แสนคำนึง บทที่ 13 : มาตุภูมิ

แสนคำนึง บทที่ 13 : มาตุภูมิ

โดย : สิริมารีน

แสนคำนึง โดย สิริมารีน กับเรื่องราวความรักและการรอคอย ท่ามกลางกลิ่นอายของสงครามโลกครั้งที่ ๒ ซึ่งอุบัติขึ้นโดยไม่มีใครคาดหมาย สงครามที่พรากความรักของมัทนาและศันต์จากกัน…หนึ่งหัวใจ และหนึ่งหน้าที่ที่มีต่อชาติบ้านเมือง…หากชีวิตนี้ ศันต์พร้อมจะพลีเพื่อเธอคนเดียว … นิยายออนไลน์ ที่ อ่านเอา อยากให้คูณได้ อ่านออนไลน์

สมัครบัตร Citi Ready Credit

ทุกยอดการสมัครจะมีส่วนแบ่งกลับมาสนับสนุนเว็บไซต์อ่านเอาของพวกเรา 🙂

…………………………………………

-13-

 

“ต้องย้อนกลับไปผ่านลาว” บาทหลวงทิ้งตัวลงนั่งพิงต้นไม้แล้วถอนใจใหญ่ “ไม่รู้ต้องใช้เวลาอีกกี่วัน”

“ไม่มีหนทางอื่นหรือครับ” พอลถาม

ความหวังของซันดับวูบเมื่อผู้อาวุโสส่ายหน้า อาจเพราะเพิ่งทำสงครามอินโดจีนแย่งชิงดินแดนกันมา หรือไม่ไว้ใจด้วยเหตุผลอะไรสักอย่าง ทางกองพลเก้าสิบสามจึงไม่ยอมเปิดทางให้ ทั้งที่รู้จักบาทหลวงเป็นอย่างดี…

เสียงจางบ่นพึมพำอยู่ข้างหลัง บอกให้รู้ว่าการย้อนกลับนั้นต้องอ้อมยิ่งกว่าไกล เรียกได้ว่าเริ่มต้นเดินทางใหม่ตั้งแต่แรก…เวลาหลายวันที่ดั้นด้นกันมาแทบจะสูญเปล่า ซ้ำร้าย…ซันยังอ่อนเพลีย ครั่นเนื้อครั่นตัวแปลกๆ กระนั้นก็ยังฝืนใจเดินต่อไป ในความเลือนรางด้วยพิษไข้ เขาพอจะรับรู้ได้ว่าขบวนข้ามแม่น้ำโขงตอนบนที่แคบและน้ำลึกแค่เข่า โดยมีเสียงพอลตะโกนเร่งอยู่เป็นระยะ “เร็วเข้า เราต้องเร่งทำเวลา!”

อาการปวดเมื่อยเนื้อตัวเหมือนจะติดตามเขาไปทุกหนแห่ง สลับกับไข้เป็นระยะ แล้วในที่สุด สติของซันก็ดับวูบไประหว่างที่เข้าสู่เมืองเชียงรุ้ง ร่างกายของเขาสั่นระริก ไม่รู้ว่าใครกรอกยาอะไรให้บ้าง…

“ทิ้งไว้ไม่ได้” เสียงของสมาร์ทดังฝ่าม่านหมอกเข้าไปสู่โสตประสาทของซัน “ตอนผมเป็นบิด ซันก็แบกผมไป วันนี้ ผมจะแบกเขาบ้าง!”

“อย่างนั้นก็ได้” ใครคนหนึ่งตอบอยู่ไกลๆ “พาไปด้วยกัน หวังว่าแอตตาบรินจะได้ผล”

ยาใหม่ของอเมริกาน่าจะดีจริง เพราะซันฟื้นขึ้นมาในเช้าวันหนึ่ง…

“เราอยู่ที่เมืองสิงห์” สมาร์ทบอก “เป็นเมืองหลวงของเชียงรุ้ง”

“กลับมาสิบสองปันนาหรือ” ซันแทบจะสลบไปอีกรอบ เมื่อรู้ว่าพวกเขาเดินวนเป็นวงกลม

“ใช่” สมาร์ทพยักหน้าช้าๆ “แต่…ไม่เป็นไร เราจะหาทางเข้าไทยให้ได้!”

