แสนคำนึง บทที่ 11 : รอนแรม

แสนคำนึง บทที่ 11 : รอนแรม

โดย : สิริมารีน

แสนคำนึง โดย สิริมารีน กับเรื่องราวความรักและการรอคอย ท่ามกลางกลิ่นอายของสงครามโลกครั้งที่ ๒ ซึ่งอุบัติขึ้นโดยไม่มีใครคาดหมาย สงครามที่พรากความรักของมัทนาและศันต์จากกัน…หนึ่งหัวใจ และหนึ่งหน้าที่ที่มีต่อชาติบ้านเมือง…หากชีวิตนี้ ศันต์พร้อมจะพลีเพื่อเธอคนเดียว … นิยายออนไลน์ ที่ อ่านเอา อยากให้คูณได้ อ่านออนไลน์

สมัครบัตร Citi Ready Credit

ทุกยอดการสมัครจะมีส่วนแบ่งกลับมาสนับสนุนเว็บไซต์อ่านเอาของพวกเรา 🙂

…………………………………………

-11-

 

เรือลิเบอร์ตี้ ที่ซันโดยสารไปพร้อมเพื่อนเสรีไทยอีกสิบกว่าชีวิตนั้นเป็นเรือขนสินค้า พวกเขาต้องเบียดกันอยู่ในห้องขนาดกว้างยาวไม่เกินสี่เมตร เตียงนอนซ้อนถึงสามชั้น

ลงเรือแล้วกว่าจะได้ออกเดินทางก็ต้องคอยถึงสี่วันเพื่อรวมขบวนราวสามสิบลำเป็นหมู่เรือพาณิชย์ที่แล่นไปตามชายฝั่งแอตแลนติก มีเรือรบคุ้มกันไปจนถึงคลองปานามา แล้วเรือลิเบอร์ตี้ก็แยกไปตามลำพัง ตอนนั้นเองที่เจอคลื่นลมจัด เพราะขนาดไม่ใหญ่มากนัก จึงโคลงเคลงแรงจนกระดูกงูลั่น ซันถึงกับต้องสวดมนต์ผิดๆ ถูกๆ ระหว่างที่คอยดูแลเพื่อนที่เมาเรือนอนกลิ้ง แต่สุดท้ายพวกเขาก็ชินไปเอง ไม่มีเวลาคร่ำครวญกับความหวาดกลัวยากลำบาก เพราะแต่ละวันหมดไปกับงานหนัก ผลัดเวรกันเป็นกะลาสี ทำอาหาร และคุมแท่นปืน

ซันอยู่ที่แท่นพอดีตอนที่กล้องเรือดำน้ำโผล่ขึ้นมา เขาได้รับคำสั่งให้ยิงเตือน แล้วกล้องก็ค่อยๆ จมหายไป

“คงเป็นฝ่ายเราเอง” ผู้พันอเมริกันบอก “แค่มาทักทาย ก็ดีไม่ต้องมีเรื่องกันมาก”

ซันหอบหายใจแรง ตื่นเต้นที่เกือบจะได้สัมผัสบรรยากาศการสู้รบเป็นครั้งแรก แม้สุดท้ายจะไม่มียิงตอบโต้ และดูเหมือนจะเป็นพวกเดียวกันก็ตาม

“ถ้าเป็นเรือดำน้ำญี่ปุ่นก็คงจะยุ่ง” ผู้บังคับบัญชาเองก็คงโล่งอกไม่น้อย “แต่แถวนี้ไม่น่ามีหรอก เราอุตส่าห์อ้อมมาไกลถึงนิวซีแลนด์ อีกไม่นานก็ถึงเพิร์ธ ค้างสองคืนค่อยออกเรือต่อ”

