ภูษาแห่งราชา บทที่ 14 : เริ่มต้นจักรวรรดิเกาหลี

ภูษาแห่งราชา บทที่ 14 : เริ่มต้นจักรวรรดิเกาหลี

โดย : นาคเหรา

ภูษาแห่งราชา นวนิยายเรื่องล่าสุดจาก นาคเหรา ที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากฉลองพระองค์ของพระราชาแห่งแดนโสม นิยายออนไลน์ ครบรส ที่ อ่านเอา อยากให้ทุกคนได้ อ่านออนไลน์

………………………………………………….

 

ค่ำคืนที่แสนเงียบเหงาในพระราชวังคยองอุนกุง กลิ่นดอกกุหลาบเถาล่องลอยไปในสายลมจนทำให้ผู้ที่ได้กลิ่นหอมหวานนั้นนอนหลับอย่างเป็นสุข แต่ทางสายหนึ่งที่ไม่มีใครอยากเดินผ่าน กลับมีคนผู้หนึ่งอยากจะเดินไปในสุดปลายทางต้องห้ามสายนั้น เสียงสายลมที่พัดพาเอากลิ่นของบุปผายามราตรีกาลล่องลอยเข้ามาในห้องพระบรรทมของพระราชาโกจงในค่ำคืนดังกล่าว

ในห้วงนิมิตนั้น

คนผู้หนึ่งแต่งกายด้วยชุดไว้ทุกข์แสนเศร้าสร้อยถือโคมเดินนำหน้าขบวนแห่แหน ในขณะที่พระราชาโกจงก็ทรงพระดำเนินช้าๆ คล้ายกับจะทอดเวลาแห่งราตรีกาลให้ยาวนานขึ้นไปอีก ชุดภูษาสีขาวตัดจากผ้าไหมพิมพ์ลายเมฆอบร่ำด้วยกลิ่นหอมอ่อนๆ ของกุหลาบเถา เมื่อสายลมพัดมากระทบพระวรกายยามใด ก็พัดเอากลิ่นหอมหวานมาด้วยเสมอ

“กระหม่อมต้องไปแล้ว”

“ท่านจะไปไหน… ผู้นำทาง”

“บอกพระองค์ไม่ได้ กระหม่อมมาที่นี่ เพราะว่ามีคนขอร้องให้กระหม่อมพาพระองค์มา”

เขาเอ่ยก่อนที่ร่างนั้นจะหายไปกับกลุ่มหมอกที่ขมุกขมัว ในห้วงอากาศหนาวเหน็บของยามค่ำคืน กลิ่นหอมเย็นๆ ปนชื้นลอยมาราวกับจะนำพาละอองฝนมาด้วย แต่ทางหินที่ทอดยาวไปสู่อาคารสีแดงสลับเขียวนั้นกลับทำให้พระราชาโกจงทอดพระเนตรเส้นทางสายดังกล่าวและตั้งคำถามในพระทัยว่า จะมีใครหรือผู้ใดที่ยืนอยู่บนปลายทางสายดังกล่าวเล่า

“ฝ่าบาท…”

เสียงเพรียกที่ดังแว่วมาตามสายลม ทำให้พระราชาโกจงต้องหันไปมองหาที่มาของเสียงที่เรียกหาพระองค์ ทันใดนั้น ดวงไฟนับร้อยนับพันดวงส่องสว่างเจิดจ้าราวกับเป็นช่วงเวลากลางวัน และร่างคนผู้หนึ่งที่พระหทัยเฝ้าถวิลหาก็ปรากฏขึ้นที่ปลายทางต้องห้ามสายดังกล่าว

“จุงจอน… ใช่ท่านหรือไม่”

พระราชาทรงเดินก้าวมาตามทางสายต้องห้าม เพื่อมาหาพระมเหสีที่ยืนรอคอยพระองค์อยู่ที่ปลายทาง เจ้าของพระวรกายที่แสนบอบบางในชุดชอกอึยสีแดงทอดรอยยิ้มส่งมาให้พระสวามี ระยะทางที่ดูไกลในทางสายต้องห้ามกลับไม่ไกลเกินกว่าหัวใจจะไปถึง

“จุงจอน… ข้ามาแล้ว”

พระหัตถ์ทั้งสองของพระราชาผู้เป็นใหญ่ยื่นไปแตะที่พระปรางขาวซีดเย็นชืด พระมเหสีมินคลี่รอยแย้มสรวลจางๆ ให้กับพระองค์

“นี่มันเป็นความจริงใช่ไหม สวรรค์ส่งท่านกลับคืนมาให้ข้าแล้วรึอย่างไรกัน หรือสวรรค์ได้ยินเรียกร้องร่ำไห้จากใจของข้า”

