ภูษาแห่งราชา บทที่ 15 : อาภรณ์ที่เปลี่ยนไป

ภูษาแห่งราชา บทที่ 15 : อาภรณ์ที่เปลี่ยนไป

โดย : นาคเหรา

ภูษาแห่งราชา นวนิยายเรื่องล่าสุดจาก นาคเหรา ที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากฉลองพระองค์ของพระราชาแห่งแดนโสม นิยายออนไลน์ ครบรส ที่ อ่านเอา อยากให้ทุกคนได้ อ่านออนไลน์

………………………………………………….

 

เก้าปีต่อมา ปี 1904

ความเศร้าสร้อยที่ไม่เลือนหายไปจากพระหทัยขององค์จักรพรรดิ เมื่อมีชีวิตน้อยๆ เกิดขึ้นมาใหม่ก็ทำให้พระองค์คลายความเศร้าหมองลงไปได้มากเช่นกัน และนั่นทำให้พระสนมออมควีอินมีบทบาทในราชสำนักฝ่ายในมากกว่าสนมองค์อื่นๆ แต่ก็ไม่มีใครได้นั่งเคียงข้างองค์จักรพรรดิในตำแหน่งพระจักรพรรดินีได้เลย

เหตุการณ์ครั้งนั้น การกระทำของนักฆ่าที่เป็นซามูไรชั้นสูง ทำให้ชาวเกาหลีที่รู้เรื่องต่างโกรธแค้นชาวญี่ปุ่นเป็นเท่าตัว แต่นั่นก็มิอาจจะห้ามการหลั่งไหลชนชาตินั้นให้เข้ามายังดินแดนเกาหลีได้ เรียกได้ว่าทุกตรอกซอกซอยของฮันซอง จะมีชาวญี่ปุ่นเข้ามาอยู่ จนกระทั่งมีร้านขายผ้า ร้านขายอาหารที่ชนชาตินั้นผูกขาด และตอนนี้ก็มีโรงพยาบาลกลางขนาดใหญ่ที่เอาไว้รักษาชาวญี่ปุ่นโดยเฉพาะ

ในขณะที่โชซอนมีโรงพยาบาลที่แผนตะวันตกเพียงแห่งเดียว ซึ่งทุกวันก็จะมีคนมารักษาเป็นจำนวนมาก ทำให้หมอที่โรงพยาบาลควางฮเยวอนต่างก็ต้องทำงานหนัก โชคดีที่มีนักศึกษาแพทย์จบออกมาได้ทำหน้าที่นี้บ้าง แต่ที่นี่ก็มีหมอที่มาจากอเมริกามาเป็นหลัก

และจากเหตุการณ์ครั้งนั้นอีกเหมือนกัน ที่ทำให้ประตูวังหลวงที่สำคัญที่สุดปิดตลอดกาล องค์จักรพรรดิไม่วางพระทัยจะกลับไปประทับที่คยองบกกุงอีก จึงได้แปรพระราชฐานมาอยู่ที่คยองอุนกุงซึ่งเป็นพระราชวังเล็กๆ ทำให้สถานที่ที่ใช้เป็นห้องเสื้อหลวงเล็กลงมา ซังกุงและนางกำนัลรับใช้จากที่มีเป็นสองร้อยชีวิตก็เหลือแค่สามสิบสองคน ฮวารยองเป็นหนึ่งในนั้น แม้จะเหลือแค่ไม่กี่สิบคน แต่งานก็ต้องทำต่อไปเพื่อรับใช้นายเหนือหัวอย่างเต็มกำลังความสามารถ

ในพระราชวังคยองอุนกุง มีอาคารแบบตะวันตกสร้างขึ้นมาใหม่ จักรพรรดิโกจงทรงใช้เป็นสถานที่รับรองราชทูตจากดินแดนต่างๆ ซังกุงบางคนถึงกับออกปากว่าอยากกลับไปอยู่ที่คยองบกกุงหรือชางด็อกกุงแทน เพราะคยองอุนกุงเป็นพระราชวังที่เล็กมาก ถ้าเทียบกับพระราชวังหลักทั้งสอง แถมความไม่คุ้นชินทำให้ข้าราชบริพารบางคนถึงกับออกปากลับหลังนาย แต่ก็ทำอะไรไม่ได้

เช้าวันนี้จักรพรรดิโกจงทรงโปรดเสวยพระกระยาหารเช้าที่ศาลารับรองราชทูต โดยวันนี้มีกงสุลจากรัสเซียมาหารือเพื่อปรึกษาข้อราชการบางอย่างเกี่ยวกับพรมแดนด้านแม่น้ำอัมนกกังและหมอประจำพระองค์ ที่เป็นนายแพทย์ชาวอเมริกันมาร่วมโต๊ะเสวยด้วย อาหารแบบชาติตะวันตกหลายอย่างถูกลำเลียงมาจนเต็มโต๊ะเสวย แต่พระองค์ก็ทรงเสวยได้อย่างละนิดอย่างละหน่อย เนื่องด้วยความไม่คุ้นชินกับรสชาตินั่นเอง

