ภูษาแห่งราชา บทที่ 13 : ลายปักที่ถูกเลือก

ภูษาแห่งราชา บทที่ 13 : ลายปักที่ถูกเลือก

โดย : นาคเหรา

ภูษาแห่งราชา นวนิยายเรื่องล่าสุดจาก นาคเหรา ที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากฉลองพระองค์ของพระราชาแห่งแดนโสม นิยายออนไลน์ ครบรส ที่ อ่านเอา อยากให้ทุกคนได้ อ่านออนไลน์

………………………………………………….

 

สามวันต่อมา

ทางห้องเย็บปักและกรมพระภูษาจัดห้องให้ช่างภูษาที่เคยปักลายชุดลำลองขององค์ชายรัชทายาทมานั่งในห้องที่ได้จัดเตรียมไว้ ในนั้นมีโต๊ะเตี้ยๆ สี่ชุด แต่ละโต๊ะจะมีอุปกรณ์เย็บปักรวมอยู่ด้วย ฮวารยองเห็นนางกำนัลรุ่นพี่บางคนช่วยกันถือผ้าและไม้แกะสลักเป็นรูปทรงมังกรแบบต่างๆ ซึ่งตรามังกรที่ใช้ก็จะไม่เหมือนกันตามแต่ว่าจะมีการใช้ไม้แกะสลักลายมังกรแบบไหน ฮวารยองเดินดูรอบๆ ด้วยความอยากรู้ตามนิสัย บนโต๊ะของใต้เท้าช่างภูษาทั้งสองมีผ้าสีทองโปร่ง ด้ายเงินด้ายทอง ด้ายสีแดง และกระดาษลอกลาย ดูแล้วงานนี้น่าจะสำคัญมาก เด็กหญิงอดไม่ได้จึงหยิบเอาสมุดบันทึกของท่านพ่อมาเปิดอ่าน

ก่อนจะปักลายมังกร ต้องทำตัวและใจให้สะอาด เพราะมังกรเป็นสัตว์ใหญ่และเป็นเครื่องหมายของพระราชา ในตรามังกรห้าเล็บ แม้ตัวมังกรจะสำคัญ แต่สัญลักษณ์อย่างอื่นก็จะส่งเสริมบุญบารมีของกษัตริย์ด้วย ช่างภูษาที่จะทำการเย็บปักต้องก้มลงคำนับลายปักสี่ครั้งเพื่อแสดงถึงความเคารพอย่างสูงสุดต่อตราโอโจรยงโบและพระราชาผู้เป็นใหญ่ ข้อสอง… ก่อนลงฝีเข็มจำเป็นต้องชำระร่างกายและใจให้สะอาดด้วย

“ดีนะที่เราอาบน้ำแต่งตัวมาแล้ว ขั้นตอนที่ท่านพ่อบอกไม่ได้ยุ่งยาก แต่ก็มีความสำคัญในทุกขั้นตอนจริงๆ”

เสียงเลื่อนประตูบอกให้รู้ถึงการมาของใครคนหนึ่ง ทันใดนั้นปักชินฮเยสวมชุดนางกำนัลสีม่วงแกมแดง ดูแล้วไม่รู้ว่าเป็นนางกำนัลสังกัดห้องซักรีดหรือห้องตัดก็ก้าวมาในห้อง ฮวารยองเก็บสมุดบันทึกของท่านพ่อซุกลงในอกเสื้อ ก่อนมองอีกฝ่ายอย่างท้าทาย ผู้มาใหม่สาวเท้าก้าวเข้ามาน้อยๆ สายตาก็มองปราดมายังฮวารยองที่กำลังจ้องมองตนอยู่เหมือนกัน

“ยูฮวารยอง… เจ้ากำลังเตรียมการอะไรอยู่รึ หวังว่าคงไม่ใช่การทำตัวเด่นหรือไม่ก็บีบน้ำตาให้คนอื่นสงสารหรอกนะ ข้าคิดว่าการทำตัวเป็นจุดเด่นและแสดงตนให้คนสนใจเป็นงานถนัดของเจ้า หวังให้ใครมาเมตตาสงสารอยู่อีกล่ะ”

ปักชินฮเยยิ้มอย่างเย้ยหยัน ฮวารยองเชิดหน้าขึ้นน้อยๆ พลางเอ่ย

“แล้วข้าจำเป็นต้องบอกเจ้าไหม แล้วเจ้าว่าใครอยากเด่นอยากดัง ใครอยากให้คนมาสงสาร เจ้ากำลังพูดถึงตัวเองอยู่หรือเปล่า… ปักชินฮเย”

ฮวารยองตอบออกไปอย่างเผ็ดร้อน ดวงตาคู่งามจับจ้องปักชินฮเยอย่างเอาเรื่อง นี่มันเรื่องอะไรกัน งานในห้องเสื้อหลวงมีมากมาย แต่ทำไมต้องให้คนที่เธอไม่ชอบหน้ามายืนอยู่ตรงนี้นะ เด็กหญิงผู้มาใหม่หัวเราะในลำคอ มือข้างหนึ่งก็ดึงแขนเสื้อฮวารยองไว้ แต่เด็กหญิงกลับยิ้มเย็นยะเยือก ราวกับขบขันนักกับท่าทางดังกล่าว

