ภูษาแห่งราชา บทที่ 18 : รักของข้า..งดงามเพราะมีท่านย้อมสีมัน

ภูษาแห่งราชา บทที่ 18 : รักของข้า..งดงามเพราะมีท่านย้อมสีมัน

โดย : นาคเหรา

ภูษาแห่งราชา นวนิยายเรื่องล่าสุดจาก นาคเหรา ที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากฉลองพระองค์ของพระราชาแห่งแดนโสม นิยายออนไลน์ ครบรส ที่ อ่านเอา อยากให้ทุกคนได้ อ่านออนไลน์

………………………………………………….

 

สองวันต่อมา

ช่วงหัวค่ำของวันนี้ ท้องฟ้าของเกาหลีสว่างไสวไปด้วยแสงจากโคมไฟ ชาวเมืองแทบทุกตรอกพากันเอากระดาษสาสีสันต่างๆ มาทำโคมไฟในวันที่อากาศไม่ร้อนไม่หนาวช่วงนี้แทบทุกปี แต่ที่พิเศษกว่านั้นคือบางบ้านที่พอมีฐานะหน่อยก็มีเครื่องปั่นไฟใช้บ้างแล้ว ทำให้มีแสงจากหลอดไฟสีต่างๆ ดูงามแปลกกว่าเดิมอีก ตอนนี้เครื่องใช้แบบตะวันตกและญี่ปุ่นมีให้ซื้อหาได้ทุกตรอกซอกซอยในเกาหลี

สายตาทุกคู่ต่างจ้องมองชายร่างสูงในชุดสากล เขาตั้งใจเดินลัดมาที่ตรอกโอกักจุกไม่ได้ลัดไปหัวมุมถนนที่เป็นโรงแรมที่พำนักเส้นทางนี้ ฮวารยองเป็นผู้บอกเขาตอนที่เดินมาส่งเธอไปที่บ้านของใต้เท้ายูซังฮอนที่ตรอกซาดง แต่เขาก็ไม่อยู่รอจนเธอออกมา เพราะคิดว่าเธอคงพักที่บ้านหลังนั้น ชายหนุ่มเดินมาจนใกล้จะถึงโรงพยาบาลควางฮเยวอน เสียงของหมอนิโคลัสก็ดังขึ้นมาก่อน

“มิสเตอร์คิม มานี่ก่อนสิ”

จุนโฮหยุด ก่อนจะหันไปหาเจ้าของเสียงที่กำลังยืนคุยกับเด็กที่มาเล่นแถวนั้นสองสามคน  

“เรียกผมว่าเจมส์เถิดขอรับ คุณหมอ”

“นั่นน่ะสินะ เรียกง่ายกว่ากันตั้งเยอะ วันนี้ดูท่าทางสดใสขึ้นนะ”

“ขอรับ ผมรู้สึกดีมาก คุณหมอสบายดีนะขอรับ”

“ผมสบายดีนะ แต่แก่ลงเยอะ ไม่คิดว่าคุณจะเข้ามาที่ฮันซองเร็วถึงขนาดนี้ ที่ญี่ปุ่นเป็นไงแล้ว หวังว่าเพื่อนๆของผมที่นั่นคงสบายดีนะ”

“ทุกคนที่นั่น สบายดีขอรับ” จุนโฮเอ่ยพลางยิ้มน้อยๆ

ในตอนนั้นเขาก็เห็นเด็กหญิงผมสั้นอายุราวห้าขวบเดินมาหาหมอนิโคลัส ในมือก็ถือกระเป๋าพกจูมอนี่สีสวย ดูแล้วเป็นผ้าเนื้อดีทีเดียวแต่เด็กที่สวมเสื้อผ้าเก่าๆ แบบนี้จะเอาเงินจากไหนมาซื้อกระเป๋าถึงจะเป็นเศษผ้าไหมได้เล่า หมอนิโคลัสมองตามผู้อ่อนวัยกว่าแบบรู้ทันความคิดจึงเอ่ยออกไปว่า

“เด็กที่ชื่อฮวารยองฝีมือดีนะ ผมยังเคยได้กระเป๋าใส่สตางค์เลย วันนี้เธอเอากระเป๋าผ้ามาแจกเด็กๆ น่ะ แถมยังซื้อขนมใส่ให้ด้วย เด็กๆ พวกนี้ก็เลยดีใจใหญ่”