“คิมซังซอน”

“พระเจ้าค่ะ พเยฮา”

“ให้ซังกุงชงกาแฟมาให้เราหน่อย ของหวานที่ภริยาราชทูตเอามาให้เราน่ะก็ยกออกมาด้วย”

“แต่ทรงดื่มมากไปแล้วนะพระเจ้าค่ะ อีกอย่างของหวานที่ทรงว่าทางสำนักหมอหลวงก็บอกว่า มันมีรสชาติหวานเกินไป” คิมซังซอนเอ่ยกับผู้เป็นนาย

“เพิ่งอยากรู้ว่าท่านอยากเป็นเจ้าหน้าที่ทัดทานแทนเป็นขันที มันก็ขมเฝื่อนหาความอร่อยไม่ได้นะ แต่ข้าชอบมัน อย่างน้อยกินกาแฟไป นั่งมองสวนไป ใช้ชีวิตแบบชายแก่ธรรมดาๆ ก็น่าจะมีความสุขมิใช่รึ”

นายแพทย์นิโคลัสผู้เป็นหมอประจำพระองค์ทรงได้แต่ส่ายหน้าไปมา

“อันที่จริงควรลดการดื่มกาแฟบ้างนะพระเจ้าค่ะ ตกกลางคืนมาทรงบรรทมไม่หลับ ไม่เป็นผลดีเลยต่อพระวรกายเลย ทางที่ดีควรดื่มชาโสมผสมน้ำผึ้งเล็กน้อย หรือไม่ก็ชาพุทราจีนอย่างเคยทรงโปรดมากกว่า ไม่ควรเสวยอาหารและเครื่องดื่มที่มีรสหวานเกินไป ต่อไปอาจจะเป็นโรคเบาหวานได้”

“มันก็ไม่ดีอย่างที่ท่านว่านั่นแหละ แต่ว่ามันก็ทำให้เรารู้สึกดีขึ้น เมื่อต้องคิดถึงเหตุการณ์ที่ผ่านมา”

พระเนตรเรียวรีหลับลงช้าๆ คิดถึงพระพักตร์ของพระมเหสีที่ร่วมทุกข์ร่วมสุขมาหลายขวบปี แต่ในวันสุดท้ายของชีวิตพระนาง พระองค์กลับถูกฝ่ายผู้รุกรานกักกันอยู่ในตำหนักและไม่สามารถจะช่วยอะไรได้เลย

ข่าวจากผู้ที่รอดชีวิตและเห็นเหตุการณ์บอกว่า พระมเหสีถูกนักฆ่าชั้นสูง สังหารอย่างเหี้ยมโหด แม้แต่ราชองครักษ์ฝีมือดี ก็มิอาจต้านทานฝีมือที่เหนือกว่าได้ ข่าวบางกระแสบอกว่า มีพวกที่นิยมญี่ปุ่นเป็นคนเปิดประตูต้อนรับเหล่านักฆ่าเหล่านั้นเสียเอง บ้างก็ว่าพระบิดาที่ถูกถอดถอนตำแหน่งในราชสำนักของพระองค์นั่นแหละ ที่ร่วมมือกับญี่ปุ่นเอง เพื่อต้องการอำนาจนั้นกลับคืนมาในมือตน แต่ครั้งหลังสุด องค์ชายแทวอนกุนกลับถามคำถามให้พระองค์คิดว่า

“ในสายตาของพระองค์ เห็นพ่อเป็นคนเช่นใด พ่ออาจจะจะเกลียดสตรีมินแห่งยอฮึงนัก ที่หยิ่งผยองพองขนราวกับตัวเองเป็นราชสีห์เสียเอง แต่พ่อก็ไม่ได้อยากให้นางตาย!”

ตอนนั้นพระองค์เฝ้าแต่โทษโชคชะตา หาว่าถูกสวรรค์กลั่นแกล้งให้รับมเหสีมินมาเป็นภรรยาในวัยอ่อนชันษา เกือบตลอดเวลาพระองค์ไม่เคยใส่พระทัยเลยว่า พระนางจะอ้างว้างเพียงใด ที่ต้องจากครอบครัวมาอยู่ในวังหลวงแห่งนี้คนเดียว รอบกายพระองค์มีสตรีรายล้อมมากมาย แต่ละนางงดงามสมราวกับเทพธิดา แต่มินจายองเป็นสตรีคนเดียวที่พระองค์รักเพราะความฉลาด ในวันที่อยู่ด้วยกัน พระหัตถ์ทั้งสองที่แตะต้องพระหัตถ์พระองค์ บอกถึงความอบอุ่นเชื่อมั่น

“โชซอนต้องการพระองค์นะเพคะ พระองค์จะต้องเป็นพระราชาผู้ยิ่งใหญ่ เราต้องพัฒนาโชซอนให้ก้าวหน้า เพราะนั่นคือทางรอดของแผ่นดินเรา”

