บทที่ 2 : คนที่มีพลังดึงดูดวิญญาณ

บทที่ 2 : คนที่มีพลังดึงดูดวิญญาณ

โดย : ทอม สิริ

หมอลลิตาไม่อาจอดใจแหงนเงยขึ้นมองไปโดยรอบเมื่อก้าวเข้ามาสู่บริเวณกว้างใหญ่ไพศาลของเคหาสน์สี่ทิศ เมื่อลงจากรถและเดินผ่านช่องประตูรั้ว สายตาก็ปะทะเข้ากับป้ายไม้สักขนาดใหญ่เก่าคร่ำที่แขวนอยู่ตรงกับระดับสายตาพอดี มันเป็นภาษาจีนที่หญิงสาวอ่านไม่ออก รู้แต่ว่าป้ายนั้นช่างขรึมขลัง เข้ากับทุกสิ่งอย่างรอบตัวที่นี่ เธอรู้สึกเหมือนเดินเข้ามาในฉากของภาพยนตร์จีนโบราณในวันที่ฟ้าฝนอึมครึม

“ซื่อเปียนหาวไจ๋ แปลว่าเคหาสน์สี่ทิศครับ” ภูษิตคงเห็นเธอยืนมองดูป้ายอยู่นานเลยบอกให้

“ฟังแล้วเสียงเพราะจังเลยค่ะ ถึงลีจะฟังภาษาจีนไม่ออกก็เถอะ” เธอยิ้มให้เขา และภูษิตก็ส่งสายตาอย่างที่สาวๆ ชอบกลับมาให้ เพื่อนของผู้กองกาจพลคนนี้เจ้าชู้ทีเดียว

“บ้านนายสวยมากเลยว่ะ” ผู้กองกาจพลซึ่งเข็นกระเป๋าเดินทางมาวางลงที่ข้างๆ เก้าอี้ไม้ทรงโบราณเอ่ยขึ้นพลางมองไปรอบตึกสองชั้นอย่างละลานตา

“แบบนี้ไม่ใช่บ้านนะ ต้องเรียกคฤหาสน์แล้วค่ะ” หมอลลิตากำลังยืนมอง คอร์ทยาร์ด (courtyard) หรือลานบ้านกว้างรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสปูพื้นด้วยกระเบื้องดินที่เปิดโล่งมองขึ้นไปเห็นท้องฟ้าซึ่งขณะนี้มืดมิดไปแล้ว ถ้าเป็นคืนที่อากาศดี เธอมั่นใจว่าจะมองเห็นดวงดาวระยิบระยับตาจากลานตรงนี้

ด้านบนของลานโล่งนี้คือชั้นสองของอาคาร มีทางเดินระเบียงหน้าห้องชั้นสองล้อมรอบเป็นจัตุรัสล้อกับลานด้านล่าง ดูจากจำนวนประตูห้องกะประมาณคร่าวๆ น่าจะเป็นสิบห้อง ที่เธอชอบใจมากๆ ก็คือลายฉลุแบบจีนที่ลูกกรงระเบียง แม้ว่ามันจะเก่าแก่และมีบางส่วนที่ผุพังไปบ้าง แต่แน่นอนว่าในช่วงวันเวลาของอดีตนั้นมันจะต้องเป็นงานสถาปัตยกรรมที่งดงามมาก

ที่ชั้นล่างเธอชื่นชมกับห้องรับแขกเปิดโล่งมีเก้าอี้รับแขกไม้สไตล์โบราณหลายตัว ตู้ไม้กรุกระจกชิดผนังใส่ถ้วยชามแบบจีนซึ่งแน่ล่ะว่าต้องเป็นของเก่าหายากที่เจ้าของบ้านสะสมไว้ และตามมุมตึกก็ยังประดับด้วยอ่างบัวที่ทำจากกระเบื้องสีสวยอวดลวดลายวิจิตร ดูแล้วเย็นตาเย็นใจดีจัง