นิโคลัสหันมาทางเด็กน้อยที่กำลังจะแกะตังเมส่งเข้าปากพลางส่งสายตาดุๆไปให้

“กินมากไปฟันจะผุนะ กีซุน เลิกกินได้แล้ว”

“ถ้าไม่กินก็น่าเสียดายสิเจ้าคะ…ท่านหมอ เดี๋ยวมีใครเห็นก็มาแย่งหมดก็อดกินกันพอดีเจ้าค่ะ”

“แล้วถ้าฟันผุหมดปากทำยังไง หรืออยากจะให้หมอถอนฟันออกหมดปากรึไง”

เด็กหญิงตัวน้อยทำท่าทางลังเลแต่เอาขนมเข้าปากเหมือนเดิม จุนโฮยิ้มกับท่าทางดังกล่าว พลันก็คิดถึงคนที่เย็บกระเป๋าขึ้นมา  

“ขอดูกระเป๋าหน่อยได้ไหมจ๊ะ”

“เจ้าค่ะ ท่านเป็นชาวเกาหลีรึเจ้าคะ”

“เดาเอาสิ..ข้าเหมือนท่านหมอหรือไม่เล่า ว่าแต่กระเป๋านี้สวยจริงๆ นะ” เด็กหญิงกีซุนยิ้มกว้างเมื่อผู้สูงวัยกว่าเอ่ยชมกระเป๋าในมือเธอ เด็กหญิงชูมันขึ้นอวดพลางเอ่ย

“พี่ฮวารยองเย็บให้เจ้าค่ะ มันสวยมากใช่ไหมเจ้าค่ะ  พี่สาวเป็นคนเก่งแถมสวยมากอีกด้วย นี่ลูกชายของร้านเครื่องหอมที่อยู่ตลาดแทวอน ดูท่าจะชอบพี่สาวมาก ถึงกับให้คนไปคุยกับใต้เท้ายูที่เรือนใหญ่ฟากกระโน้น”

เด็กหญิงบอกตามประสาซื่อ แต่ก็จุนโฮไม่ค่อยจะพอใจนัก คนอะไรกลับบ้านมาได้วันเดียวมีคนมาเจรจาสู่ขอแล้ว ดีอย่างเดียวที่ตอนนี้ชีวิตของฮวารยองใครจะมาตัดสินใจอะไรไม่ได้ง่ายๆ เพราะได้ถวายตัวเป็นนางในหลวง แต่ความรู้สึกของเธอ จะเรียกว่ามีใจให้กับเขาได้รึเปล่า

นายแพทย์นิโคลัสผู้ที่ผ่านโลกมามากกว่า มองสายตาที่ไหวสั่นนั้นก็เดาออก

“เด็กคนนั้นโตขึ้นมาแล้วดูสวยมากจริงๆ แถมยังใจดีมาก กับเด็กๆ ที่ยากไร้พวกนี้ ก็แจกข้าวของให้บ่อยๆ คุณเจอเธอหรือยัง”

“เจอแล้วครับ ที่คยองอุนกุง”

ดวงตาของจุนโฮมีแววอิ่มเอมเมื่อได้เอ่ยถึงฮวารยอง อาการนั้นทำให้นายแพทย์นิโคลัสเผยรอยยิ้มออกมาบางๆ

“คุณกับเด็กคนนั้นมีแผลเป็นเหมือนกันนะ ทั้งร่างกายและจิตใจ แถมยังมีความเหมือนที่ตรงจุดกันอีก”

“ความเหมือน…อะไรหรือครับ”

จุนโฮเลิกคิ้วสูงเมื่อได้ยินคำนั้น แต่หมอนิโคลัสก็ไม่ได้เอ่ยอะไรออกไปอีก ได้แต่ทิ้งคำพูดนั้นไว้ให้เป็นปริศนา จุนโฮเองแม้สงสัย แต่เขาก็ไม่คิดถามซ้ำเพื่อเอาคำตอบ ชายหนุ่มก้มลงไปมองเด็กหญิงตัวเล็กพลางยิ้มกว้าง