“ท่านทำทุกอย่างมากมายเช่นนี้ทำไม รู้ไหม..ว่ามันไม่ใช่แค่เปลี่ยนแปลงไปตามกระแสโลก แต่มันเป็นการท้าทายความเชื่อของโชซอนที่มีมาหลายร้อยปี ท่านจะเปลี่ยนเราให้เป็นแบบใดเล่า หรือเราต้องเปลี่ยนไปใส่เสื้อผ้าของแผ่นดินอื่นที่ไม่ใช่ชุดของแผ่นดินเรา ต่อไปบรรพชนคงหัวเราะเยาะข้า ยามต้องเดินทางไปยมโลก…ว่าลืมสิ้นแล้วซึ่งรากเหง้าของตัวเอง”

พระเนตรของราชิมินทอดลงต่ำ แต่มือข้างที่คิดว่าบอบบางกอบกุมพระหัตถ์ของพระองค์ไว้มั่น ยามที่ช้อนพระเนตรพระสวามี ไม่มีจริต ไม่มีมารยาหญิงแต่เป็นความภักดีที่มีต่อสามีและแผ่นดินที่พระนางเกิด

“ถึงกระนั้น…เราก็ต้องทำเพคะ นี่คือทางรอดของแผ่นดินโชซอน”

ภาพในความทรงจำเหมือนกับว่าผ่านมาเมื่อวาน จากเหตุการณ์ครั้งนั้น ขุนนางบางคนที่ยังภักดีต่อราชวงศ์หาทางหนีทีไล่ ติดต่อสถานทูตรัสเชียเพื่อให้พระองค์และพระโอรสลี้ภัย จนกระทั่งเหตุการณ์สงบพระองค์และเหล่าพระสนมที่เหลือถึงได้ย้ายมาประทับที่คยองอุนกุงนับตั้งแต่นั้นมา

นิโคลัสมองจักรพรรดิโกจง เพราะวันนี้ทรงปรารถนาที่จะอยู่เพื่อชมสวนหน้าตำหนักกับองค์ชายน้อยและพระชายาออมควีอิน ทำให้พระองค์ทรงสวมชุดลำลอง ต่างจากเมื่อหลายปีก่อนที่พระองค์ทรงสวมชุดฮวางรยองโพ่เกือบจะตลอดเวลาที่อยู่พระราชวัง หมอหนุ่มเรียกคนรับใช้ให้ยกกล่องใส่ชุดแบบสากลมาให้ แล้วจึงเอ่ย

“พเยฮา นี่คือชุดสากลที่ทรงขอว่าจะดูแบบ กระหม่อมได้นำมาให้แล้ว”

หัวหน้าขันทีรับของสิ่งนั้นมาให้กับนายตน ก่อนจะเปิดกล่องเพื่อดูความเรียบร้อย จักรพรรดิโกจงทรงทอดมองเสื้อชุดแบบสากล ที่ปรารถนาจะให้ห้องเสื้อหลวงเย็บปักชุดให้กับองค์ชายรัชทายาทลีชอก ผิดแต่ว่าชุดที่รัสเซียตัดถวายมีเนื้อผ้าที่หนาเกินไป ทำให้องค์ชายรัชทายาทประชวรด้วยโรคผดผื่น ถ้าอากาศไม่เปลี่ยนนัก อาการคันก็ไม่กำเริบ แต่ว่าถ้าอากาศร้อนหรือหนาวไป โรคดังกล่าวก็จะกำเริบขึ้นได้ ทำให้สวมใส่ชุดสากลได้ไม่บ่อยนัก

“สั่งให้คนเอาชุดนี้ไปให้ออมซังกุง และบอกกับซังกุงห้องเสื้อให้ทำตามที่เราบอก”

“พระเจ้าค่ะ พเยฮา”

ณ ห้องเสื้อหลวง

“องค์จักรพรรดิมีรับสั่งให้ เอาของสิ่งนี้มาให้ท่านออมซังกุงขอรับ”

อิมซองอัมเอ่ยพลางยกของที่ว่าเข้ามาด้วย เขาทอดมองไปยังร่างบอบบางในชุดนางกำนัลถวายงานประจำห้องเย็บปัก เก้าปีที่ผ่านมานี้ที่พระราชวังมีดอกไม้หลายดอกที่เบ่งบานแข่งกัน เล่าลือกันว่าดอกไม้ดอกหนึ่งที่ห้องเสื้อหลวงกำลังเบ่งบานงดงามบาดตานัก ขนาดเขาผู้เป็นขันทียังมิอาจละสายตาจากเจ้าของดวงตาคู่งามนั้นได้เลย