“เข้าวังมาเกือบสองปี เจ้าก้าวหน้าเร็วข้าก็ขอนับถือ แต่ตอนนี้เจ้าและข้ามีสถานะเท่าเทียมกัน”

“ก็ไม่เห็นแปลกอะไรนี่ เพราะซูมีกับซอนกีได้เลื่อนขั้นด้วย สำหรับข้าการที่เจ้าจะเลื่อนขั้นหรือไม่ได้เลื่อน มันไม่ใช่เรื่องแปลกเลยสักนิดเดียว ว่าแต่ว่าเจ้าเลื่อนขั้นมาอยู่ตรงนี้ได้ เพราะฝีมือตัวเองหรือเพราะมีตำแหน่งว่างล่ะ ถึงได้เลื่อนขึ้นมา”

“เจ้า!! …ยูฮวารยอง มันจะมากเกินไปแล้วนะ”

“เรียกชื่อข้าทำไม กลัวลืมรึไง” ฮวารยองเอ่ยพลางยิ้มยั่ว

มือทั้งสองของปักชินฮเยกำแน่นด้วยความโกรธ แต่ฮวารยองกลับยิ้มราวกับจะเย้ยหยัน คนบางคนถีบตัวด้วยขาของตนเองเพราะไม่มีใครคอยค้ำจุน แต่คนบางคนก็โชคดีที่มีคนคอยประคับประคอง มีมือหลายมือฉุดรั้งชีวิตให้สูงขึ้น ปักชินฮเยก็เป็นหนึ่งในนั้น ฮวารยองยอมรับว่าบางเธอก็คิดอิจฉาเด็กหญิงคนนี้ที่มีญาติพี่น้องอุปถัมภ์ แต่เธอกลับไม่มีใครเลย ยิ่งเกิดเหตุการณ์คนร้ายลอบปลงพระชนม์พระมเหสี ครอบครัวของท่านลุงก็ยิ่งห่างเหินกับเธอจนเห็นได้ชัด

“แต่ถึงยังไงข้าก็ได้มายืนตำแหน่งเดียวกับเจ้า แถมยังได้เข้ามาเรียนรู้การเย็บปักขั้นสูง นี่คือสิ่งที่ข้ามีแต่เจ้าไม่มี!”

“แต่ข้าไม่สน สำหรับข้า… ถ้าจะชนะใครสักคน ข้าต้องเหนือกว่าคนผู้นั้นด้วยฝีมือ!”

ฮวารยองพูดก่อนจ้องมองตาของอีกฝ่ายอย่างไม่ลดละ ใบหน้านวลมีสีแดงขึ้นเล็กน้อย ปักชินฮเยยกมือขึ้นหมายจะตบตีฮวารยองเหมือนกับที่เคยทำกับคนอื่น แต่บังเอิญปักซังกุงและออมซังกุงเข้ามาในห้องพร้อมกับช่างภูษาทั้งสอง ปักชินฮเยจึงลดมือลง ก่อนจะปั้นสีหน้ายิ้มแย้มเหมือนไม่เคยเกิดเรื่องขึ้นมาก่อน ปักซังกุงเห็นท่าทางดังกล่าวจึงแกล้งทำเป็นไม่สนใจ ด้านออมซังกุงเมื่อเห็นว่าฮวารยองระงับอารมณ์ไม่ได้จึงพูดเสียงนุ่มนวลแต่เด็ดขาด

“กลับไปนั่งที่ของตนเองเสีย ฮวารยอง!”

คนถูกเรียกหันหน้ามาทางนายหญิงออมช้าๆ มือที่กำแน่นคลายลงสายตาของท่านเป็นดั่งคำสั่งที่ต้องทำตาม ในใจตอนนี้เด็กหญิงต้องกลืนความรู้สึกเกลียดชังลงอกให้หมด ไม่นานนักก็มีเจ้าพนักงานอัญเชิญฉลองพระองค์ชั้นในที่เป็นสีแดงเลือดหมูมาด้วย อีกด้านคือชุดคลุมสีทองตัวนอกที่ไม่มีตราโอโจรยงโบ ผ้าพื้นที่มีลักษณะแข็งสีเข้มกว่าฉลองพระองค์เล็กน้อยถูกใช้ในการเย็บปักตรามังกรห้าเล็บ บัดนี้ถูกวางบนโต๊ะเย็บปักของทุกคน

พรึ่บ!!