พระราชาโกจงตรัสพลางยื่นพระหัตถ์แตะต้องพระพักตร์พระมเหสีอีกครั้ง ในสัมผัสนั้นไม่ได้อบอุ่นแต่กลับเย็นเยือก จังหวะที่พระหัตถ์ของพระมเหสีได้แต่ต้องพระหัตถ์ของพระองค์ กลับทำให้พระหทัยที่หนาวเหน็บอยู่แล้วยิ่งหนาวเหน็บยิ่งกว่าเดิม

“มือของท่านเย็นมาก ข้าจับมือท่านไว้แล้วรู้สึกอุ่นขึ้นบ้างหรือไม่”

พระมเหสีส่ายพระพักตร์ไปมาก่อนจะตรัสออกมาว่า

“ชอนฮาเพคะ หม่อมฉันมาที่นี่… เพื่อลาพระองค์”

“ข้าหายอมไม่ ข้าเป็นพระราชานะ ทุกคนในโชซอนต้องฟังคำสั่งข้า ท่านเองก็เช่นเดียวกัน”

“แต่พระองค์ก็ห้ามความตายไม่ได้ หม่อมฉันก็อยากอยู่เพคะ เป็นห่วงพระองค์กับแผ่นดินโชซอนเหลือเกิน แต่ถึงอยากอยู่ก็อยู่ไม่ได้ หม่อมฉันมาที่นี่เพื่อลาพระองค์เท่านั้น”

“ไม่!!”

พระราชารับสั่งด้วยพระหทัยร้าวราน ในสัมผัสที่เย็นชืดไร้ความอบอุ่น รอยแย้มพระสรวลของพระมเหสีกลับเผยออก แต่หาได้ปลอบประโลมพระหทัยของพระองค์เหมือนดังวันเก่าได้ไม่

“ข้าอยากให้ท่านกลับมา ข้าต้องการท่าน”

“ชอนฮาเพคะ ถึงเวลาที่พระองค์ต้องก้าวเดินเองแล้ว หม่อมฉันก็ต้องไปตามทางของหม่อมฉันอีกเช่นกัน เวลาของคนเราไม่มีใครมีเท่ากัน เมื่อหมดอายุขัยร่างกายก็ต้องแตกดับสูญไป พระองค์ก็อย่าได้อาลัยในเถ้าธุลีที่มอดไหม้เลยนะเพคะ อย่างดีที่สุดตอนนี้หม่อมฉันเป็นได้แค่สายลม… สายลมที่พัดผ่านมาระลอกแล้วระลอกเล่า ข้างๆ พระวรกายของพระองค์เท่านั้นเพคะ”

พระเนตรเรียวรีทอดลงต่ำไม่กล้ามองสบพระเนตรทั้งสองของพระสวามี พระราชาโกจงบีบพระหัตถ์ของพระมเหสีไว้มั่น พลางตรัสด้วยสุรเสียงที่สั่นรัว

“ข้าไม่ได้ต้องการเพียงสายลมที่จับต้องไม่ได้ ข้าไม่ได้ต้องการท่านแต่ยามหลับฝัน ข้าไม่ได้ต้องการระลึกถึงท่านในความทรงจำ ข้าอยากให้ท่านกลับมาเพื่อเป็นราชินีของประเทศนี้ อยากให้ท่านกลับมาเพื่อเป็นมเหสีของข้า สวรรค์จะโหดร้ายกับข้าเกินไปแล้ว จะพรากท่านแต่ไม่เปิดโอกาสให้ข้าได้เอ่ยแม้กระทั่งคำล่ำลาสักคำ”

สุรเสียงของพระราชาขาดเป็นห้วงๆ ยิ่งเมื่อคิดถึงเรื่องผ่านมาพระองค์ทรงละเลยที่จะใส่พระทัยพระมเหสีมาตลอด นั่นทำให้พระองค์รู้สึกผิดเพิ่มมากขึ้นเป็นอีกเท่าตัว

ฝ่าพระหัตถ์บอบบางที่ครั้งหนึ่งเลยหอมหวนอบอวลนั้น แตะต้องที่พระอุระด้านซ้ายของพระราชาผู้เป็นใหญ่

“ขอแค่หม่อมฉันได้อยู่ตรงนี้ของพระองค์บ้างก็พอเพคะ ขอเพียงเศษเสี้ยวหนึ่งในห้วงพระหทัยเท่านั้น ที่เหลือขอให้พระองค์อุทิศเพื่อปกป้องแผ่นดินและประชาชนของเราเถิดเพคะ…”

พระมเหสีทรงก้าวถอยห่างพระสวามีหนึ่งก้าว ก่อนจะทำความเคารพพระสวามีเหมือนคราวที่แต่งงานกันครั้งแรก ในตอนนั้นพระราชาโกจงฉุกคิดขึ้นมาได้ว่า ตลอดเวลาพระองค์ไม่เคยบอกความในใจให้พระมเหสีได้ล่วงรู้เลย

