ภูษาแห่งราชา บทที่ 19 : เชื่อใจข้า…สักครั้ง

ภูษาแห่งราชา บทที่ 19 : เชื่อใจข้า…สักครั้ง

โดย : นาคเหรา

ภูษาแห่งราชา นวนิยายเรื่องล่าสุดจาก นาคเหรา ที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากฉลองพระองค์ของพระราชาแห่งแดนโสม นิยายออนไลน์ ครบรส ที่ อ่านเอา อยากให้ทุกคนได้ อ่านออนไลน์

………………………………………………….

 

ค่ำคืนวันนั้น ที่วัดซองยอนซา

ฮวารยองรู้สึกไม่สบายใจนักที่ต้องมาเดินอย่างนี้ วันนี้จุนโฮใส่ชุดฮันบกสีน้ำเงินเข้มที่เคยเป็นของบิดาเธอ แม้จะเก่าเก็บแต่สีของผ้าไหมตัวที่ดีที่สุดก็ไม่ได้ซีดจางไปกับกาลเวลา เพราะถูกรบเร้ามากและอีกอย่างก็คืออยากไปเที่ยว เธอจึงเดินผ้าคลุมหน้าจนคนที่ยืนอยู่ข้างๆ นึกขำ

“เรามาเที่ยวกันนะ ทำไมถึงคลุมเอาผ้ามาคลุมจนเหลือแต่ลูกตาเล่า เจ้าไม่คิดเสียดายรึ อุตส่าห์ได้วันหยุดมาแล้วทั้งที กลับต้องมาขังตัวเองในผ้าคลุมผืนนี้”

“ก็ข้าเคยชินนี่เจ้าค่ะ อีกอย่างนายหญิงออมก็สั่งให้ทำแบบนี้ ใครๆ ที่อยู่ในวังเขาก็ทำนี่เจ้าคะ”

“แต่ข้าก็อยากเดินควงกับผู้หญิงสวยๆ นี่ มันน่าเสียดายนะที่มาเที่ยวทั้งที คนอื่นก็คงเดาเอาว่าข้าพาผู้หญิงสูงวัยมาเที่ยวด้วย” เขาเอ่ยก่อนจะดึงผ้าคลุมออก นัยน์ตาพร่างพราวยามจ้องมองมานั้นทำให้ฮวารยองรู้สึกเก้อเขิน และเวลาที่จ้องมองไปริมฝีปากหยักลึกที่มีรอยยิ้มจางๆ กลับรู้สึกร้อนวูบวาบไปทั่วตัว

“ก็ได้เจ้าค่ะ…ข้าเอาออกก็ได้”

“ดีมาก ทีนี้มือเจ้าก็จับมือข้าได้แล้ว”

“แต่ว่า..”ฮวารยองลังเล แต่จุนโฮก็ไม่ได้บังคับหรือว่าอะไรทั้งนั้น เพราะเข้าใจดีว่าเธอเติบโตมาในวังหลวงอาจจะได้พบกับบุรุษเพศบ้างแต่ก็ไม่ได้ใกล้ชิด เพราะด้วยกฎของนางในจะทำตัวสนิทสนมกับผู้ชายมากก็ไม่ได้

“จับแขนเสื้อข้าไว้ก็ได้นะ คนเยอะเดี๋ยวก็หลง กว่างานจะเลิกคงดึกพลัดหลงไปก็มีแต่อันตราย เจ้าเพิ่งเคยมางานเทศกาลครั้งแรกสินะ” จุนโฮเอ่ยก่อนดึงมือของฮวารยองมาจับแขนเสื้อของตนเอง หญิงสาวก็ยอมทำตามเพราะเห็นด้วยกับที่เขาบอก ในงานเทศกาลที่มีคนมากมายคับคั่งเช่นนี้ การพลัดหลงไปสำหรับผู้หญิงคนหนึ่งถือเป็นเรื่องที่อันตรายมาก

“ว่ายังไง ถามทำไมไม่ตอบ” จุนโฮเอ่ยซ้ำ  

“ที่จริงเคยมาบ้างแล้วเจ้าค่ะ ก่อนจะเข้าวัง ข้ามากับท่านพ่อท่านแม่ แต่เราจะไปที่ตรอกแทวอนแทนเพราะของกินเยอะ”