“เคหาสน์สี่ทิศใหญ่โตโอ่อ่าและสวยงามมากค่ะคุณภูษิต นี่สงสัยพวกนิตยสารคงมาขอถ่ายทำกันหลายเจ้าเลยสิคะ” เธอหันไปถามเจ้าของบ้าน

“มีติดต่อเข้ามาครับ แต่ก๋งแกไม่ชอบคนพลุกพล่านเลยบอกเตี่ยไม่ให้อนุญาตเลยสักราย หลังๆ ก็คงจะรู้กันว่าทางนี้ไม่ยอมให้ถ่าย เบื่อจะตื๊อก็ซากันไปเอง”

ภูษิตสั่นกระดิ่งแก้วคริสตัลที่วางอยู่บนโต๊ะ เสียงของมันใสก้องกังวานไปทั่วโถงอาคาร เขาคงจะเรียกคนรับใช้

“ฮัดชิ้ว” หมอลลิตาจามอีกครั้ง

“ผมว่าหมอลีกับนายกาจพลไปเปลี่ยนเสื้อผ้าในห้องน้ำก่อนดีกว่าครับ เดี๋ยวจะได้ออกมาจิบชาจีนร้อนๆ กัน ห้องน้ำเดินตรงไปทางนี้อยู่ด้านซ้ายนะครับ”

เขาชี้ทางให้ แล้วหันมาทางกาจพล “ของนายไปทางนี้ก็มีห้องน้ำเล็กอีกห้องหนึ่ง ไม่ต้องรอคิว”

“ขอบใจมาก” กาจพลส่งกระเป๋าเดินทางแบบมีล้อเข็นใบย่อมให้หมอลลิตา แล้วเข็นกระเป๋าของตัวเองเดินแยกไป

เมื่อลลิตาจัดการล้างหน้าล้างตาเปลี่ยนเสื้อผ้าสะอาดแห้งออกมาจากห้องน้ำอีกครั้ง ก็พบว่าบนโต๊ะรับแขกมีชุดป้านน้ำชาพร้อมถ้วยกระเบื้องลายโบราณสวยจนอดมองด้วยความชื่นชมไม่ได้ และยังมีขนมหวานชิ้นเล็กๆ จัดวางไว้บนโต๊ะเรียบร้อย กาจพลกับภูษิตกำลังนั่งคุยกันอย่างถูกคอ

“เชิญจิบน้ำชาร้อนๆ กันครับ” ภูษิตหันไปยิ้มให้ลลิตา พลางเติมชาลงในถ้วยใบเล็กอย่างชำนาญ

“หมอลีเป็นไงบ้างครับ หนาวหรือเปล่า” กาจพลกระซิบถามด้วยความเป็นห่วง

“ไม่เป็นไรค่ะ คิดว่าคงไม่ถึงกับมีไข้ แต่ไม่ต้องห่วงนะคะ ลีเตรียมยาติดกระเป๋ามาด้วยอยู่แล้วล่ะ” เธอนั่งลงแล้วรับถ้วยชามาจิบ ชาจีนหอมและชุ่มคอมากๆ “ว่าแต่หนุ่มๆ กำลังคุยอะไรค้างกันอยู่หรือคะ ลีมาขัดคอหรือเปล่า”

“อ๋อ คุยถึงเรื่องสาวๆ ของนายภูษิตนี่ล่ะครับ ผมเคยได้ยินข่าวแว่วๆ มาว่าเขาจะแต่งงาน แต่พอถามถึงภรรยาเขาก็บอกว่าจะมีเมียไปทำไมให้เกะกะ” กาจพลพยักพเยิดหน้าไปทางเพื่อน

“ผมเกือบจะได้แต่งงานจริงๆ นั่นล่ะครับหมอ แต่ผู้หญิงเขาเปลี่ยนใจเสียก่อน ผมเลยแห้ว เรื่องมันเศร้าครับอย่าไปพูดถึงมันเลย” ภูษิตพูดยิ้มๆ ไม่ได้เศร้าอย่างที่พูด

“อย่าเลยว้า เอ็งมันหวงความโสดน่ะสิ ก็ทั้งหล่อทั้งรวยอย่างนี้ ผู้หญิงตอมกันเกรียว” กาจพลทำหน้ารู้ทัน