“ข้ารักท่าน ใจของข้าต้องการท่าน ท่านได้ยินไหม… จุงจอน”

“เพคะ… หม่อมฉันก็มีเรื่องที่อยากจะบอกพระองค์เช่นกัน นับตั้งแต่วันแรกจนก้าวขึ้นมาจนอยู่เคียงข้างพระองค์ แม้พระองค์จะไม่ได้รักหม่อมฉันเลยก็ไม่เป็นไรหรอกเพคะ หม่อมฉันจะพยายามเพิกเฉย… จะทำเป็นมองไม่เห็นแทนในเวลาที่มีพระสนมคนอื่นยืนเคียงข้างพระองค์ และจะคิดเอาเพียงฝ่ายเดียวว่า… หม่อมฉันรักพระองค์ข้างเดียวก็เพียงพอแล้ว ตอนนี้ร่างกายของหม่อมฉันได้เสื่อมสลายไปแล้วนะเพคะ ที่อยู่ของหัวใจของหม่อมฉันก็ฝากฝังไว้ที่พระองค์แล้ว ถ้าพระองค์อยากจะตอบแทนหม่อมฉันบ้าง ขอให้อุทิศความรักที่หม่อมฉันควรจะได้ให้กับประชาชนของเราเถิดเพคะ”

ทันใดนั้นชุดชอกอึยที่เป็นสีแดงก็กลายเป็นชุดวอนซัมสีทองเครื่องประดับบนช้อง พระเกศาก็เปลี่ยนเป็นปิ่นสูงค่าลวดลายมังกร กลิ่นหอมของดอกกุหลาบอบอวลลอยวนอยู่รอบๆ หนทางแห่งความอ้างว้าง พระราชาโกจงทรงพระดำเนินหมายจะเข้าไปหาพระมเหสีอีกครั้ง แต่ยิ่งก้าวก็เหมือนกับว่าพระมเหสีจะก้าวเดินออกห่างพระองค์ทุกที

“จุงจอน..”

“ทรงอยู่ต่อไปเถิดเพคะ เมื่อถึงเวลาที่เราต้องพบกันอีกครั้ง หม่อมฉันจะเป็นคนมารับพระองค์เอง…”

เสียงใบไม้แห้งๆ ไหวสั่นจนร่วงกราวลงพื้น แสงที่สว่างวาบนำพาร่างของคนผู้เป็นที่รักหนีหายไปแล้ว พอร่างของพระมเหสีลับหายไปในสายลมที่แสนอ้างว้างนั่น กลิ่นหอมอบอวลของดอกกุหลาบเถาหายไปด้วย แต่แปลกยิ่งนักแม้ร่างเงาของพระมเหสีมินจะเลือนหายไปแล้ว แต่ความเจ็บปวดกลับไม่ได้หายไปด้วยเลย

“ฝ่าบาทพระเจ้าคะ… ฝ่าบาท”

คิมซังซอนที่ยืนอยู่นอกห้องเอ่ยปลุกผู้เป็นนายซึ่งอยู่ในเขตประตูชั้นที่สาม เขาได้แต่รอให้พระราชามีพระบรมราชานุญาตเสียก่อนถึงจะเข้าไปได้ ห่างเขาไปไม่ไกลนัก ร่างเด็กหญิงหน้าตางดงามถือถาดใส่ฉลองพระองค์เข้ามานำขบวนโดยที่ออมซังกุงติดตามมาด้วย นอกจากเครื่องฉลองพระองค์ที่ถือว่าสำคัญที่สุดแล้ว หมวก… ถุงพระบาท… เครื่องยศเข็มขัดหยก ทุกอย่างล้วนถูกนำมาส่งเสริมพระบารมีให้พระจักรพรรดิพระองค์ใหม่ ต่อมาไม่นานนักพระราชามีรับสั่งให้เรียกหานางกำนัลถวายงาน คิมซังซอนจึงบอกให้ฮวารยองและเจ้าพนักงานที่มาจากกรมพระภูษารออยู่ที่นี่ก่อน เพราะเขาต้องเข้าไปถวายงานด้วย

ในตอนนั้น ออมซังกุงสังเกตเห็นท่าทางประหม่าของเด็กหญิง จึงถามออกไปว่า

“ตื่นเต้นรึ ฮวารยอง วันนี้เจ้าต้องเข้าถวายงานที่นี่ด้วย ดีใจไหม”

“เจ้าค่ะ ข้าดีใจมากเลยเจ้าค่ะ”

“พ่อของเจ้าก็เคยเข้ามาที่นี่ด้วยนะ ในฐานะช่างภูษาผู้ปักตรามังกรห้าเล็บ”