เสียงของฉลองพระองค์ที่ถูกขึงบนราง ทำให้ฮวารยองต้องหักห้ามความไม่พอใจนั้นไว้ เพราะสิ่งสำคัญอยู่ตรงหน้านี้แล้ว ดวงตาคู่งามพยายามสังเกตความแตกต่างของลักษณะผ้าพื้นพิมพ์ลายเมฆ ผ้าแบบนี้ทอด้วยผ้าไหมย้อมสีทอง น่าจะเป็นไหมมาจากโรงหลวงในเขตชุงชอนนัมโด ซึ่งเคยเป็นโรงทอที่ทอผ้าป่านสีขาวส่งให้ราชสำนักต้าชิง

และจะมีผ้าเพียงม้วนเดียวที่ไม่มีตำหนิใดๆ จะถูกส่งไปโรงย้อมหลวงเพื่อย้อมสีทอง และรอการตัดจากช่างตัดตามสัดส่วนพระวรกายของพระราชา แต่ส่วนที่สำคัญที่สุดคือตรามังกร ผู้เย็บปักตรามังกรนี้เลือกมาจากช่างภูษาระดับเจ็ดขึ้นไป โดยมากเป็นผู้ชาย คนผู้นั้นต้องมีสายตาแม่นยำให้การปักระยะห่างของฝีเข็ม ต้องจดจำตราสัญลักษณ์มงคลให้ได้ และปักผิดไม่ได้แม้แต่ตำแหน่งเดียว!

“ท่านพ่อของเราเคยอยู่ในตำแหน่งนั้น ตรามังกรที่เข้มแข็งงดงามของกษัตริย์เคยมาจากฝีมือท่าน และเมื่อท่านตายไป ตรามังกรก็ถูกโจซังกุงผู้เป็นอาจารย์เย็บปักอีกเช่นกัน ตอนนี้ช่างปักขาดแคลน จำเป็นต้องคัดเลือกขึ้นมาใหม่เพื่อสานต่องานไม่ให้ขาดตอน”

เด็กหญิงน้ำคลอหน่วยตาเมื่อคิดถึงทั้งบิดาและโจซังกุงผู้เป็นอาจารย์  เธอก้มมองดูมือทั้งสองของตัวเอง คิดอยู่ในใจว่าฝีมือของเธอจะก้าวไปสู่จุดสูงสุดที่ได้ปักลายมังกรไหม แต่ตอนนี้เรียกได้ว่าเธอไร้คนถ่ายทอดวิชาให้โดยสิ้นเชิง ฮวารยองได้แต่หัดเย็บปักตามคำสอนของโจซังกุงและอ่านเคล็ดลับของท่านพ่อเท่านั้น แต่คนที่มาคัดเลือกสองคนเป็นช่างภูษาชั้นรองเคยผ่านการเย็บปักของจริงมาแล้ว ด้านปักชินฮเยเองแม้ฝีมือจะไม่ก้าวหน้าเทียบเท่า แต่ก็มีปักซังซิมผู้เป็นหัวหน้าซังกุงเป็นผู้หนุนหลัง ผิดกับเธอในตอนนี้ ที่มีแค่มือสองข้างเท่านั้น

เด็กหญิงเงยหน้ามองชุดฮวางรยงโพ่สีทองด้วยความตื่นเต้น

อา… ภูษาแห่งราชา งดงามแม้ไม่มีตรามังกร ยามแสงแดดสาดส่องตัวผ้าไหมส่องประการระยิบระยับ ไหมย้อมสีทองโปร่งเพราะเป็นภูษาในฤดูร้อน ฉลองพระองค์ตัวในเป็นสีแดงสด ในตอนนั้นฮวารยองได้แต่คิดว่า จะทำอย่างไรให้ตรามังกรห้าเล็บของเธอได้อยู่บนฉลองพระองค์ของพระราชาในสักวัน

“ตอนนี้แบบพิมพ์ลายปักโอโจรยงโบทั้งหมดวางอยู่โต๊ะของทุกคนแล้ว ข้ายอมรับว่า ข้าคาดหวังกับช่างที่ปักลายฉลองพระองค์มาก่อน สำหรับเด็กสองคนที่เข้ามานี่ ข้าอยากให้มาเพื่อเรียนรู้มากกว่าจะมาแข่งคัดเลือก ข้าให้เวลาหนึ่งเดือนในการเย็บลายปักมังกรห้าเล็บ ห้ามออกจากห้องที่ตรงนี้ เว้นแต่จะเป็นเวลาพัก ห้ามเอาตราโอโจรยงโบที่เป็นของเจ้าออกจากโต๊ะของตน ที่นี่จะมีทหารเฝ้าทั้งกลางวันและกลางคืน  ขอให้ทุกคนปักลายตราโอโจรยงโบให้งดงามและเข้ากับฉลองพระองค์ชุดนี้ด้วยเถิด”

“ขอรับ… เจ้าค่ะ”