“นายท่านยิ้มแล้ว น่ามองมากเลยเจ้าค่ะ”

“ แต่ว่าข้าอยากได้กระเป๋าใบนี้เสียแล้วล่ะ เจ้าจะให้ข้าได้ไหม”

“ไม่ได้เจ้าค่ะ พี่สาวอุตส่าห์เย็บให้ข้า ข้าจะเก็บไว้ใส่ความโชคดี ถ้าท่านอยากได้พกจูมอนี่ น่าจะไปขอกับนางเอง”

“เอาล่ะสิ ข้าไม่รู้จักบ้านใต้เท้ายูเสียด้วย” จุนโฮเอ่ยแต่กีซุนกระตุกมือของเขาพลางบอก

“พี่สาวไม่ได้ไปนอนที่บ้านใต้เท้ายูหรอกเจ้าค่ะ เมื่อคืนนางนอนอยู่บ้านของนางตรงข้ามบ้านท่านอาของข้า มาเถอะค่ะ เดี๋ยวข้าจะพาไป”

ว่าแล้วจุนโฮก็ถูกคนตัวเล็กกว่าจูงมือเดินออกไปจากควางฮเยวอนทันที

 

“พี่สาว…พี่สาวเจ้าคะ”

เสียงใสๆ ของเด็กที่อยู่หน้าบ้านทำให้ฮวารยองเยี่ยมหน้ามองทางหน้าต่างทันที ร่างเด็กหญิงในชุดผ้าฝ้ายสีเปลือกไม้ทำให้ฮวารยองละมือจากงานที่ทำอยู่ทันที หญิงสาวเลื่อนประตูกระดาษสาออกไป ก่อนจะเดินไปเปิดประตูใหญ่ให้ แต่ทว่ากลับมาเจอจุนโฮย่อตัวแอบอยู่ที่รั้วหิน พอเขาสบตากับเธอก็ได้แต่ยิ้มให้อย่างไม่เต็มใจนัก

“พี่สาว นายท่านคนนี้อยากได้พกจูมอนี่เจ้าค่ะ ท่านพอจะมีเหลือไหมเจ้าคะ”

“หมดแล้ว ไม่มีหรอกค่ะ เสียใจด้วย” ฮวารยองเอ่ยท่าทางงงๆ

“ทำไงดีนะ อยากได้จัง อยากจะเอาพกจูมอนี่ไว้ใส่ความโชคดีกับเขามั่ง”

ฮวารยองตีสีหน้าไม่ถูก นี่ใต้เท้าคิมจะมาไม้ไหนกันเนี่ย ตัวโตสูงใหญ่เหมือนต้นสน แต่ทำตัวแอบซ่อนเหมือนเด็กเล่นซ่อนหา หญิงสาวเห็นเช่นนั้นก็ได้แต่ตีสีหน้าดุใส่

“นายท่านเล่นอะไรแบบนี้เล่าเจ้าคะ”

“ก็มาขอกระเป๋าพกจูมอนี่จากคนใจดีน่ะสิ”

“ไม่มีหรอกเจ้าค่ะ เชิญท่านกลับไปได้แล้วเจ้าค่ะ อยู่นานไปอาจจะเป็นครหาได้”

พูดไม่ทันจบดี เด็กกลุ่มหนึ่งก็วิ่งมาชวนกีซุนให้ไปเล่นไล่จับที่ทุ่งหญ้า เด็กหญิงเห็นเพื่อนจึงวิ่งไปด้วย ซ้ำยังไม่ได้กล่าวคำลาใครด้วยซ้ำ จุนโฮเห็นเช่นนั้นจึงถือวิสาสะเดินเข้ามาในบ้าน ก่อนจะมองไปรอบๆ ฮวารยองเห็นเช่นนั้นก็ทำหน้าตื่นด้วยเห็นว่าเป็นเรื่องไม่สมควร

“นายท่านจะเข้ามาแบบนี้ไม่ได้นะเจ้าคะ คนแถวนี้จะคิดยังไง ข้ากลัวคำติฉินนินทา”

“แต่ข้าไม่สนหรอกนะ ถ้าจะเสียหายเพราะเจ้า…ข้าเต็มใจ”