“ข้ารู้เจ้าค่ะ”

ฮวารยองเอ่ยพลางก้มหน้านิ่ง เธอยอมรับว่าคิดถึงท่านพ่อจับใจ แต่อย่างน้อยในวันที่ท่านไม่อยู่ เธอยังได้ใช้มือและหัวใจที่ท่านให้เย็บปักตรามังกรสูงค่า อย่างไรเสียเธอก็อยากให้บิดาได้เห็นความสำเร็จนี้ด้วย ออมซังกุงทอดสายตาอ่อนโยนมายังเด็กหญิงที่ผ่านความเจ็บปวดมามาก ดวงตาคู่สวยทอดลงต่ำคล้ายกับกำลังจะคิดเรื่องอะไรบางอย่างอยู่ในหัว

“ข้าอยากจะบอกว่า เขาคงดีใจนะ ที่เห็นเจ้าก้าวหน้าขนาดนี้”

ฮวารยองมิอาจรับคำผู้สูงวัยได้ เธอก้มหน้าลงดูตรามังกรห้าเล็บ น้ำก็รื้นจนท้นหน่วยตา แต่ในเวลาเช่นนี้คงมิอาจจะปล่อยให้น้ำตาไหลลงตามใจได้ เธอเงยหน้าขึ้นและกะพริบตาถี่ๆ เพื่อไล่ไม่ให้มันออกมา ในตอนนั้นออมซังกุงจึงหยิบผ้าเช็ดหน้ามาเช็ดน้ำตาออกให้

“พ่อของเจ้าน่ะ วันที่มาถวายงานตอนแรก เขาก็ประหม่าเช่นนี้แหละ มือของเขาตอนถือถาดสั่นรัว ดวงตามีแววตื่นเต้น เขาทุ่มเทกับการปักผ้าก็จริงแต่ศาสตร์ด้านอื่นเขาก็เชี่ยวชาญ เช่นการย้อมผ้าและการพิมพ์ลายดอกไม้มงคลในชุดทังอีของเหล่าพระสนม เขาก็สามารถทำได้

“ท่านพ่อเก่งจังเลยเจ้าค่ะ มาวันนี้ได้รู้ว่าท่านพ่อเก่งขนาดนี้ หัวใจของข้าตื้นตันนัก”

“ดวงตาของเขาวันนั้นก็มีความสุขไม่ต่างจากเจ้าวันนี้หรอกนะ เขาต้องมีความสุขที่เห็นเจ้าเดินตามรอยเท้าของเขา เส้นทางของช่างภูษาของพระราชา”

“เจ้าค่ะ… นายหญิง” ฮวารยองรับคำผู้สูงวัยกว่า

ออมซังกุงยิ้มแต่ยังไม่ได้พูดอะไรต่อ  เสียงของคิมซังซอนบอกเจ้าพนักงานเชิญเครื่องพระภูษาใหม่ให้เข้าไปถวายงานได้ เด็กหญิงจึงถือถาดฉลองพระองค์เดินเข้าไปในห้องพระบรรทมของพระราชา ที่นี่เมื่อเทียบกับจางอันดังแล้ว ขนาดของตำหนักฮัมนยองจอนในคยองอุนกุงดูเล็กและคับแคบกว่ามาก

ในห้องพระบรรทม ฮวารยองได้กลิ่นหอมกำยานอบอวลอยู่ในอากาศ ห้องพระบรรทมไม่ได้มีเครื่องเรือนมากนัก ทั้งนี้เพราะท่านคิมซังซอนบอกว่าพระราชาโปรดห้องโล่งๆ ไม่รกจนเกินไป แต่มีเพียงฉากกั้นที่วาดเป็นรูปดอกทงแบ็กมีแดงสดเท่านั้นที่ทำให้ห้องส่วนพระองค์มีสีสันขึ้นมาบ้าง สายพระเนตรของพระราชาโกจงจ้องมองไปช่างภูษาตัวน้อย ก่อนจะตรัสให้ออกมาว่า

“เจ้าก็มากับเขารึ เจ้าตัวน้อยของข้า”

“เพคะ หม่อมฉันมาถวายงานรับใช้พระองค์เพคะ… ฝ่าบาท”

“ดีมาก แต่เจ้าตัวเล็กเกินไปที่จะใส่ชุดให้เรา คิมซังซอน ช่วยเด็กคนนี้ทีสิ”

“พระเจ้าค่ะ”

คิมซังซอนพูดจบก็เดินมารับถาดในมือเด็กน้อยและเรียกขันทียศที่ต่ำกว่า มาช่วยคลี่ฉลองพระองค์ตัวยาวออก ออมซังกุงก้มลงเพื่อกล่าวถวายรายงานตามหน้าที่ของหัวหน้าห้องเย็บปัก โดยมีฮวารยองนั่งอยู่ไม่ไกลนัก