“ต่อไปถ้าบ้านเมืองดีขึ้น ข้าก็อยากจะพาเจ้ามาที่นี่บ่อยๆ ไม่รู้ว่าเจ้าจะอยากมาด้วยกันไหม”

ดวงตาคมจ้องมองคนที่อยู่ข้างๆ ในตอนนี้เพราะมีผู้คนมากมายมาเที่ยวงานทำให้ทางเดินดูคับแคบแออัดไปถนัดตา ฮวารยองจับแขนเสื้อของคนสูงวัยกว่าเดินไปตามทางที่ทอดสู่วัดชองยอนซาที่อยู่วัดใกล้ๆ ที่นี่มีโคมไฟแขวนอยู่เต็มทางเดิน แต่บันไดที่ทอดสู่ข้างบนดูเหมือนจะสูงชันเสียหน่อย ฮวารยองที่นานๆ ครั้งจะได้เดินไกลบ้างถึงกับหอบตัวโยนเมื่อเดินถึงบันไดขั้นสุดท้าย

“ข้าชอบที่นี่นะ เงียบดีแต่ไม่ค่อยได้มา”

“ข้าก็เพิ่งมาครั้งแรกเจ้าค่ะ เพิ่งรู้ว่ามีวัดอยู่ที่นี่ น่าเห็นใจคนเอาข้าวสารกับผักแห้งมาทำบุญเสียจริงนะเจ้าคะ บันไดสูงชันเหลือเกิน” ฮวารยองเอ่ยพลางหอบ

“หืม…แต่เขาไม่แบกกันหรอกจ้ะ นี่ตรงนั้นมีชักรอกให้คนนั่ง แค่สั่นกระดิ่งคนที่อยู่ข้างบนจะรีบมาชักรอกให้แผ่นไม้มันเลื่อนขึ้นไปข้างบน ตรงนั้นนั่นไง”

หญิงสาวมองตามที่จุนโฮบอก ก็เห็นคนสูงวัยต่างอุ้มลูกจูงหลานใส่ชุดที่ดีที่สุดมาเที่ยวและทำบุญด้วยกัน ฮวารยองนึกเคืองเขาอยู่ไม่หาย แทนที่จะพาเธอนั่งทางชักรอกจะได้ไม่ต้องเดินเหนื่อยจนเหงื่อกาฬแตกเต็มหน้า แต่เขากลับพาเธอขึ้นบันไดแทน

แถมยังจับมือเสียแน่น…ราวกับจะกลัวเธอวิ่งหนีอย่างไรอย่างนั้น

“ท่านน่าจะบอกข้าก่อนนะคะ ขึ้นมาขนาดนี้เล่นเอาข้าหิวอีกรอบ”

“หึ ถ้าเจ้าไม่อายท่านตากับท่านยายเหล่านั้น ข้าจะพาเจ้าไปต่อแถวย่อมได้ งั้นเราลงไปแล้วไปต่อแถวดีไหม”

“นายท่านช่างเป็นคนตลกหน้าตายนัก ทีจะแกล้งข้าท่านก็สรรหาวิธีมาสารพัด สนุกมากไหมเจ้าคะนายท่าน” ฮวารยองพูดกระแทกเสียงพลางมองหน้าเขาอย่างเหลืออด จุนโฮยิ้มเมื่อเห็นเจ้าของดวงตาคู่งามค้อนขวับให้เขา

“อย่าเรียกนายท่านเลย ฟังแล้วข้าดูเหมือนคนสูงวัยอย่างไรก็ไม่รู้”

“อ้าว..แล้วจะให้เรียกอะไรเล่าเจ้าคะ”

“เรียกพี่จุนโฮสิ เรียกพี่ว่าพี่”

ฮวารยองตีสีหน้าไม่ถูกยิ่งเห็นว่าเขายิ้มยั่ว เธอยิ่งรู้สึกประหม่า ในตอนนี้หัวใจมันเต้นโครมครามหายใจเข้าออกก็รู้สึกแปลกประหลาดจนยากที่จะบรรยายออกมาได้