เขาเอ่ยพลางนั่งลงที่แคร่ไม้ ดวงตาคมมองไปรอบๆ บ้านหลังนี้สร้างด้วยไม้เนื้อแข็งหลังไม่ใหญ่นัก แต่มีบ่อน้ำส่วนตัวไม่ต้องไปใช้รวมกับชาวบ้านข้างนอก มีราวไม้ไผ่ตั้งเรียงรายเหมือนจะเอาไว้เป็นราวตากผ้า มีรั้วสูงพอสมควรดูแล้วค่อนข้างจะปลอดภัยสำหรับคนที่อยู่อาศัยทีเดียว

แต่ถึงอย่างไร การที่ผู้หญิงอยู่ตัวคนเดียวก็น่าห่วงอยู่ดี

“เมื่อคืนเจ้านอนที่นี่คนเดียวรึ”

“เจ้าค่ะ อย่างไรเสีย ที่นี่ก็บ้านของข้าจะให้ไปนอนที่อื่นก็คงไม่ได้”

ฮวารยองพูดสีหน้าสลดลง เมื่อวานเธอไปเยี่ยมท่านลุงแต่กลับไม่ได้รับการต้อนรับจากท่านป้า หลายปีก่อนตอนที่ท่านพ่อเสียใหม่ๆ เธอจำได้ดีว่าท่านป้ารังเกียจเดียดฉันท์เธอยังไงบ้าง มิหนำซ้ำท่านลุงก็ยังบอกให้เธอลาออกมาแต่งงานกับลูกเศรษฐีคนหนึ่งที่ตรอกแทวอนเพราะสถานการณ์ในวังไม่ค่อยปลอดภัย

ข้าต้องอยู่รับใช้องค์จักรพรรดิ ตอนนี้ข้าไม่อาจจะทำอะไรตามใจได้เจ้าค่ะ อีกอย่างข้าเต็มใจที่จะอยู่ในวังมากกว่า”

“เจ้านี่มันโง่ แถมยังหัวรั้นนัก คนอื่นเขาออกมาตั้งตัวหาทางรอด ทำไม..เจ้าไม่คิดถึงวันข้างหน้าบ้าง”

“เพราะข้าคิดถึงวันข้างหน้าเจ้าค่ะ ข้าถึงเข้าวังไปตั้งแต่หกขวบ พวกท่านเองมิใช่รึเจ้าคะ ที่ผลักไสให้ข้าเข้าวังไปเพราะกลัวเปลืองข้าวสุกที่บ้าน!”

ใบหน้างดงามก้มลงต่ำ เมื่อคิดถึงถ้อยคำนั้น แม้กระทั่งวันนี้ท่านป้าก็ยังรู้สึกรังเกียจเธอเหมือนเดิม จุนโฮลอบมองใบหน้าที่มีแววสลดลงก็อดถามไม่ได้ มือแกร่งยื่นมาจับให้เธอนั่งใกล้ๆ กันที่แคร่ไม้หน้าเรือน

“เป็นอะไรไปล่ะ ดูท่าทางไม่สบายใจเลย วันนี้ทุกบ้านแขวนโคมไฟขอพรกัน ข้าก็ยังแปลกใจทำไมเจ้าของบ้านนี้ ไม่แขวนโคมเหมือนบ้านหลังอื่นกัน ”

“อีกสองสามวันข้าก็จะกลับแล้ว แค่ทำความสะอาดบ้าน ข้าก็ยุ่งมากเจ้าค่ะ” ฮวารยองพูดออกไป

“งั้นเราไปเที่ยวกันไหม ถ้าไม่แขวนโคมไฟ เราก็ไปเที่ยวดูงานดอกไม้ไฟกัน”

จุนโฮเอ่ยปากชวน แต่ฮวารยองส่ายหน้าไปมา

“คงไม่เหมาะหรอกเจ้าค่ะ”

“แล้วไม่อยากไปรึ อยู่ในวังโอกาสน้อยมากจะได้ไปเที่ยว ข้าอยากให้เจ้าไปด้วย”

จุนโฮเอ่ยพลางส่งสายตาเว้าวอนมายังเธอ ฮวารยองได้แต่หลบสายตา ก่อนจะหาข้ออ้างเพื่อจะได้ไม่ต้องไปกับเขา  