“ชุดมังกรฮวางรยองโพ่สีทองทอด้วยผ้าไหมเนื้อดีจากมณฑลชุงชอนนัมโด ปักลวดลายโอโจรยงโบคือซูบังนาอิน ยูฮวารยองเพคะ ชอนฮา”

“เด็กคนนี้ยังไม่เข้าพิธีนาอินฉิกสินะ อายุยังน้อยมาก หากจะให้เป็นนางในขั้นแปด ข้ากลัวตำแหน่งนี้จะทำให้เจ้าอยู่ไม่เป็นสุขในวังหลวง เพราะชื่อเสียงยศศักดิ์หอมหวานดุจมธุรส มีคนชอบก็จะมีคนชัง และข้าคิดว่าถึงไม่ปูนบำเหน็จให้เจ้าตอนนี้ ความเกลียดชังดังกล่าวเจ้าก็คงได้รับมันมาบ้างแล้ว”

พระราชาโกจงตรัสอย่างมีเลศนัย แสดงว่าข่าวเรื่องการลาออกของเจ้าพนักงานภูษาสองคนและปักชินฮเยทรงรู้ถึงพระกรรณแล้ว ฮวารยองห่อตัวลีบลงกว่าเดิม เธอไม่รู้ว่าที่พระราชาทรงตรัสเช่นนี้ พระองค์จะมีความรู้สึกเช่นใดเล่า เรื่องการลาออกของปักชินฮเยและปักซังซิมถือเป็นเรื่องใหญ่ แต่ก็ไม่มีใครห้ามปรามหรือขัดขวางความต้องการของปักซังกุงได้ ฮวารยองรอจนกว่าหัวหน้าขันทีผูกปมชกโกรีให้พระราชาเสร็จ เจ้าพนักงานทูลเชิญถุงพระบาทก็ยกถาดขึ้นมาถวาย จวบจนพระราชาทรงฉลองพระองค์และเครื่องประดับยศเสร็จ พระองค์จึงเสด็จมาที่เบื้องหน้าของฮวารยอง

“แล้วเสียใจไหม ที่งานครั้งนี้เจ้าจะไม่ได้อะไรตอบแทนเลย”

“ไม่เลยเพคะ ในทางกลับกันหม่อมฉันดีใจมากที่ได้รับใช้พระองค์”

“แต่มันเป็นธรรมดาที่ข้าต้องให้ของขวัญคนที่ทำงานเพื่อข้า ในเมื่อข้ามิอาจให้ตำแหน่งเจ้าในตอนนี้ เจ้าก็อย่าคิดอะไรมากมายเลยนะ ยกมือทั้งสองของเจ้าขึ้นมาสิ”

คำตรัสเป็นเช่นนั้นจริง แต่ทว่าพระองค์ทรงบอกให้เธอยกมือขึ้น ฮวารยองมองหน้าออมซังกุงก็เห็นว่าผู้สูงวัยกว่าพยักหน้าให้ทำตามพระประสงค์ เด็กน้อยจึงยื่นมือทั้งสองไปยังเบื้องหน้าพระองค์

“คิมซังซอน มอบชุดมังกรสีแดงให้นาง”

“ฝ่าบาท!!”

“นางจะเป็นผู้เก็บรักษาฉลองพระองค์ของข้าจากนี้และตลอดไป”

พระราชาทรงตรัสแต่ก็ไม่มีใครเห็นด้วยกับความคิดของพระองค์นักหรอก ออมซังกุงก้มลงคำนับผู้เป็นนายอีกครั้งก่อนกล่าวออกมาว่า

“แต่ว่าตั้งแต่โบราณมาไม่เคยมีปรากฏที่ไหนนะเพคะ การให้ฉลองพระองค์สูงค่าแก่นางกำนัลต่ำต้อยหาควรได้ทำไม่ ขอได้ทรงโปรดพระราชทานของอย่างอื่นให้นางด้วยเถิดเพคะ”

“ภูษาสูงค่า สมควรที่จะได้อยู่กับคนที่รู้คุณค่าของมัน เสื้อคลุมตัวเดียวทดแทนค่าความภักดีอย่างสูงสุดที่เด็กคนนี้มีต่อราชวงศ์ไม่ได้หรอก เด็กอายุแค่นี้อยู่ในเหตุการณ์ที่โหดร้าย ก้าวผ่านความเป็นความตายมาก็ว่ายากแล้ว แต่นางยังสามารถก้าวผ่านความเศร้าทั้งหลาย และมีชีวิตอยู่เพื่อปักลายมังกรให้ข้าได้อย่างงดงาม”

