ภูษาแห่งราชา บทที่ 17 : ใจที่ปิดผนึก ไม่เคยเปิดออกเพื่อใคร

ภูษาแห่งราชา บทที่ 17 : ใจที่ปิดผนึก ไม่เคยเปิดออกเพื่อใคร

โดย : นาคเหรา

ภูษาแห่งราชา นวนิยายเรื่องล่าสุดจาก นาคเหรา ที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากฉลองพระองค์ของพระราชาแห่งแดนโสม นิยายออนไลน์ ครบรส ที่ อ่านเอา อยากให้ทุกคนได้ อ่านออนไลน์

………………………………………………….

 

“ถึงแล้วขอรับ นายท่าน…คุณหนู”

ช่วงเวลาที่ฮวารยองกำลังจะหยิบเงินเอามาจากถุงผ้า เขากลับยื่นเงินให้คนลากรถก่อน

“ขอบพระคุณนายท่าน หากคราวหน้าได้มาที่นี่อีกเรียกใช้บริการได้นะขอรับ”

คนลากรถกล่าวอย่างดีใจ เพราะเขาได้เงินมากถึงสามเท่า จุนโฮพยักหน้าน้อยๆ ในขณะที่ฮวารยองรีบเดินจากไปเร็วๆ เพราะกลัวว่าชายหนุ่มจะตามมา แต่แค่เขาก้าวยาวๆ ไม่กี่ก้าวก็ตามเธอทันจนได้

“จะรีบไปไหนเล่า..วิ่งเร็วเหมือนจะไปไล่หมูป่า”

“ข้ากำลังเดินหนีหนทางวิถีคนบ้าต่างหาก ออกไปให้ไกลสายตาข้าเลย ก่อนที่ข้าจะทำอะไรไปมากกว่านี้”

ฮวารยองพูดพลางกัดฟันแน่น คนอะไรช่างหาเรื่องให้เธอแท้ๆ นั่นมันหน้าพระราชวังนะ! แล้วทหารที่เฝ้าประตูคงเอาไปนินทาสนุกปาก แล้วถ้าซังกุงปกครองรู้เรื่องเข้า ไม่แน่ว่าเธอคงถูกตำหนิไม่มีชิ้นดีแน่ แล้วอีกไม่กี่เดือนจะเข้ารับตำแหน่งใหม่ เหตุการณ์ยุ่งยากนี้มันจะมีผลหรือไม่ และถ้าเธอไม่ได้เลื่อนขึ้นเป็นซังกุง เธอจะโทษผู้ชายคนนี้!

หญิงสาวเท้าก็เดินจ้ำอ้าว จนผ้าคลุมศีรษะปลิวไปตามแรงลม จุนโฮมองตามได้แต่นึกขำและเดาเอาว่าฮวารยองคงไม่พอใจเป็นแน่ เขาไม่ได้เอ่ยปากเถียงออกไป ได้แต่เดินตามหญิงสาวไปที่ตรอกเล็กๆ ที่เชื่อมไปยังถนนใหญ่ทอดเข้าสู่ตรอกโอกักจุก ที่นี่เป็นชุมชนที่เชื่อมระหว่างย่านบุกชอนและตรอกจุงโน คนที่อยู่โดยมากเป็นชนชั้นกลาง

จุนโฮก้าวตามหญิงสาวมาเงียบๆ เขาเห็นสายตาของเด็กๆ ที่มองมาก็ได้แต่ส่งยิ้มให้  ฮวารยองมองเห็นว่าใครตามมาก็เร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้น

พอไม่เห็นว่าคนที่ตามไล่หลังอยู่ตามมาไม่ทัน ในตอนนั้นหญิงสาวก็นึกโล่งใจที่รอดพ้นจากการติดตามได้เสียที แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าตอนที่อยู่ใกล้เขา เธอรู้สึกหวั่นไหวแต่ก็อบอุ่นปลอดภัย ยิ่งเวลาสบตาก็ไม่สามารถละสายตาไปจากเขาได้ง่ายๆ บางทีเธอก็รู้สึกแปลกใจตัวเองเหมือนกันว่า ทำไมต้องรู้สึกเช่นนั้นด้วย

หากเขาคือใต้เท้าคิมจุนโฮก็ดีสิ แต่จะเป็นไปได้ไหม ที่จะมีคนที่เหมือนกันราวกับคนคนเดียวแบบนี้ ฮวารยองยอมรับว่าเธอดีใจมากที่เห็นเขา เพราะคิดว่าในเช้ามืดที่โหดร้ายนั้น จะมีใครสักคนที่รอดชีวิตมาเหมือนเธอ ถ้าหากเป็นจุนโฮจริงๆ ก็ยิ่งดี เพราะอย่างน้อยสิ่งที่เคยได้ให้สัญญากันไว้คงได้ทำให้เขาในสักวัน

แต่อย่างไรเสีย นี่ก็คือคนอื่น…

ฮวารยองเดินลัดเลาะไปจากตรอกการค้าเครื่องเขียนอย่างรวดเร็ว แต่จะมาสะดุ้งสุดตัวอีกที ก็เพราะเสียงเรียกของใครคนหนึ่ง

“ฮวารยองอา..”