“คือ..ท่านจะใส่ชุดนี้ไปหรือเจ้าคะ มันคงไม่เหมาะเท่าไหร่ เพราะคนอาจจะมองนายท่านเป็นอย่างอื่นไปด้วย การไปเที่ยวที่สถานที่ดังกล่าว คงไม่มีใครชอบใจนัก ถ้าหากว่านายท่านจะแต่งตัวแบบนี้

“ นั่นสินะ”

จุนโฮบอกใจล่องลอย แต่ก็เหมือนจะคิดอะไรออก

“งั้นเจ้าก็หาเสื้อผ้าให้ข้าสิ เสื้อผ้าเก่าของบิดาเจ้าก็ได้นะ หรือไม่งั้น..เราก็ไปซื้อที่ตลาดกัน”

“ไม่ดีมั้งเจ้าคะ”

ฮวารยองพูดอย่างมีกังวล ตกลงนี่เขาจะต้อนเธอให้จนมุมจริงหรือนี่ เธอจะทำอย่างไรดีเพื่อให้เขาเลิกล้มความคิดนี้ไป แต่จุนโฮกลับบอกออกไปว่า

“ไม่เป็นไรหรอก เอาเสื้อผ้าเก่าบิดาเจ้าก็ได้นะ ท่านเป็นช่างภูษาคงมีเสื้อที่ตัดเย็บดีกว่าไปซื้อตลาดแน่ๆ ไหนๆ เจ้าก็ได้วันหยุดพักแล้ว เราก็ไปเดินเที่ยวด้วยกันหน่อยจะเป็นอะไรไป ต่อไปไม่รู้ว่าเมื่อไหร่เจ้าจะได้กลับมาเป็นผู้หญิงธรรมดาๆ คนที่ข้าเอื้อมคว้าได้”

ฮวารยองได้ยินเช่นนั้น ใบหน้าเนียนก็ร้อนผ่าวขึ้น ความรู้สึกแปลกๆ แต่อิ่มเอมแทรกเข้ามาในหัวใจ ยิ่งตอนนี้เวลาสบตากับจุนโฮเขาเผยรอยยิ้มที่อบอุ่นเหมือนวันวานส่งมาให้  แต่ถึงอย่างไรการปล่อยให้ทุกอย่างไปตามใจตนคงเป็นเรื่องที่ไม่สมควรนัก

“นายท่านเจ้าคะ ท่านพูดล้อเล่นรึเจ้าคะ ข้าเป็นช่างภูษาต้องทำงานสนองเบื้องพระยุคลบาท ข้าคงมีความรักกับใครไม่ได้เจ้าค่ะ สำหรับข้า…การที่ท่านมีชีวิตอยู่ ข้าก็มีความสุขมากพอแล้ว”

มือแกร่งเลื่อนมาจับมือบอบบางของฮวารยองไว้ หัวใจของเธออุ่นวาบเพราะสัมผัสนั้น และเมื่อจ้องมองลึกเข้าไปในดวงตาคมคู่ของเขา เธอก็ไม่อาจจะละสายตาจากเขาได้เช่นกัน

“ข้าไม่สนว่าเจ้าเป็นใคร ข้าไม่สนว่าใครจะรักเจ้า ข้าสนเพียงว่า…เจ้าจะรักข้าได้ไหม”

ในตอนนั้นจุนโฮโน้มกายเข้าไปใกล้ ฮวารยองเห็นรอยแผลเป็นที่ใบหน้าของเขาชัดขึ้น กลิ่นหอมอ่อนๆ ของเกสรดอกซานซูยุลอยอวลใจเธออยู่เช่นนี้ เมื่อริมฝีปากแผ่วๆ กดทาบมาที่ริมฝีปากของเธอ สมองของฮวารยองว่างเปล่าราวผ้าขาว แต่กลับมีสีสันขึ้นราวมีใครมาแต่งแต้มสีอย่างไรอย่างนั้น

“ข้าย้อมผ้าไม่เป็น แต่ถ้าจะใช้สีย้อมใจของเจ้า ข้าเลือกสีที่มันงดงามที่สุด เจ้าจะยินยอมรึไม่”

Don`t copy text!