ภูษาแห่งราชา บทที่ 16 : เวลาที่เปลี่ยนไป แต่สัญญาที่ไม่ลืมเลือน

ภูษาแห่งราชา บทที่ 16 : เวลาที่เปลี่ยนไป แต่สัญญาที่ไม่ลืมเลือน

โดย : นาคเหรา

ภูษาแห่งราชา นวนิยายเรื่องล่าสุดจาก นาคเหรา ที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากฉลองพระองค์ของพระราชาแห่งแดนโสม นิยายออนไลน์ ครบรส ที่ อ่านเอา อยากให้ทุกคนได้ อ่านออนไลน์

………………………………………………….

 

“มาแล้วรึ…อุนกอมของข้า”

เสียงของผู้อยู่ในห้องตรัส เมื่อขันทีเฝ้าประตูบอกถึงการมาถึงของผู้มาเยือน นี่เป็นครั้งแรกในรอบเก้าปีที่จุนโฮได้พบพระจักรพรรดิที่พระที่นั่งฮัมนยองจอน เขาได้แต่ก้มลงเพื่อเช็ดน้ำตาที่ไหลเอ่อล้น เมื่อได้ยินสุรเสียงของพระองค์  

ช่วงเวลาที่ผ่านไป ตั้งแต่พระมเหสีผู้เป็นดวงใจถูกลอบปลงพระชนม์ ทำให้แววพระเนตรเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง..ความอ่อนล้า..สิ้นหวังอยู่ในแววพระเนตรนั้น ทำให้คนที่มองพระองค์อยู่ได้แต่เจ็บปวดหัวใจไปด้วย

ชายหนุ่มในชุดสากลก้มลงถวายบังคมสี่ครั้งตามแบบโบราณ ในตอนนั้นพระจักรพรรดิทรงเอื้อมพระหัตถ์มาแตะต้องศีรษะของจุนโฮเหมือนครั้งก่อนที่เคยทำ

“ร้องไห้อีกแล้ว สภาพของข้าดูน่าอดสู จนทำให้เจ้าต้องเสียน้ำตาเลยรึ….จุนโฮ นี่รัชทายาท พ่อดูน่าสงสารมากเลยรึ”

“ใครบอกพระเจ้าค่ะ ทูลกระหม่อมพ่อทรงดูสง่างามมากพระเจ้าค่ะ สำหรับคนที่ร้องไห้เก่งอาจจะเป็นเพราะขี้แยมาตั้งแต่เด็กๆ แก้ไม่หายหรอกพระเจ้าค่ะ”  

องค์รัชทายาททรงตรัสเหมือนกับจะล้อ ว่าไปแล้วพระองค์กับจุนโฮสนิทกันมาก เพราะว่าตอนที่พ่อแม่ของเขาเสีย พระมเหสีทรงให้เขามาอยู่ที่วังตะวันออกเพื่อรับใช้พระองค์ ในวัยเด็กจุนโฮจึงได้อยู่ที่วังตะวันออกมากกว่าบ้านของคิมจียังผู้เป็นอาด้วยซ้ำ

“กระหม่อมไม่ได้เป็นคนเช่นนั้นนะพระเจ้าค่ะ..ชอนฮา”

“หึ..เจ้าน่ะ โตเป็นหนุ่มใหญ่แล้วนะ ถ้าแต่งงานป่านนี้ก็คงมีลูกหลายคนแล้ว ยังจะมาร้องไห้เป็นเด็กๆ ไปได้ ต่อไปถ้าผู้หญิงคนไหนจะแต่งงานกับเจ้า ข้าจะบอกนางเรื่องนี้”

“เรื่องอะไรพระเจ้าค่ะ ชอนฮา”

“ก็เรื่องที่เจ้า ชอบร้องไห้เวลาอยู่ต่อหน้าทูลกระหม่อมพ่อน่ะสิ จะกี่ปีหรือกี่ปีก็ยังเหมือนเดิม คนขี้แยชอบร้องไห้ขี้มูกโป่ง”

“ชอนฮา กระหม่อมไม่ได้เป็นอย่างนั้นสักหน่อย…”

คนถูกล้อบ่นอุบอิบในคอ ภาพดังกล่าวทำให้องค์จักรพรรดิทรงทอดรอยแย้มสรวลเพียงแต่น้อย เพราะแต่ก่อนจุนโฮกับองค์ชายรัชทายาทก็ทะเลาะกันแบบนี้อยู่เรื่อยๆ

“จุนโฮอา…ขยับมาใกล้ๆ ข้าทีสิ”