เสียงของคนผู้นั้น ฮวารยองคุ้นเคยดีทีเดียว หญิงสาวทอดรอยยิ้มให้กับเจ้าของร่างสูงใหญ่ที่ร้องเรียกเธอทันที

“พี่มินซู มาได้ยังไงคะ”

“ก็ที่ทำงานพี่อยู่ที่นี่น่ะสิ” มินซูเอ่ย พลางชี้ไปที่สถานกงสุลของญี่ปุ่น

ธงชาติที่โบกสะบัดบนเสาสูงนั้น ทำให้ฮวารยองรู้สึกเจ็บแค้นที่ต้องสูญเสียคนที่เธอรักไป การเจอกันเมื่อสองปีก่อน เธอรู้ว่ามินซูได้ย้ายมาทำงานที่นี่ นายท่านที่ให้พักพิงแก่เขาเป็นชาวญี่ปุ่น มินซูเป็นพี่ชายที่อาศัยอยู่ในตรอกโอกักจุกเหมือนกัน เขาเป็นคนน่าสงสาร เพราะแม่ทำงานเป็นคณิกาเลยไม่รู้ว่าใครเป็นพ่อ เขาโตมาในสภาพที่ขาดความรักและเชื่อใจจากคนรอบข้าง ตอนที่บิดาของฮวารยองอยู่ ท่านสงสารจึงเอาเสื้อผ้าข้าวของไปจุนเจือสองแม่ลูกนี้บ้าง ทำให้เธอกับมินซูรู้จักและสนิทกันในระดับหนึ่ง ก่อนเข้าวังมาถ้ามีใครมารังแกให้ร้องไห้ ฮวารยองก็จะมีพี่ชายคนนี้ปกป้องเสมอ

และทุกครั้งที่มินซูเอ่ยถึงนายท่านผู้นั้น ฮวารยองดูออกว่าชายหนุ่มรู้สึกรักและเทิดทูนคนผู้นั้นมาก ที่จริงถ้าใครอยู่ในสภาพเดียวกับมินซูก็น่าจะรู้สึกเช่นนั้น เพราะว่าตั้งแต่เล็กมา มินซูกับแม่ที่เคยเป็นอดีตหญิงคณิกาใช้ชีวิตอยู่ในซ่องชั้นต่ำ พออายุมากเข้าก็ถูกไล่ให้ออกจากสำนักมีชีวิตเหมือนกับสุนัขตัวหนึ่ง แล้วนายท่านคนนั้น ก็เป็นคนยื่นมือดึงมินซูกับแม่ให้ออกมาจากสภาพที่หดหู่ หลังจากที่พ่อของฮวารยองตายไป

ชายหนุ่มเดินตามฮวารยองไป ก่อนจะเอ่ยถามถึงเรื่องที่ทำงานในวัง

“เจ้าสบายดีใช่ไหม”

“เจ้าค่ะ ข้าสบายดี พี่มินซูก็คงสบายดีเช่นกันใช่ไหมเจ้าคะ”

“สบายดี อย่างน้อยตอนนี้พี่ก็มีบ้าน มีเสื้อผ้าใหม่ใส่ ท่านแม่ก็สุขสบายขึ้น ต่างจากเมื่อก่อนมาก”

“ก็ดีแล้วเจ้าค่ะ ได้ยินว่าพี่กับท่านป้ามีความสุขข้าก็ดีใจด้วย”

เจ้าของดวงตาคู่งามพูดก่อนจะมองเสื้อผ้าที่มินซูใส่ เสื้อชุดนั้นเป็นเสื้อไหมสีกรมท่า เป็นผ้าเนื้อดีตัดเย็บเป็นชุดลำลองที่ชาวญี่ปุ่นใส่กัน ถ้ามองเผินๆ คนอื่นคงคิดว่ามินซูเป็นชาวญี่ปุ่นเป็นแน่ เพราะจากการที่เขาต้องไปรับใช้นายท่านทำให้เขาสามารถพูดสื่อสารได้ดี ราวกับเจ้าของภาษา และเท่าที่ฮวารยองรู้ การงานเขาในกงสุลญี่ปุ่นก็หาใช่เป็นเจ้าหน้าที่ชั้นต่ำสุดไม่ เขาได้เป็น นายทหารที่มีชาวเกาหลีในบังคับถึงสามร้อยคน ตำแหน่งก็น่าจะใหญ่โตทีเดียว

ทั้งคู่เดินผ่านชุมชนมาได้สักพักแล้ว สายลมอ่อนๆ พัดเอาใบไม้แห้งร่วงหล่นด้วย ฮวารยองเอาผ้าคลุมออกก่อนจะชี้ให้มินซูดูต้นไม้ที่เขาผูกผ้าอธิษฐานข้างทาง เด็กกลุ่มหนึ่งกำลังเล่นกังกังซุนแรรอบตอนไม้ แต่ภาพที่ประทับมินซูมากกว่าคือ ภาพเด็กชายที่ให้เด็กหญิงตัวเล็กๆ ขี่หลัง นั่นทำให้เขาคิดถึงฮวารยองตอนเป็นเด็ก

เด็กหญิงดวงตากลมโต ใบหน้างดงามราวรูปเขียนตราตรึงใจเขาตั้งแต่ครั้งเยาว์วัย ในชุมชนแห่งนี้ฮวารยองมักจะแต่งตัวสะอาดสะอ้านน่ารักที่สุด เพราะมีบิดาเป็นขุนนางในกรมภูษา เขาเองในตอนนั้นรู้สึกละอายนัก ที่ตัวเองใส่เสื้อขาดมันคงไม่ต่างอะไรกับผ้าขี้ริ้ว แต่ฮวารยองก็ไม่ได้รังเกียจเธอหาเศษผ้าใหม่มาเย็บเสื้อให้เขา และเสื้อตัวนั้นเขายังเก็บมันไว้กับตัวตลอดเวลา

ชายหนุ่มให้สัญญากับตัวเอง หากโตขึ้นไปมีชีวิตที่ดีขึ้นกว่านี้ เขาจะบอกความในใจกับฮวารยองว่าแท้จริงแล้วเขารู้สึกอย่างไรกับเธอ

“เจ้าได้วันหยุดกี่วันล่ะ ถ้านานพอเราไปเที่ยวกันไหม แม่ของพี่คงดีใจที่ได้เจอเจ้า”

“แต่ข้าต้องไปเยี่ยมท่านลุงเจ้าค่ะ อีกอย่างที่บ้านเองก็ยังมีงานที่ต้องทำอยู่อีกมาก”

“บ้านที่ไม่มีใคร เจ้าจะกลับไปทำไม อาจจะเสียมารยาทนะ แต่พี่ว่าจะถามเจ้าตั้งนานแล้ว อายุเจ้าก็ไม่ใช่น้อยๆ แล้ว หรือเจ้าคิดว่าจะอยู่ในวังไปจนตายรึไง”