เมื่อเพื่อนยังมีกำลังใจเข้มแข็ง ซันก็รู้สึกว่าเขาจะท้อจนกลายเป็นภาระไม่ได้ เชียงรุ้งที่เขาเห็นนั้นเป็นเพียงหมู่บ้านเล็กๆ ต่างจากหนังสือที่เคยอ่านมา อาจเป็นได้ว่าร่มไม้ที่อาศัยผูกเพิงพักนี้อยู่นอกกำแพงเมือง

“เราหาได้แต่ข้าวโพด” พีทบอก “แบ่งกันกินได้แค่วันละมื้อ แต่พี่พยายามกลืนลงไปหน่อยนะ จะได้มีแรง พี่พอลบอกว่าไม่อยากคุยกับชาวบ้านมาก เพราะพวกเขาจะสงสัย”

ซันพยักหน้า ฝืนใจกินข้าวโพดต้มไปได้กำมือหนึ่ง ตามด้วยน้ำอุ่นใส่เกลือกับน้ำตาล พอลยอมหยุดพักสองสามวันให้ซันฟื้นตัว แล้วทั้งหมดก็ออกเดินทางต่อไป…

ซื้อหนังสือที่ www.naiin.com ไม่ว่าเล่มใดก็ตาม

ทุกยอดการสั่งซื้อจะมีส่วนแบ่งกลับมาเพื่อสนับสนุนเว็บไซต์อ่านเอา

ชุมชนแห่งการอ่านของพวกเรา : )

ทางข้างหน้าเป็นป่าทึบที่รกกว่าเส้นเดิม ทั้งหนาว ทั้งชื้น และมีหุบเหว คงเป็นเหตุผลหนึ่งที่ตอนแรกบาทหลวงไม่ได้เลือกทางนี้ แต่ในเมื่อค่ายเก้าสิบสามไม่เปิดทางให้ พวกเขาก็ต้องเดินอ้อม ไปทางที่ไม่มีแม้แต่บ้านชาวเขา และเสบียงก็หมดลง พวกเขาหาของในป่ากินไปเท่าที่จะทำได้ บางวันก็มีแต่น้ำ…

แล้วก็เหมือนเคราะห์ซ้ำ เมื่อม้าตัวหนึ่งกรีดร้องขึ้นกลางดึก แสงจากกองไฟที่จุดกันยุงส่องให้เห็นมันดิ้นทุรนทุราย น้ำลายฟูมปาก

“ทำไงดี!” พีทวิ่งเข้าไปแต่จางดึงไว้พร้อมกับส่ายหัว

“ช่วยไม่ได้หรอก นาย”

“ม้าเป็นอะไร” ซันตะโกนถาม ม้าตัวนี้ติดเขาแจหลังจากปราบพยศกันได้ และมันก็ช่วยแบกเขาตอนเจ็บป่วยมาตลอดทาง…

“งูกัด” บาทหลวงก้มหน้าสวดมนต์ “พ่อเห็นมันเลื้อยเข้าป่าไปเมื่อครู่”

เสียงร้องเงียบลง และร่างม้าก็แน่นิ่ง…

ซันทรุดลงนั่งพิงต้นไม้ หมดเรี่ยวแรงและรู้สึกเหมือนความหวังดับวูบ…สิ่งศักดิ์สิทธิ์มีจริงหรือไม่…เขาเริ่มสงสัย ทำไมคนที่พยายามจะกลับไปช่วยบ้านเมือง ต้องเจอกับชะตากรรมแบบนี้…

“ถ้ามีงูชุม เราควรรีบไป” พอลบอกด้วยสีหน้าเรียบเฉย

“ไม่ฝังมันหน่อยหรือ” ซันยังเหลียวไปมองม้า

“เสียเวลาไม่ได้” สมาร์ทเตือน “พี่พอลพูดถูก”