จักรพรรดิโกจงทรงตรัสให้ชายหนุ่มขยับเข้าไปใกล้ๆ นิ้วพระหัตถ์แตะที่ใบหน้าที่มีแผลเป็น พลางถอนพระปัสสาสะอย่างอ่อนพระทัย เด็กคนนี้พระองค์เห็นมาตั้งแต่เยาว์วัย รูปร่างหน้าก็หล่อเหลาคมคายนัก พอเกิดเหตุการณ์ที่โหดร้าย ทำให้เขาต้องมีสภาพแบบนี้ ต้องละทิ้งแม้กระทั่งตัวเอง แววพระเนตรที่แววกังวลนั้นทำให้จุนโฮก้มลงอีกครั้งก่อนเอ่ย

“ตอนนี้ไม่เจ็บแล้วพระเจ้าค่ะ หรือรอยแผลนี่ทำให้ใบหน้าของกระหม่อมดูน่าเกลียดกว่าเมื่อก่อน”

“นั่นน่ะสิ ข้าน่าจะมัดมือชกแล้วหาเมียให้เจ้าเสีย ตอนนี้ยังมีเวลาทันนะ”

จักรพรรดิโกจงทรงตรัสเหมือนจะล้อ แต่จุนโฮกลับยิ้มกว้างให้พระองค์ เขาดีใจที่ได้กลับมาเกาหลีอีกครั้ง เพราะหลายปีแล้ว ที่เขาต้องไปอยู่ญี่ปุ่นเพื่อหลบซ่อนและเรียนรู้ในสิ่งญี่ปุ่นกำลังเป็น ด้วยความช่วยเหลือของพระสหายชาวอเมริกันของอึยชินวังที่พำนักอยู่ญี่ปุ่น

ในวันนี้แผลเป็นอาจจะหายดี แต่ภาระหน้าที่ยังมีอยู่ เขาจึงกลับมาที่นี่..เพื่อช่วยให้เกาหลีพ้นภัย

เก้าปีแล้วที่เขาต้องใช้ชีวิตเป็นคนอื่น ละทิ้งตัวเองเพื่อทำหน้าที่ ในตอนนั้นสำนักข่าวต่างประเทศบอกมาว่า พระราชาของเกาหลีปลงพระเกศาซังทู เปลี่ยนสีฉลองพระองค์เป็นสีเหลืองทอง และบอกว่าตอนนี้เกาหลีทั้งประเทศเป็นจักรวรรดิ เขาที่แอบซ่อนตัวในมุมมืดของญี่ปุ่น ถึงกับตัดผมตัวเองในวันที่นายบอกว่าจะเปลี่ยนแปลง

และด้วยความช่วยเหลือของกงสุลอเมริกาทำให้เขาได้เป็นคนในบังคับอเมริกา ที่ใครๆ ก็เรียกเขาว่า เจมส์ การอยู่ที่ญี่ปุ่น เป็นการอยู่เพื่อนเรียนรู้ในสิ่งที่องค์จักรพรรดินีได้ทรงสั่งเสียไว้นั่นก็คือ

เรียนรู้เขา..เข้าใจเขา..หากโดนเขาทำร้าย เราจะได้รับมือทัน   

ในวันนี้เมื่อมาเห็นว่าทุกคนในราชวงศ์ต้องเปลี่ยนมากขนาดไหน ทำให้เขาไม่นึกเสียดายปอยผมซังทูที่ตัดทิ้งเลย ที่ผ่านมาชาวเกาหลีทุกคนที่เคร่งขงจื๊อมักจะไม่ตัดผม เพราะถือเป็นสมบัติที่พ่อแม่ให้มาต้องรักษาให้ดี ในการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ในครั้งนี้จุนโฮเข้าใจดี ว่าพระองค์รู้สึกเช่นใด

สองพระหัตถ์ประคองเจ้าของร่างสูงใหญ่ จากเด็กหนุ่มเมื่อเก้าปีก่อน คิมจุนโฮโตเป็นหนุ่มวัยฉกรรจ์ การสวมชุดสากลอาจจะทำให้ดูแปลกตาไปบ้าง พระองค์บอกให้กรมราชองครักษ์ลบประวัติและรายชื่อของชายหนุ่มเพื่อทำงานใหญ่ให้กับแผ่นดิน

“เจ้าได้เจอกับลูกคังบ้างรึยัง”

“พระเจ้าค่ะ กระหม่อมได้เจอกับองค์อึยชินแล้ว ตอนอยู่ที่ญี่ปุ่นก็เจอพระเจ้าค่ะ”

“คงไม่ค่อยชอบใจเท่าไหร่ แต่ก็ต้องไปเรียนรู้ที่นั่น ลูกคังไปเรียนที่อเมริกาด้วยนะ เรื่องภาษาถือว่าแตกฉานกว่าครั้งก่อน ไหนๆ เจ้าก็กลับมาแล้วถือเป็นเรื่องดีแล้วล่ะ การเดินทางคงลำบากมากใช่ไหม”