คนหลายคนพูดพร้อมกัน ก่อนจะเอาผ้าพิมพ์ลายที่มีตราโอโจรยองโบทั้งหมดสี่ชิ้น ที่จะใช้ยึดติดสองไหล่ตรงกลางและด้านหลังขึ้นมาดู ทุกคนลงมือปักงานของตัวเองอย่างขะมักเขม้น แต่ฮวารยองยังจ้องมองไปฉลองพระองค์ดังเดิม

“ฉลองพระองค์ชุดนี้ต่างจากฮงรยงโพ่มาก การปักจะใช้แบบดั้งเดิมไม่ได้ เพราะด้ายสีทองมีสีเดียวกับฉลองพระองค์ มองไกลๆ จะไม่อาจแยกลายปักออกได้ อีกทั้งตราสัญลักษณ์ที่จะส่งเสริมพระบารมีอีกเล่า ฮวารยองนิ่งเงียบดวงตาก็พยายามมองให้ทะลุถึงเนื้อผ้า การปักแบบก่อนๆ ไม่ใช่เรื่องยาก แต่จะทำอย่างไรให้ตรามังกรโดดเด่น นี่คือความท้าทาย

แต่ทันใดนั้น กลอนบทหนึ่งที่อยู่ในบันทึกการปักสุดยอดอาภรณ์ของบิดาก็ดังแว่วเข้ามาในห้วงภวังค์  

ตรามังกรสูงค่าตรงกลางอก    เป็นยงบกสุดยอดแห่งภูษา

สองเครื่องหมายตรงไหล่จอมราชา       ต้องแบกรับประชาทั้งแผ่นดิน

หนึ่งเครื่องหมายมังกรตรงเบื้องหลัง      เป็นพลังต่อสู้กับทุกสิ่ง

คืออาภรณ์สูงค่าอย่างแท้จริง         สำคัญยิ่งกว่าสิ่งใดในโลกา

สำคัญยิ่งกว่าสิ่งใดในโลกา อะไรล่ะ …เสื้อตัวนอกเป็นผ้าโปร่ง สวมสีใดสีข้างในต้องโดดเด่นจนมองเห็นได้ เข็มขัดหยกเป็นสีแดงสลับเขียว ฉะนั้น สิ่งที่จะส่งเสริมให้พระราชามีพระราชอำนาจ คือลวดลายของก้อนเมฆ ลายปักของตะวันและจันทรา!’

เมื่อคิดได้เช่นนั้น ฮวารยองก็ลงมือปักตรามังกรตรงอกเสื้อทันที

มือน้อยเย็บขึ้นลงตามลวดลายในโอโจรยงโบนั้น การปักจะมีความละเอียดกว่าชุดมยอนบกมาก โดยเฉพาะตัวมังกรตำแหน่งที่สำคัญคือเล็บทั้งห้าที่มีอยู่สีทองอยู่ทั่วทั้งตัวในเวลานี้ ส่วนที่เป็นก้อนเมฆเธอก็ใช้ด้ายสีทองอีก โดยการปักวนจากซ้ายไปขวา แต่เว้นช่องว่างไว้ให้มองเห็นเนื้อผ้าโปร่ง ตรามังกรตรงกลางอกจะมีรูปพระอาทิตย์ ส่วนที่ปักเป็นตราทั้งสองที่บ่า เธอใช้วิธีปักโดยเน้นความนูนของมังกรและก้อนเมฆ ส่วนตรามังกรด้านหลังก็ปักแบบเดิม แต่เปลี่ยนจากพระอาทิตย์มาเป็นพระจันทร์แทน

หมู่เมฆดวงตะวันและจันทราจะส่งเสริมบุญบารมีของกษัตริย์ แต่ส่วนที่เว้นว่างก็เพราะต้องการให้ลายปักดูเด่นมากยิ่งขึ้น การปักตราทั้งสี่ฮวารยองใช้เวลายี่สิบกว่าวัน  มือที่จับเข็มนั้นแข็งจนด้านและถูกเข็มทิ่มจนเป็นแผลนับร้อยครั้ง แต่ฮวารยองก็ไม่ได้สนใจอะไรไปมากกว่าการปักตรามังกรทั้งสี่ให้เสร็จ จนร่างกายของเธอยิ่งผ่ายผอมลงไปอีก

ความเหลื่อมล้ำดูจะมีเพิ่มขึ้นเมื่อช่างภูษาทั้งสองให้ความแนะนำกับปักชินฮเย แต่ไม่ได้ให้คำแนะนำอะไรสำหรับเธอเลย

 

แล้วเวลาหนึ่งเดือนก็ผ่านไปอย่างรวดเร็ว….