คำเตือนนั้นทำให้ซันชะงัก รีบช่วยทุกคนเก็บของ แล้วทั้งหมดก็ออกเดินต่อไป…จริงของพอล เหตุผลต้องมาก่อนอารมณ์…ซันรู้สึกว่าหัวใจของเขาค่อยๆ กลายเป็นหิน…ซึ่งก็ดี เพราะเขาแทบไม่รู้สึกเจ็บปวดอีกต่อไป…

ทองที่มีอยู่ไร้ประโยชน์เพราะกินไม่ได้ ที่จะแลกเปลี่ยนซื้ออาหารก็ไม่มี ซันได้ยินพีทบ่นปวดท้อง และแน่ใจว่าทุกคนเป็นโรคกระเพาะกันหมดแล้ว แต่ในที่สุด บาทหลวงก็บอกว่า…

“ตรงนี้คือเวียงภูกา เมืองไทยอยู่ไม่ไกลแล้ว เราจะแวะซื้อข้าว และแลกเปลี่ยนม้าใหม่สักสองตัว”

พีทที่กำลังแกะทากออกจากขาเงยหน้าขึ้นยิ้มกว้าง “ขออาหารดีๆ สักมื้อนะท่าน เราไม่เจอเนื้อเจอหมูมาสักเดือนได้กระมัง”

“สองเดือนกว่าแล้ว ตั้งแต่ออกจากซือเหมา” สมาร์ทนับ

“เพราะอ้อมไปมากน่ะ” ซันขีดเส้นบนพื้น “ถ้าเดินทางตรงได้ ไม่ต้องหลบซ่อน สองอาทิตย์น่าจะถึง”

“นี่ก็อีกไม่กี่วัน” พอลให้กำลังใจ “รีบไปกันเถอะ…”

หลังจากการเดินทางอันยากลำบากและยาวนาน ในที่สุด กลุ่มของซันก็มาถึงฝั่งแม่น้ำโขง ตรงข้ามอำเภอหาญสงคราม จังหวัดล้านช้าง

“ตอนนี้เราอยู่ที่ชายแดนแล้ว อีกไม่นานก็จะเข้าไทย มาตกลงตั้งชื่อใหม่ดีกว่า “พอลบอก “เราจะใช้ชื่อฝรั่งไม่ได้ ใช้ชื่อเดิมก็ยังไม่ได้ ไม่รู้ข้างหน้าจะเจอใครบ้าง ซัน นายอยากชื่ออะไร”

“ชื่อ…”

“เลือกให้ใกล้กับฉายา และธรรมดาหน่อย ไม่สะดุดหู” สมาร์ทแนะ

ซัน…ศันต์… “สน ครับ”

จากนั้น แต่ละคนก็ตั้งชื่อใหม่ให้ตัวเอง  สมาร์ทเปลี่ยนเป็น นายชม ส่วนบาทหลวงกับจางไม่ต้องหาชื่อ

“พ่อกับจางจะไม่ไปเมืองไทยด้วย” ท่านบอกหลังจากที่เก็บแผนเป็นความลับมาตลอดทาง “เราจะอยู่ทำงานที่ลาวต่อไป”

“ท่านจะกลับกองกำลังเก้าสิบสามอย่างนั้นหรือครับ” ซันเผลอถามด้วยความผูกพัน จนพอลหันมาขมวดคิ้ว

“พ่อบอกไม่ได้ อย่าถามเลย ซัน” บาทหลวงเอื้อมมือมาตบบ่าเขา “แล้วพ่อจะสวดภาวนาให้ทุกคน ขอให้ภารกิจสำเร็จ”

“ครับ” ซันก้มหน้า แม้จะเข้มแข็งจนเริ่มคิดว่าหัวใจกลายเป็นหิน แต่เมื่อต้องจากลา เขาก็อดอาลัยไม่ได้ เพราะร่วมเป็นร่วมตายกันมา และไม่น่าจะมีโอกาสพบกันอีก…