ฮวารยองเผยรอยยิ้มออกมาน้อยๆ พลางเอ่ย

“เจ้าค่ะ ข้าอาจจะอยู่ที่นั่นไปจนตายเจ้าค่ะ อย่างที่ท่านว่าข้าไม่เหลือใครแล้ว แต่ถ้าข้าได้ไปอยู่ในวังยังมีเรื่องที่ข้าต้องทำเพื่อนายอีกมากมาย ฉะนั้นการอยู่ที่นั่นก็ไม่โดดเดี่ยวนักหรอกค่ะ”

“ฮวารยองอา…ตอนนี้เกาหลีอ่อนแอมากนะ เจ้าจะเอาชีวิตของตัวเองไปผูกไว้ในนั้นเพื่ออะไร พี่ดูแลเจ้าได้นะ หากเจ้าต้องการ”

มินซูเอ่ยมือเขายื่นไปหวังจะจับมือของฮวารยอง แต่เธอถอยออกมาก่อนที่เขาจะสัมผัสมือเธอ ในตอนนั้นฮวารยองได้ยินเสียงเหมือนมีใครสบถอยู่ไม่ไกลนัก นั่นทำให้หญิงสาวต้องรีบหันกลับไปมองด้านหลัง แต่พอหันไปหาที่มาของเสียง ก็เห็นแต่คนที่เดินพลุกพล่านไปมาแทน

“ข้าขอโทษเจ้าค่ะ ข้าอยากเป็นช่างภูษา อีกไม่นานข้าก็เข้าพิธีนาอินฉิกแล้ว ข้าคิดว่าอยู่ในวังอาจจะเป็นประโยชน์มากกว่าการออกมาอยู่คนเดียว ท่านกับท่านป้าหวังดี…ข้าซาบซึ้งใจนัก”

“เจ้าก็คงรังเกียจพี่สินะ ใช่สิ..ถึงพี่จะแต่งตัวดีเช่นใด คนที่อยู่ในรั้วในวังคุ้นเคยแต่กับชนชั้นสูงเช่นเจ้า ก็คงมองพี่ไม่ต่างจากขนมต็อกบูดชิ้นหนึ่งหรอก พี่บอกเจ้าได้เพียงแต่ว่า ต่อไปหากเจ้าเอาตัวไปเกี่ยวพันกับคนในวังมากๆ เจ้าจะลำบาก”

“ข้าเลือกแล้วเจ้าค่ะ อย่างน้อยที่สุดการที่ผู้หญิงอ่อนแออย่างข้า จะเลือกอะไรสักอย่าง ไม่สูงส่งไม่สำคัญแต่ก็คงไม่ทรยศต่อผืนแผ่นดินของบรรพบุรุษเรา ท่านอยู่กับนายท่านได้สิ่งดีๆ ได้รับโอกาสที่ดี คนอีกหลายคนไม่ได้รับ โอกาสที่ได้มาทำให้ซาบซึ้งจนอาจจะลืมไปว่า ต่อให้ท่านเปลี่ยนไปเท่าไหร่ ท่านก็เปลี่ยนเป็นเขาได้เพียงเสื้อผ้าที่สวมใส่เท่านั้น ลึกๆ แล้วท่านคิดหรือ ว่าพวกเขาจะไม่เหยียดหยามท่าน”

คำพูดของฮวารยองทำให้มินซูรู้สึกเหมือนโดนน้ำเย็นจัดสาดหน้า เมื่อดวงตากลมโตงดงามมีแววมั่นคงทอดส่งมา เขากลับต้องเป็นฝ่ายหลบตาหญิงสาวที่มีอายุน้อยกว่าเสียเอง ฮวารยองค้อมกายน้อยๆ แล้วจึงเอ่ย

“ข้าขอตัวเจ้าค่ะ ยังต้องไปเยี่ยมท่านลุงอีก ฝากความคิดถึงไปยังท่านป้าด้วยนะเจ้าคะ”

“ยูฮวารยอง แล้ววันหนึ่งเจ้าจะเสียใจที่ไม่ทำตามที่พี่บอก ถ้าวันหนึ่งไม่มีเกาหลี ไม่มีโชซอนแล้ว เจ้าอย่ามานึกเสียดายในข้อเสนอวันนี้ล่ะ พี่รู้หรอกว่าลึกๆ แล้วเจ้าน่ะคงรังเกียจที่พี่เป็นชอนมิน เจ้ามันก็เหมือนกับคนชนชั้นสูงนั่นแหละ…ที่เห็นชอนมินมีค่าเท่ากับเงินแค่ห้าหยาง!!”

ฮวารยองมองลึกไปในแววตาแห้งแล้งไร้ความสุขของมินซู ตลอดชีวิตที่ต้องเจอแต่ความโหดร้ายและเจอกับความอดอยาก อย่างไรเสียเขาคงยอมเอาศักดิ์ศรีไปแลกกับข้าวของเงินทองที่ญี่ปุ่นหยิบยื่นให้ จะให้กลับตัวตอนนี้ก็คงยากเสียแล้ว ในเมื่อทำอะไรไม่ได้ เธอก็คงต้องถอยห่างในสัมพันธ์ที่เป็นดั่งเส้นขนาน

“พี่มินซูเจ้าคะ ไม่มีใครตีราคาชีวิตที่เกิดมาได้หรอกเจ้าค่ะ ต่อให้ท่านบอกว่าท่านด้อยค่าแค่ไหน ถ้าใจท่านสูง ชีวิตของท่านก็จะไม่มีวันตกต่ำ ผิดกับตอนนี้คนอื่นอาจจมองว่าท่านสูงส่ง แต่การกระทำของท่านต่างหากจะบอกว่าต่ำหรือสูง ข้าคงต้องไปแล้วเจ้าค่ะ”

ฮวารยองก้มลงเพื่อล่ำลาเขา เธอเดินไปโดยที่ไม่มองสีหน้าหรือแววตาของเขาแม้เพียงนิด ใบหน้าของมินซูมีแววโกรธ เพราะในวันที่เขาเปลี่ยนไปถึงขนาดนี้ยูฮวารยองยังปฏิเสธเขา ทั้งๆ ที่รอบกายของเธอก็ไม่มีใคร ชายหนุ่มเดินหันหลังก่อนจะก้าวไปตามทางที่ทอดไว้