แต่ก่อนที่ใครจะพูดอะไรอีก ชายจีนร่างเล็กท่าทางเป็นคนรับใช้ก็เดินเข้ามายืนค้อมตัวอยู่ตรงประตู

“มีอะไร” ภูษิตพเยิดหน้า

“นายน้อย ฝนตกหนักจนดินถล่มลงมาปิดถนนเส้นที่ขึ้นมาที่นี่ครับ” คนรับใช้ร่างเล็กหน้าเสี้ยมพูดไทยติดสำเนียงจีน อาจเป็นเพราะเขาพูดกับนายน้อยที่ใช้ภาษาไทยจนชินแล้ว

“หา ถนนขาดเหรอ” ภูษิตถามย้ำ

“ครับ”

คำว่าถนนขาดทำเอาทั้งลลิตาและกาจพลต้องหันมามองหน้ากัน เพราะมันหมายความว่าพวกเขาจะต้องติดอยู่ที่คฤหาสน์นี่สักพักหนึ่งจนกว่าเส้นทางจะใช้งานได้

เมื่อภูษิตพยักหน้าให้คนรับใช้หน้าเสี้ยมกลับออกไปได้แล้ว เขาก็หันมาถอนหายใจให้กับสองหนุ่มสาว

“ดูเหมือนหมอลีกับนายกาจพลจะต้องพักอยู่ที่นี่สักระยะแล้วล่ะ เคหาสน์สี่ทิศยินดีต้อนรับนะครับ”

ลลิตานั้นถึงจะรู้สึกผิดแผนไปสักหน่อยที่ไม่ได้ไปพักบ้านตากอากาศริมทะเลของหมอสุภาวดี แต่การได้พักค้างคืนที่เคหาสน์สี่ทิศนี่ก็ไม่เลวเลยทีเดียว ที่นี่สวยและมีเสน่ห์ลึกลับสำหรับคนชอบดูสถาปัตยกรรมเก่าๆ อย่างเธอ ถ้าหญิงสาวเป็นนักเขียนก็คงจะได้แรงบันดาลใจเขียนนิยายสนุกๆ ได้สักเรื่องเป็นแน่

กาจพลนั้นพอรู้ว่าทำอะไรไม่ได้ก็ยักไหล่ หันไปพูดกับเพื่อน “งั้นขอรบกวนนายสักหน่อยก็แล้วกันนะเพื่อน”

“ได้เลย เดี๋ยวให้เด็กพาไปที่ห้องตึกอุดร ยังมีห้องว่างอีกเพียบ จะอยู่กี่วันก็ตามสบาย ดีเสียอีกฉันจะได้มีเพื่อนคุยระหว่างติดแหงกอยู่ที่นี่เหมือนกัน นายไม่รู้หรอกว่าการอยู่ในที่เงียบๆ ห่างไกลความเจริญอย่างนี้มันทำให้ชีวิตฉันอับเฉาขนาดไหน”

“อ้าวแล้วเตี่ยกับก๋งของนายล่ะ” กาจพลเลิกคิ้ว

“พวกเขาก็อยู่ตึกทางด้านเหนือด้วยกันกับฉันนั่นล่ะ เราเรียกมันว่าตึกอุดร เป็นตึกเดียวที่สภาพยังดีหน่อยแล้วก็ได้วิวทะเล แล้วตึกที่เรานั่งคุยกันอยู่นี่เป็นทางถนนเข้าบ้านเรียกตึกบูรพา ก็ใช้แค่ห้องด้านล่าง เอาไว้รับแขกกับเป็นห้องกินข้าว ห้องข้างบนต้องปิดหมดเพราะหลังคามันรั่วทั้งแถบ ยิ่งฝนมาอย่างนี้ดูไม่จืดเลยล่ะ นี่ดีที่ทำรางน้ำชั่วคราวระบายออกไปแล้ว  ส่วนตึกทักษิณกับประจิมมันเก่าจะพังมิพังแหล่ สภาพทรุดโทรมมากเลยปิดเอาไว้เฉยๆ เห็นไกลๆ โครงบ้านสวยแต่ข้างในจะถล่มลงมาเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ว่ะ ฉันนอนอยู่นี่ยังเสียวๆ” ภูษิตพูดกลั้วหัวเราะ