“ไม่เลยพระเจ้าค่ะ ด้วยพระบารมีของพเยฮา การเดินทางราบรื่นดีพระเจ้าค่ะ กระหม่อมพร้อมเริ่มงานเสมอ”

จุนโฮเอ่ยก่อนนั่งลงบนเก้าอี้ทรงยุโรป ท่าทางดังกล่าวไม่ได้ทำให้พระจักรพรรดิสบายพระทัยเลย

“แต่ญี่ปุ่นก็ไม่ยอมปล่อยให้เราแน่ นับตั้งแต่สนธิสัญญาคังฮวาเป็นต้นมา เราเสียเปรียบมาตลอด”

องค์จักรพรรดิบอกให้คิมซังซอนไปเอาขนมฮวาจอนกับชาขิงมาให้จุนโฮ เพราะรู้ว่าเขาชอบ ในระหว่างนั้นก็หารือข้อราชการไปเรื่อยๆ

“พระเจ้าค่ะ กระหม่อมรู้ดี ถึงตอนนี้เราก็ต้องสู้ต่อ รัสเซียก็พร้อมจะช่วยเรา”

“แต่ก็คงช่วยไม่เต็มที่ ญี่ปุ่นอ่านเกมของเราออก การใช้มือหลายๆ มือมารั้งขื่อคานมิให้ลงมาทับหัวตอนนี้ เป็นเรื่องที่เป็นไปได้ยากมาก อเมริกาคงก็คงไม่อยากเอาตัวเข้ามายุ่ง ในขณะที่ญี่ปุ่นเดินมาหาเราใกล้มากทุกที..ทุกที”

องค์รัชทายาทตรัสท่าทางมีกังวล

“ก็ถึงเวลาที่ต้องเราต้องเดินเองแล้ว เอาล่ะ…ว่าแต่ว่าเจ้าพักอยู่ไหนกันล่ะ จุนโฮ”

องค์จักรพรรดิทรงตรัสเหมือนอยากจะเปลี่ยนเรื่องคุย เพราะทรงเห็นว่าเรื่องที่คุยกันตอนนี้ มันดูตึงเครียดมากเกินไป จุนโฮก้มลงน้อยๆ พลางตอบออกไปว่า

“กระหม่อมอยู่ที่โรงแรมใกล้ๆ ควางฮเยวอนพระเจ้าค่ะ”

“ลำบากเจ้าแล้วนะ กลับมาถึงบ้านแต่ก็เข้าไปในบ้านตัวเองไม่ได้ บ้านของบิดาเจ้าที่ตรอกจุงโน รัชทายาทส่งคนไปดูแลซ่อมแซมให้แล้ว ถ้าหากงานเสร็จเมื่อไหร่ เจ้าจะได้กลับไปอยู่บ้านเลย”

พระจักรพรรดิทรงตรัสพลางมองชายหนุ่มด้วยสีหน้าเศร้าสร้อย ความจริงจุนโฮอยากกลับไปเยี่ยมญาติบ้าง แต่เพราะเรื่องที่ทำสำคัญกว่าและเกี่ยวข้องกับบ้านเมือง เขาเลยไปเช่าห้องพักบนโรงแรมที่ญี่ปุ่นสร้างขึ้น ทั้งนี้ก็เพื่อสืบความเป็นไปของญี่ปุ่น การที่ไปเรียนรู้หลายสิ่งอย่างในนั้นทำให้จุนโฮดูเหมือนพ่อค้าชาวญี่ปุ่นคนหนึ่ง เขาเปิดกิจการบางอย่างเพื่อบังหน้า ทำให้เข้าถึงความลับของดินแดนนั้นง่ายขึ้น  แต่หากมีโอกาสเขาอยากจะกลับไปเยี่ยมอาสะใภ้และกึมอ๊กสักครั้ง

แต่จะไปในฐานะอะไรเล่า เพราะข่าวเรื่องเขามีชีวิตอยู่เป็นความลับ เขามาที่นี่เพื่อรับใช้และสานต่องาน เรื่องนี้มีคนรู้น้อยมาก เพราะคนทั่วไปที่จดจำเขาได้ จะรู้เพียงแค่ว่า ในค่ำคืนที่โหดร้าย จุนโฮถูกฆ่าตายและเผารวมกันกับคนอื่นๆ ที่อยู่ในเหตุการณ์วันนั้น

“วันนี้อยู่กินข้าวด้วยกันสักมื้อก่อน เรื่องงานรอลูกคังมาถึงแล้ว เราค่อยปรึกษากันอีกที”

องค์จักรพรรดิตรัสก่อนเอาพระหัตถ์แตะไหล่ของชายหนุ่มเบาๆ จุนโฮก้มลงน้อยๆ ก่อนจะรับคำพระองค์

“พระเจ้าค่ะ…พเยฮา”

 

หลายวันต่อมา….