“แต่ข้าเคยชินแล้วเจ้าค่ะ เรียกนายท่านแบบนี้เหมาะสมกว่า”

“แต่พี่ก็อยากให้เจ้าเรียกพี่นะ เจ้าจะได้ชินปาก”

มือแกร่งดึงมือน้อยไปกุมแน่น ดอกไม้ช่วงนี้กำลังแตกใบผลิดอก พดก๊ดหลายสายพันธุ์บนพื้นที่วัดก็พากันผลิดอกแข่งกันอวดแสงภายใต้โคมไฟหลากสี ภาพชายหญิงสูงวัยประคองกันมาไหว้พระทำให้จุนโฮมองตามอย่างเป็นสุข

“ถ้าวันหนึ่ง ถ้าเราแก่ตัวลงเราคงเหมือนท่านตาท่านยายคู่นั้น”

“มันจะมีวันเป็นไปได้รึเจ้าคะ ข้าหมายถึงท่านก็ต้องอยู่ข้างกายองค์จักรพรรดิ ข้างกายขององค์รัชทายาท ส่วนข้าก็มีหน้าที่ดูแลอาภรณ์ในพระองค์ อีกไม่นานข้าก็จะเข้าพิธีนาอินฉิกแล้ว”

“ขอเพียงเจ้ายินยอม เรื่องอื่นต่อจากนั้นข้าหาได้สนใจไม่ ขอเพียงใจของเจ้าพร้อมไปกับพี่ มือข้างนี้ของพี่จะไม่มีวันปล่อยทิ้งเจ้าไว้กลางทางเลย”

“เราอาจจะคิดหรือฝันได้เจ้าค่ะ แต่เมื่อลืมตาตื่นเราต้องอยู่กับความจริง…ความจริงที่ท่านและข้าต่างก็มีหน้าที่ และหน้าที่ของเราก็ขีดไว้แล้วว่าเราต้องทำอะไรและเพื่อใคร”

ฮวารยองบอกเสียงสั่น เมื่อคิดถึงความจริงข้อนี้ มือที่กุมมือเธอกระชับแน่น นัยน์ตาคมที่พร่างพราวในความมืดนั้น

“เจ้าจะเชื่อใจพี่ได้ไหม แค่วางหัวใจไว้บนฝ่ามือข้า ข้าสัญญาว่าจะไม่ทำให้เจ้าผิดหวังนะฮวารยอง”

คำพูดของจุนโฮทำให้คนที่ฟังหัวใจพองโต นี่การที่เราจะรักใครสักคนมันต้องใช้ความเชื่อใจและความกล้าขนาดนี้เชียวรึ เธอจะเชื่อใจเขาได้ไหม…แล้วหน้าที่ของเธอเล่า

“แต่ข้ามีหน้าที่ต่อท่านซังกุง และองค์จักรพรรดินีผู้ล่วงลับ ข้ายังอยากเป็นช่างภูษาของพระองค์ท่าน”

จุนโฮสบตาคู่งามนิ่ง แม้จะหนักใจ แต่ก็ยังเข้าข้างตัวเอง ที่อย่างน้อยหนังสือพระราชทานสมรสลงลายพระหัตถ์ของพระจักรพรรดินีและพระจักรพรรดิเขายังเป็นผู้ถือครองอยู่ เพียงแค่เขาจะเขียนชื่อของฮวารยองลงไปตอนนี้ แล้วแจ้งกับพระองค์เลยก็ได้ แต่ว่าฮวารยองจะยินยอมหรือไม่ เขาก็อยากให้เธอเห็นชอบด้วย การที่ฮวารยองมีความฝันและหน้าที่เขาเองก็เข้าใจดีทีเดียว

“ฮวารยองอา พี่เข้าใจเจ้านะ ในเมื่อใจพี่ปิดมันเพื่อเจ้าและเปิดมันออกมาเพื่อเจ้าอีกเหมือนกัน แค่รอสักหน่อยคงไม่เป็นไรนะ พี่จะรอ…”

“นายท่านเจ้าคะ”

ฮวารยองเสียงสั่นเครือ ยิ่งเห็นบาดแผลที่อยู่บนใบหน้าเขาก็ยิ่งรู้สึกปวดใจ เธอได้ยอมรับว่าให้หัวใจเขาไปแล้ว จุนโฮยิ้มน้อยๆ ก่อนจะจูงมือพาฮวารยองไปไหว้พระที่ศาลาไม้เก่าแก่

แต่ทว่า…

“โอราปอนี!!”