ตรามังกรทั้งสี่ถูกวางลงในถาดคลุมด้วยผ้าสีแดงเพื่อรอให้เจ้ากรมภูษาและซังกุงห้องเสื้อมาคัดเลือก ตลอดหนึ่งเดือนฮวารยองก็ได้แต่ขังตัวเองปักลวดลายมังกรตามแบบฉลองพระองค์และเนื้อผ้า มือสองข้างถูกเข็มทิ่มแทงหลายครั้ง จนห้อเป็นรอยเลือดสีแดงปนม่วง แต่เด็กหญิงก็ดีใจที่งานลุล่วงไปด้วยดี ทันใดนั้นปักซังกุงก็กวักมือเรียกให้ฮวารยองเข้าไปหา เธอจึงลุกขึ้นจากโต๊ะที่นั่งเพื่อเดินยกถาดใส่ตรามังกรห้าเล็บเดินเข้าไปหาซังกุงสูงวัยทันที

“ข้าได้คุยกับใต้เท้าลีเจ้ากรมภูษาแล้ว เรามีความเห็นพ้องกันว่าจะให้ช่างภูษาที่เคยปักฉลองพระองค์มาปักตรามังกรบนฉลองพระองค์สีทอง แต่ก็เห็นดีด้วยที่ต้องฝึกฝนเด็กรุ่นต่อไปไว้สืบทอดงานของกรมกองเรา”

คำพูดดังกล่าวทำให้ช่างภูษาผู้ชายกระหยิ่มยิ้มย่อง ในขณะที่สายตาของปักซังกุงก็มองไปยังถาดตรามังกรของหลานสาว ก่อนจะเอ่ยถ้อยคำบางอย่างราวกับจะเยาะเย้ยฮวารยอง

“และหลานสาวของข้าก็ไม่ทำให้ข้าผิดหวังเลยแม้แต่นิดเดียว นางแทบจะไม่ได้จับงานปัก เพราะสังกัดอยู่กับช่างอบร่ำพระภูษา พอมาเห็นฝีมือการเย็บปักที่น่าทึ่งเช่นนี้ ข้ายังต้องคิดว่าจะส่งเสริมนางในทางใดบ้าง”

ใบหน้าของฮวารยองซีดเผือด ในขณะที่ปักชินฮเยเผยรอยยิ้มออกมาเรื่อยๆ เหมือนกับคำพูดนั้นนำพาชัยชนะมาด้วย ในขณะที่ออมซังกุงมองฮวารยองอย่างสงสาร เพราะรู้ว่าถูกกลั่นแกล้งจากผู้ที่มีอำนาจมากกว่า ปักซังกุงปรายหางตามาที่ถาดตรามังกรห้าเล็บของฮวารยองเพียงนิดเดียว ก่อนที่จะพูดน้ำเสียงเยียบเย็นว่า

“ส่วนเจ้าต้องฝึกฝีมืออีกมาก เจ้าเว้นช่องว่างไว้หรือขี้เกียจปักกันแน่ นี่รึลูกศิษย์คนสุดท้ายของโจซังกุง ฝีมือแย่มาก ข้าคิดว่ามันคงเป็นการอวดอ้างเกินจนจริงไปเสียกระมัง”

“ที่ปักไปเช่นนั้น เป็นเพราะข้าจงใจเจ้าค่ะ”

“เจ้าบอกว่าจงใจ งานของเจ้าเหมือนกับงานที่ปักเย็บไม่เสร็จด้วยซ้ำ นี่หรือคือความตั้งใจของเจ้ารึ ยูฮวารยอง!”

“เจ้าค่ะ นั่นเป็นสิ่งที่ข้าตั้งใจไว้เจ้าค่ะ”

ฮวารยองตอบพลางมองหน้าซังกุงสูงวัยอย่างไม่รู้สึกเกรงกลัวสิ่งใดเลย รอยแย้มยิ้มเย้ยหยันเผยอออกจากใบหน้าของปักซังกุง ทำให้เด็กหญิงจำต้องเอ่ยออกไปว่า

“เครื่องหมายมงคล มังกรห้าเล็บ ก้อนเมฆ พระจันทร์และพระอาทิตย์ ข้าใช้วิธีการปักแบบใหม่เพื่อจะให้สังเกตเห็นแต่ไกล และอีกอย่างที่ข้าปักแบบนี้ เพราะฉลองพระองค์ชุดนี้เป็นผ้าโปร่ง เมื่อเย็บติดกันแล้วยิ่งจะทำให้เห็นลวดลายมงคลชัดเจนมากยิ่งขึ้น การปักลายทึบดุจเดียวกับฮงรยงโพ่ จะทำให้ไม่อาจเห็นลวดลายมงคลที่จะส่งเสริมพระบารมีของพระราชาได้เจ้าค่ะ”

“แต่พวกข้าก็ปักแบบเดิมที่เคยสืบทอดมา มันจะไม่งดงามได้เช่นใด พูดแบบนี้ราวกับเจ้าดูถูกพวกข้าที่เป็นช่างภูษามีตำแหน่ง!”