“ฮวารยองอา..ฮวารยอง”

ซอนกีพูดเรียกฮวารยองเป็นรอบที่สาม เมื่อเห็นว่าเพื่อนของเธอเอาแต่นั่งเหม่อลอย ในขณะที่จัดห่อผ้า เมื่อเห็นว่าฮวารยองไม่ขานรับ เธอจึงเอามือตีแขนอีกฝ่ายเบาๆ

“ฮวารยองอา..ได้ยินข้าหรือไม่”

“มีอะไรก็ไม่รู้ นั่งเหม่อลอยจนข้าเรียกสองสามครั้งยังไม่ขานรับ ใจลอยเหมือนกับมีคู่รักอย่างเลย”

ซูมีพูดพลางมองใบหน้างดงามของฮวารยอง นี่เป็นครั้งแรกเลยก็ได้ที่เธอเห็นว่าฮวารยองมีอาการผิดแปลกไปกว่าเดิม คนถูกล้อชำเลืองตามายังเพื่อนทั้งสอง ซูมียิ้มพลางเอ่ยต่อ

“ใช่ๆ หรือเจ้าไปแอบชอบใคร ขอบอกว่าใต้เท้าฮอกรมราชพิธีข้าจับจองไว้แล้ว ห้ามมีใจกับคนที่ข้าจองไว้เด็ดขาด ถ้าไม่อยากผิดใจกัน”

“หึ..พูดราวกับว่าผู้ชายที่เจ้าพึงใจเป็นสิ่งของ พวกเราจะเข้าพิธีนาอินฉิกอยู่แล้วนะ ยังมาฝันหวานถึงการแต่งงานมีลูกอีก ผู้ชายมียศมีตำแหน่งหน้าที่การงานก้าวหน้าขนาดนั้น เจ้าคิดว่าจะเหลือมาถึงเรารึ”

ซอนกีพูดพลางปรายตาไปมองซูมีอย่างเหลืออด

“ถ้าเป็นใต้เท้าฮอผู้หล่อเหลา ข้ายอมเป็นเมียน้อยคนห้าของเขา!”

“เมียน้อยคนที่ห้า! ข้าว่าเจ้าเตรียมตัวตายเพราะน้ำมือเมียคนอื่นๆ ของเขาได้เลย ถ้าเป็นไปได้พกขวดใส่น้ำร้อนเข้าบ้านนั้นด้วยนะ ตอนแต่งเข้าสกุลฮอน่ะ ป้องกันการวางยาพิษ”

“แบคซอนกี เจ้าคงคิดว่าข้าน่ะโง่เสียเต็มประดา คิดว่าข้าจะปล่อยให้เมียคนอื่นมาทำกับข้าได้รึ ข้าเตรียมทางหนีทีไล่ไว้แล้ว ข้าจะยอมเป็นเมียน้อยก็จริง แต่จะไม่ยอมอยู่ร่วมบ้านกับปีศาจหมูตัวเมียตั้งสี่ตัวแน่ๆ หรือไม่ข้าอาจจะปล่อยข่าว เรื่องข้ามีเชื้อสายมูดัง บรรดาเมียๆ ของใต้เท้าฮอจะได้เกรงกลัวในพลังการสาปแช่งของข้าบ้าง”

“พวกเจ้า เลอะเลือนไปใหญ่แล้ว พูดเรื่องนี้ไปไม่กลัวออมซังกุงทำโทษรึไง!”

ฮวารยองเอ่ยพลางเอากระเป๋าพกจูมอนี่ที่เย็บไว้ หลายสิบใบใส่ห่อผ้าไปด้วย กระเป๋าพวกนี้เธอเย็บมาจากเศษผ้าเก่าที่ได้มาทั้งผ้าไหมและผ้าที่ได้มาจากการตัดฉลองพระองค์ ผ้าชิ้นเล็กชิ้นน้องถูกเย็บติดกัน แม้ไม่มีการปักลายแต่ก็สีที่สดใสตัดกันไปมางดงามดั่งสายรุ้งยามพาดขอบฟ้า สายตาของซูมี เมื่อมองเห็นกระเป๋าผ้าใบเล็กๆ ก็ให้แปลกใจจึงเอ่ยปากถามออกไปอย่างที่ใจสงสัย