ไม่ทันที่จะเอ่ยอะไรต่อ หญิงสาวในคนนั้นก็โผเข้ามากอดร่างจุนโฮแน่น นั่นทำให้ฮวารยองปล่อยมือจากเขาทันที

“โอราปอนี เป็นท่านใช่ไหมเจ้าคะ ท่านยังไม่ตายใช่ไหมเจ้าคะ”

“โอราปอนี?”

หญิงสาวนั้นพูดต่อ จุนโฮนิ่งอึ้งไม่คิดว่าจะได้เจอกึมอ๊กที่นี่ เขามองหน้าฮวารยองเหมือนกับอยากจะอธิบายอะไรบางอย่างด้วย ด้วยความงุนงงที่เข้ามาอย่างไม่ทันตั้งตัวทำให้เขาไม่อาจจะพูดอะไรออก อ้อมกอดนั้นกระชับแน่น ความผูกพันทางสายเลือดที่มีมาทำให้ชายหนุ่มกอดคนในอ้อมกอดตอบอย่างลืมตัว

“มีคนบอกว่าท่านตายไปแล้ว แต่ข้าไม่เชื่อ เป็นท่านใช่ไหมเจ้าคะ!!”

“คุณผู้หญิง… คือว่า”

“น้องของพี่เจ้าค่ะ ข้า..กึมอ๊กน้องของพี่ ผู้หญิงที่โชคร้าย เพราะต้องสูญเสียคนที่รักไปในเวลาเดียวกันถึงสองคน ท่านไม่รู้หรอกว่า ข้าเจ็บปวดขนาดไหน ที่ต้องมีชีวิตอยู่มาจนถึงวันนี้”

หญิงผู้นั้นได้แต่สะอึกสะอื้น จุนโฮไม่สามารถเอ่ยอะไรออกไปได้อีก เพราะในใจเขาก็รู้สึกผิดตลอดเวลาที่ปล่อยให้กึมอ๊กต้องอยู่โดยที่ไม่มีใคร แม้จะมีข่าวจากองค์รัชทายาทว่า องค์จักรพรรดิได้จัดสมรสให้กึมอ๊กกับบุตรชายขุนนางผู้ใหญ่คนหนึ่งในฐานะภรรยาเอก แต่พอมาเห็นท่าทางของน้องสาวทำให้เขาอดคิดไม่ได้ว่าแท้จริงแล้ว ญาติผู้น้องจะมีความสุขจริงๆ หรือไม่  

อาการนิ่งเงียบของจุนโฮทำให้ฮวารยองรู้สึกไม่พอใจ เพราะไม่รู้ว่าหญิงสาวที่กำลังร้องไห้กอดจุนโฮอยู่เป็นใคร ที่เธอรู้สึกอย่างเดียวก็คือ เธอรู้สึกเจ็บปวดและเหมือนกับว่าตัวเองโดนหลอก และเธอไม่อาจจะยืนมองภาพนั้นได้  

“ข้าคงต้องกลับแล้วเจ้าค่ะ”

“ฮวารยองอา…”

จุนโฮเอ่ยหวังอย่างยิ่งว่าถ้อยคำนี้จะเหนี่ยวรั้งให้ฮวารยองหยุดฟังสิ่งที่เขาจะอธิบายได้ แต่กึมอ๊กก็ยังเหนี่ยวรั้งให้เขายืนอยู่ที่เดิม ถ้อยคำและเสียงสะอื้นของญาติผู้น้องก็ทำให้เขาไปไหนไม่ได้อีกเช่นกัน แต่อย่างไรเสียเขาก็ต้องทำอะไรออกไปบ้าง เพราะหากกึมอ๊กรู้ความจริง งานที่เขาคิดและหวังไม่อาจจะลุล่วงไปได้เช่นกัน  

