี้ทำตามความฝันของบิดาเจ้าและนายหญิงโจ ถ้าลายมังกรของเจ้ายิ่งงดงามมากเท่าไร นั่นแหละถึงจะเรียกว่าเจ้าได้ทำตามสัญญาแล้ว”

ออมซังกุงจ้องมองเข้าไปในดวงตาคู่งาม ฮวารยองน้ำตาคลอเบ้า ทุกวันนี้เธอก็พยายามที่จะลืมเรื่องราวในวันนั้น แต่ก็ยังลืมไม่ได้เสียที  

“เจ้าต้องเข้มแข็งกว่า สมกับที่สวรรค์ให้โอกาสให้เจ้าได้มีลมหายใจต่อ ถ้าเจ้าท้อแท้ก็จ้องมองดูลายปักมังกรที่ยิ่งใหญ่เข้มแข็งของฉลองพระองค์สิ นั่นคือสิ่งที่เจ้าต้องฝึกฝนเพื่อให้ได้สืบสานทุกลายปักในนั้น”

“เจ้าค่ะ ข้าจะพยายามนะคะ”

เสียงตีกลองเวลาบอกโมงยามจากทหารรักษาพระราชวัง ออมซังกุงมองออกไปข้างนอก ท้องฟ้าสีส้มอมแดงเพราะพระอาทิตย์กำลังจะโผล่ขึ้นมาแล้ว แต่แสงที่โผล่รำไรที่ขอบฟ้าด้านตะวันออก ทำให้ใบหน้าของเธอหม่นลงไปอีกคราว แม้จะเป็นสตรี เรื่องการบ้านการเมืองไม่รู้มากนัก แต่เธอก็พอรู้มาบ้างว่า ตอนนี้สถานการณ์บ้านเมืองแย่ลงไปมากกว่าเดิม ที่พระราชวังแห่งนี้เปิดรับเจ้าหน้าที่มาจากหลายเชื้อชาติให้เข้ามาทำงานในวังอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน

แต่พระเก้าอี้ที่เคยเป็นของพระราชินีมินว่างเปล่า เพราะพระราชาโกจงปฏิเสธที่จะยกย่องให้ใครขึ้นมาแทนที่พระมเหสีผู้ฉลาดปราดเปรื่องของพระองค์ แต่ความไม่ปลอดภัยก็ทำให้พระองค์ต้องไปประทับที่สถานทูตรัสเซียแทนจนกินเวลาหลายเดือน แต่กระนั้นพระองค์ก็ยังไม่วางพระทัยไปประทับที่คยองบกกุงดังเดิมได้

ตั้งแต่ครั้งนั้น พระราชวังคยองอุนกุงที่อยู่ใกล้สถานทูตรัสเชียก็กลายเป็นที่ปลอดภัยที่สุด ที่ที่ญี่ปุ่นมิอาจกล้ำกรายมาใกล้ เพราะมีรัฐบาลรัสเซียโดยให้คำแนะนำและคุ้มครองพระองค์และราชวงศ์ที่เหลืออยู่ตลอดมา การแปรพระราชฐานเป็นงานที่ใหญ่และหนักสำหรับเหล่าข้าราชบริพารที่มีเป็นจำนวนมาก แต่สำหรับคนที่จะทำงานเป็นยังมีน้อยนัก

ออมซังกุงหยุดเรื่องที่ต้องคิดเพียงครู่ เพราะตอนนี้แสงแดดแผดจ้าดูร้อนแรงขึ้นทุกที ยังมีงานหลายอย่างต้องสานต่อและต้องทำให้เสร็จ เธอตบหลังฮวารยองเบาๆ พลางเอ่ย

“ออกไปเตรียมตัวเสีย ล้างหน้าล้างตาให้สะอาด เจ้ามีงานที่ต้องทำอีกไหม ส่วนข้ามีงานใหญ่นัก แต่ยังหาคนที่มีฝีมือดีไม่ได้ เจ้ากรมภูษาก็คิดจะเสนอให้หาช่างภูษาคนใหม่ คนที่ปักตรามังกรน่ะ แต่ข้ายังไม่เห็นใครเหมาะเลย เจ้าเองก็ต้องเรียนรู้อีกมาก ถ้าหากยังเป็นแบบนี้ต่อไป มีหวังชุดของใหม่ของพระราชาคงไม่เสร็จแน่”