ฮวารยองน้ำรื้นหน่วยตา มือน้อยทั้งสองข้างสั่นเทา เมื่อแววพระเนตรอาทรแต่แสนเศร้าสร้อยทอดมายังเธอ ฉลองพระองค์สูงค่าเช่นนี้ เธอจะรับได้เช่นใด เด็กน้อยก้มลงคำนับที่พื้นอีกครั้งก่อนจะพูดออกไปว่า

“ฝ่าบาทเพคะ… หม่อมฉันมิอาจเอื้อม”

“ช่างภูษาของข้า เจ้าสมควรที่จะได้รักษาฉลองพระองค์ชุดนี้ ในวันนี้… ข้าอาจจะไม่ต้องสวมใส่ชุดแบบโบราณอีกแล้ว แต่สิ่งที่มีมาแต่โบราณนั้น ข้ายังอยากให้มันคงอยู่ แต่ขอให้ชุดแห่งราชาและความรู้ที่เจ้ามี อย่าได้ตายไปจากแผ่นดินโชซอนเลย”

เสียงนั้นดังแว่วอยู่ในหู ฮวารยองน้ำตาไหลพราก ไม่มีคำพูดใดจะเอ่ยออกมาอีกแล้ว แต่ในสายพระเนตรที่จ้องมองเธอมานั้น ความเจ็บปวดอ้างว้างมันมีมากมายเกินกว่าที่เธอจะคาดได้ว่ามันมีมากเท่าใด ถาดใส่พระเกศาซังทูถูกห่อใส่ถุงผ้าสีแดงเข้ม คิมซังซอนเอาฉลองพระองค์ชุดเดิมพับใส่กล่องไม้จันทน์หอม ก่อนจะยื่นส่งให้ฮวารยอง เด็กน้อยเอากล่องใส่ชุดฮงรยองโพ่มากอดแนบอกไว้ เธอไม่อาจจะบอกผู้ใดได้ว่าหัวใจมันเต็มตื้นเพียงใด

“เป็นพระมหากรุณาเพคะ ฮวังเจพเยฮา”

“เจ้าเป็นคนแรกที่เรียกว่าจักรพรรดิ หน้าที่ของเจ้าต่อจากนี้ นอกจากปักเย็บลวดลายสูงค่าแห่งจักรพรรดิแล้ว เจ้าต้องรักษามันให้ดี จำไว้นะ… ช่างภูษาตัวน้อยของข้า ในกาลข้างหน้าข้าอาจจะต้องเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นแบบอื่นไปเรื่อยๆ ชาวโชซอนเองก็คงต้องเปลี่ยนเสื้อผ้าไปตามวันเวลาที่แปรผันของโลก แต่ลวดลายที่เจ้าปักบนชุดทุกชุด ขออย่าให้มันสูญหายไปจากแผ่นดินของเรา… เจ้าจะทำได้หรือไม่”

“เพคะ หม่อมฉันน้อมรับพระบัญชา ต่อจากนี้ชีวิตของหม่อมฉันจะมีเพื่อสืบสานลายปักและจะรักษาฉลองพระองค์ให้ดีเพคะ”

พระเนตรแสนเศร้ากลับมีแววปีติตื้นตัน ในตอนนั้นสมองของเธอว่างเปล่าราวผืนผ้าใบสีขาวบริสุทธิ์ ฮวารยองได้แต่สัญญากับตัวเองว่า จะไม่ลืมสายพระเนตรขององค์จักรพรรดิผู้เมตตา พระหัตถ์อบอุ่นอ่อนโยนแตะต้องที่ศีรษะสวยได้รูป ก่อนจะหันพระพักตร์มาหาหัวหน้าขันทีที่ยืนรอคอยคำสั่งอยู่แล้ว ถุงใส่พระเกศาที่ไว้มาหลายปีถึงเวลาที่ต้องตัดเพื่อรักษาความอยู่รอดของประเทศ เมื่อเปลี่ยนชุดตัดพระเกศาแล้วหน้าที่กลับมีมากกว่าเดิม ทั้งนี้เพราะภัยที่อยู่รอบด้านต้องทำให้พระองค์ต้องเปลี่ยนทุกอย่างในโชซอน

แต่สิ่งที่จะบอกกับคนที่เคยอยู่เคียงข้างเล่า ต้องใช้วิธีการใดในการเอื้อนเอ่ย เพื่อให้เสียงและความอาลัยไปถึงพระกรรณของพระมเหสีอันเป็นที่รัก ในวันที่พระมเหสีเหลือเพียงเถ้าธุลีแค่กำมือเดียว รอยแย้มสรวลที่ปวดร้าวนั้นเผยออกก่อนจะตรัสสั่งให้คิมซังซอนทำตามที่พระองค์ต้องการ