“โอราปอนี ข้า…”

“คุณผู้หญิงจำคนผิดแล้ว ผมชื่อเจมส์”

ท่านจะปิดบังใครในโลกก็ได้ แต่ท่านไม่อาจจะปิดบังแววตาที่ท่านมองข้าได้ตลอดชีวิต ท่านพี่เจ้าขา ตอนนี้ข้าเหมือนเหลือตัวคนเดียวในโลก ท่านได้โปรดกลับมาเถิดนะเจ้าคะ”

กึมอ๊กเอ่ยเสียงสั่นเครือ จุนโฮปิดบังความรู้สึกตัวเองไม่ได้ สิ่งที่น้องสาวมาพูดเช่นนี้เขาไม่จะไม่ใส่ใจเธอก็ไม่ได้อีกเหมือนกัน ดวงตาคมมีแววไหววูบ ในตอนนั้นชายหนุ่มแกะมือของญาติผู้น้องออก ใบหน้าของเธอมีแววปวดร้าว

“คนที่ตายไปแล้ว คงไม่มีวันได้กลับไปมีชีวิตของตัวเองอีก คุณผู้หญิงคงจะเข้าใจผิด”

“ท่านใจร้ายมาก ข้าจำท่านได้..ข้าจำท่านได้ ท่านปิดบังตนเองเพื่ออะไร ท่านก็รู้นี่ว่าข้าไม่มีใคร ท่านยังคิดจะทิ้งข้าไปอีกรึ ท่านทำแบบนี้ไม่รู้สึกผิดกับท่านพ่อบ้างหรือไง”

“แต่โชคร้ายที่ผมไม่ใช่เขา เลยไม่ต้องรู้สึกผิดอะไรกับใคร ขอตัวก่อน”

จุนโฮเอ่ยพลางเดินตามฮวารยองลงบันไดไป โดยไม่ได้สนใจฟังเสียงที่ตามไล่หลังมาแม้แต่น้อย

“โอราปอนี ท่านใจร้ายมาก ท่านทอดทิ้งข้าได้ แต่ท่านทอดทิ้งความเป็นตัวเองไม่ได้หรอก..ไม่มีวัน!”

กึมอ๊กมองตามไปอย่างเจ็บปวด เธอตะโกนเสียงดังลั่น ไม่สนใจว่าจะมีใครจะมองอยู่บ้าง

ในขณะที่ฮวารยองวิ่งลงบันไดที่สูงชันอย่างรวดเร็ว หญิงสาวไม่คิดว่าจะมาเจอเหตุการณ์ที่น่าอับอายเช่นนี้เลย ผู้คนมากมาย มองมาที่เธอราวกับเธอเป็นคนผิด ที่เจ็บใจมากกว่านั้นก็คือ จุนโฮ…เขาหลอกเธอ และที่สำคัญเธอได้ปล่อยใจครึ่งหนึ่งให้หลงรักเขาเข้าไปแล้ว แต่เขาก็มีคนอื่น ดูแล้วผู้หญิงคนนั้นน่าจะรู้จักจุนโฮดีมากว่าเธอด้วยซ้ำ

เสียงฝีเท้าที่ตามมาไล่หลังทำให้ฮวารยองรีบเร่งฝีเท้าเพื่อไม่ให้เขาตามาได้ทัน ทั้งๆ ที่บันไดหินของวัดสูงชันจนดูน่ากลัว แต่ฮวารยองก็เดินลงไปด้วยอารมณ์ที่โกรธขึ้ง

“ฮวารยองอา..ฮวารยองอา”

เสียงของเขาตามไล่หลังมาติดๆ แต่ฮวารยองไม่ได้ชะลอฝีเท้า กลับวิ่งให้เร็วขึ้นกว่าเดิม เพราะไม่อยากให้เขาตามมาทัน แต่เพราะอารามรีบร้อนเธอจึงก้าวพลาดตกบันไดไปหลายขั้น จุนโฮเห็นเช่นนั้นก็ตกใจมาก เขารีบวิ่งไปหาร่างที่ล้มฟุบอยู่กับพื้นด้วยความเป็นห่วง

“ฮวารยองอา!!”