“มีรับสั่งให้ตัดฮงรยงโพ่ใหม่หรือเจ้าคะ นายหญิง”

ออมซังกุงส่ายหน้าไปมา ก่อนจะเอ่ยต่อ

“ฮวางรยงโพ่จ้ะ จากชุดสีแดงพิมพ์ลายเมฆจะถูกเปลี่ยนเป็นสีทองพิมพ์ลายเมฆแทน การที่พระราชาคิดจะเปลี่ยนสีฉลองพระองค์  ข้าเองก็ไม่รู้หรอกนะว่าบ้านเมืองของเราจะเป็นเช่นใดต่อไป แต่ข้าก็เดาเอาว่าพระองค์คงกำลังจะทำอะไรบางอย่างที่เหนื่อยและหนักมาก เราเป็นข้ารับใช้ก็ต้องถวายงานให้ดีก็แล้วกัน ไม่ว่าจะทำอะไรล้วนสำคัญหมด เข้าใจไหม… ฮวารยอง”

สิ้นคำเอ่ยของออมซังกุง ฮวารยองก็ขอตัวออกไปล้างหน้าล้างตา ก่อนจะแต่งตัวด้วยชุดนางกำนัลอยู่งานสีเขียวและสวมผ้าคลุมทับที่มีสีขาวอีกที นางกำนัลบางคนแต่งตัวเรียบร้อยแล้ว จึงชวนกันไปที่โรงครัวเพื่อเตรียมตัวกินข้าวกันก่อนเริ่มงาน แต่นั่นต้องรอให้พระราชาเสวยก่อนโดยจะมีกลองสัญญาณบอกเวลาจากตำหนักใหญ่ ตอนนั้นนางกำนัลและบรรดาข้ารับใช้จึงทยอยกันมากินข้าวได้

หลังจากเกิดเหตุการณ์ที่โหดร้าย ฮวารยองกินอาหารได้น้อยมาก เธอไม่ใส่ใจจะกินข้าวเช้าเหมือนเดิม หรือถ้าจะกินก็กินน้อยมาก จนร่างกายซูบผอมลงกว่าเดิมจนไม่ต้องเบิกกระโปรงชุดใหม่ ดวงตาที่ดูโตกลับยิ่งดูโตกว่าเดิมหลายเท่านัก นั่นทำให้เพื่อนทั้งสองคือซอนกีและซูมีต้องแอบเอาอาหารหรือขนมมาบ้าง เพราะกลัวว่าฮวารยองจะไม่กินอะไรเลย

เจ้าของร่างน้อยเดินถือผ้าเช็ดหน้าที่ตัวเองเคยปักให้นายหญิงโจ ก่อนจะถอนหายใจเฮือกใหญ่

“นายหญิงเจ้าขา ใจข้าตอนนี้หดหู่เหลือเกิน ไม่มีวันไหนที่จะฝันดีได้ ข้าไม่อยากหลับตา เพราะกลัวว่าหากหลับไปแล้วจะออกมาจากห้วงฝันไม่ได้ มันน่ากลัวมากเลยเจ้าค่ะ ขนาดกลิ่นคาวเลือดกับเสียงกรีดร้องข้ายังจดจำได้ดี แม้จะตื่นขึ้นมาแล้วก็ตาม”

พอรู้สึกตัวอีกที ฮวารยองก็มายืนอยู่หลังห้องเย็บปักที่ตรงนี้ เธอเคยได้ยืนสนทนากับใต้เท้าคิมจุนโฮ แต่แล้วภาพที่เขาถูกฟันจนร่างโชกเลือดก็แทรกเข้ามาในความทรงจำอีกครั้ง เด็กหญิงหลับตาลงอย่างปวดร้าว

“สัญญา… ประทับตรา… ปิดผนึก ตอนนี้ข้ายังต้องกำคำสัญญาที่ให้ไว้กับท่านและนายหญิงโจ ข้ารู้สึกผิดต่อพวกท่านนัก ที่ไม่เข้มแข็งพอ”

“ฮวารยองอา…”