เจ้าของใบหน้างดงามช้อนตามองผู้พูดเพียงเล็กน้อย พลางเผยรอยยิ้มจางๆ ให้กับขันทีหนุ่มแล้วจึงก้มหน้าลงไปทำงานต่อ ตั้งแต่ย้ายพระราชวังมา เธอได้ฝึกฝนเรียนรู้การเย็บปักตัดฉลองพระองค์เกือบทุกอย่าง อาจจะเป็นเพราะทางหน่วยงานกรมกองต่างๆ มีการลดจำนวนคน บางคนเห็นช่องที่ประเทศกำลังวุ่นวายหนีไปเลยก็มี ทำให้ข้าผู้ภักดีเหลืออยู่แค่ไม่กี่ร้อยคนในพระราชวัง นั่นทำให้ทุกคนที่เหลือต้องทำงานหนักขึ้น

ยิ่งฮวารยองโตขึ้น ก็ยิ่งทำให้มีผู้คาดเดาไปหลายอย่าง ทั้งเรื่องที่องค์จักรพรรดิทรงเมตตาหญิงสาว จนมีคนปากไม่ดีเอาไปพูดว่า นี่แหละคือว่าที่พระสนมคนต่อไป แต่หลายคนอีกเช่นกันรู้ดีว่า องค์จักรพรรดิทรงเมตตาฮวารยองมาก แต่ไม่ได้มีความหมายในเชิงรักใคร่ฉันท์ชู้สาว แม้ฮวารยองจะโตเป็นสาวแล้ว บางครั้งองค์จักรพรรดิก็ทรงโปรดที่เรียกเธอว่า

“ช่างภูษาตัวน้อยของข้า…เหมือนเดิม”

ในตอนนี้ฮวารยองกำลังสาละวนกับการสอนให้เด็กๆ นางกำนัลรุ่นใหม่ปักผ้าม่านที่มีสีม่วงแต่งปลายด้วยผ้าลูกไม้สีทอง แต่ลวดลายก็ยังปักเป็นลายก้อนเมฆแทรกไหมดิ้นทอง ม่านกั้นลายนี้ องค์จักรพรรดิทรงพระราชทานให้กับองค์ชายน้อยผู้เกิดมาจากสนมออมควีอิน

“ฮวารยองอา..มานี่สิ”

ในตอนนี้เจ้าของร่างผอมบอบบางเงยหน้าน้อยๆ เพื่อมองสิ่งของที่องค์จักรพรรดิได้สั่งให้คนนำมาให้ ออมซังกุงรับของมาจากอิมแนควอนแล้ว จึงเรียกพนักงานในห้องเสื้อหลวงมาพร้อมกันที่โต๊ะตัวยาวตรงกลางห้องตัดเย็บ เสื้อตัวที่ว่าถูกวางลงบนโต๊ะ ซังกุงถวายงานเห็นก็มองมาด้วยความแปลกใจ เพราะปกติชุดแบบนี้ ทางกงสุลรัสเซียจะเป็นผู้นำทูลถวายแด่องค์พระจักรพรรดิเอง แต่ครั้งนี้กลับเป็นแบบเสื้อที่มาจากอเมริกา

“นี่ใช่ไหม ชุดที่ท่านหมอนิโคลัสนำมาให้ ฉลองพระองค์แบบใหม่รึเจ้าคะ นายหญิง”

จอนซูมีเอ่ยถาม ก่อนจะมองหน้าฮวารยองเหมือนจะถามความเห็น แต่หญิงสาวไม่ได้เอ่ยอะไร พลางขึงตาใส่เหมือนกับจะบอกให้เพื่อนเงียบไว้จะดีกว่า

“นี่เป็นชุดต้นแบบที่เราต้องตัดเย็บให้กับองค์รัชทายาท ที่จริงเราต้องดูแบบเดิมด้วย”

“จากเนื้อผ้าแล้วเกรงว่า งานนี้จะยากสำหรับพวกเรา ผ้ามันแข็งไปนะเจ้าคะ” ซอนกีเอ่ย

“และที่สำคัญคงระคายพระฉวีของเซจาชอนฮาเป็นแน่ ข้าเคยไปที่ห้องปรุงยา เขาว่ากันว่า พระองค์ทรงป่วยเป็นโรคผิวหนัง ยิ่งหน้าหนาวหรือร้อนจัด พระอาการก็จะกำเริบเป็นอย่างมาก ห้องพระโอสถก็ได้ปรุงน้ำยาให้แช่ก่อนจะสรงน้ำทุกวัน ถ้าให้ทรงสวมผ้าระคายพระฉวีแบบนี้ อาจจะทำให้พระอาการกำเริบก็เป็นได้นะเจ้าคะ”

ฮวารยองเดินมาที่โต๊ะตัวยาวพลางโค้งน้อยๆ ให้กับอิมซองอัม เขายิ้มให้เธอ ก่อนจะขอตัวกลับไปยังตำหนักทรงงานเพื่อรับใช้องค์จักรพรรดิ หญิงสาวมองชุดแบบสากล บางครั้งเธอก็เคยเห็นเหล่าผู้แทนราชทูตแต่ละประเทศสวมใส่มาบ้าง เนื้อผ้าพวกนี้แข็งเกินไปทำให้ระคายพระฉวีขององค์ชายรัชทายาทที่ทรงสวมผ้าไหมกับผ้ามัสลินมาตลอด อีกอย่างเวลาเข้าไปถวายงาน ฮวารยองสังเกตเห็นพระฉวีตรงพระศอมีผื่นขึ้นเต็ม เลยเดาว่าอาจจะเป็นเพราะเสื้อแบบนี้ที่ระบายอากาศได้ไม่ดีก็ได้ แล้วยิ่งเวลาพระเสโทไหลออกมา อาการคันปนแสบคงคงทวีความรุนแรงขึ้น