เอาซังทูของข้าฝังไปพร้อมเถ้าธุลีของพระมเหสีด้วย นั่นเป็นสัญญาจากข้า ว่าอีกไม่นานข้าจะตามนางไป…”

“ฝ่าบาท…”

“รีบไปเถิด งานพระราชพิธีจะเริ่มแล้ว”

 

ณ พระที่นั่งจุงฮวาจอน พระราชวังคยองอุนกุง

ในวันนี้ฮวารยองได้รับคำสั่งให้ตามเสด็จไปพร้อมกับนายท่านเจ้ากรมพระภูษาด้วย แต่ด้วยลำดับเป็นนางวังที่ไม่มีตำแหน่งเธอจึงถูกจัดให้อยู่ข้างหลังกับเหล่าขันทีและนางกำนัลในส่วนของตำหนักใหญ่ ใต้เท้าคิมซังซอนเห็นว่าฮวารยองตัวเล็กจึงให้มายืนข้างหน้า เพราะจะได้เห็นเหตุการณ์ชัดๆ

พระราชวังคยองอุนอาจจะไม่ยิ่งใหญ่เหมือนพระราชวังคยองบกกุงที่เธอเคยอยู่ แต่ก็อบอุ่นปลอดภัยกว่าเดิมนัก นายหญิงออมบอกว่า พระราชาทรงเห็นแล้วว่าควรย้ายมาว่าราชการที่นี่ ในยามที่โชซอนต้องเปลี่ยนแปลง

ความจริงฮวารยองยังไม่เข้าใจในคำพูดนั้นนัก แต่ก็พอจะเดาได้ว่า คยองบกกุงกว้างใหญ่เกินไป บางที่พระราชาอาจจะกังวลความปลอดภัยของเหล่าเชื้อพระวงศ์ก็ได้ ยิ่งตอนนี้พระสนมออมควีอินทรงพระครรภ์ ความปลอดภัยเป็นเรื่องสำคัญที่สุด การเคลื่อนย้ายพระราชสัมภาระถือเป็นเรื่องใหญ่และงานหนักทีเดียว แต่ก็ยังดีที่ท่านกงสุลของรัสเซียส่งคนมาช่วยดูแลและคุ้มครองเป็นระยะๆ

สำหรับฮวารยองแล้ว อาจจะไม่เข้าใจการเข้ามาของญี่ปุ่นและรัสเซียนัก แถมยังไม่เข้าใจว่ารัสเซียมีเหตุผลอันใดที่จะต้องมาช่วยเหลือโชซอนในเวลานี้ สองปีเมื่อเกิดเหตุการณ์ลอบปลงพระชนม์พระราชินีมิน คนที่จงรักภักดีก็เลือกที่จะอยู่ที่นี่ในฐานะข้าผู้ภักดีต่อ แต่ก็มีอีกมากที่ความหวาดกลัวครอบงำจนต้องขั้นลาออกและหลบหนีหน้าที่ไป

ที่จริงมันก็น่ากลัวมาก เพราะขนาดในพระราชวังพวกกองกำลังผสมญี่ปุ่นก็ยังเข้ามาได้เลย

พระราชวังซึ่งครั้งหนึ่งเป็นสถานที่ที่ปลอดภัยที่สุด แต่กลับให้ความอุ่นใจอะไรไม่ได้เลย ความหวาดกลัวทำให้นางกำนัลและทหารบางส่วนหลบหนีออกไปจากวังหลวง ส่วนฮวารยองแม้จะกลัวมากขนาดไหน แต่ก็ไม่อาจจะทอดทิ้งทุกคนที่นี่ได้ เธอยังอยากอยู่ที่นี่เพื่อเป็นช่างภูษา อยากจะรักษาคำสัญญากับนายหญิงโจผู้ล่วงลับ ไม่ว่าผู้เป็นนายจะย้ายไปอยู่ที่ใด เธอก็พร้อมติดตามไปทุกหนทุกแห่ง

ในวันนี้สายลมอ่อนๆ ยังพัดเอาใบไม้สีเขียวสดปลิวลอยวนจนร่วงหล่นเต็มพื้นมาเป็นสาย สมกับเป็นวันที่อากาศดี และยังถือว่าไม่ร้อนจนเกินไป ฮวารยองแต่งตัวด้วยชุดนางกำนัลถวายงานประจำฝ่ายซูบังแบบเต็มพิธีการ เสื้อสีเขียวอ่อนผูกชกโกรีสีแดง มือน้อยสอดเก็บที่ชายเสื้อตัวยาวที่เรียกว่าฮวายอด้วยอาการสำรวม