เสียงของเพื่อนรักทั้งสองดังขึ้น ดวงตาที่ทอดแววห่วงนั้น ทำให้เธอต้องหันไปมองร่างของแบคซอนกีและจอนซูมี ทั้งคู่ยิ้มไม่ออก เมื่อมองเห็นสภาพของเพื่อนรัก จากคนที่เคยเก่งกาจ คนที่เคยรอบรู้ คนที่เคยคุ้มครองพวกเธอได้ ตอนนี้กลับกลายเป็นเพียงคนคนหนึ่งที่จมจ่อกับความเศร้า ใบหน้าอมทุกข์ ขนมหวานหรือยาอันใดเล่าจะรักษาฮวารยองให้หายได้ แบคซอนกีถอนหายใจเฮือกใหญ่ ดวงตาก็จ้องมองของเพื่อนรักอย่างเป็นกังวล

“ไปกินข้าวกันเถอะ มาทำอะไรตรงนี้”

“ข้าแค่อยากอยู่คนเดียว พวกเจ้าไปกินเสียเถิด” ฮวารยองเอ่ย

“เจ้าผอมมากนะตอนนี้ ถ้าหากยังเป็นอย่างนี้ต่อไป นั่นเท่ากับว่าเจ้ากำลังจะทำให้พวกข้าผิดหวังนะ”

“อย่าหวังอะไรในตัวข้าเลย ข้าไม่ได้ดีถึงขนาดนั้นหรอก”

“ฮวารยองอา..”

ซูมีพูดเสียงตัดพ้อ ในใจก็คิดว่าจะมีหนทางใดบ้างที่จะทำให้เพื่อนรักกลับมาเข้มแข็ง กลับมาร่าเริงเหมือนเดิม ในขณะที่ซอนกีก็จับมือฮวารยองแน่น

“คนขี้ขลาด… เจ้าไม่เหมือนฮวารยองที่ข้ารู้จักเลย ถ้าเป็นเพื่อนคนเดิมของข้า นางจะไม่มีวันยอมแพ้อะไรง่ายๆ ไม่มีวันที่จะโทษตัวเอง ไม่มีวันที่จะทอดอาลัยเหมือนซากศพที่เดินได้อย่างนี้ เรื่องที่เกิดขึ้นหรือที่เจ้ารอดมาได้ เจ้าคิดว่ามันเป็นความผิดของเจ้าหรือยังไง”

มือทั้งสองข้างของแบคซอนกีจับแขนผอมบางของฮวารยอง ก่อนจะบีบแน่น

“เจ้าจะรอให้ตัวเองผอมลงกว่านี้จนตายหรือไง ถ้าเจ้าจะทำแบบนั้น ได้เลย… ข้าก็จะทำเป็นเพื่อน!!”

“แบคซอนกี ทำไมเจ้าพูดแบบนี้ล่ะ”

เพราะเราเป็นเพื่อนกัน เจ้าไม่คิดว่ามันเป็นเรื่องน่าหัวเราะหรอกรึไง ที่รอดตายมาจากคมหอกคมดาบมาได้ แต่กลับจะมาตายเพราะอดข้าว เจ้านี่มันโง่กว่าที่ข้าคิดเสียอีก!”

ซอนกีพูดน้ำตาคลอเบ้า ในขณะซูมีก็น้ำตาไหลออกมาแล้ว เธอแกะถุงผ้าออก มีขนมต็อกอยู่ในนั้น ซูมียื่นขนมที่แอบหยิบมาจากห้องครัวให้ ฮวารยองมองเพื่อนรักทั้งสอง มือผอมบางยื่นไปรับขนม

“เราสามคนเป็นเพื่อนกัน เราจะไม่ทอดทิ้งกัน เจ้าเป็นทุกข์ ข้าสองคนรับรู้ได้ แต่หักห้ามใจเสียเถิดนะฮวารยอง คนที่ตายไปแล้ว เราไม่สามารถทำให้เขาฟื้นได้ แต่เจ้ายังมีพวกข้า ยังมีนายหญิงออม เจ้าไม่อยากเป็นช่างภูษาแล้วรึ”

“ข้ายังอยากเป็น การได้ปักลายมังกรบนฉลองพระองค์ของพระราชาเป็นความหวังทั้งหมดในชีวิตของข้า” ฮวารยองเอ่ยน้ำเสียงสั่นเครือ เพื่อนทั้งสองประคองร่างของฮวารยองราวกับจะส่งต่อความอบอุ่นให้ผ่านไปถึงร่างที่อ่อนแอสิ้นหวังนั้น  