“เอาผ้าไหมบุด้านในได้ไหมเจ้าค่ะ หรือไม่ก็เป็นผ้าที่พวกเราเคยตัดซกอ๊ดให้พระองค์ เนื้อผ้าบางเบาไม่ระคายแน่ๆ”

แบคซอนกีเอ่ย ออมซังกุงยิ้มน้อยๆ ก่อนจะเอามือลูบเสื้อตัวนั้น

“เป็นความคิดที่ดี แต่เกรงว่าถ้าเป็นฤดูร้อน เสื้อตัวที่เป็นผ้าไหมบุด้านในกับผ้าเนื้อแข็งแบบนี้ จะทำให้พระอาการกำเริบได้”

“งั้นเราก็เอาผ้าฝ้ายเนื้อดีตัดได้เจ้าค่ะ ใช้การทอให้ละเอียดกว่าเดิม แต่คงระบายเหงื่อได้กว่าผ้าไหม ถ้าอยากให้เนื้อผ้าอยู่ทรงสวย ข้ามีวิธีเจ้าค่ะ”

หญิงสาวเอ่ยพลางยิ้มกว้าง ออมซังกุงทำท่าแปลกใจ แต่ฮวารยองมักจะมีอะไรใหม่ๆ มาใช้เสมอ หญิงสาวนำผ้าฝ่ายสีดำสนิท ยาวสักประมาณสองช่วงแขนมาซัก และเอาคัมจาการูมาละลายลงแล้วจึงทำการลงแป้งให้ผ้าแข็งขึ้น เสร็จแล้วจึงใช้แผ่นร้อนมารีดให้ผ้าเนื้อแข็งขึ้น ก่อนจะเอาผ้าผืนดังกล่าวไปให้กับออมซังกุงในวันต่อมา

“ผ้าฝ้ายลงแป้งเจ้าค่ะ อาจจะไม่สวยเท่ากับผ้าไหม แต่ว่ามีดีที่ระบายอากาศร้อนเจ้าค่ะ น่าจะทำให้อาการพระประชวรดีขึ้นก็ได้ หากได้สวมใส่เสื้อชุดนี้”

“ อืม..ก็น่าจะดีนะ เดี๋ยวข้าจะลองทำตามที่เจ้าแนะนำดู เอ่อ..ฮวารยองมาก็ดีแล้ว วันนี้เข้าไปพระตำหนักขององค์รัชทายาทหน่อยสิ พระชายารัชทายาทอยากจะตัดชุดทังอีใหม่สักชุด เจ้าไปวัดพระองค์หน่อยนะ ”

“เจ้าค่ะ นายหญิง”

ฮวารยองเดินไปตามทางที่ทอดสู่ตำหนักที่ประทับของรัชทายาท จากที่ออมซังกุงแจ้งมาวันนี้ พระชายาท็อกอินดังจะเสด็จมาที่คยองอุนกุง พวกโซจูบังเตรียมของรับเสด็จให้วุ่น ฮวารยองเองเคยเห็นพระชายาขององค์อึยชินวังอยู่หลายครั้ง แถมบางครั้งก็ถูกเรียกให้ไปรับใช้เล็กๆ น้อยๆ ในเรื่องที่เกี่ยวกับการเย็บปัก ตั้งแต่ที่พระจักรพรรดิประกาศสถาปนาจักรวรรดิเกาหลี มีเจ้านายหลายพระองค์ได้เลื่อนอิสริยยศด้วย คำลงท้ายก็จะเปลี่ยนด้วย สำหรับองค์จักรพรรดิ จากที่เคยลงท้ายว่า ชอนฮาก็จะเปลี่ยนเป็นพเยฮาแทน องค์รัชทายาทก็เปลี่ยนคำลงท้ายเป็นชอนฮาแทนชอฮาที่ใช้แต่เดิม และนอกจากนี้ยังมีการแต่งตั้งอึยชินกุนขึ้นเป็นอึยชินวังตั้งแต่นั้นมา

ด้านพระชายาท็อกอินดังสำหรับฮวารยองแล้ว พระองค์เป็นคนที่ใจดีมากเลยทีเดียว พระชายาเสด็จเข้ามาในพระราชวังบ่อยครั้ง ช่วงที่องค์อึยชินทรงไปศึกษาต่อที่อเมริกา พระองค์ก็จะเสด็จมาที่พระราชวังบ่อยครั้งเพื่อทำหน้าที่แทนพระสวามี ทำให้ฮวารยองคุ้นเคยกับพระองค์ดีทีเดียว