“โชคดีนะ” บาทหลวงบอกก่อนจะออกเดินทางต่อไป ทิ้งกลุ่มเสรีไทยไว้ที่ชายแดน นอนพักหนึ่งคืนแล้วซื้อแพไม้ไผ่ขนาดใหญ่พอที่จะบรรทุกม้าต่างสี่ตัวได้

แม้ว่าจะไม่ใช่ฤดูน้ำหลาก แต่แม่น้ำก็ยังเชี่ยวกรากน่ากลัวไม่น้อย ต้องใช้แรงทั้งหมดที่มีช่วยกันถ่อแพตัดข้ามมา ซันรู้สึกเหมือนแขนจะหลุดจากร่าง ต้องเกร็งข้อมือจนปวดไปหมดกว่าจะคัดท้ายเข้าหาฝั่งได้…

ในที่สุด พวกเขาก็มาถึงเมืองไทยกันแล้ว…

ก้าวแรกที่ขึ้นฝั่ง ซันทรุดตัวลงคุกเข่า จุมพิตแผ่นดินเกิดด้วยน้ำตาอาบแก้ม…

สมาร์ทก็ก้มลงกราบมาตุภูมิ ด้วยสีหน้าท่าทางแทบไม่ต่างกัน แต่พวกเขาไม่มีเวลาจะซาบซึ้งนานนัก เพราะต้องรีบปลอมตัวอีกครั้ง อาบน้ำ โกนหนวด ช่วยกันตัดผมและสวมเครื่องแบบสีกากีที่หอบมาในเป้ ช่วยให้ทั้งกลุ่มดูเป็นข้าราชการพลเรือนไปได้ในทันที

“เราจะอ้างว่าเดินทางไปติดต่อราชการกับลาว แล้วเพิ่งกลับมา” พอลบอก “จุดหมายแรกของเราคือเอาวิทยุเข้าพระนคร และติดต่อกับหัวหน้าคณะต่อต้านญี่ปุ่นในไทยให้ได้ ก่อนที่ฝ่ายตรงข้ามจะไหวตัว”

“จะขนไปหมดนี่พร้อมกันเลยหรือครับ” ซันถาม กวาดตามองสัมภาระบนหลังม้า ต่อให้ใส่ชุดข้าราชการ พวกเขาก็ยังดูน่าสงสัย ที่ผูกต่างขนของมามากขนาดนี้

“ไม่” พอลบอกแล้วสั่งว่า “รื้อของออกจากตะกร้า แล้วเผาต่างเสียให้หมด”

“ทำไม…” พีทถามแต่ไม่ได้รับคำตอบ จนเผาและกลบฝังเถ้าเรียบร้อยแล้วนั่นแหละ พอลจึงเปิดเผยแผนการต่อไปว่า “เราจะเปลี่ยนม้าต่างให้เป็นม้าขี่ แล้วซ่อนวิทยุไว้ในป่านี้สามเครื่อง ขนไปเครื่องเดียวก่อน พอถึงเมืองเราจะซื้อม้าเพิ่มสองตัว”

วิทยุที่พอลเลือกมานั้นเป็นเครื่องที่ซันใช้ประจำ แต่ทุกคนก็ช่วยกันสะพายหอบหิ้ว เดินทางข้ามเขาอีกสองวัน จึงถึงหมู่บ้านชาวเขาฝั่งไทย

“เราจะหยุดพักที่นี่สองวัน ดูลาดเลา” พอลเดินนำเข้าไปในหมู่บ้าน ด้วยท่าทางเป็นเจ้าใหญ่นายโต หัวหน้าหมู่บ้านถึงกับค้อมตัวเวลาพูดด้วย

“พวกเราไปติดต่อราชการเพิ่งกลับมาจากลาว” พอลประกาศเสียงดังฟังชัด “อยากจะไปพบนายอำเภอ”