“ดี… ถ้าอย่างนั้น กินขนมให้หมด แล้วเจ้าต้องไปกินข้าวด้วย”

ฮวารยองพยักหน้าพลางยิ้มทั้งน้ำตา เธอกัดขนมในมือ แม้ในปากจะขมขื่น หัวใจของเธอจมจ่อกับความเศร้าสร้อยมานานเกือบสองปีแล้ว ยามค่ำคืนไม่มีวันใดที่จะฝันดี และไม่มีวันอีกเหมือนกันที่จะไม่นึกถึงพระมเหสี ใต้เท้าคิม นายหญิงโจ แต่อย่างที่บอกกับเพื่อนเมื่อสักครู่ ถ้าหากยังอยากเป็นช่างภูษาเหมือนท่านพ่อ ต่อให้เศร้าโศกเสียใจเพียงใด เธอก็จะต้องหักห้ามใจให้ได้

“จำไว้นะ… ฮวารยอง เจ้ายังมีพวกข้า ยังมีนายหญิงออม พวกเราจะช่วยกันสร้างสรรค์ถักทอฉลองพระองค์สูงค่าของพระราชา ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น พวกข้าจะไม่ทอดทิ้งเจ้า ฮวารยองอา…”

“ขอบใจพวกเจ้ามาก… เพื่อนรักของข้า”

ฮวารยองมองหน้าเพื่อนทั้งสองพลางเอ่ยทั้งน้ำตา

ช่วงบ่ายวันนั้น…

ฮวารยองถูกเรียกให้เข้าไปยังห้องรับรองใหญ่ ในนั้นมีปักซังกุงและเจ้าพนักงานกรมพระภูษาผู้ชายอีกสองคนที่เธอไม่คุ้นหน้า ออมซังกุงบอกให้เด็กน้อยนั่งลง ก่อนจะยื่นผ้าสีทองลายก้อนเมฆให้กับฮวารยอง เด็กหญิงไม่ได้ถามอะไร นอกจากจ้องมองผ้าถูกขึงโดยสะดึงกลม ในนั้นมีลวดลายของมังกรอยู่

“พวกเจ้ารู้หรือไม่ว่าที่ข้าเรียกมามีเรื่องอะไร แต่ถึงไม่บอกก็คงจะรู้แล้วใช่หรือไม่” ปังซักซิมเอ่ย

ฮวารยองก้มลง นี่คงเป็นเรื่องที่ออมซังกุงเคยเกริ่นไว้เมื่อเช้านี้ เกี่ยวกับการเปลี่ยนฉลองพระองค์ของพระราชา ในตอนแรกเธอไม่ค่อยเข้าใจนัก แต่วันนี้ในชั้นเรียนลีซังกุงบอกว่าการเปลี่ยนสีฉลองพระองค์ในครั้งนี้เป็นการเปลี่ยนสถานะจากกษัตริย์เป็นพระจักรพรรดิ สาเหตุก็เพราะประเทศอื่นๆ ล้วนแต่เปิดประตูรับสิ่งใหม่ๆ มาหมดแล้ว แต่โชซอนจำเป็นต้องดีดตัวให้สูง เพื่อให้พ้นภัยจากโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงไป

“ที่มาวันนี้ข้าจะให้พวกเจ้าปักลายมังกรทดสอบ พวกเจ้าทั้งสามถือเป็นช่างปักรุ่นใหม่ที่มีฝีมือดี ตอนนี้ช่างปักที่เก่งๆ ของเราตายไปหมดแล้ว”

ฮวารยองหลับตาลงอย่างปวดร้าว เพราะคนที่ปักซังกุงบอกว่าตายไป คนหนึ่งก็คือท่านพ่อ… อีกคนหนึ่งก็คือโจซังกุง ผู้เป็นอาจารย์  

“เราตัดฉลองพระองค์เรียบร้อยแล้ว เหลือแต่ลายปักมังกร พวกเจ้าคงเคยได้เรียนรู้มาบ้างใช่ไหม”

ปักซังกุงเอ่ยถามไปยังช่างภูษาที่เป็นผู้ชาย พวกเขาทั้งสองนั่งอยู่บนฟูกด้านหน้าฮวารยองไม่ไกลนัก เขาก้มลงน้อยๆ ก่อนเอ่ย