“แต่ที่นี่สวยจริงๆ นะคะ น่าเสียดายมากถ้ามันจะผุพังไป” ลลิตาออกความเห็น เธออยากให้สถาปัตยกรรมสวยๆ อย่างนี้อยู่ไปนานๆ งานประณีตอย่างนี้ไม่มีช่างสมัยใหม่สนใจจะทำขึ้นมาอีกแล้วเพราะใช้ทั้งเวลาและฝีมือ

“มานั่งคุยกันตั้งนาน เรายังไม่ได้ไปสวัสดีก๋งกับเตี่ยแกเลย” กาจพลเตือนเจ้าของบ้าน

“เออ ไม่ต้องหรอก ถ้าเจอค่อยสวัสดีว่ะ ขี้เกียจตามหา นี่เตี่ยอยู่หรือเปล่าก็ไม่รู้ ฉันก็ไม่ทันได้ดูรถที่โรงจอด แต่ก๋งน่ะอยู่ทุกวันละ ไปไหนไม่รอด ไอ้บ้านนี้มันกว้างใหญ่แล้วก็เงียบเสียจนเหมือนบ้านร้าง ต่อให้เตี่ยอยู่ก็เถอะ เพราะต่างคนก็ต่างอยู่ต่างกิน ไม่ค่อยได้พูดกันหรอก คุยกันไม่ได้นานเป็นต้องง่องแง่งใส่กันแล้ว โดยเฉพาะก๋งกับเตี่ยนี่นิสัยแกคงแรงเหมือนกันมากเกินไปแต่กลับมองอะไรคนละมุมอยู่เรื่อย ไอ้คนอยู่ตรงกลางอย่างเราก็เลยพลอยรำคาญ ห่างๆ กันไว้ละดี” ภูษิตพูดยาวกว่าปกติ ดูเหมือนพอพูดถึงพ่อกับปู่แล้วเขาจะอึดอัดใจจนอยากระบายออก

“อาก๋งของคุณภูษิตอายุเท่าไหร่แล้วคะ แกอยู่ที่นี่คนเดียวหรือคะ” หญิงสาวย่นหัวคิ้ว เพราะถ้าต่างคนต่างอยู่อย่างที่ว่า คนแก่จะมีใครดูแล

“แกจะเก้าสิบแล้วครับ ก็เป็นอัมพาตต้องนั่งรถเข็น แต่แกพูดได้ด่างี้ไม่มีเหนื่อย ไม่ต้องห่วงก๋งหรอกครับแกมีพยาบาลประจำตัวคอยดูแล” เขายิ้มให้หมอลลิตาเหมือนจะเข้าใจประเด็นที่เธอเป็นห่วง

“แล้วคืนนี้พวกเราจะนอนที่ไหนล่ะ” กาจพลเป็นคนทะลุกลางปล้องขึ้นมา เขาหาวหวอดด้วยความอ่อนเพลียคงเพราะขับรถมาตลอดวัน

“เออ จริงสิ นายคงจะอยากพักแล้ว ไอ้ฉันก็ชวนคุยไปเรื่อยเปื่อย นายกับหมอลีก็นอนที่ตึกอุดรเหมือนฉันนี่ละ ระหว่างที่เรากินข้าวเย็นกันจะให้เด็กไปจัดห้องไว้ให้ข้างๆ ห้องนายธวัช ความจริงห้องนายกับหมอลีก็อยู่ใกล้ๆ ห้องฉันนั่นแหละ ขาดเหลืออะไรก็เคาะประตูเรียกได้เลย ห้องฉันอยู่ฝั่งตรงข้าม”