แต่ทว่า ช่วงเวลาหนึ่งกลับมีชายรูปร่างสูงใหญ่ในชุดสากล เดินสวนกับเขาหาก แต่ดวงตาคมคายคู่นั้นมีแววดุดันขึ้น ใบหน้าหล่อเหลาหากแต่มีรอยแผลเป็นที่แก้มขวา มินซูมองคนผู้นั้นตอบอย่างไม่ลดละ และสิ่งที่ไม่คิดว่าจะได้กลับได้

นั่นคือรอยยิ้มที่แสนเย็นชาจากคนแปลกหน้านั่นเอง

ฮวารยองเดินแยกมาจากมินซูด้วยอารมณ์ที่ขุ่นมัว ทั้งผิดหวังและเสียใจที่เขากลับกลายไปเป็นคนอย่างนี้ไปได้ เธอไม่คิดเลยว่า เขาจะเปลี่ยนไปมากขนาดนี้ ภาพในความทรงจำที่เธอจำได้เกี่ยวกับพี่ชายคนนี้ เขาเป็นคนน่าสงสาร ใส่เสื้อผ้าขาดวิ่นไม่พอ ยังได้รับการดูถูกเหยียดหยามกับคนทุกคนที่พบเจอ ไม่เว้นแม้กระทั่งคนชาติเดียวกัน มีครั้งหนึ่งที่ฮวารยองจำได้ มินซูเคยไปรับใช้บรรดาขุนนางที่มาเที่ยวสำนักคณิกา แทนที่เขาจะได้เศษเงินเล็กน้อยเป็นค่าจ้างกลับถูกขุนนางผู้นั้นถ่มน้ำลายใส่เป็นค่าตอบแทน

ที่หน้าสำนักคณิกาครั้งก่อน เธอยังจำนัยน์ตาเคียดแค้นชิงชังได้ ในวันนี้นัยน์ตาของเขายังไร้ความสุข แม้จะเป็นในวันที่ท้องไม่หิวแล้วก็ตาม แล้วที่มินซูเปลี่ยนไปขนาดนี้เธอจะโทษสิ่งใดดีเล่า ระหว่างระบบชนชั้นกับชาวญี่ปุ่นที่เข้ามาในเวลานี้ แต่ไม่ว่ามินซูจะเปลี่ยนเพราะอะไรก็ตาม จะให้เขากลับมาเป็นแบบเดิมก็คงไม่ได้แล้ว  

หญิงสาวเดินลัดเลาะไปตามทาง จากที่มีบ้านเรือนเรียงราย เธอก็เดินมายังท้ายตรอกที่สองข้างทางเป็นป่าไผ่ ที่นี่ติดกับบ้านของเธอ แต่ฮวารยองไม่ได้แวะเข้าไปในบ้านก่อน เพราะดูจากเวลาแล้วเธอเกรงว่าจะมืด เลยเดินเลยจากรั้วบ้านเข้ามายังเขตป่าช้าที่ดูแล้วเงียบเหงาวังเวง

เพราะความเงียบอีกเช่นเดียวกัน ที่ทำให้เธอได้ยินเสียงคนเหยียบใบไม้แห้งๆ เดินตามมาไล่หลัง หญิงสาวหันไปมองทันที พอเห็นว่าใครตามมาเธอก็ได้ แต่พูดเสียงดังอย่างลืมตัวและลืมรักษามารยาท

“นี่ท่าน!!”

“เจ้ากำลังจะไปไหนรึ รอข้าด้วยสิ” จุนโฮเอ่ยพลางยิ้มกว้าง แต่ฮวารยองไม่ได้ยิ้มตอบ เพราะยังขุ่นมัวหลายเรื่องและยิ่งโกรธหนักเข้าไปอีก เมื่อเห็นว่าเขาเดินตามเธอมาตั้งแต่ลงจากรถลากแล้ว

ไม่แน่นะ บางทีเขาอาจจะเห็นเธอคุยกับพี่มินซูแล้วก็เป็นได้

หญิงสาวหรี่ตามองคนที่ตามหลังมา ดูท่าเขาจะไม่ทุกข์ร้อนที่เห็นเธอขึงตาใส่ ที่จริงการแสดงอาการแบบนี้ดูเหมือนจะไม่รักษามารยาทนัก แต่จุนโฮก็ได้ทอดรอยยิ้มบางๆ มาเพื่อยั่วเธอ  ฮวารยองจึงถามต่อไปอีกว่า

“แล้วท่านตามข้ามาทำไม”

“อ้าว…ข้าก็มีธุระปะปังบ้างสิ หรือถนนสายนี้เจ้าเดินได้คนเดียว” จุนโฮเอ่ย

“ข้าไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้น ข้าหมายถึงจุดมุ่งหมายของท่าน ไม่น่าจะใช่ทางเดียวกับข้า ”

“ใครบอก เจ้าเข้ามานั่งเล่นในใจข้าหรือไร ถึงจะรู้ว่าทางที่ข้าจะไปไม่มีเจ้าร่วมทาง”

“เอ่อ..คือว่า”

 ฮวารยองเอ่ยเสียงอ่อยๆ ด้วยจนในเหตุผล มันก็จริงอย่างที่เขาว่าถนนทางเดินตรงนี้ใครจะเดินไปมาก็ได้ แต่เขาตามมาถึงนี่ทำไมเล่า หญิงสาวตวัดดวงตาคู่งามมายังจุนโฮจ้องมองเธออยู่ก่อนแล้ว  

“ข้าก็พักอยู่โรงแรมใกล้ๆ ควางฮเยวอน ที่จริงมันก็ไม่ไกลจากที่นี่นัก”

“โรงแรมญี่ปุ่นน่ะรึ ก็แน่สิ ท่านจะต้องพักที่นี่อยู่ ก็ที่นี่มีคนพวกเดียวกับท่านเต็มไปหมดนี่” ฮวารยองพูดอย่างเหลืออด ความคับแค้นใจเมื่อครั้งก่อนทำให้เธอไม่อยากเฉียดใกล้คนชาตินี้ไม่ว่าใครก็ตาม

พวกคนใจร้ายนั่น ฆ่าพระมเหสี

พวกคนใจร้ายนั่น…ฆ่านายหญิงออม…ฆ่าพี่อินจู

ฆ่าใต้เท้าคิมจุนโฮ

แถมยังเปลี่ยนให้พี่มินซูกลายเป็นคนทรยศไปเสียอีก…เกลียดเหลือเกิน!