แต่ก็เป็นหลายปีแล้ว ที่เกาหลีไม่มีจักรพรรดินี พระสนมออมควีอินที่พระจักรพรรดิโปรดปรานมากก็ยังไม่อาจก้าวขึ้นไปตำแหน่งนั้นได้ ฮวารยองรู้ดีว่า บางทีพระจักรพรรดิอาจจะทรงต้องการให้ตำแหน่งดังกล่าว เป็นของพระจักรพรรดินีมยองซองพระองค์เดียวก็ได้

แดดอ่อนๆ ลอดผ่านต้นสนในเวลาบ่าย วันนี้อากาศยังไม่หนาวเกินไป แต่เสื้อที่เธอสวมก็ไม่ได้บุนวม เพราะไม่คิดว่าจะได้เดินไปถวายงานที่อื่น ส่วนใหญ่งานของเธอจะอยู่ที่ห้องเย็บปักเสียมากกว่าวันนี้ ฮวารยองสวมเสื้อนางกำนัลอยู่งานสีเขียวอ่อนกับกระโปรงสีม่วงเข้ม เธอสวมผ้ากันเปื้อนสีขาวเดินถือตะกร้าใส่อุปกรณ์ตัดเย็บไปด้วย สองข้างทางที่ทอดไปยังตำหนักขององค์ชายรัชทายาทไม่มีดอกไม้ ไม่เหมือนกับตำหนักต่างๆ ของคยองบกกุงที่มักจะมีดอกไม้พื้นถิ่นมาอวดกลิ่นชูช่อบานสะพรั่งให้ผู้เดินไปมาได้ชื่นชม

“รู้ไหมว่า ตำหนักขององค์รัชทายาทอยู่ที่ใด”

เสียงของผู้ที่อยู่ข้างหลังบอกให้หญิงสาวชะลอฝีเท้าที่ก้าวเดินหยุดลง ฮวารยองคิดว่า คนที่พูดอาจจะเป็นใต้เท้าฮวังหรือใต้เท้าโจก็ได้ เพราะข่าวแว่วมาว่าจะมีใต้เท้าจากมณฑลพยองอันจะเข้ามาที่นี่ บางทีพวกท่านอาจจะยังไม่รู้ว่าตำหนักขององค์รัชทายาทอยู่ที่ไหน ตามประสาคนที่นานๆ ได้เข้าวังมาที

พอหันกลับมา เธอกลับพบผู้ชายร่างสูงสวมสูทแบบสากลสีดำเข้มแทน ในตอนแรกหญิงสาวไม่ได้สนใจเขานัก เพราะตั้งแต่ที่พระจักรพรรดิทรงแปรพระราชฐานมาที่พระราชวังคยองอุนกุง ก็มีชาวต่างชาติหลายชาติเข้ามาที่นี่ บางครั้งก็เป็นแขกขององค์รัชทายาท บางครั้งก็เป็นเจ้าหน้าที่ของรัสเซียเอง จนตอนนี้ทั้งนางกำนัลและขันทีส่วนใหญ่เริ่มชินกับกระแสของโลกที่เปลี่ยนไปบ้างแล้ว

แต่ทว่า…

เมื่อมองหน้าเขาชัดๆ หญิงสาวก็ต้องตกใจสุดขีด ชายหนุ่มผู้มาใหม่เลิกคิ้วอย่างแปลกใจเหมือนกับกำลังจะคิดอะไรบางอย่าง ฮวารยองไม่อาจจะปิดบังความรู้สึกได้ นี่คือความจริงหรือภาพฝันกันแน่

“นายท่าน!!”

เขาคนนั้นมองหน้าเธอนิ่ง แต่ก็ไม่ได้มีอะไรผิดแปลกไปกว่าตอนแรกนัก ดวงตาคมจ้องมองใบหน้าของหญิงสาวตอบ ชายคนนี้มีรูปร่างหน้าตาเหมือนกับคิมจุนโฮมาก ดวงตาที่ทอดมายังเธอมีแววตื่นเต้นเล็กน้อย แต่ก็กลับกลายมาเป็นเย็นชา ราวกับจะปิดบังอะไรบางอย่างอยู่ หัวใจของฮวารยองเต้นแรงทั้งดีใจและตื้นเต้นที่เห็นเขา มือข้างหนึ่งดึงแขนเสื้อแบบสากลของเขาไว้มั่น

“ใช่แล้ว…ใต้เท้าคิมจุนโฮใช่ไหมเจ้าคะ นายท่านจำข้าได้ไหมเจ้าคะ!”