เสียงของชายหนุ่มดังใกล้เข้าแต่คนที่ถูกขานชื่อนั้นกลับพยายามขยับหนี ทั้งๆ ที่รู้สึกเจ็บที่ข้อเท้า จุนโฮรีบวิ่งมาประคองร่างเธอ ในขณะที่คนหลายคนต่างมองท่าทางดังกล่าวอย่างตกใจ

“ฮวารยองเป็นไงบ้าง เจ็บตรงไหนรึเปล่า”

“อย่ามายุ่งกับข้า ออกไป!”

“แต่เจ้ากำลังเจ็บอยู่นะ เจ้าโกรธพี่ก็อย่าทำร้ายตัวเองแบบนี้เลย มานี่เถอะ…พี่จะพยุงเจ้าเอง”

จุนโฮไม่ฟังเสียงของฮวารยองที่ตัดพ้อ เขาคิดว่าจะหาโอกาสอธิบายความให้เธอเข้าใจได้ เพราะเขาบริสุทธิ์ใจมาตลอดว่าคิดกับกึมอ๊กแบบไหน แต่ฮวารยองไม่ใช่อย่างนั้น เธอรู้สึกโกรธมากที่อยู่ท่ามกลางผู้คนมากมาย กลับมีเรื่องน่าอายแบบนี้ จุนโฮอุ้มร่างของฮวารยองขึ้นเหนือพื้นเขาไม่ได้ใส่ใจว่าผู้คนจะมองเช่นใด การกระทำของเขาทำให้สตรีอีกคนที่เฝ้ารอคอยเขามาตลอดชีวิตกลับมองตามอย่างเคียดแค้น

“ข้าไม่เชื่อว่าจะไม่ใช่ท่าน ท่านกับข้าโตมาด้วยกัน ทุกอากัปกิริยาของท่านข้าล้วนจดจำได้ แค่อาภรณ์ประหลาดที่ห่อหุ้มกายปิดบังตัวตนของท่านไม่ได้หรอก..โอราปอนี่”

 

………………………………………………………………………………..

 

จุนโฮพาฮวารยองไปที่โรงพยาบาลควางฮเยวอนในตอนนั้น เธอไม่พูดอะไรกับเขาอีกเลย เพราะหมอนิโคลัสกำลังทำแผลให้เธออยู่ จึงไม่กล้าเอ่ยอะไรออกไป หมอผู้ผ่านโลกมามากกว่าเห็นแววตาร้อนรนของจุนโฮก็อดอมยิ้มไม่ได้ พอมาเห็นหน้าขึ้งโกรธของสาวน้อย ก็พอจะเดาเรื่องราวได้ทันที

“หมอครับ เธอเป็นยังไงบ้าง”

“ก็ฟกช้ำนิดหน่อย แต่สองสามวันอาจจะดีขึ้น”

“ข้าจะกลับบ้านเจ้าค่ะ…ท่านหมอ อาการของข้าไม่ได้สาหัสมาก ข้าคงไม่ต้องนอนพักที่นี่กระมังเจ้าคะ”

“นอนที่นี่เถิด กลับบ้านก็อยู่คนเดียว พี่เป็นห่วง”

“ห่วง งั้นรึ”

ฮวารยองแค่นยิ้ม คิมจุนโฮผู้นี้เขาช่างทำตัวดีต่อหน้าคนอื่นนัก ในเวลานี้หัวใจของเธอมีทั้งความเจ็บปวดและสับสนในเวลาเดียวกัน แท้ที่จริงแล้วเขามีอะไรแอบซ่อนไว้ในใจกันแน่ สายตาโกรธขึ้งตัดพ้อนั่น ทำให้ผู้ที่ถูกมองแผลถลอกก็ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ ชายหนุ่มละสายตาจากฮวารยองออกมาชั่วขณะ ก่อนหันมาทางหมอนิโคลัสที่มองอยู่ก่อนแล้ว