แต่เมื่อมองสบตากับชายหนุ่มที่เหมือนกับใต้เท้าคิม เธอก็รู้สึกอยากจะร้องไห้ออกมาดังๆ เสียเหลือเกิน ทำไมเขาถึงเหมือนจุนโฮขนาดนี้ เหมือนคนที่เธอคิดถึงในค่ำคืนที่โหดร้ายที่สุด คนที่เกี่ยวก้อยว่าจะไม่ลืมกันชั่วชีวิต

ชายหนุ่มเลิกคิ้วขึ้นสูงอย่างสงสัย บางทีอาจจะเป็นไปได้ว่าฮวารยองอาจจะคิดว่าเขาคือคนญี่ปุ่น ที่จริงมันก็ไม่แปลกเลยที่เธอจะคิดเช่นนั้น เพราะว่าคนเกาหลีและญี่ปุ่นดูเผินๆ รูปร่างหน้าตาเหมือนกัน ผิดแต่เครื่องแต่งกายเท่านั้นที่แบ่งแย่งสายตาจากคนภายนอก ส่วนตัวเขาส่วนมากจะสวมชุดตามแบบสากลเท่านั้น พอมาเห็นฮวารยองเข้าใจผิด เขาก็นึกอย่างแกล้งเธอขึ้นมาเสียอย่างนั้น

“ทำไมถึงเกลียดญี่ปุ่น ถ้าข้าเป็นคนญี่ปุ่น เจ้าจะเกลียดข้าด้วยรึ”

“ข้าจำเป็นต้องบอกท่านด้วยรึ รู้แค่ข้าว่าไม่ชอบก็พอ เพราะนั้นเราควรเดินห่างๆ กันเข้าไว้”

“ก็ดี…จะได้รู้ไว้ว่าไม่ชอบ ถ้าไม่ใช่ล่ะ อาจจะเปลี่ยนเป็นรักหรือชอบได้หรือไม่เล่า”

จุนโฮเอ่ยพลางเหลือบมองคนตัวเล็กที่อยู่ใกล้ๆ

“ข้าจะไปรู้สึกอย่างนั้นได้ยังไง”

หญิงสาวจ้องมองเขาอย่างโมโห สำหรับจุนโฮแล้ว ท่าทางของเธอแปลกไปจากตอนเป็นเด็กนัก แต่ที่ต่างก็คือการที่ทำแบบนี้ แต่ก่อนเขาจะรู้สึกขำบนเอ็นดู แต่ตอนนี้เวลาที่ฮวารยองทอดสายตาแสนงอนหรือขี้งโกรธมายังเขา จุนโฮกลับรู้สึกว่า น่ามองกว่ารอยยิ้มของผู้หญิงคนอื่นเสียอีก ปากแดงระเรื่อเพราะแต้มชาดอ่อนๆ ผิวเนื้อตัวยามสัมผัสก็แตกต่างกับเด็กน้อยเมื่อหลายปีก่อน แถมกลิ่นหอมอ่อนๆ จากกายของฮวารยองก็กลับกลายเป็นกลิ่นที่เขาชอบเสียอีก การเจอกันอีกครั้งนี้ย่อมแตกต่างจากการเจอกันเมื่อครั้งก่อน

แน่ล่ะ…ก็คนที่อยู่ข้างเขาตอนนี้เป็นเติบโตเป็นสาวแล้วนี่ มีอะไรบางอย่างที่ทำให้เขามิอาจจะละสายตาจากฮวารยองไปได้ เมื่อมองดวงตาคู่งามครั้งใด ราวกับมีเสียงแผ่วๆ ดังแว่วอยู่ข้างหู

สัญญา…ประทับตรา…ปิดผนึก

…ตั้งแต่ตอนนั้นเขากับเด็กตัวน้อยได้ปิดผนึกสัญญาลงกลางหัวใจด้วยกัน มาวันนี้หากจะละสายตาออกจากฮวารยองไม่ได้ มันก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร…

ความคิดนั้นล่องลอยไปกับทุกย่างก้าวที่เธอก้าวเดิน เขาก้าวเท้าตามเธอไปอย่างช้าๆ ตั้งแต่ผ่านบ้านเรือนจนถึงทุ่งหญ้าห่างไกลหมู่บ้านผู้คนพอสมควร ที่นี่มีต้นดอกซานซูยุหลายต้น เขาคิดถึงดอกสีเหลืองของมันก็นึกถึงกลิ่นจางๆ ยามเมื่อสายลมพัดด้วย แต่น่าเสียดายที่กลิ่นที่เขาสัมผัสได้มันเป็นเพียงความทรงจำเท่านั้น ฮวารยองเริ่มทนไม่ไม่ไหวที่เห็นว่าชายหนุ่มเดินตามเธอและไม่มีทีท่าว่าจะไปที่อื่นง่ายๆ เธอจึงหันไปต่อว่าเขาอีกทันที

“แล้วท่านตามข้ามาทำไมอีก ข้าไม่ค่อยจะชอบใจนักนะ”

“เจ้าไม่ชอบก็ช่างเจ้าสิ แต่ข้าชอบ…”

จุนโฮพูด ในขณะที่ฮวารยองมองหน้าเขาอย่างเหลืออด แต่พอเขามองสบตามาตรงๆ เธอกลับไม่กล้ามองตาเขาตอบ เจ้าของร่างสูงขยับมาจนเกือบใกล้ร่างเธอ ตอนนี้ทางที่เธอและเขาเดินมาไม่มีผู้คนเดินสวนมา ว่าไปแล้วมันก็ไม่น่าไว้ใจนัก แถมพออยู่ใกล้เขา เสียงหัวใจที่เต้นอยู่กลับดังราวกับมีใครไปตีกลองร้องทุกข์ในนั้นแล้ว ถ้าเขาขยับเข้ามาใกล้กว่านี้ก็คงได้ยินเสียงหัวใจที่เต้นอยู่เป็นแน่

“ใต้เท้าคิม…คนที่เจ้าพูดถึงน่ะ เขาเป็นคนยังไงรึ”

“ท่านจะอยากรู้ไปทำไม ท่านบอกเองนี่ว่าตัวท่านไม่ใช่เขา!”