“พักที่นี่สักคืนสองคืนก่อนไหมท่าน อำเภออยู่ไกล ต้องเดินไปเป็นวัน” หัวหน้าตอบ ซึ่งก็เข้าทางที่พอลตั้งใจไว้พอดี…

พวกเขาได้คนนำทางเป็นเด็กหนุ่มชาวเขาที่คล่องแคล่วพูดเก่งไม่แพ้จาง พอรุ่งเช้า ก็พากันเดินลงจากเขา จะไปที่อำเภอ แต่ระหว่างทาง พอลยกมือให้หยุดแล้วชี้ไปทางลำธารข้างล่าง

“ตำรวจ!” พีทร้อง

“ลุยน้ำมากันทำไม” สมาร์ทยกมือป้องตา “สะพายปืนยาวเสียด้วยซี!”

“คงได้ยินว่ามีคนข้ามแดนเข้ามา” เด็กนำทางบอก

“ใครไปแจ้งล่ะ” ซันถาม แล้วก็ตอบเองได้ว่าคงจะเป็นหัวหน้าหมู่บ้านนั่นเอง…แต่ถึงตอนนี้ ตำรวจจะได้ข่าวจากไหน คงไม่สำคัญเท่ากับว่าพวกเขาจะเอาตัวรอดได้อย่างไร

“เดินลงไปเลยดีกว่า” บ๊อบเสนอ “ไม่อย่างนั้นจะยิ่งดูน่าสงสัย”

พอลพยักหน้าแล้วเดินลงไป แถมยังเป็นฝ่ายร้องทักก่อนอีกด้วย

“พวกท่านมาจากไหนกัน” เจ้าหน้าที่ทำท่าขึงขังทั้งที่ยังยืนแช่น้ำอยู่

“เราเป็นคนไทย เดินทางมาจากฝั่งลาว” พอลตอบตามที่ซักซ้อมไว้

“ตรวจค้นทุกคน รวมทั้งม้าด้วย” คนที่มีดาวบนบ่าหนึ่งดวงหันไปสั่งลูกน้อง

“ค้นทำไม!” พอลถามเสียงเข้ม ทำท่าหัวเสีย “พวกเราเป็นข้าราชการ จะไปหานายอำเภอ ไม่เห็นเครื่องแบบหรือยังไงกัน!”

“ช้าราชการที่ไหน” เจ้าถิ่นกลับเป็นฝ่ายถอย เมื่อเห็นสีหน้าขึงขังของพอล

“มหาดไทยไงล่ะ” พอลตอบหน้าตาเฉย “อย่าทำให้พวกเราเสียเวลาจะดีกว่า”

“ถ้าอย่างนั้น กระผมจะนำท่านไปพบนายอำเภอเองขอรับ” นอกจากน้ำเสียงจะเปลี่ยนไปแล้ว เจ้าหน้าที่ทั้งกลุ่มยังอำนวยความสะดวกให้เป็นอย่างดี

บ้านนายอำเภออยู่ใจกลางเมือง เป็นเรือนไม้สองชั้นเรียบๆ แต่แปลกตาด้วยสวนครัวและพุ่มไม้ดอกสวยงามที่สตรีสาวในชุดผ้าซิ่นกับเสื้อผ้าฝ้ายปักลวดลายกำลังก้มๆ เงยๆ สาละวนเล็มกิ่งอยู่ หมวกปีกกว้างบังหน้าขาวนวลไว้ครึ่งหนึ่ง แต่ซันก็ยังรู้สึกว่าคุ้นตาเหลือเกิน…

“คุณนายขอรับ” พลตำรวจร้องเรียก “ท่านนายอำเภออยู่ไหม”

“อยู่จ้ะ” หล่อนเงยหน้าขึ้น กระวีกระวาดออกมาต้อนรับเร็วจนซันตั้งตัวไม่ทัน เผลอเบิกตากว้างด้วยความแปลกใจ ก่อนจะเม้มปากหยุดคำทักทายที่กำลังจะหลุดออกมา…