“เย็บกระเป๋าไปมากมายทำไมรึ ฮวารยอง”

“ข้าเย็บไปแจกเด็กๆ แถวบ้านข้าน่ะ เสียดายถ้าจะทิ้งผ้าสวยๆ เหล่านี้ไป เศษผ้าเก่ามาต่อๆ กันแล้วเป็นผืนใหม่เย็บเก็บตะเข็บดีๆ ใส่พู่ห้อยหน่อยก็กลายเป็นของขวัญสูงค่าแล้ว”

“อ้อ.. เจ้าได้วันหยุดนี่ ข้าลืมไปเลย อ้าว..แล้วอย่างนี้เจ้าจะได้ไปเดินเที่ยวงานประจำปีที่วัดชองยอนซาหรือไม่ หยุดหลายวันอยู่นี่” ซอนกีเอ่ยทันทีที่นึกได้ ที่จริงเธอเกือบลืมไปเลยว่าฮวารยองจะได้วันหยุดพัก ฮวารยองยิ้มพลางผูกปมห่อผ้าก่อนจะหันไปหาเพื่อนแล้วจึงเอ่ย

“ข้าจะต้องไปเซ่นไหว้ท่านพ่อท่านแม่หลุมฝังศพ คงไม่ได้ไปเที่ยวที่ไหนหรอก แต่ถ้าว่างอาจจะได้เดินเที่ยวบ้าง บางทีอาจจะเข้าไปเยี่ยมท่านลุง ข้าได้ข่าวมาว่าท่านลุงไม่ค่อยสบาย”

“ข้ากังวลเรื่องเจ้าจะเข้าไปเยี่ยมใต้เท้ายูลุงของเจ้านี่แหละ ไม่รู้ว่าท่าทีจะเปลี่ยนไปไหม ทางที่ดีข้าว่าอย่าไปเลยดีกว่า ท่านป้าของเจ้าคงไม่ค่อยชอบใจเท่าไหร่เลย”

“ถ้าข้าไม่ไปก็ดูเหมือนคนใจดำน่ะสิ ถึงบ้านนั้นจะรังเกียจข้าอย่างไร ข้าก็ยังเป็นลูกเป็นหลานสกุลยู ท่านลุงเป็นญาติคนเดียวที่ข้าเหลืออยู่ ยังไงข้าก็ต้องเข้าไปดูอาการถามไถ่เยี่ยมเยียนท่านบ้าง”

ซูมีกับซอนกีได้ยินดังนั้นก็ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ บางทีก็นึกอยากให้ใต้เท้ายูซังฮอนผู้เป็นลุงมาได้ยินถ้อยคำนี้บ้าง เพราะตลอดเวลาฮวารยองเป็นห่วงใยคนบ้านนั้นมาตลอด เพียงแต่ไม่มีใครเห็นหรือรับรู้สิ่งที่หญิงสาวคิดหรือทำ ถ้าใต้เท้ายูมาได้ยินคำนี้ บางทีพวกเธอก็อยากรู้เหมือนกันว่า พวกท่านจะยังใจแข็งไม่ดูดำดูดีฮวารยองอยู่อีกไหม

“แต่เรื่องเที่ยวที่วัดชองยอนซาน่ะไปให้ได้นะ ก็หลายปีแล้วนี่ ที่เจ้าไม่ได้ไปไหนเลย ตั้งแต่เกิดเรื่องมากมาย เจ้าเอาแต่ขังตัวเองอยู่ในห้องเย็บปัก หากสลัดความทุกข์ในใจได้แล้ว เจ้าน่าจะออกไปเดินดูผู้คน ออกไปกินของที่ชอบบ้าง ชีวิตของเจ้าจะได้มีสีสันเหมือนกระเป๋าผ้าพวกนี้”

ซอนกีเอ่ยพลางทอดสายตาที่บอกว่าห่วงมายังเพื่อนรัก ในขณะที่ซูมีก็ยังไม่ละความพยายามในการส่งจดหมายนัดแนะใต้เท้าฮอมาพบที่หลังวัง ซอนกีต้องพูดดักคอไว้ว่าจะไปฟ้องนายหญิงออมเธอถึงยอมละความพยายามนั้นไป…

ช่วงสายเกือบบ่ายของวันต่อมา ฮวายองเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดผ้าฝ้ายเนื้อดีปักลายดอกซานซูยุสีเหลือง ที่ไม่ใช่ชุดนางกำนัลอยู่งานเหมือนที่เคยใส่ประจำ ผมยาวถูกรวบและแซมด้วยปิ่นเสียบดอกไม้ชนิดเดียวกัน แม้จะเป็นของที่ดาษดื่นในตลาด แต่ก็ดูงดงามนัก วันนี้เธอแต่งหน้าอ่อนๆ ด้วยชาดสีชมพูแดง แป้งก็ใช้แป้งเม็ดบัวผสมน้ำผัดหน้าจนนวลเนียนผิดกับเวลาปกติ ที่ไม่ค่อยได้แต่งหน้าเวลาถวายงานรับใช้ในวัง