ฮวารยองก้มน้อยๆ ให้ผู้สูงวัยกว่าก่อนเอ่ยขึ้นมาอีกครั้ง

“ข้าหาได้ลบหลู่ท่านและลายปักในแบบโบราณที่สืบทอดมาแต่ครั้งหลังไม่ หากแต่ข้ามองเนื้อผ้าบนฉลองพระองค์ก่อนอันดับแรก เห็นว่าเนื้อผ้ากับฉลองพระองค์สีแดงที่ผ่านมามีความแตกต่างกันมาก ผ้าสีแดงตัดสีทองปักลายพื้นสีดำทำให้ตรามังกรโดดเด่น ตราสัญลักษณ์ก็จะโดดเด่น แต่เมื่อเปลี่ยนเป็นผ้าโปร่งสีทอง ตัวผ้าจะบางกว่าฉลองพระองค์สีแดงมาก หากแต่เมื่อสวมทับฉลองพระองค์ตัวในสีแดงจะทำให้เห็นสีของฉลองพระองค์ตัวใน และทั้งหมดเมื่อสวมกับเข็มขัดหยกจะดูสง่างามรับกันเจ้าค่ะ”

ปักซังกุงไม่พูดอะไรต่อ แต่เห็นได้ชัดว่ามีความชื่นชมอยู่ในนั้น ในขณะที่ออมซังกุงก็พูดออกมาอย่างชื่นชม

“ดีแล้ว…”

ในตอนนั้นหัวใจของฮวารยองพองโต เธอไม่ได้ต้องการอะไรมากมาย ขอแค่ใครสักคนเข้าใจ แม้รู้ดีว่าตรามังกรที่เธอปักจะไม่ได้รับการคัดเลือกเลยก็ตาม

“ถ้าอย่างนั้นข้าก็คงไม่ต้องเอางานของเจ้าไปให้พระราชาเลือกหรอก ถ้าหากยังมีช่างภูษาที่แหกกฎไม่ทำตามแบบที่มีมาแต่เดิม เอาละ… ข้ายอมรับนะถึงแม้ว่าทางกรมพระภูษาจะคัดเลือกเอาไว้แล้ว แต่ว่าพระราชาจะเป็นผู้เลือกเอง ทางเราจะส่งงานปักทุกชิ้นไปที่ตำหนักของพระองค์ ก่อนที่จะเย็บปักลงฉลองพระองค์จริงๆ แต่ยกเว้นผลงานของเจ้า!!”

‘ทำไม!!’

เด็กสาวตะโกนถามอยู่ในใจ ในตอนนั้นฮวารยองได้แต่จับถาดใส่ตรามังกรแน่น ท่ามกลางสายตาเยาะเย้ยของคนทุกคนยกเว้นออมซังกุง นั่นแหละทำให้เธอแทบอยากจะร้องไห้

“พระราชาเสด็จแล้ว!!”

เสียงของขันทีขานบอกว่าบัดนี้พระราชาได้เสด็จมาที่นี่แล้ว ฮวารยองมือไม้สั่นทั้งๆ ที่ยังถือถาดค้างไว้อยู่อย่างนั้น ในขณะที่ปักซังกุงมีสีหน้าแปลกใจ เพราะไม่คิดพระราชาจะเสด็จมาที่นี่

“ฝ่าบาท ขออภัยด้วยเพคะที่หม่อมฉันไม่ได้เตรียมการต้อนรับ อีกทั้งก็ไม่ทราบว่าพระองค์จะเสด็จออกมาที่นี่ ยูฮวารยอง เจ้าถอยออกไปได้แล้ว เอาสิ่งที่เจ้าทำกลับไปด้วย”

ในตอนนั้นเด็กหญิงได้แต่ทำตามคำสั่งของปักซังกุง มือน้อยที่จับถือถาดมีสีม่วงและรอยเข็มทิ่มแทงจนเต็มนิ้ว สายพระเนตรของพระราชาจับจ้องไปที่ใบหน้าขาวซีด ก่อนจะตรัสเหมือนทรงนึกอะไรขึ้นมาได้

“เจ้านั่นเอง หยุดก่อน เข้ามาใกล้ๆ ซิ”

ฮวารยองก้มลงน้อยๆ ก่อนจะถือถาดใส่ตรามังกรไปด้วย

“เจ้าโตขึ้นมากนะ สบายดีไหม ข้าได้ยินข่าวจากขันทีอิมคนที่รับใช้ประจำตำหนักชาจองจอนน่ะ เด็กคนนั้นบอกว่าเจ้าฝันร้ายทุกคืน ตอนนี้เป็นอย่างไรบ้างล่ะ”

หัวใจของฮวารยองเต็มตื้น เธอก้มลงแล้วร้องไห้อย่างอัดอั้น สำหรับเธอแล้ว การที่พระราชาทรงถามไถ่ทุกข์สุขถือเป็นความกรุณาอย่างหาที่สุดมิได้ เธอก้มลงคำนับที่แทบพระบาทอีกครั้ง ก่อนที่พระราชาโกจงจะเอาพระหัตถ์แตะศีรษะที่สวยได้รูปพลางตรัส

“ลืมฝันร้ายเสียเถิดนะเด็กน้อย หากสวรรค์ให้ชีวิตเจ้ากลับคืนมา เจ้าก็ควรจะรักษามัน ทั้งข้าและเจ้าสูญเสียมากมายนัก”