“ก็แค่อย่างรู้ว่าคนคนนั้น ที่เจ้าคิดถึงน่ะ เขาเป็นคนยังไง ทำไมถึงอยู่ในใจของเจ้านานนักน่ะสิ”

ใจของฮวารยองเจ็บแปลบเมื่อได้ยินสิ่งที่อีกฝ่ายเอ่ย พอได้ยินคำนี้เธอก็อดถึงวันที่โหดร้ายที่สุดในชีวิต วันที่เธอไม่อาจเหนี่ยวรั้งของชีวิตใครสักคนออกมาจากความตายได้ สองเท้าที่ก้าวอยู่หยุดชะงัก เธอหลับตาและไม่สามารถจะก้าวเดินไป ต่อเมื่อคิดถึงคนในความทรงจำในเช้าตรู่ที่โหดร้ายนั้น ในขณะเดียวกันที่จุนโฮกลับจ้องมองลึกลงไปในดวงตาของอีกฝ่ายอย่างค้นหาคำตอบ

“ข้าเหมือนเขามากไหม…ข้าหมายถึงหน้าตาน่ะ”

“แล้วท่านใช่เขารึเปล่าเล่า ข้าไม่เชื่อว่าจะมีใครเหมือนกันได้ขนาดนี้”  

ฮวารยองพูดในขณะที่หัวใจเต้นรัว เธอภาวนามาตลอดในคืนวันที่โหดร้ายนั่น ขอเพียงใครสักคนรอดชีวิตกลับมา แต่พอเขาส่ายหน้าไปมา เธอถึงกับยิ้มออกมาทั้งๆ ที่น้ำตาไหลออกมาเป็นทางยาว

“นั่นสินะ ท่านก็คงไม่ใช่เขา เพราะถ้าเป็นเขาคงต้องทำให้ข้ารู้สึกอบอุ่นใจได้บ้าง สำหรับข้า…เขาคือเพื่อนตัวโตที่นัยน์ตาไม่มีความสุข เขามีความทุกข์มากมายในใจ จนข้าเองก็มิอาจแบ่งปันมาได้ การที่ท่านเหมือนเขาออกปานนี้ มีเหรอที่ข้าจะไม่ปวดใจ”

“ถ้าเจ็บปวดใจขนาดนั้น ทำไมไม่ลืมเขาไปเสียล่ะ เจ้าจะจดจำเขาเพื่อทรมานตัวเองไปทำไม”

จุนโฮบอกด้วยน้ำเสียงเย็นชา แต่สายตามิอาจละสายตาไปจากใบหน้าของฮวารยองได้”

หญิงสาวเงยหน้ามองท้องฟ้ามิอาจจะบังคับให้น้ำตาหยุดไหลได้

“ข้าก็ว่าจะลืมนะ แต่ข้าเป็นคนลืมไม่เก่ง เพราะถ้าหากข้าลืมเก่งสักนิด ข้าคงเอาตัวเองออกมาจากห้วงอดีตที่มีแต่ความทุกข์ระทมได้ ท่านก็เหมือนกัน ได้โปรดอย่ามาตามติดข้าให้เป็นที่ครหาเลย จากที่ข้าไม่รู้สึกเกลียด…ข้าอาจจะนึกเกลียดท่านจริงๆก็ได้”

“ เกลียด..ทั้งๆ ที่ข้าหน้าตาเหมือนเพื่อนตัวโตของเจ้าอย่างนั้นรึ”

“เจ้าค่ะ บอกแล้วไงเจ้าคะ ยิ่งมองหน้าท่าน ข้ายิ่งปวดใจเพราะคิดถึงเขา

ฮวารยองเอ่ยก่อนจะเดินหันหลังให้เขา ในตอนนั้นมือแกร่งจับมือของเธอไว้มั่น หญิงสาวรู้สึกสงสัย แต่ก็พยายามดึงมือของตัวเองกลับมา

จุนโฮไม่ยอมปล่อยมือข้างนั้นกอบกุมมือเธอไว้มั่น

“ถ้าอย่างนั้นอย่าลืมเขาเลยนะ ไหนๆ ก็อุตส่าห์ลืมช้าแล้วก็จดจำเขาไว้ในใจเถิด เอาล่ะ…เจ้ามาที่นี่ทำไม ที่นี่ไม่มีคนเลยนะ”

จุนโฮเปลี่ยนเรื่องคุย เพราะไม่อยากจะเผยความลับออกในเวลานี้ เขาปล่อยมือของฮวารยองอย่างแสนเสียดาย

“วันนี้เป็นครบรอบวันตายของท่านพ่อท่านแม่ของข้าเจ้าค่ะ หากท่านจะกรุณา ข้าอยากจะอยู่ที่นี่คนเดียว ที่ตรงนี้เป็นป่าช้าของคนสกุลข้าน่ะเจ้าค่ะ”

“ยังไงก็อันตรายนะ เอาเป็นว่าข้าจะไปด้วยก็แล้วกัน เดินๆ อยู่แบบนี้ตอนกลางวันก็จริง แต่ใช่ว่าจะปลอดภัย”