“ขอบพระคุณมากๆ เลยค่ะ ที่ดูแลเราอย่างดี” หมอลลิตายิ้มให้หนุ่มรูปงาม

“ด้วยความยินดีครับ” เขาส่งยิ้มพร้อมกับสายตาเจ้าชู้มาทางเธอ

“แล้วนายธวัชนี่ใครล่ะ” กาจพลย่นหัวคิ้วเพราะเพิ่งจะได้ยินชื่อนี้

“อ๋อ เขาเป็นคนงานของเตี่ยน่ะ”

ภูษิตเดินไปสั่นกระดิ่งเรียกคนรับใช้ กาจพลจึงไม่ได้ซักถามอะไรอีก

 

อาหารค่ำเมนูง่ายๆ แต่เหมาะเหลือเกินกับบรรยากาศฝนตกพรำๆ อย่างนี้ เพราะเป็นข้าวต้มกุ๊ยร้อนๆ กับปลาอินทรีย์ทอด ออส่วนหอยนางรม และถั่วหวานผัดพริกขี้หนูกับกุ้ง อาหารทั้งหมดเป็นของสดจากทะเล ภูษิตบอกว่าเตี่ยของเขาทำธุรกิจขายส่งอาหารทะเล ใช้ชื่อตามชื่อเตี่ยว่าบริษัทภาสกรซีฟู้ด เลยมีอาหารทะเลกินกันจนเบื่อ แต่ทั้งกาจพลและหมอลลิตาก็เจริญอาหารกันมาก เพราะความเหน็ดเหนื่อยที่นั่งรถมาตลอดทั้งวันและพ่อครัวที่นี่ก็ฝีมือดีทีเดียว

กาจพลถามหาเตี่ยและก๋งว่าไม่มากินอาหารค่ำกันหรอกหรือ ภูษิตบอกว่าบางทีพวกผู้ใหญ่ก็สั่งให้คนรับใช้ยกสำรับเข้าไปในห้องของตัวเอง โดยเฉพาะคนแก่อย่างก๋งนั้นมักจะไม่ค่อยออกมาจากห้อง

พวกเขานั่งคุยเรื่อยเปื่อยให้อาหารย่อยกันอยู่พักหนึ่ง ส่วนใหญ่กาจพลกับภูษิตจะคุยกันถึงเพื่อนๆ ในรุ่นเดียวกันว่าใครไปเป็นอะไรอยู่ที่ไหนบ้างในตอนนี้ และลลิตาก็จะเดินเล่นอยู่แถวนั้น ถามภูษิตบ้างนิดหน่อยเกี่ยวกับตัวคฤหาสน์ และเครื่องเรือนแบบจีนโบราณที่งดงาม พวกเขายังไม่ได้พบหน้าผู้อาวุโสของเคหาสน์สี่ทิศเลย จนกระทั่งสามทุ่มเศษๆ กาจพลรู้สึกเกรงใจภูษิตที่ต้องต้อนรับพวกเขานานหลายชั่วโมงจึงขอตัวขึ้นห้องเพื่อพักผ่อน

ห้องที่พวกเขาพักอยู่บนชั้นสองของตึกอุดร มันก็ไม่ได้อยู่ตรงทิศเหนือเป๊ะเสียทีเดียว เรียกว่าอยู่ทิศตะวันตกเฉียงเหนือจะถูกกว่า เพราะภูษิตบอกว่าจากห้องแถบนี้ก็มองเห็นพระอาทิตย์ตกน้ำทะเลได้เช่นเดียวกับห้องแถบที่อาก๋งกับเตี่ยของเขาพักอยู่

ห้องนอนของกาจพลอยู่ตรงกลางระหว่างห้องของหมอลลิตากับห้องของคนงานเตี่ยที่ชื่อธวัช ส่วนห้องของก๋ง เตี่ย ภูษิตและนางพยาบาลนั้นอยู่ตรงระเบียงอีกด้านนั่นเอง ที่ชั้นสองนี้มีระเบียงหน้าห้องแล่นตลอดถึงกันหมด และมีทางเดินเชื่อมไปยังตึกที่เหลือของคฤหาสน์ด้วย