ออมซังกุงน้ำตาไหลเมื่อเห็นภาพนั้น พระราชาโกจงทรงหยิบตรามังกรในถาดขึ้นมาทอดพระเนตร ใบหน้าของฮวารยองก้มลงต่ำ นึกกังวลว่าฝีมือที่ปักซังกุงบอกว่าไม่เข้าตานั้น อาจจะทำให้พระราชาไม่พอพระทัยก็เป็นได้ ท่าทางดังกล่าวทำให้ผู้ที่คาดหวังกับบางเรื่องเผลอเอ่ยความนัยจนหมดสิ้น

“ฝ่าบาทเพคะ เด็กคนนี้ยังอ่อนด้อยฝีมือนัก ทางช่างภูษาสองท่านได้ปักตรามังกรจนเสร็จเรียบร้อยแล้ว หากพระองค์จะทรงเลือก… ตรามังกรที่งดงามอยู่ทางนี้เพคะ ชอนฮา”

พระราชาไม่ได้ทรงตอบอะไร นอกจากก้าวพระบาทย่างไปหน้าห้องที่เสื้อคลุมลายก้อนเมฆแขวนอยู่ พระหัตถ์ข้างหนึ่งลองเอาตราสัญลักษณ์ทาบเข้าที่ฉลองพระองค์สีทองทันที

“ข้าจะให้เด็กคนนี้ปักลายมังกรของข้า”

“ฝ่าบาท!!”

เหล่าข้าราชบริพารกล่าวพร้อมกันอย่างตกใจ

“แต่นั่นคืองานที่ยังเย็บปักไม่เสร็จนะเพคะ หากทรงให้เด็กคนนี้ปักลายมังกร เกรงว่าจะเป็นที่ครหาได้”

ปักซังกุงเอ่ยพลางมองไปยังควางชินฮยอนราวกับจะให้ช่วยกราบทูลเสริม แต่พระราชาทรงตรัสขึ้นมาก่อน

“คิมซังซอน ช่วยเอาชุดสีทองมาถือไว้ให้เราสักครู่สิ”

พอพูดเช่นนั้น หัวหน้าขันทีกับขันทีติดตามก็ช่วยกันถือฉลองพระองค์ พระราชาโกจงทรงเอาตรามังกรส่วนหน้าที่ฮวารยองเป็นรูปมังกรสีทองข้างมีวงกลมเล็กสีแดงปักด้วยผ้าไหมวาววับ ส่วนตัวพื้นเป็นลายเมฆ เมื่อเอาตราประทับลงบนเนื้อผ้าที่มีความโปร่งกลับทำให้เห็นลวดลายก้อนเมฆ พระอาทิตย์ และพระจันทร์ได้ชัดนัก แต่ของช่างภูษาคนอื่นกลับมองไม่เห็นรายละเอียดดังกล่าว

“เจ้าชื่ออะไรรึ… ช่างภูษาของข้า”

“ยูฮวารยองเพคะ ชอนฮา”

“บอกข้าทีสิว่า ทำไมไม่ปักลายทึบเหมือนช่างคนอื่นๆ”

“เพราะอย่างแรก ฉลองพระองค์สีทองมีความโปร่งจนสามารถมองเห็นฉลองพระองค์สีแดงตัวในได้ เส้นด้ายที่ใช้เป็นสีทอง หากปักทึบจะไม่ทำให้เห็นลวดลายมงคลที่จะส่งเสริมพระบารมีเพคะ”

ฮวารยองมองตามอย่างกล้าๆ กลัวๆ แต่พระราชาก็ตรัสอย่างอาทร

“พูดต่อไปสิ…”

“พระอาทิตย์ให้แสงสว่างแก่สรรพสิ่งทุกอย่างในโลก เมื่ออยู่ข้างหน้าควรปักด้วยด้ายสีแดงที่มีความมันวาว ตรงนี้จะรับกับเข็มขัดหยกและฉลองพระองค์สีแดงชั้นใน ซึ่งจะช่วยให้ลวดลายปักดูงดงามเด่นชัดเพคะ”

“แล้วตรามังกรที่ไหล่ทำไมถึงใหญ่กว่าด้านหน้าและด้านหลังเล่า”

“เพราะทั้งสองพระอังสาของพระราชา ต้องแบกรับภาระที่ยิ่งใหญ่เพคะ”

“ยื่นมือของเจ้ามาสิ… ช่างภูษาของข้า”

ฮวารยองพูดจบก็ก้มหน้าลงพลางยื่นมือให้กับพระองค์ พระหัตถ์อบอุ่นและอ่อนนุ่มราวปุยเมฆกอบกุมมือเธอไว้อย่างทะนุถนอม

“มือเจ้าหยาบกร้านนัก รูปร่างหน้าตางดงามแต่มือหยาบเหมือนหนังวัว คงฝึกหัดเย็บปักมามากสินะ ปลายนิ้วมือถึงแข็งได้เพียงนี้”