จากออสเตรเลีย ลิเบอร์ตี้มุ่งหน้าไปบอมเบย์ อินเดีย กลุ่มของวันขึ้นบกที่นั่นใช้เวลาเดินทางรวมเก้าสิบห้าวัน แต่ยังไม่ถึงจุดหมาย ได้พักสองวันก็ลงเรือ ขึ้นรถ บุกป่าฝ่าดงต่อไปจนถึงชาบัว ในแคว้นอัสสัม ความไม่สบายกายใจนั้นยังไม่เท่ากลัวเสือ งู และมาเลเรีย ซันได้แต่ปลอบใจตัวเองว่า หากผ่านพม่าไปได้ ก็จะถึงเมืองไทย…

แต่พอไปถึงอัสสัม ผู้พันกลับบอกว่า “ญี่ปุ่นยึดย่างกุ้งได้แล้ว เราต้องเปลี่ยนแผน” ซันยอมรับ แต่ไม่คิดว่าเขาและเพื่อนๆ จะติดค้างอยู่ถึงสองเดือนเศษ กว่าจะได้ขึ้นเครื่องบินข้ามเทือกเขาหิมาลัยไปโดยไม่รู้จุดหมาย

ยอดเขาสูงเสียดฟ้าที่ปกคลุมด้วยหิมะนั้นงามประหลาด ประกายขาวแวววาวตัดกับหินสีเทาเป็นความเย็นยะเยือกที่ดึงดูดใจและแฝงอันตรายถึงชีวิต ซันไม่เคยรู้มาก่อนว่า อากาศในช่องเขาจะมีกำลังแรงพัดเครื่องบินจนโยนตัวไปมาแทบว่าจะหมุนคว้างดิ่งลง แต่พวกเขาคงยังไม่ถึงฆาต จึงผ่านข้ามหิมาลัยไปถึง

คุนหมิงจนได้

สำหรับซัน ที่นี่คือสวรรค์บนดิน แตกต่างอย่างสิ้นเชิงจากป่าร้อนชื้นของอัสสัม เมืองคุนหมิงสวยงามอากาศเย็นสบาย มีทะเลสาบใหญ่อยู่บนที่ราบสูง ทิวทัศน์แปลกตาอีกทั้งสิ่งอำนวยความสะดวกครบครันเพราะมีฐานทัพอากาศฟลายอิ้ง ไทเกอร์สของสหรัฐอเมริกาตั้งอยู่

แต่น่าเสียดายที่เวลาบนสวรรค์ช่างสั้นนัก ผู้บังคับบัญชาสั่งให้ออกเดินทางกันอีกครั้ง ไปที่ค่ายตำรวจลับของนายพลไต้ลี ซึ่งอยู่ชานเมืองจุงกิง

นายพลจีนผู้นี้เป็นรองก็แต่เจียงไคเช็ค เขาสนิทสนมกับสหรัฐ จึงต้อนรับเสรีไทยอย่างดี แต่จุงกิงนั้นตรงข้ามกับคุนหมิง มีผู้คนนับล้านเพราะเคยเป็นเมืองหลวงเก่า ซ้ำยังถูกญี่ปุ่นทิ้งระเบิดเสียหลายครั้ง และค่ายพักยังอยู่ใกล้โรงงานถลุงเหล็กและมีเหมืองถ่านหิน คลุ้งไปด้วยฝุ่นควัน

“อย่างน้อยห้องพักก็ดีพอใช้” สมาร์ทหันมายิงฟัน “ยิ้มไว้ก่อน เพื่อน” เขาบอกก่อนจะเหวี่ยงถุงทะเลใส่ตู้เล็กข้างเตียงสนาม

“แต่เราไม่น่ามาเสียเวลาอยู่ที่นี่” พอลบ่น “ออกจากบัลติมอร์มาเป็นเดือนยังไม่ถึงไทย แถมติดอยู่ในจุงกิง เมืองบ้าอะไรหนาวยะเยือก”

ใครคนหนึ่งแนะนำให้จุดเตาอั้งโล่ผิงไฟ แต่ผู้พันมาเห็นเข้าก็ตวาดลั่น “พวกนายจะตายกันหมด!” เขาอธิบายว่า “จุดเตาไฟในห้อง มีทั้งควันไฟ ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ออกมาแทนที่ออกซิเจน สักพักพวกนายจะง่วงหลับ สมองขาดอากาสแล้วก็ตาย! ห้ามทำอีกเข้าใจไหม”

“ครับผม!” ทุกคนตอบรับพร้อมกัน

“วิดพื้นสามร้อยที ปฏิบัติ!”