ฮวารยองพูดเสียงสั่น แต่เขากลับส่ายหน้าไปมาพลางตอบ

“เจ้าคงจำคนผิดแล้ว ข้าเคยเจอเจ้าครั้งแรก” ชายหนุ่มผู้นั้นปฏิเสธ

“ฮวารยองเจ้าค่ะ…ยูฮวารยอง นายท่านล้อข้าเล่นหรือเจ้าคะ ข้าจำนายท่านได้เจ้าค่ะ เพียงแต่ว่าท่านในตอนนั้นไม่มีรอยแผลเหมือนตอนนี้”

ฮวารยองเอ่ยพลางยกมือขึ้นพลางชี้ไปแผลเป็นบนใบหน้าชายหนุ่ม บาดแผลนั้นทิ้งรอยจางๆ แต่ก็พอมองเห็นได้ เขาลอบยิ้มอีกครั้ง ก่อนจะมองลึกเข้าไปในดวงตาคู่งาม ยิ่งจ้องเขาก็ไม่อาจจะละสายตาออกไปจากเธอไปได้ เจ้าของร่างสูงใหญ่ขยับเข้าไปใกล้ จนฮวารยองต้องเดินถอยห่าง เมื่อเขาขยับใกล้เข้าเธอได้กลิ่นหอมอ่อนๆ ออกมาจากกายเขา

“ข้า..ไม่ใช่คนคนนั้น”

เขาเอ่ยแม้คำเรียกแทนตัวก็ดูห่างเหิน นั่นทำให้หัวใจของฮวารยองไหววูบเพราะเจ็บปวด

“ไม่จริงเจ้าค่ะ ท่านจะไม่ใช่ใต้เท้าคิมได้ยังไง ก็ท่านเหมือนเขาออกขนาดนี้ ถ้าหากเป็นผีก็คงไม่ออกมาตอนกลางวันแน่ๆ”

“แต่ข้าจำไม่ได้ว่าเคยรู้จักเจ้า”

เขาตอบพลางหรี่ตามองคนที่เดินถอยหลังไปเรื่อยๆ สายตาเช่นนี้ฮวารยองรู้สึกไม่ปลอดภัยเอาเสียเลย เธอเดินถอยหลังหวังให้ห่างเขาไปเรื่อยๆ และอีกฝ่ายก็ไม่มีทีท่าว่าจะหยุดเดินเลย

“ก็ได้เจ้าค่ะ ข้าอาจจะเลอะเลือน…ข้าคงต้องไปแล้ว”

ฮวารยองพูดแล้วทำท่าจะเดินหนีเขา ท่าทางสายตาแบบนี้ยิ่งทำให้เธอรู้สึกไม่ปลอดภัย ชายคนนี้มองเธอแปลกๆ ในแววนั้นมีทั้งความดีใจระคนอิ่มเอม แต่มันจะมีประโยชน์อะไรเล่า ในเมื่อเขาไม่ใช้ใต้เท้าคิมจุนโฮที่เธอรู้จัก เจ้าของร่างบอบบางโค้งให้เขา แต่เดินไปได้ไม่กี่ก้าว เขาก็ดึงแขนของฮวารยองไว้ก่อนพูดขึ้นมาก่อน

“แต่มาคิดอีกที ถ้าหากข้าจำเจ้าได้..เจ้าจะให้รางวัลอะไรตอบแทนล่ะ มันจะถือเป็นโชคดีไหมนะ ที่มีผู้หญิงสวยขนาดนี้มาบอกว่าเราเคยรู้จักกัน”

ฮวารยองถอยห่างเมื่อเขามีท่าทีจะเดินรุกล้ำเข้ามาใกล้ เธอรู้สึกไม่พอใจมาก จากที่ดีใจที่คิดว่าในค่ำคืนที่โหดร้ายนั่น ใต้เท้าคิมจุนโฮจะรอดชีวิตเหมือนกับเธอ แต่ทำไมผู้ชายคนนี้ถึงได้ปฏิเสธว่าเขาไม่ใช่คนที่เธอรู้จักเล่า แววตาที่ทอดมาก็ดูอบอุ่นราวกับจะสามารถวางหัวใจทั้งดวงลงได้ แต่เขาก็บอกว่าตัวเองคือคนอื่น…คือคนแปลกหน้าสำหรับเธอ

“ขอโทษเจ้าค่ะ ข้าคงจำคนผิดไปจริงๆ ถ้าเช่นนั้นช่วยหลีกทางให้ข้าจะได้ไหมเจ้าค่ะ ข้าต้องรีบไปทำงาน”

ฮวารยองเอ่ยพลางแกล้งฉีกยิ้มเหมือนคนบ้า ในตอนนี้สายตาของชายคนนั้น กลับจ้องมองเธอจนใบหน้าของเธอร้อนผ่าว ยิ่งร่างเขาขยับเข้ามาใกล้เธอยิ่งทำอะไรไม่ถูก

ทันใดนั้น…

“ว้าย!”

มือข้างหนึ่งของเขาดึงแขนเธอไว้ก่อนที่จะตกสระบัวไป นี่เธอถอยหลังหนีเขามาจนไกลถึงขนาดนี้เลยรึนี่ ในจังหวะนั้นใบหน้าของฮวารยองก็ปะทะกับแผงอกกว้างเข้าอย่างจัง แขนข้างหนึ่งของเขารวบร่างเธอไว้ พลางเอ่ยน้ำเสียงเยียบเย็น

“ระวังหน่อยสิ…อยากลงไปเล่นน้ำหน้าหนาวรีไง”

“ขอบคุณเจ้าค่ะ ที่ช่วยข้าไว้”

“แล้วรางวัลของคนที่ช่วยเจ้าตอนนี้ล่ะ ข้าจะได้อะไรตอบแทน”

“ปล่อยข้านะ!!”