“คุณหมอขอรับ ถ้าจะกรุณาให้ฮวารยองพักอยู่ที่นี่สักคืนได้ไหมขอรับ ที่บ้านของเธอเดินไปจนเกือบสุดตรอกโอกักจุก ให้นอนคนเดียวอาจจะเกิดอันตรายได้”

“ไม่มีใครทำอะไรข้าได้หรอกเจ้าค่ะ ที่โอกัจุกคนทุกคนรู้จักข้า และข้ามีบ้านก็ต้องนอนที่บ้านตัวเอง ข้าขอตัวเจ้าค่ะ” ฮวารยองทำท่าจะลุกขึ้นแต่จุนโฮจับมือไว้ก่อน หญิงสาวสะบัดมือเขาออกอย่างไม่ไยดี

“หมอว่า แม่หนูนอนที่นี่ก็ได้นะ ห้องนี้ที่แม่หนูเคยพักก็ว่าง พรุ่งนี้ค่อยกลับบ้าน ขาที่ยังเจ็บน่ะ ถ้าขยับบ่อยๆ อาจจะปวดมากขึ้นก็ได้ แผลที่หัวเข่าก็ถลอกทายาเสียหน่อยนะ”

“แต่ว่าท่านหมอคะ แต่บ้านข้าอยู่ไม่ไกลจากนี้นะเจ้าคะ”

ฮวารยองเอ่ยแย้งและทำท่าจะบอกเหตุผลอีก แต่ซาร่าห์ขยิบตาให้กับหมอนิโคลัสราวกับจะรู้ทัน เพราะบางอย่างหนุ่มสาวก็ควรที่จะคุยกันเพื่อปรับความเข้าใจ อีกอย่างท่าทางของจุนโฮก็ปรารถนาอยากจะคุยกับฮวารยองตามลำพังด้วย แต่หมอนิโคลัสยังไม่ออกไปจากห้องทันที จนจุนโฮต้องเอ่ยถ้อยคำบางอย่างบอกไปบ้าง

“ผมขอคุยกับเธอสักห้านาที ได้ไหมครับคุณหมอ”

นิโคลัสพยักหน้าก่อนจะชวนซาร่าห์ออกจากห้องไป ในตอนนั้นฮวารยองเริ่มใจไม่ดีที่เห็นหมอกับซาร่าห์ที่เป็นผู้ช่วยแพทย์เดินออกไปตามที่จุนโฮร้องขอ เธอไม่อยากจะคุยอะไรกับเขาทั้งนั้นเพราะสิ่งที่เกิดขึ้นที่วัด ทำให้ฮวารยองไม่เหลือความเชื่อมั่นในตัวเขาแม้เพียงนิดเดียว

“ข้าจะกลับบ้าน หรือไม่ก็จะกลับเข้าวังเลย”

“ฟังพี่ได้หรือไม่”

“ทุกอย่างข้าเห็นหมดแล้ว ท่านหลอกข้า! ท่านเคยมีคนรักมาแล้ว”

ฮวารยองเอ่ยน้ำเสียงร้าวรานก่อนจะเอ่ยต่อไปว่า

“แต่ก็ดีเหมือนกัน ไม่ว่าท่านจะจริงจังกับข้าหรือไม่ มันก็ไม่มีวันเป็นไปได้อยู่แล้ว เพราะฉะนั้นท่านอย่าใส่ใจข้าเลยเจ้าค่ะ”

“พี่คงทำไม่ได้ เจ้านั่นแหละจะฟังพี่อธิบายความได้หรือไม่”

“ข้าไม่อยากฟังเจ้าค่ะ ถ้อยคำของท่านไม่ว่าจะเป็นเรื่องจริงหรือโกหกมันก็ทำให้ข้าเจ็บปวด ให้ใจข้าเจ็บปวดแค่วันนี้เถิดนะเจ้าคะ เพราะวันข้างหน้าข้าไม่อยากเจ็บปวดอีก”

ฮวารยองเอ่ยพลางหันหลังหนีราวกับจะยุติการสนทนา

“ทุกอย่างที่เกิดขึ้น ข้าอธิบายให้เจ้าฟังได้นะ พี่กับกึมอ๊กน่ะ เราเป็น…”