พอหญิงสาวแสดงป้ายขอผ่านประตู เหล่าทหารยามเฝ้าหน้าประตูเหลียวมองจนสุดสายตา ฮวารยองเดินออกจากประตูแทฮันมุนที่เป็นประตูหลักของพระราชวังคยองอุนกุงพร้อมด้วยห่อผ้าและเสื้อคลุมสีเขียวอ่อน ดวงตางดงามทอดไปยัง ถนนสายหลักที่ทอดไปสู่คยองบกกุง ตอนนี้ยังมีรถม้าและเกี้ยวผ่านไปมาให้เห็นบ้าง ก่อนจะเดินออกไปเรียกรถลาก หญิงสาวก็ต้องโค้งกายให้กับผู้ที่กำลังจะเดินเข้าประตูไป

“ฮวารยองอา..”

เจ้าของเสียงนั้นฮวารยองคุ้นเคยดีนัก หลายปีที่ผ่านมาองค์อึยชินหรืออึยชินวังเสด็จไปศึกษาต่อหลายประเทศทั้งอเมริกาและญี่ปุ่น ทรงตัดพระเกศาซังทูออกตั้งแต่วันที่พระบิดาประกาศเอกราช แต่ทุกครั้งที่เสด็จมาที่พระราชวังคยองอุนกุง พระองค์มักจะแต่งองค์ด้วยชุดฮันบกผ้าไหมเนื้อดีมาเสมอ

“จะไปไหนรึ ถือผ้าผ่อนออกไปด้วย”

“จะกลับบ้านเพคะ หม่อมฉันได้ลาหยุดเจ็ดวัน”

“วันนี้ข้าเองก็ไม่ว่างเสียด้วย ตอนเย็นมีงานเลี้ยงสถานทูตรัสเซีย นี่ก็แวะมารับพระชายาก่อนจะได้ไปงานพร้อมกันเลย”

“เพคะ พระชายาคงพำนักที่ตำหนักของพระสนมออม หม่อมฉันรู้มาจากเพื่อนที่ไปถวายงานตำหนักนั้น”

หญิงสาวเอ่ยพลางยิ้มน้อยๆ เธอพยายามหลบสายพระเนตรขององค์อึยชิน ไม่กล้ามองสบด้วยกลัวข้อครหา พระหัตถ์เรียวยื่นมาจับมือน้อยก่อนตรัสเบาๆ

“มือด้านกว่าเดิม เจ้าโตขึ้นมากนะ..งดงามสมใจที่ข้ารอนัก”

“เอ่อ ..เพคะ ขอประทานอภัย”

ฮวารยองพยายามดึงมือของตนออกจากการเกาะกุม แต่องค์ชายอึยชินก็ไม่ยอมปล่อย เพราะรู้ดีว่าไม่เหมาะสม พวกทหารยามที่เฝ้าประตูอยู่พากันเบือนหน้าหนีทำทีเหมือนไม่สนใจ แท้จริงแล้วก็พากันแอบมอง

แต่ก็ว่าล่ะ ปากคนมักยาวกว่าปากกา ในวังหลวงต่อให้มีคนชื่นชมเธอมากเท่าไหร่ คนชังน้ำหน้าก็ยังมีอยู่เหมือนกัน ยิ่งไปกว่าเสียงนินทาที่ลอยมาตามลม คือพระเกียรติยศของผู้เป็นนายเธอจะทำให้มัวหมองไม่ได้ อึยชินวังเหมือนกับจะรู้ข้อกังวลข้อนี้ จึงหันไปหาทหารยามที่หน้าประตูวังให้หันหน้าไป ไม่ต้องมองมาหรือใส่ใจว่าพระองค์จะสนทนาอะไรกับฮวารยอง

องค์อึยชินหันมามองหญิงสาวตรงหน้า ฮวารยองเป็นสตรีที่งดงามสะดุดตามาตั้งแต่เป็นเด็ก หลายปีแล้วที่พระองค์ได้แต่เฝ้ารอคอยให้ฮวารยองเติบโตขึ้น จนมาบัดนี้ก็ถึงเวลาที่สมควร ที่จะบอกความต้องการของพระองค์ออกไป

“ฮวารยองอา ข้าจะทูลขอเจ้ากับเสด็จพ่อ เจ้าพอใจในตำแหน่งสนมของข้ารึไม่”

“ทรงล้อเล่นแล้วเพคะ พระชายายังอยู่ที่..”