“อยากตกลงไปในสระรึไง ถ้าอยากจะปล่อยก็ได้”

เขาทำท่าจะปล่อยมือจริงๆ ในตอนนั้นด้วยความกลัวฮวายองจึงเผลอกอดร่างเขาแน่น แค่คืบเท่านั้นกลิ่นหอมอบอวลที่ออกจากกายของคนผู้นั้น ทำให้เธอนึกถึงความทรงจำครั้งก่อน ดวงตาของเขาเหมือนกับดวงตาของใต้เท้าคิมจุนโฮไม่มีผิดเพี้ยน แต่เขาบอกว่าตนเองเป็นคนอื่น

“สัญญา…ประทับตรา…ปิดผนึก”

ฮวารยองพูดเสียงแผ่วเบา ในตอนนั้นแววตาคมที่จ้องมองเธออยู่มีแววไหววูบ แต่เพียงชั่วเวลาหนึ่งสายตาคู่ที่ทอดแววอบอุ่นก็เปลี่ยนเป็นแห้งแล้งเย็นชาเหมือนเดิม เขาปล่อยร่างเธอช้าๆ ก่อนเอ่ย

“ เจ้าคงจำคนผิดแล้ว ใต้เท้าคิมอะไรนั่นไม่ใช่ข้า”

ฮวารยองกำมือแน่น หญิงสาวเงยหน้าขึ้นไปมองพลางกระพริบตาถี่ๆ เพื่อไล่น้ำตา พยายามอย่างยิ่งที่จะไม่ร้องไห้ออกมา

‘ก็แน่ล่ะ เราเห็นใต้เท้าคิมโดนทำร้ายขนาดนั้น ถ้าหากเขารอดมาได้ มันคงเป็นเรื่องที่มหัศจรรย์มาก ผู้ชายคนนี้บอกว่าตัวเขาชื่อเจมส์ เขาคงไม่ใช่ชาวเกาหลี แต่บางทีอาจจะเป็นคนญี่ปุ่นก็ได้ ไม่แน่นะ…การที่เขามาที่นี่ อาจจะมาพร้อมกับข้อเสนอเอารัดเอาเปรียบอีกก็ได้ ไม่ว่าเขาจะเหมือนใต้เท้าคิมจุนโฮขนาดไหน มันก็ไม่มีทางเป็นไปได้เลย’

“ขอโทษเจ้าค่ะ ข้าลืมไปว่าใต้เท้าคิมเขาตายไปแล้ว แถมยังตายด้วยฝีมือคนในชาติท่าน หากเขาจะมายืนอยู่ตรงนี้ได้ มันคงเป็นเรื่องที่เหลือเชื่อมากๆ หากท่านจะกรุณา ช่วยลืมว่าข้าพูดอะไรออกไปได้หรือไม่เจ้าคะ”

“ข้าไม่สัญญา…”

เขาตอบสั้นๆ พลางมองลึกเข้าไปยังดวงตาสีดำสนิทที่มีแต่แววสิ้นหวังตัดพ้ออยู่ในนั้น

“ทำไมเล่าเจ้าคะ ก็แค่จำคนผิด คนเราหลงลืมกันได้ ต่อไปหากมันเจ็บปวดนัก ข้าจะไม่จำ”

“แล้วเจ้าลืมเขาได้แน่รึ อายุขนาดเจ้าน่ะ ไม่ใช่เด็กแต่ก็ไม่ใช่ผู้ใหญ่ ผ่านความเจ็บปวดก็คงไม่มาก ถ้าหากจำเขาไว้ได้ชัดเจนถึงขนาดนี้ ก็น่าจะจำตลอดไป แต่ขอบอกไว้อย่างหนึ่ง ถึงข้าจะเหมือนใต้เท้าคิมอะไรนั่นมากเท่าไหร่ แต่ข้าก็ไม่ใช่เขา”

ถ้อยคำนั้นของชายผู้มีแผลเป็นบนใบหน้า กลับทำให้ฮวารยองอยากร้องไห้ออกมาดังๆ เหลือเกิน เขาปล่อยร่างเธอ เพราะทนแววตาที่ตัดพ้อนั้นไม่ได้ หญิงสาววิ่งหนีหายไป ทั้งๆ ที่น้ำตาคลอ หากเธออยู่นานอีกนิดคงจะได้ยินเสียงแผ่วๆ ที่ดังแว่วมา

“สัญญา…ประทับตรา…ปิดผนึก…สัญญาของเจ้าและข้า

ฝ่ามือข้างหนึ่งเผลอทาบลงที่หน้าอกด้านซ้ายอย่างลืมตัว….

 

Don`t copy text!