สายตาของเด็กหญิงเห็นราชทูตจากดินแดนต่างๆ มามากมาย ทั้งราชทูตจากรัสเซีย เยอรมนี และผู้แทนประเทศจากสหรัฐอเมริกา ทุกคนสวมชุดสากลสีดำติดเครื่องราชอิสริยาภรณ์เต็มยศ ในตอนนั้นเป็นครั้งแรกที่เธอได้เห็นพระพักตร์ของอึยฮวากุน หลังจากที่ตลอดสองปีพระองค์เสด็จไปอเมริกาเพื่อศึกษาต่อ พระองค์ตัดพระเกศาซังทูออกแล้ว แต่ยังสวมชุดสีแดงปักลายสิงห์เช่นเดิม องค์ชายหนุ่มเหลือบมองมาเพียงครู่ ก่อนจะทอดรอยยิ้มมาให้ แต่ก็มิอาจจะพูดอะไรได้ เพราะใต้เท้าซอง เจ้ากรมพิธีการ ได้เดินเข้ามาเพื่อกราบบังคมทูล

“พร้อมแล้วพระเจ้าค่ะ เราจะเริ่มพิธีกันเลย”

พระราชาโกจงทรงพยักหน้า ก่อนจะรับหมวกมาสวม แต่ในตอนนั้นขุนนางที่เป็นพวกหัวเก่าต่างก้มหน้าลงอย่างอึดอัดใจ เพราะไม่เห็นด้วยกับการเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้

“พระราชาเสด็จแล้ว…”

คิมซังซอนเอ่ย ในขณะพี่พระราชาโกจงก้าวพระบาทมายังข้างหน้าพระที่นั่ง ชุดสีทองเมื่อถูกแสงแดดแรกของเช้าวันนี้ ก็ส่องประกายระยิบระยับงดงามจับตา ชุดสีทองฮวางรยงโพ่เป็นสัญลักษณ์ของจักรพรรดิ ฮวารยองมองภาพนั้นราวกับตัวเองอยู่ในความฝัน ตอนที่พระราชาเสด็จเข้ามาใกล้ เธอก็ก้มลงคุกเข่าตามพวกใต้เท้าผู้ใหญ่ที่นั่งก้มหน้านิ่ง เพื่อรอรับพระราชโองการสำคัญ

เมื่อพระราชาทรงอ่านพระราชโองการ ฮวารยองถึงกับกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่

“วันนี้เป็นวันแรกที่เราจะเริ่มต้นศักราชใหม่ ขอให้แสงสีทองที่สาดส่องพื้นแผ่นดินโชซอนตอนนี้ จงนำทางให้ประเทศของของเรารุ่งเรืองดุจยามแรกวันใหม่ และขอให้ศักราชใหม่ของจักรวรรดิเกาหลีจงรุ่งเรืองสืบไปในวันหน้า ข้าขอประกาศด้วยศักดิ์และสิทธิ์ของพระจักรพรรดิผู้ถือครองอาณาจักร ว่าบัดนี้ดินแดนที่เคยสงบสุขดุจรุ่งอรุณยามเช้านี้จะไม่ขึ้นกับแผ่นดินใด เราขอเรียกดินแดนอันเคยใช้ชื่อว่าโชซอนแต่เดิมว่า แทฮันเจกุก หรือดินแดนจักรวรรดิเกาหลี และขอให้นับศักราชใหม่ว่า ควางมู ตามชื่อนามอันเป็นมงคลแห่งเรา

“ฮวังเจ พเยฮามันเซ มันมันเซ(องค์จักรพรรดิ ทรงพระเจริญหมื่นหมื่นปี)

เสียงของเหล่าขุนนางดังขึ้นพร้อมๆ กัน คำว่าพระจักรพรรดิทรงพระเจริญดังไปทั่วพระราชวังคยองอุนกุงในเวลานี้ ฮวารยองก้มลงถวายคำนับพระจักรพรรดิตามใต้เท้าท่านอื่นด้วยหัวใจที่ตื้นตันนัก

บัดนี้โชซอนคือเกาหลี คือแทฮันเจกุก ดินแดนแห่งความสุข

บัดนี้แผ่นดินของเราจะมีพระราชาเป็นนักรบผู้สว่างไสว ชุดสีทองที่พระจักรพรรดิทรงสวมมีทั้งพลังและอำนาจนักในสายตาของฮวารยอง แต่ทว่า

พระเนตรขององค์พระจักรพรรดิยังเศร้าสร้อยไม่เปลี่ยนแปลง

และวันนั้นตรงกับวันที่ 13 เดือนตุลาคม ปี 1897 ปีเริ่มต้นของจักรวรรดิเกาหลีอย่างแท้จริง!

และในปีเดียวกันนั้น จักรพรรดิโกจงก็มีพระบรมราชโองการแต่งตั้งพระมเหสีมินแห่งยอฮึง ขึ้นเป็นพระจักรพรรดินีมยองซองแห่งเกาหลี

Don`t copy text!