การวิดพื้นช่วยให้อบอุ่นขึ้น แต่เป็นครั้งแรกในรอบหลายเดือนที่ซันหลับไม่ลงเพราะไม่ได้ทำงานหนักในตอนกลางวัน เขาไม่ชอบความรู้สึกแบบนี้ ไม่อยากพลิกตัวกระสับกระส่าย ซ้ำร้าย เสียงเพลงในใจยังดังก้อง…

“…โอ้อกคิดถึง คิดถึงคะนึงนอนวัน…นอนไห้ใฝ่ฝัน เห็นจันทร์แจ่มฟ้า…” ยามนี้ดวงจันทร์ยังอยู่ใกล้เพียงแค่เงยหน้าขึ้นมองฟ้าก็จะได้พบ แต่มัทนา…มีเพียงภาพที่เห็นด้วยใจ กับความรู้สึก “สุดปัญญาเรียมเอย”

ซันไม่รู้ว่า เขาจะรอดชีวิตกลับไปหาเธอไหม และต่อให้ได้พบกันอีกครั้ง ก็ไม่รู้ว่ามัทนาจะยังรอเขาตามสัญญา หรือว่าป่านนี้เธอแต่งงานไปกับใครเสียแล้ว…

ชายหนุ่มสะบัดศีรษะขับไล่ความคิด ขนาดชีวิตเขายังปฏิญาณแล้วว่าจะยอมแลกเพื่อชาติได้ ก็ต้องสละหัวใจเช่นกัน ขอเพียงมีวาสนา สุดขอบฟ้าก็จะได้พานพบ หากเธอไม่รอ ย่อมแปลว่าไม่ใช่คู่แท้ หาควรเสียดายไม่…

ปลอบใจตัวเองอย่างนั้นแล้ว เขาก็พยายามข่มตาให้หลับไปในความหนาวเย็น…

ซื้อหนังสือที่ www.naiin.com ไม่ว่าเล่มใดก็ตาม

ทุกยอดการสั่งซื้อจะมีส่วนแบ่งกลับมาเพื่อสนับสนุนเว็บไซต์อ่านเอา

ชุมชนแห่งการอ่านของพวกเรา : )

แล้วเสียงกรีดร้องของสัญญาณเตือนภัยก็ปลุกให้ซันผวาตื่น

“ระเบิดลง!” พอลร้องบอก

เป็นครั้งแรกที่พวกเขาอยู่ในสมรภูมิอย่างแท้จริง ญี่ปุ่นเข้ามาทิ้งระเบิดอยู่เป็นระยะ วันแล้ววันเล่า ซ้ำเติมด้วยข่าวร้ายที่ว่า คุณจำกัด พลางกูร สายลับไทยซึ่งเดินทางจากพระนครมาประสานงานกับจีนป่วยหนักจนถึงแก่ชีวิต

คำพูดสุดท้ายของท่าน คือ “เพื่อชาติ…เพื่อมนุษยธรรม” เป็นแรงผลักดันให้ซันสืบสานปณิธานต่อไปด้วยใจที่มุ่งมั่น เลือดแล่นพล่านพร้อมจะออกรบ แต่เสรีไทยในค่ายก็ยังคงต้องรอคำสั่งต่อไป…

ระหว่างอยู่ในค่าย ซันและพรรคพวกได้รับการดูแลดีพอควรจากตำรวจลับของจีน ที่นั่นมีลูกจีนในไทยไปเป็นทหารอยู่หลายคน และมีทหารหญิงของจีนอยู่ด้วย ซันได้พบพวกเธอในงาน “ปาร์ตี้” ซึ่งจัดขึ้นเพื่อให้กองกำลังได้สังสรรค์ผ่อนคลายจากภารกิจ