ฮวารยองเอ่ยออกไปด้วยกังวล แต่พระหัตถ์ที่จับมือเธอไว้กลับบีบมือเธอแน่น ราวกับจะบอกให้เชื่อใจพระองค์

“เรื่องนั้นอย่าได้กังวล พระชายาน่ะเข้าใจดี คนที่ตำหนักซางดงกุงของข้า เข้าใจข้าทุกคน เพียงเจ้าจะยินยอมเท่านั้น เจ้าก็รู้นี่ว่า ข้าไม่ต้องการบังคับใคร เจ้าพร้อมที่เป็นสนมของข้าไหมล่ะ …ฮวารยอง”

พระหัตถ์ข้างหนึ่งยกสูงหมายจะแตะแก้มเนียน แต่ฮวารยองหันหน้าหนีออกมาก่อน ใบหน้าที่เคยขาวเนียนมีสีเข้มขึ้นเล็กน้อย หัวใจไหววูบเมื่อคิดได้ว่า องค์อึยชินทรงมีสนมหลายคนนัก การที่เธอจะเข้าไปอยู่ที่นั่นไม่ใช่เรื่องง่ายและอาจจะทำให้ผู้หญิงอีกหลายคนเสียใจด้วย

“ดอกไม้งดงามเมื่อยามแรกแย้ม แต่เมื่อเหี่ยวแห้งเพราะกาลเวลา จะมีผู้ใดเล่าอยากเชยชม เพราะเป็นดอกไม้ที่งดงาม ตอนนี้พระองค์อาจจะให้ความเมตตาแก่เธอบ้าง แต่เมื่อเธอแก่ตัวลง สายพระเนตรอบอุ่นนั้นยังพอใจจะจ้องมองเธออีกหรือไม่”

“ขอประทานอภัยเพคะ หม่อมฉันยังอยากทำงานที่ให้พเยฮาอยู่ ยังมีชุดอีกหลายชุดที่ยังเย็บปักไม่เสร็จ ถ้าทิ้งงานไป เพื่อนๆ ของหม่อมฉันคงไม่พอใจแน่”

ฮวารยองหาทางออกโดยการเอางานมาอ้าง นั่นทำให้องค์อึยชินมองเธอด้วยความแปลกใจ ถ้าลองเป็นสตรีคนอื่นสิ ต้องรีบคว้าโอกาสที่งดงามนั้นไว้ ที่ผ่านมาไม่ว่าพระองค์จะพอใจใคร ผู้หญิงเหล่านั้นไม่มีใครจะปฏิเสธพระองค์แน่นอน แล้วยูฮวารยองทำไมไม่ตอบตกลงเลยเล่า

“เจ้าไม่ยินยอมสินะ นี่รู้ไหม..ยูฮวารยอง ตั้งแต่วันแรกที่ข้าได้เจอเจ้า สิ่งที่ข้าพูดไปก็คือความจริงจากหัวใจ เพราะภาระและหน้าที่ทำให้ข้าปล่อยผ่านเวลามาถึงป่านนี้ แต่ความตั้งใจนั้นหาได้ลดน้อยลงไป ข้าปรารถนาให้เจ้ามาอยู่ข้างกายข้า”

พระเนตรที่มีแววห่วงหาสะท้อนออกมาจนคนฟังหัวใจไหวสั่น ฮวารยองได้แต่เก็บกักความรู้สึกที่มีไว้ เพราะกลัวความเจ็บปวดในวันข้างหน้า

“หม่อมฉัน…”

เสียงสายลมพัดเอาใบไม้แห้งจากต้นร่วงกราวสู่พื้นดิน ในตอนนี้เสียงของคนผู้หนึ่งเดินเหยียบใบไม้แห้งเดินเข้ามาใกล้ สายตาของฮวารยองทอดมองเห็นชายหนุ่มคนที่ละหม้ายใต้เท้าคิมเดินลงมาจากรถม้าไม่ไกลนัก จังหวะนั้นเขามองมาและสบตากับเธอ หญิงสาวเห็นผู้มาใหม่เลยรีบดึงมือออกจากพระหัตถ์ของอึยชินวัง แล้วจึงบอกลาพระองค์

“หลุมฝังศพของท่านพ่อ ท่านแม่อยู่ไกลนัก หม่อมฉันคงต้องไปแล้วเพคะ”

“อย่าลืมที่ข้าพูดล่ะ หลายสิ่งอย่างข้างบอกเจ้าไม่ได้หมดในเวลานี้ แต่สิ่งที่เจ้าควรได้ ข้าจะให้เจ้า หัวใจก็เช่นกัน”