“กระผมเคยปักลายมงคลในชุดลำลองขององค์รัชทายาท ชุดในพระราชพิธีสำคัญๆ ยังไม่ได้รับเกียรตินั้นเลย ถ้าจะได้ปักก็คือ ปักเครื่องหมายมงคลสิบอย่างในท่อนล่างของชุดพระราชพิธีมยอนบก แต่ชุดฮงรยองโพ่สีแดงได้แต่เคยเห็นช่างภูษายูเป็นคนปัก ความละเอียดในเส้นไหม ตลอดจนลวดลายบนตรามังกรสัญลักษณ์เป็นสิ่งที่สำคัญมาก ผู้ปักจำเป็นต้องจดจำลวดลายทั้งหมดให้ได้ ฝีเข็มก็ต้องลงละเอียดและถี่จนลายปักนั้นนูนสูงกว่าเดิมขอรับ”

ควางชินฮยอนเอ่ยพลางก้มน้อยๆ ฮวารยองกำมือแน่น คิดถึงท่านพ่อจับหัวใจ ดวงตากลมโตไหวสั่น ในขณะที่ออมซังกุงมองเธออย่างเป็นห่วง

“เรื่องนั้นเป็นจริงดังที่ท่านว่า การปักชุดมยอนบกกับฮงรยองโพ่จะไม่เหมือนกัน อีกทั้งฮวางรยองโพ่เป็นชุดสีทอง การปักคล้ายกับฮงรยองโพ่ เพียงแต่ความยากก็คือการปักชุดสีทองจะทำอย่างไรให้ตัวพื้นและลายมังกรดูงดงามน่าเกรงขาม เรามีแม่พิมพ์แล้วจึงต้องขอให้พวกท่านลองปักลายมังกรห้าเล็บดู รวมทั้งเจ้าด้วยนะ ยูฮวารยอง”

พอเอ่ยได้เท่านี้ ช่างภูษาที่ถูกเรียกมาต่างก็ส่ายหน้าไปมา เพราะคนที่ออมซังกุงเรียกมาเป็นเด็กอายุแค่เก้าขวบเท่านั้น แถมยังไม่เคยปักผ้าลายสำคัญฉลองพระองค์แบบใด ดวงตาดูแคลนเช่นนั้นทำให้ฮวารยองรู้สึกประหม่ามากกว่าเดิม

“เด็กคนนี้เป็นคนที่โจซังกุงได้สั่งสอนตลอดหลายเดือนก่อนเสียชีวิต นางปักลายอีฮวาโมยังได้ ปักลายไก่ฟ้าได้ นางจดจำลายมังกรทุกแบบได้อีกเหมือนกัน ข้าพานางมาที่นี่ ไม่ใช่จะให้นางมาแข่งขันอะไรหรอกนะเจ้าคะ ข้าแค่อยากให้นางฝึกฝนเท่านั้น”

ช่างภูษาควางแค่นยิ้มส่งไปให้ออมซังกุงพลางเอ่ย

“ฝึกฝน… หากต้องการฝึกฝน ท่านก็น่าจะพาเด็กของท่านไปฝึกฝนที่ห้องฝึกหัดสิ ท่านสนับสนุนนางกำนัลเด็กคนนี้ ท่านหวังอะไรอีกหรือไม่”

ฮวารยองกำมือแน่น อยากจะโต้ตอบช่างภูษาควางเหมือนกัน แต่สายตาของออมซังกุงกลับส่ายหน้า รอยยิ้มเยียบเย็นนั้นเผยออกราวกับต้องการยั่วอีกฝ่ายโกรธ

“แน่นอนเจ้าค่ะ ข้าย่อมหวังแน่นอน ข้าหวังให้นางฝึกฝนให้เก่ง ห้องเสื้อหลวงจะได้มีช่างเย็บปักที่มีฝีมืออีกคน หากเมื่อเวลาของท่านและข้าหมดลงไปในโลกใบนี้ ลวดลายสูงค่าจะได้มีคนสืบทอด หวังว่าท่านคงไม่อยากจะเอาฝีมือไปปรโลกด้วยหรอกนะเจ้าคะ ช่างภูษาควาง”

“ออมซังกุง ท่านกำลังก้าวร้าวข้านะ!”