ถึงแม้ว่าคนรับใช้ของภูษิตจะจัดการทำความสะอาดห้องและเปลี่ยนผ้าปูที่นอนกับปลอกหมอนอย่างดี แต่คงเป็นเพราะห้องนี้ปิดตายอยู่นาน กลิ่นอับและกลิ่นชื้นของเชื้อราจึงยังคงมีอยู่จางๆ ผนังห้องซึ่งเป็นปูนสีออกครีมหม่น และมีร่องรอยแตกร้าวเลอะฝุ่นเป็นด่างดวงไปตามกาลเวลา ขอบประตูหน้าต่างเป็นไม้เนื้อแข็งลงน้ำมัน แต่ในวันนี้ก็เก่าด้านไปหมดแล้ว จนถ้าสังเกตดีๆ ก็จะเห็นว่ากรอบหน้าต่างบางบานไม้เริ่มปริแตกควรได้รับการเปลี่ยนใหม่ จริงอย่างที่ภูษิตพูดว่าคฤหาสน์หลังนี้ดูไกลๆ ก็สวยสง่า แต่พอมาพิจารณาใกล้ๆ แล้วก็หวาดเสียวว่าจะถล่มลงมาได้ง่ายๆ อยู่เหมือนกัน

อะไรๆ ก็ไม่ว่าหรอก แต่ให้ตายเถอะ เคหาสน์สี่ทิศนี่ทำให้เขานึกไปถึงฉากในภาพยนตร์จีนโบราณประเภทสยองขวัญเสียจริงๆ ยิ่งหน้าต่างบานที่อยู่ตรงหัวนอนของเขายิ่งแล้วใหญ่ เพราะมันมีต้นไม้ใหญ่ขึ้นทอดกิ่งก้านอยู่ติดกับหน้าต่างเลย แสงภายนอกจากตะเกียงริมรั้วส่องลอดเข้ามาทำให้เกิดเงาหงิกงอของกิ่งไม้ทอดไปตามผนัง แถมยังเคลื่อนไหวโยกไปมาตามแรงลมพายุที่กรรโชกมาเป็นพักๆ ยิ่งตอนมีแสงฟ้าแลบแปลบปลาบด้วยแล้ว แสงมันกะพริบทำให้เงาหงิกงอนั้นมีมิติเหมือนกับกรงเล็บปีศาจ สร้างบรรยากาศให้ผวาดีชะมัด

บ้าจริง… ยิ่งเป็นคนกลัวผีอยู่ด้วย!

เขาเป็นตำรวจ เป็นผู้ชายอกสามศอก  ต่อให้เจอคนร้ายสักเท่าไรไม่เคยหวั่น จะมีด จะปืน มาเถอะไม่กลัวตายอยู่แล้ว แต่ถ้าเป็นเรื่องเหนือธรรมชาติ มันก็ไม่รู้ไม่เห็นใช่ไหมว่าอีกฝ่ายจะมาไม้ไหน เขาว่ามันไม่แฟร์นะ

ก็คนมันกลัวผี จะให้ทำยังไง มันก็กลัวอยู่วันยันค่ำ เปลี่ยนไม่ได้หรอก

จู่ๆ โคมไฟหัวเตียงก็ดับไป!

รวมทั้งไฟที่ตะเกียงริมรั้วด้านนอกด้วย ทั้งห้องตกอยู่ในความมืดมิด มืดสนิทจนมองไม่เห็นมือตัวเอง

“หูยยย… อะไรวะ” ชายหนุ่มคลำไปกดสวิตช์โคมไฟสองสามครั้ง ไม่ติด ไฟดับทั้งตึกแน่แล้ว ชายหนุ่มได้แต่ถอนหายใจยาว คนทั้งบ้านก็คงจะหลับไปหมดแล้ว ไม่มีใครรู้หรอกว่าไฟฟ้าดับ นอกจากคนที่ยังนอนกระสับกระส่ายเพราะความระแวงสิ่งเหนือธรรมชาติอย่างเขา