คุณนายจ้องมองเขาเช่นกัน แต่คงจำไม่ได้ เพราะตอนที่พี่ขวัญมือซออู้แต่งงานออกจากบ้านคำหอมมานั้น ซันยังเป็นนักเรียนมัธยมหน้าใส ไม่ใช่ชายหนุ่มฉกรรจ์ที่กร้านเกรียมจากการฝึกรบและเดินป่ามาอย่างนี้…

เขายกมือไหว้ และสังเกตได้ว่าอดีตพี่เลี้ยงมองซ้ำมาอีกครั้ง คิ้วเรียวขมวดนิดๆ แต่เมื่อเขาไม่พูดอะไร หล่อนก็ไม่ได้ซักถาม ได้แต่เดินนำคณะ ‘ข้าราชการ’ ขึ้นไปพบสามี

นายอำเภอเป็นหนุ่มใหญ่ผิวสองสีท่าทางสง่าแม้ยามนุ่งกางเกงแพรสวมเสื้อผ้าป่านอยู่กับบ้าน พอเห็นแขกที่มาเยือน ท่านก็วางหนังสือในมือลง นัยน์ตาคมกล้าฉายแววเฉลียวฉลาดกวาดมองทุกคนก่อนจะทักว่า “มากันแล้วหรือ”

พอลชะงักมือที่กำลังจะพนมไหว้

“รออยู่เป็นเดือน…”

“ท่านทราบ…”

นายอำเภอพยักหน้า “นั่งพักกินข้าวกินปลากันก่อน แล้วค่อยคุยธุระ เรื่องมันยาว แม่ขวัญ มีกับข้าวพอจัดสำรับได้บ้างไหม”

“ได้ค่ะ” คุณนายลุกจากเก้าอี้รับแขก กลับลงไปที่สวนครัว ซันซึ่งยังยืนอยู่ตรงหัวบันไดจึงถือโอกาสตามลงไปด้วย

“คุณศันต์…” อดีตพี่เลี้ยงทักเบาเป็นเสียงกระซิบ

“พี่ขวัญจำผมได้…”  ตัวเขายังแทบจะลืมศันต์ไปแล้ว รู้สึกแปลกเหลือเกินที่ได้ยินชื่อนี้อีกครั้ง

“พี่เลี้ยงคุณมาตั้งแต่เพิ่งหัดเดิน ทำไมจะจำไม่ได้” ขวัญน้ำตาร่วงพรู “นี่เดินทางมายังไง ลำบากมากใช่ไหม”

ซันพยักหน้า ไม่อยากเล่าเรื่องการเดินทาง เพราะมีคำถามที่สำคัญกว่านั้น… “พี่ขวัญย้ายมาอยู่ที่นี่นานแค่ไหน…ทางบ้านคำหอมเป็นอย่างไรกันบ้าง…”

……………………………………

แหล่งข้อมูล : หนังสืออนุสรณ์งานพระราชทานเพลิงศพ คุณพิสุทธิ์ สุทัศน์ ณ อยุธยา

***

 

สั่งซื้อ Remember Wrinks

เซรั่มบำรุงผิวที่เป็นมาสก์ได้ในหนึ่งเดียว

ทุกยอดการสั่งซื้อจะมีส่วนแบ่งกลับมาเพื่อสนับสนุนเว็บไซต์อ่านเอา

ชุมชนแห่งการอ่านของพวกเรา : )

สั่งซื้อ 1 หลอดราคา 2,090 บาท คลิกที่นี่  >>>>> https://bit.ly/2UT2G40   

สั่งซื้อเซ็ตประหยัดสุดคุ้ม 3 หลอดราคา 2,940 บาท คลิกที่นี่  >>>>> https://bit.ly/2QFzcY9

อ่านเพิ่มเติม เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์นี้ คลิกที่นี่ >>>>>>>>>>> http://anowl.co/anowlsabai/remember-wrinks/

Don`t copy text!