“ท่านลืมสัญญาของเราเสีย ถึงอย่างไรข้ากับท่านมิอาจจะรักกันได้”

ฮวารยองพูดออกไปอย่างเหลืออด เพราะไม่ว่าเรื่องราวจะเป็นอย่างไรต่อ เส้นทางที่เธอกับเขาจะเดินเคียงข้างกันมีทางที่จะเป็นไปได้น้อยมาก ในขณะที่จุนโฮไม่ได้ต้องการให้เหตุการณ์บานปลายไปมากกว่านี้ เขาจับมือข้างหนึ่งของฮวารยอง ก่อนเอ่ยเสียงสั่นเครือ

“ทำไมล่ะ เจ้าก็รู้นี้ว่าใจของพี่มันปิดผนึกและเปิดออกเพื่อผู้ใด ไยจึงผลักไสพี่ให้ไปไกลจากเจ้า”

เขาดึงร่างฮวารยองมากอดแน่นพยายามอย่างยิ่งให้เธอหันหน้ามามองเขา แต่เธอไม่เคยเลยที่จะหันมามองหรือฟังความที่เขาอยากเอื้อนเอ่ยออกไป แม้แต่ร่างน้อยในอ้อมกอดที่สัมผัสได้ก็แข็งขืน

“ข้าไม่อยากเจ็บปวด ท่านมีคนรักอยู่แล้ว ผู้หญิงคนนั้นก็บอกว่ารอคอยท่าน ขอโทษเถิดนะ ถึงข้าจะเคยชินหรือเห็นใต้เท้าขุนนางมีภรรยาหลายคน แต่ถ้าหากชีวิตของข้าต้องเป็นแบบนั้น ข้าขอทำงานในวังจนตายดีกว่า”

“ฮวารยองอา…ฟังพี่หน่อยเถิด”

“ปล่อยข้าเถิดเจ้าค่ะ คิดว่าเมตตาต่อข้า เรื่องแบบนี้ข้าไม่ควรให้มันเกิดขึ้นด้วยซ้ำ ท่านก็อย่าได้คิดถึงมันเลยนะเจ้าคะ ต่อไป…เราจะควรหักห้ามใจ เพราะไม่ว่าอะไรจะเกิดต่อไปจากนี้ ท่านกับข้าเดินมาไกลที่สุดเท่านี้เองเจ้าค่ะ”

“เจ้าจะเชื่อใจพี่ไม่ได้เลยรึ”

ฮวารยองนิ่งเงียบไม่เอ่ยคำใดซ้ำความเย็นชาทำให้หัวใจของจุนโฮเจ็บปวด ยิ่งกว่าโดนลิ่มแหลมของเหล็กปักกลางใจ หญิงสาวไม่ได้ร้องไห้ ไม่ได้ตัดพ้อต่อว่าเขา ในตอนนั้นยิ่งทำให้จุนโฮไม่อาจจะควบคุมตัวเองได้ เขาคลายอ้อมแขนช้าๆ ฮวารยองหันหน้ามามองเขาก่อนจะยิ้มบางๆ ให้

“นายท่านเจ้าคะ เราสองคนต่างก็มีหน้าที่ ในเมื่อท่านเคยมีคนรักท่านก็ควรถนอมรักนั้นไว้ให้ดี ข้าอยู่ตรงนี้มันก็ดีอยู่แล้ว การจะเดินแทรกไปตรงกลางระหว่างใจใคร มันคงเป็นเรื่องไม่สมควรนัก”

“เรื่องไม่สมควรอย่างนั้นรึแต่พี่รักเจ้า! เจ้าคิดว่าหัวใจพี่มันเป็นอะไร รักใครแล้วจะเปลี่ยนแปลงมันง่ายนักรึ”

“ข้าจะเข้าวังในวันพรุ่งนี้ ทางของข้ากับท่านคงไม่ใช่ทางเดียวกัน หากท่านจะอยู่นานกว่านี้เห็นจะไม่สมควร!!!”

Don`t copy text!