ไม่บังอาจเจ้าค่ะ ข้าพูดความจริงต่างหาก หากลายปักนั้นงดงามก็ควรที่จะสืบสาน หากลายปักนั้นสูงค่าก็ต้องมีคนสืบต่อ การหวงวิชาและโอกาสเป็นการทำร้ายลายปักบนฉลองพระองค์ของพระราชา!”

ออมซังกุงพูดเสียงเรียบไม่มีท่าทีว่าจะเกรี้ยวกราดใดๆ

“ถ้าอย่างนั้น ถ้าเด็กหัวเท่ากำปั้นคนนี้ จะเข้ามานั่งบนฟูกมาปักฉลองพระองค์สูงค่าได้ เด็กคนอื่นก็ต้องได้รับสิทธิ์นั้นด้วยสิ”

ปักซังกุงเอ่ยแววตาสองข้างแฝงความนัย ในตอนนั้นฮวารยองไม่ได้สนใจท่าทางหรือการโต้เถียงของบรรดาพวกผู้ใหญ่หรอก แต่ห่วงนายหญิงออมมากกว่า สองปีที่ผ่านมาเด็กหญิงรู้ดีว่า ตำแหน่งที่ได้มาของออมซังกุง มีคนไม่เห็นด้วยหลายคน ยิ่งออมซังกุงปกป้องเธอมากเท่าไร คนที่อยู่ข้างฝ่ายปักซังกุงยิ่งไม่พอใจมากขึ้นเท่านั้น ในความคิดหนึ่งที่ฮวารยองจับได้ก็คือ ความไม่พอใจลึกๆ ของผู้มีอำนาจในห้องเย็บปัก

ปักซังกุง… ปักชินฮเย… หรือว่า

ยังไม่ทันที่จะได้คิดอะไรต่อ นางรับใช้ก็เลื่อนประตูออกมา เด็กหญิงผู้นั้นฮวารยองคุ้นเคยดีทีเดียว ดวงตาเย็นชาที่ทอดมาไม่ได้ทำให้เธอหวาดกลัวหรืออย่างใด  ปักชินฮเยนั่งลงพลางก้มลงเพื่อทำความเคารพผู้สูงวัยทั้งหมด ก่อนจะหรี่ตาเพื่อมองมาที่ฮวารยอง

“ถ้ายูฮวารยองผู้ถือเป็นศิษย์คนสุดท้ายของโจซังกุงสามารถปักลวดลายมังกรโอโจรยงโพ่ได้ หลานสาวคนเดียวของข้าก็ย่อมได้รับสิทธิ์นั้นเช่นเดียวกัน พวกท่านคงไม่ขัดข้องอะไรหรอกนะ”

สิ้นคำพูดของปักซังกุงกลับทำให้ใต้เท้าช่างภูษาทั้งสองไม่พอใจมากยิ่งขึ้น ในตอนนี้ฮวารยองหันไปมองเด็กหญิงที่อายุเท่ากันที่ก้าวเดินเข้ามาในห้องและก็มานั่งลงใกล้ๆ ไม่ห่างจากตำแหน่งที่เธอนั่งเท่าใดนัก เสียงที่ออกมาแผ่วราวกระซิบก็จริง แต่ทว่า… ฮวารยองกลับได้ยินทุกคำพูด

“มันเป็นการต่อสู้ระหว่างเจ้ากับข้า จำไว้นะยูฮวารยอง ข้าจะไม่มีวันแพ้เจ้า”

ปักชินฮเยยิ้มเย้ยผู้ที่นั่งอยู่ข้างๆ ฮวารยองก็มองตอบอย่างไม่ลดละ รอยยิ้มบางๆ เผยออก ก่อนเอ่ยด้วยเสียงแผ่วเบาแต่มั่นคงนัก

“ถ้าคู่ต่อสู้คือเจ้า ข้าจะสู้ให้เต็มกำลัง และจะไม่มีวันยอมแพ้ แม้ร่างกายอ่อนแอ หรือจะหัวใจสิ้นหวังก็ตาม!”

ฮวารยองจ้องมองไปที่เด็กหญิงวัยเดียวกันอย่างไม่ลดละเช่นกัน

 

Don`t copy text!