ฮวารยองไม่ตอบ เพราะตอนนี้ความตื้นตันมันแล่นผ่านจากปากลงกลางอก สุรเสียงอาทรขององค์ราชายังตรัสต่อไปเรื่อยๆ

“มือของช่างภูษาแม้จะหยาบกร้านอย่างไร แต่ก็สร้างสรรค์ฉลองพระองค์มากมาย ยิ่งเจ้าเป็นคนปักลายมังกรนี้ในช่วงเวลาที่หัวใจเจ็บปวดที่สุด ข้าก็เดาได้ว่าทุกฝีเข็มเจ้าต้องอดทนมากเพียงใด  เจ้าเก่งนะ… ที่ยังทำงานได้ ผิดกับข้าที่ตัวโตกว่าเจ้า กลับทำใจไม่ได้เลยกับเหตุการณ์ที่ผ่านมา ข้าอยากบอกว่า… ต่อไปเจ้าจงถนอมมือคู่นี้ให้มาก”

“เพราะอะไรเพคะ”

เด็กหญิงผู้ถูกพระราชากุมมือเอ่ยถาม ตอนนี้น้ำตาไหลเอ่อ ทั้งๆ ที่เห็นรอยยิ้มของพระองค์

“เพราะตั้งแต่บัดนี้ เจ้าคือช่างภูษาของข้าแล้วน่ะสิ ช่างภูษาคนเดียวที่จะปักตรามังกรห้าเล็บให้ฮวางรยงโพ่ของข้า จงถนอมมือสองข้าง ถนอมชีวิตที่รอดมาได้เพื่อสร้างอาภรณ์แห่งกษัตริย์ เอ่อ… ไม่ใช่สินะ”

พระราชาทรงยิ้มพลางเอาพระหัตถ์แตะที่ศีรษะสวยได้รูปของฮวารยอง ก่อนจะตรัสต่อไปว่า

“จงถนอมชีวิตที่รอดมาได้ เพื่ออยู่สร้างอาภรณ์แห่งจักรพรรดิ… เจ้าเข้าใจไหม”

ฮวารยองน้ำตาไหลอย่างห้ามไม่ได้ และตอนนี้ราวกับท่านพ่อและโจซังกุงมาอยู่ข้างๆ เสียงที่ดังแว่วในหูบอกให้เธอก้มลงเพื่อขอบพระทัยพระองค์ ตอนนี้เธออยากให้ทุกคนรักอยู่ที่นี่ มือสองข้างไหวสั่นเมื่อคิดได้ว่า

“ท่านพ่อเจ้าขา บัดนี้ข้าได้ใช้มือสองข้างนี้ปักลายมังกรสูงค่าให้กับองค์พระราชาแล้ว”

“นายหญิงเจ้าขา ข้าได้ใช้ความรู้ที่ท่านถ่ายทอดให้ ปักลายผ้าสานต่อจากท่านแล้วนะเจ้าคะ”

พระราชาโกจงเห็นว่าภาพนั้นกลับรู้สึกเวทนาเด็กคนนี้นัก เสียงของออมซังกุงกระซิบบอกให้ฮวารยองถวายคำนับแก่พระองค์ เด็กหญิงก้มลงก่อนขึ้นมาว่า

“เป็นพระมหากรุณาธิคุณเพคะ ชอนฮา หม่อมฉันขอก้มกราบเบื้องพระบาทพระองค์แทนท่านพ่อกับนายหญิงโจด้วยเพคะ หม่อมฉันจะทำหน้าที่นี้ให้ดีที่สุด จะใช้มือสองข้างและความสามารถที่มีถวายการรับใช้จนกว่าชีวิตจะหาไม่”

“เจ้าเป็นเด็กดีมาก พ่อของเจ้าและโจซังกุงคงดีใจมาก”

พระราชาทรงผินพระพักตร์ไปยังหัวหน้าขันทีแล้วจึงตรัสว่า

“คิมซังซอน”

“พระเจ้าค่ะ ฝ่าบาท”

“หลังจากเสื้อคลุมสีทองเสร็จ ข้ามีรางวัลจะให้นาง”

“เป็นพระมหากรุณาธิคุณเพคะ/พระเจ้าค่ะ… ฝ่าบาท!!”

เสียงของเหล่าข้าราชบริพารเปล่งพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย ในหูของฮวารยองอื้อไปด้วยถ้อยคำมากมาย สายพระเนตรเรียวรีหม่นเศร้าทอดมองมาที่เธอ ฮวารยองได้แต่บอกกับตัวเองว่า

“ข้าจะไม่ลืมสายพระเนตรของพระจักรพรรดิผู้เมตตาแต่น่าสงสารที่สุดพระองค์นี้ จนตราบวันที่โชซอนจะต้องเปลี่ยนไปตลอดกาล…”

Don`t copy text!