ครั้งแรกที่เข้าไปในงานเลี้ยง เสียงเพลงของแฟร้งค์ สินาตร้าที่ก้องกังวานกลางป่าเมืองจีนทำให้ซันรู้สึกว่าบรรยากาศเหนือจริงอย่างประหลาด เขากวาดสายตามองฟลอร์เต้นรำก่อนจะสะดุดอยู่ที่เรือนร่างอันเย้ายวนของสาวสวยคนหนึ่ง

หล่อนหันมามอง…แล้วริมฝีปากแดงสดก็แย้มออกเป็นรอยยิ้มชวนเชิญ ชุดทหารที่ใส่ไม่ได้ทำให้ดูขึงขังน่าเกรงขาม แต่กลับเน้นทรวดทรงอวบอิ่มและขับผิวให้ยิ่งขาวผ่องจนซันไม่อาจละสายตาไปได้ เขาขยับตัวจากท่ายืนเอนๆ พิงฝาจิบเครื่องดื่ม เมื่อเธอนวยนาดเข้ามาหา

“หนีห่าว หว่อซื่อเหม่ยหลิง”

“ซัน” เขาพยักหน้าทักทาย บอกชื่อตัวเองกลับไป นึกสงสัยว่าเธอพูดอังกฤษได้ไหม

“หนี่ฮุ่ยซัวจงเหวินมา” เธอเอียงคอถามด้วยทีท่าชดช้อย

เขาได้แต่ส่ายหน้า เธอถามว่าเขาพูดจีนได้ไหม ซันพอจะฟังออก เพราะทหารในค่ายถามเขาบ่อยครั้ง

“ไม่เป็นไร” เสียงหัวเราะของเหม่ยหลิงไพเราะราวกับไข่มุกหล่นบนจานหยก “ฉันพอคุยภาษาอังกฤษได้” เธอหันหน้าไปมองวงดนตรีและเคาะเท้าตามจังหวะ ซันเห็นก็พอจะรู้ว่าสาวสวยต้องการอะไร เขาวางแก้วลง “เต้นรำไหมครับ”

แรงดึงดูดของแม่เหล็กเป็นอย่างไร…ซันเพิ่งจะเคยสัมผัส แม้จะเต้นรำอย่างสุภาพ แต่ก็เลี่ยงไม่ได้ที่จะแตะต้อง และผิวเนื้ออวบตึงนั้นก็ทำให้หัวใจของหนุ่มฉกรรจ์เต้นรัว เริงโลดไปกับความงามอันเร่าร้อนในอ้อมแขน

สามเพลงผ่านไปและเธอก็ซบหน้าลงกับไหล่เขา บอกสั้นๆ ว่า “เหนื่อย”

“ไปนั่งพักกัน” ซันหัวเราะ รู้สึกรื่นรมย์เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ออกมาจากอเมริกา

“ออกไปข้างนอกดีว่า ในนี้เหม็นควันบุหรี่”

จริงของเธอ ซันคล้อยตามและพาเหม่ยหลิงออกไป ระหว่างที่เดินผ่านโต๊ะที่เพื่อนๆ นั่งอยู่ เขาได้ยินเสียงโห่ฮา ล้อเลียนว่า “อย่าเผยความลับเสียหมดล่ะ ซัน”

สุมทุมพุ่มไม้รอบโรงเรือนที่จัดงานมีหนุ่มสาวนั่งคุยกันอยู่เป็นคู่ๆ ซันมองหาที่ว่างแล้วก็ต้องหันขวับมาจ้องอย่างแปลกใจเมื่อเหม่ยหลิงจุดบุหรี่สูบแล้วเงยหน้าพ่นควันเป็นสาย

“ทำไม…”