จุนโฮเอ่ยพลางเดินไปเป็นเพื่อน หญิงสาวถอนหายใจเฮือกใหญ่ นี่เขาจะตามเธอมาทำไมนะ ในเมื่อห้ามไม่ได้เธอก็ต้องปล่อยให้เลยตามเลย ทั้งคู่เดินผ่านป่าไผ่มาจนถึงทุ่งดอกหญ้าที่มีต้นดอกซานซูยุอยู่บ้างประปราย อย่างไรเสียในสายตาของจุนโฮที่นี่ก็ดูไม่น่าจะปลอดภัยสำหรับผู้หญิงตัวคนเดียว ยิ่งฮวารยองเป็นคนหน้าตาสะสวยเช่นนี้ การมาเดินที่นี่คนเดียว มันไม่ใช่เรื่องที่จะควรทำนัก  

สถานที่ตรงนี้ดูเงียบเหงาวังเวงเพราะไร้ผู้คนเดินไปมา ที่นี่มีหลุมฝังศพของคนสองคนที่ฝังเคียงคู่กันใต้ต้นสนใหญ่ นั่นทำให้ฮวารยองยิ้มน้อยๆ นี่เป็นครั้งที่ห้าในรอบหลายปีเธอได้มาที่นี่นับตั้งแต่เข้าวัง เธอก็มีเวลาได้มาเยี่ยมบิดามารดาที่หลุมฝังศพไม่บ่อยนัก มือน้อยหยิบขนมกุลต็อกที่นางในห้องครัวฝากมาใส่จานไม้เล็กๆ ที่เอาติดมาในห่อผ้าด้วย ก่อนจะเอาเหล้ามักกอลลี่รินใส่จอกไม้ให้ท่านอีกเหมือนกัน

ฮวารยองนิ่งเงียบจ้องมองหลบฝังศพของพ่อแม่ ราวกับอยากบอกสิ่งที่ตัวเองเป็นในตอนนี้ในใจ ที่จริงหญิงสาวก็อยากพูดออกไปนะ แต่ติดที่มีคนอยู่ด้วย เธอจึงใช่วิธีเงียบมากกว่า ท่าทางดังกล่าวทำให้จุนโฮเห็นผิดปกติ เพราะคนที่ไหว้บรรพบุรุษ มักจะเอ่ยสิ่งที่อยากพูดออกไป แต่ฮวารยองกลับนิ่งเงียบ

“ทำไม ไม่พูดอะไรกับพวกท่านบ้างล่ะ”

“ก็เพราะมีคนอื่นอยู่ด้วยน่ะสิ ข้าเลยไม่อยากพูด”

ฮวารยองบอกอีกฝ่ายอย่างไม่ถนอมน้ำใจ เอากับเธอสิ นี่ยังหาโอกาสเหน็บแหนมเขาได้ทุกเวลา

“งั้น…ข้าจะพูดแทนเจ้าก็แล้วกัน”

จุนโฮเอ่ยพลางยกเอาขวดเหล้ามาเทใส่จอกไม้ ก่อนเทลงพื้นข้างหลุมศพทั้งสอง ฮวารยองอ้าปากค้างไม่คิดว่าเขาจะทำอะไรอย่างนี้ ชายหนุ่มนั่งนิ่งไม่มีพูดคำใดๆ ออกมา ท่าทางดังกล่าวทำให้ฮวารยองสงสัยเป็นกำลัง พอจะเอ่ยปากถามจุนโฮก็หันหน้ามายิ้มให้เธอก่อน

“ท่าน..ท่านพูดอะไรกับพ่อแม่ของข้า”

“แล้วทำไมข้าต้องบอกเจ้าด้วย ยังไงๆ ก็ข้าพูดออกไปแล้ว”

“แต่ท่านไม่มีสิทธิ์นะ ท่านเป็นชาวญี่ปุ่น อีกอย่างเป็นใครก็ไม่รู้ จู่ๆจะมาพูดกับพ่อแม่ข้าทำไม ที่สำคัญคนชาติเดียวกับท่าน…”

เสียงนั้นหายไปในลำคอ เมื่อสบตาเขา เธอก็ไม่อาจจะพูดอะไรได้อีก น้ำตาหยดหนึ่งไหลออกมาอย่างห้ามไม่ได้ความรู้สึกโกรธเกลียดชิงชังมิอาจจะบังคับได้ เธอจึงตัดสินใจพูดออกไปตามที่ใจต้องการ

“เพราะคนชาติเดียวกันกับท่าน ทำให้ข้าต้องสูญเสียทั้งนาย อาจารย์ และเพื่อนตัวโต ท่านไม่มีสิทธิ์จะมาพูดอะไรกับพ่อแม่ของข้า”

“แต่ข้าก็ไม่ใช่พวกเขานี่”

“แต่การมาของพวกท่านทำให้ข้าเจ็บปวด ข้าไม่รู้นะว่าท่านเข้ามาที่วังหลวงทำไม และข้าก็ไม่รู้อีกเหมือนกัน ว่าทำไมองค์รัชทายาทถึงเชื่อใจท่านนัก แต่ถ้าท่านจะเข้ามาแล้วทำลายทุกอย่างที่มันยังเหลือ…ท่านอย่ามาเลยดีกว่า เพราะข้าไม่อยากสูญเสียทุกอย่างไปอีกแล้ว”

ฮวารยองร้องไห้ออกมาจนร่างสั่นเทิ้ม ความกลัวตั้งแต่วัยเยาว์ทำให้เธอไม่อาจจะเชื่อใจชายคนนี้ได้ ยิ่งเห็นเขาว่ามีรูปร่างหน้าตาเหมือนกับใต้เท้าคิมมากเท่าใด เธอก็ยิ่งปวดใจมากเท่านั้น

“ข้าไม่ได้มาเพื่อทำลาย ข้ามาเพื่อปกป้องต่างหาก เจ้าเชื่อใจข้าจะได้ไหม”

มือแกร่งแตะไล้แก้มเนียนที่เปื้อนน้ำตา สองคนที่รอดชีวิตในค่ำคืนที่แสนเลวร้ายต่างมีบาดแผลลึกและกว้างเท่ากัน แม้ผ่านเวลามาหลายปี แต่ก็ไม่มีใครลืมความเจ็บปวดนั้นได้ ฮวารยองเบือนหน้าหนี ก่อนจะเอ่ยขึ้นมาว่า

“ทางที่ดีท่านกับข้าเดินคนละทางกันดีกว่า ข้าไม่อยากให้ใครครหาว่า ข้าสบคบกับคนญี่ปุ่น ได้โปรดอย่าทำให้ข้าลำบากใจเลยเจ้าค่ะ”

“ฮวารยองอา..”