ถ้อยคำนั้นดังแว่วและก้องอยู่ในใจ องค์อึยชินแตะที่แก้มเนียนเบาๆ ก่อนจะเดินเข้าไปในเขตพระราชวังข้างใน ฮวารยอง ก้มลงส่งเสด็จพลางถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ แต่พอเงยหน้าขึ้นก็พบว่ามีคนเดินมายังตำแหน่งที่เธอยืนอยู่แล้ว หญิงสาวสบตากับชายหนุ่มคนนั้นเพียงครู่อย่างนึกกังวล นี่เขาคงเห็นแล้วว่าเธอคุยกับองค์อึยชินอยู่ ความละอายทำให้ฮวารยองหันหน้าหนี แล้วเดินกึ่งวิ่งออกไปยังถนนหน้าพระราชวัง และไม่คิดจะทักทายเขาด้วยซ้ำ

หญิงสาวใช้ผ้าคลุมศีรษะเหมือนกับที่ผู้หญิงคนอื่นเขาทำกัน เรื่องนี้ออมซังกุงสั่งนักหนาว่า แม้จะออกนอกวังแล้วก็ต้องแต่งตัวให้ดี จะไปไหนก็ต้องคลุมผ้าอำพรางใบหน้าให้เรียบร้อย เมื่อรถลากผ่านมาเธอจึงรีบเรียกไว้ทันที

“พี่ชายคะ..ไปตรอกโอกักจุกค่ะ”

“ขอรับ..คุณหนู”

คนลากรถรับคำฮวารยองก้าวเข้าไปนั่งบนรถ แต่ทว่าร่างสูงใหญ่ของคนที่เดินตามหลังกลับก้าวขึ้นมานั่งกันบนรถลากด้วย

“นายท่าน คุณหนูท่านนี้เรียกข้าไว้แล้ว เชิญท่านเรียกรถคันใหม่เถิดขอรับ”

“แล้วคุณหนูคนนี้จะไปที่ไหน”

“ข้าจะไปตรอกโอกักจุก”

“ดี..ทางเดียวกัน ข้าจะไปควางฮเยวอน”

“ท่านจะนั่งคันนี้ไปก็ได้นะเจ้าคะ ข้าจะได้ไปเรียกรถคันใหม่”

ฮวารยองเริ่มไม่ชอบการกระทำของผู้ชายคนนี้นัก แต่อีกฝ่ายกำลังยิ้มน้อยๆ ราวกับจะยั่วให้เธอประสาทเสีย เขายื่นเงินไปให้คนลากรถก่อนจะเอ่ย

“ข้าก็จะไปคันนี้”

“งั้นข้าจะลง!”

ฮวารยองที่ทำท่าจะก้าวเท้าลง แต่รถกลับต้องถูกอ้อมแขนแข็งแรงของเขาเกี่ยวตระหวัดให้ลงมานั่งด้วยกัน ในเวลานั้นสายตาของคนผู้หนึ่งที่คุ้นเคย กลับทำให้เธอไม่กล้าเอ่ยคำใดออกไปอีกเหมือนกัน

ดวงตาของท่านเหมือนดวงตาของใต้เท้าคิมจุนโฮมาก ท่าน…ใช่เขาหรือเปล่าเจ้าคะ”

ฮวารยองได้แต่ขยับตัวออกห่างในที่นั่งแสนแคบและเอ่ยถามสิ่งที่สงสัยในใจเท่านั้น

“ท่านกำลังทำอะไร!!”

ฮวารยองตะโกนเสียงดังลั่น เมื่อเห็นว่ารถกำลังจะวิ่งไปแล้ว นี่ผู้ชายคนนี้คิดจะทำอะไรกันแน่ ทำไมเขากล้าทำขนาดนี้ นี่มันหน้าพระราชวังนะ ถ้าเกิดว่าพวกทหารหรือคนที่รู้จักเห็นภาพนี้ แล้วเอาไปรายงานที่สำนักนางกำนัลหลวงล่ะ!

“บางที..เธออาจจะพลาดการแต่งตั้งเป็นนางวังมีตำแหน่งก็ได้!!”

“ท่านจะไปไหน ปล่อยให้ข้าลงเดี๋ยวนี้นะ!”

ก็กำลังจะไปควางฮเยวอนพร้อมกับเจ้าน่ะสิ”

ท่านจะบ้าเหรอ ลงไปเดี๋ยวนี้นะ”

“ออกรถได้ ค่าจ้างสามเท่า!!”

คนลากรถไม่รอให้พูดซ้ำ เขารีบออกรถไปโดยไม่ฟังเสียงของฮวารยองแม้แต่น้อย!

Don`t copy text!