หล่อนหัวเราะระริก “ก็แค่ข้ออ้างชวนคุณออกมาคุยตามลำพังไงล่ะ” มือเรียวยกขึ้นลูบแก้มเขา และซันก็ไม่ได้ไร้เดียงสาเสียจนไม่รู้ความนัยที่แฝงมากับสัมผัส เพียงแต่…

“ไม่ผิดกฏหรอก” เหม่ยหลิงบอกเหมือนจะรู้ว่าเขาลังเล “ค่ายไม่ได้ห้ามเดท ดูสิ”

หนุ่มสาวหลายคู่เดินผ่านไปจริงอย่างหล่อนว่า ท่ามกลางความเป็นและความตายที่พลิกผันได้ในเสี้ยววินาที ไม่แปลกที่จะหาไขว่คว้าช่วงชิงความสุขเฉพาะหน้าเท่าที่พอจะกอบโกยได้ เลือดหนุ่มที่แล่นพล่านในกายก็บอกซันเช่นนั้น แต่แสงจันทร์สว่างนวลทำให้เขาชะงัก…

ถึงแม้ผู้ที่เปรียบเสมือน “แสงทองส่องหล้า” จะไม่อาจล่วงรู้ความลับในป่าลึกที่เมืองจีนได้ ซันก็ไม่อาจนอกกายและนอกใจเธอ เขาคาดหวังให้มัทนารักนวลสงวนตัวเพื่อเขา คงเป็นการเอาเปรียบกันเกินไปถ้าหากว่าตนเองจะไม่รักษาคำพูด แม้ไม่มีใครรู้ว่าเขาผิดสัญญา ก็ยังน่าละอายนัก…

เขาจับมือนุ่มที่วางทาบอยู่กับอกมากุมไว้ “กลับเข้าไปข้างในกันดีกว่า เพลงกำลังสนุก คุณสูบบุหรี่ที่ห้องโถงก็ได้”

เป็นคำพูดที่ทำให้คนฟังถึงกับผงะ นัยน์ตาคู่สวยจ้องมองเขาอย่างงุนงงก่อนจะค้อนขวับแล้วเธอก็เดินลงส้นฉับๆ จากไปโดยไม่เอ่ยลา ทิ้งซันไว้กับดวงจันทร์ของเขา

ชายหนุ่มถอนใจยาว ไม่รู้ว่าตัวเองโง่หรือฉลาดกันแน่ที่บอกปัดความงดงามเชิญชวนนั้นไปเสีย เขาลงนั่งสงบจิตใจอยู่หน้าหอประชุม แล้วก็ต้องสบถออกมาเมื่อเห็นเหม่ยหลิงเยื้องย่างผ่านไปอีกครั้ง มือเรียวเกาะแขนทหารหนุ่มคนหนึ่ง ทั้งสองหายไปด้วยกันทางไหน ซันไม่ได้เดินตาม เพราะมัวแต่หัวเราะให้กับความฉาบฉวยง่ายดายที่เพิ่งเคยเห็นกับตา…

***

 

สั่งซื้อ Remember Wrinks

เซรั่มบำรุงผิวที่เป็นมาสก์ได้ในหนึ่งเดียว

ทุกยอดการสั่งซื้อจะมีส่วนแบ่งกลับมาเพื่อสนับสนุนเว็บไซต์อ่านเอา

ชุมชนแห่งการอ่านของพวกเรา : )

สั่งซื้อ 1 หลอดราคา 2,090 บาท คลิกที่นี่  >>>>> https://bit.ly/2UT2G40   

สั่งซื้อเซ็ตประหยัดสุดคุ้ม 3 หลอดราคา 2,940 บาท คลิกที่นี่  >>>>> https://bit.ly/2QFzcY9

อ่านเพิ่มเติม เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์นี้ คลิกที่นี่ >>>>>>>>>>> http://anowl.co/anowlsabai/remember-wrinks/

Don`t copy text!