เขาเอ่ยก่อนที่มือข้างหนึ่งจะดึงแว่นตาออก มือของเขาดึงมือเธอให้มาแตะบาดแผลที่ใบหน้า ในตอนนั้นฮวารยองถึงกับสะอึกสะอื้นออกมาอย่างอัดอั้น เพราะในยามที่คนตรงหน้าเรียกขานชื่อเธอน้ำเสียงของเขาก็ยังเหมือนกับใต้เท้าคิมมายืนตรงหน้าและเรียกขานเธอ

“นี่ท่านเป็นคนหรือปีศาจกันแน่ ทำไมท่านถึงเหมือนใต้เท้าคิมจุนโฮขนาดนี้ นี่ขนาดท่านอยู่เฉยๆ ข้ายังปวดใจ”

“แล้วถ้าข้าเป็นเขาล่ะ เจ้ายังจะปวดใจอยู่อีกไหม”

“แล้วทำไม..”

ฮวารยองถึงกับพูดไม่ออก ดวงตาคู่งามมีน้ำไหลทะลักออกมาจะห้ามก็ห้ามไม่ได้ หัวใจที่เต้นดังอยู่แล้วกลับเต้นดังกว่าเดิมเป็นร้อยเท่า ในขณะจุนโฮก็มองหน้าของฮวารยองนิ่ง

“ข้ามีเหตุผลที่ต้องเป็นคนอื่น แต่ข้ามาที่นี่เพื่อปกป้องพเยฮาและองค์รัชทายาท ข้าไม่เคยลืมสิ่งที่เจ้าปิดผนึกไว้ตรงนี้เลยแม้เสี้ยวนาที เขาเอามือน้อยแตะที่ตำแหน่งหัวใจ

“เพราะตั้งแต่วันนั้นที่เจ้าปิดผนึก…ใจข้าไม่เคยเปิดให้ใคร”

“ใต้เท้าคิม…”

ฮวารยองเอ่ยทั้งน้ำตา ในตอนนี้คนสองคนต่างเล่าเรื่องราวที่เจ็บปวดและที่ได้ผ่านมากันและฟัง สิ่งใดที่ได้พบเจอกลับทำคนทั้งสองกลับเข้มแข็งมากขึ้นกว่าเดิม

“ท่านผ่านเรื่องราวเลวร้ายมาได้เช่นใดคะ ตอนนี้แผลของท่านยังเจ็บปวดอยู่อีกไหม

“แล้วเจ้าล่ะ รอดผ่านวันคืนที่โหดร้ายได้เช่นใด”

“ช่างมันเถิดค่ะ..ข้าผ่านมาแล้ว นายท่านจำคำสัญญาของเราได้ไหมเจ้าคะ”

“จำได้สิ สัญญาว่าจะไม่ลืมกันชั่วชีวิต”

เขาเอ่ยพลางยิ้มให้กับเธอในยามที่ดวงอาทิตย์ใกล้อัสดง มือน้อยแตะต้องไปรอยแผลเป็นของชายหนุ่ม แต่เขากลับดึงมือเธอมาแตะต้องไว้ที่หน้าอก ฮวารยองเดาแววตาของจุนโฮไม่ออก รู้อย่างเดียวว่าเธอไม่อาจจะละสายตาออกจากเขาได้ง่ายๆ เหมือนกับที่เคยทำกับคนอื่นๆ

ใจเจ้าล่ะ จะรับเอาข้าเข้าไปไว้ข้างในนั้นได้หรือไม่”

ฮวารยองไม่อาจให้คำตอบเขาได้ รู้อย่างเดียวว่าหัวใจที่เต้นอยู่ข้างในจังหวะมันถี่และเร็วขึ้น  ชายหนุ่มยิ้มให้กับเธอ ในความทรงจำครั้งนั้น ฮวารยองไม่คิดว่าจะได้เห็นรอยยิ้มของจุนโฮอีก เพราะคิดว่าเขาได้ตายไปแล้ว เมื่อเขามายืนอยู่ตรงหน้า แม้จะใส่เสื้อและอาภรณ์ที่แตกต่างออกไป แต่ก็ไม่ได้ทำให้ความรู้สึกที่เธอมีต่อเขาเปลี่ยนแปลงไปเลยแม้แต่น้อย

“ตั้งแต่วันนั้นที่ข้าสูญเสียคนที่รักที่สุดไป ข้าก็เฝ้าคิดถึงนายหญิง คิดถึงพี่อินจู คิดถึงจุงจอนมามา และข้าก็คิดถึงท่าน แบบนี้เรียกได้ว่าหัวใจข้ารับเอาท่านมาไว้แล้วจะได้ไหม ข้าติดค้างคำสัญญาที่มีต่อทุกคนรวมทั้งท่านด้วย มาวันนี้การที่ท่านได้มายืนอยู่ตรงนี้ มันทำให้หัวใจข้าเต้นไม่เป็นจังหวะ มีทั้งสุขและทุกข์ในเวลาเดียวกัน”

“นั่นแสดงว่าใจของเจ้ารับเอาข้าไว้ตั้งแต่ตอนนั้นแล้ว”

เขาเอ่ยพลางเอามือลูบใบหน้าครึ่งเสี้ยวน้ำตาคลอ  เขาดึงร่างของฮวารยองมากอดแน่นก่อนเอ่ยซ้ำอีกครั้ง

“ในเมื่อข้ากลับมาแล้ว ข้าก็แค่ยืนอยู่ที่เดิมเท่านั้น…อยู่เพื่อปกป้องเจ้าเพิ่มอีกคน….อยู่เพื่อรักษาสัญญาของเจ้าและข้า”

 

Don`t copy text!