ป่านนี้หมอลลิตาจะหลับไปหรือยังหนอ

เขาคิดถึงเธอ… หมอลีเป็นผู้หญิงคนแรกที่เขานึกถึงทุกเช้ายามตื่นลืมตาและทุกค่ำคืนก่อนจะหลับตาลง เขารู้ตัวดีว่าตกหลุมรักเธอเข้าแล้ว ยิ่งได้ร่วมงานกันยิ่งใกล้ชิด กาจพลก็ยิ่งแน่ใจว่าเขารักเธอ เขาเป็นคนตรงไปตรงมาจึงสารภาพรักเธอไปตรงๆ แต่สิ่งที่ตอบกลับมานั้นทำให้แปลกใจเป็นที่สุด เธอไม่ได้ตอบรับหรือปฏิเสธ แต่กลับบอกว่า เธอและเขาเป็นคนประเภทเดียวกัน คือคนที่มีพลังดึงดูดวิญญาณ!

หมอลลิตาเป็นคนที่สัมผัสกับวิญญาณในรูปแบบต่างๆ ได้เช่นเดียวกับเขา ต่างกันก็ตรงที่เธอไม่กลัว แต่ยิ่งศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับเรื่องนี้เพื่อที่จะช่วยดวงวิญญาณให้ไปผุดไปเกิด แต่เขาเป็นคนกลัวผีสุดๆ ไปเลย เธอถามว่าเขาจะรับได้หรือไม่ถ้าการที่มาคบหากับเธอจะต้องพบเจอกับเรื่องพวกนี้บ่อยและมากขึ้นกว่าเดิมอีก เพราะยิ่งมาอยู่ใกล้กันพลังยิ่งมีอำนาจทวีคูณ

กรรมแท้ๆ ไม่มีแบ

แต่เขาก็รักเธอ เลยตอบกลับไปว่าเขารับได้ และจะพยายามทำตัวทำใจให้คุ้นชินกับเรื่องเหล่านี้ ทว่าก็อย่างที่บอกนั่นล่ะ คนกลัวผีมันรักษาไม่ได้นะ เป็นแล้วเป็นเลย กลัวแล้วก็กลัวอยู่อย่างนั้นละ

กาจพลนอนเอาแขนก่ายหน้าผากอยู่บนเตียงที่มีผ้าปูที่นอนขาวสะอาด แต่กลิ่นอับชื้นก็ยังโชยขึ้นมาจากที่นอนหลังใหญ่อยู่จางๆ ชายหนุ่มนึกสงสัยว่าเตียงโบราณหลังนี้เคยเป็นของใครมาก่อน และเจ้าของเขายังอยู่ไหม คำตอบมันก็ชัดเจนอยู่แล้วว่าเจ้าของเตียงคงจะตายไปเสียนานแล้ว ก็ครอบครัวเจ้าของบ้านหลังนี้มีกันอยู่กี่คนเชียว

คิดแล้วชายหนุ่มก็รู้สึกหนาวสันหลังขึ้นมาทันที เขาพยายามจะข่มตานอนให้หลับ ทั้งที่น่าจะหลับไปตั้งนานแล้ว แต่พอหลับตาเสียงลมพัดอู้กับเสียงแกรกกรากที่หน้าต่างก็ทำให้ต้องลืมตาขึ้นมาดูอยู่ร่ำไป ต้นไม้ต้นนั้นอยู่ใกล้หน้าต่างมากเกินไป กิ่งของมันยามลู่ลมก็เลยเสียดสีกับผนังด้านนอกเกิดเป็นเสียงดังแปลกๆ น่าขนลุกในมโนนึกของคนขี้กลัวผี มันเลยทำให้หลับตาลงยากยิ่งนัก

“นอนๆ เว้ย ไม่มีอะไรหรอก แกคิดไปเอง”

เขาพูดกับตัวเองดังๆ เพื่อเตือนสติ ก่อนจะดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมปิดหัวเพราะไม่อยากรับรู้อะไรทั้งนั้น ถึงแม้ว่าผ้าจะมีกลิ่นอับแต่เขาก็ยอมทนกับมัน และผล็อยหลับไปเอาในช่วงเวลาค่อนคืนเข้าไปแล้ว

 

Don`t copy text!