แสนคำนึง บทที่ 14 : รอคอย

แสนคำนึง บทที่ 14 : รอคอย

โดย : สิริมารีน

แสนคำนึง โดย สิริมารีน กับเรื่องราวความรักและการรอคอย ท่ามกลางกลิ่นอายของสงครามโลกครั้งที่ ๒ ซึ่งอุบัติขึ้นโดยไม่มีใครคาดหมาย สงครามที่พรากความรักของมัทนาและศันต์จากกัน…หนึ่งหัวใจ และหนึ่งหน้าที่ที่มีต่อชาติบ้านเมือง…หากชีวิตนี้ ศันต์พร้อมจะพลีเพื่อเธอคนเดียว … นิยายออนไลน์ ที่ อ่านเอา อยากให้คูณได้ อ่านออนไลน์

…………………………………………

-14-

 

โน้ตสุดท้ายของเพลงลาวคำหอมเพิ่งจะพลิ้วผ่านไปกับสายลม เมื่อวดีก้าวเข้ามาในห้องซ้อมดนตรี หล่อนไม่ได้ปรบมือชมเชยเพื่อนสาว อาจเพราะได้ยินเสียงเปียโนมาจนเคยชิน จึงเพียงแต่เดินไปนั่งที่พาไล

“นา…มะรืนนี้เราจะอพยพแล้วนะ”

“จะไปอยู่ที่ไหนกัน” มัทนาปิดฝาเปียโนแล้วหันไปมองเพื่อน

“หัวหิน” วดีตอบ

“ที่บ้านชมทะเลน่ะหรือ คุณจอมท่านไม่เห็นบอกอะไรเลย” มัทนาแปลกใจ เพราะทั้งคุณจอมและป้าแป้นไม่ได้มีทีท่าว่าจะจัดเตรียมข้าวของสำหรับอพยพ

“ไม่ใช่บ้านตากอากาศของคุณจอมหรอก เราจะไปอยู่กับญาติของคุณแม่”

“ทำไมรีบร้อนนัก”

“ก็…ระเบิดลงหนักขึ้น คุณแม่เลยกลัว” วดีให้เหตุผล

“ก็ลงแบบนี้มาพักหนึ่งแล้ว”

“ญาติๆ มาชวนด้วย คุณแม่ก็เลยอยากจะไป นี่ฉันแวะมาบอกแล้วก็จะรีบไปเก็บของ”

“ถ้าอย่างนั้น ฉันจะไปช่วย” มัทนาลุกขึ้นตามเพื่อนไปที่เรือนปั้นหยา หน้าบ้านนั้นมีหีบสัมภาระวางไว้สองสามใบ คุณอรกำลังวุ่นวายอยู่กับการจัดของ

“มัทนา มาก็ดีแล้ว ช่วยน้าหน่อยเถอะ ไม่รู้จะเก็บของให้ทันวันมะรืนได้ยังไง” ท่าทางคุณอรเร่งร้อนราวกับไม่ได้เตรียมตัวที่จะอพยพมาก่อน มัทนาต้องเข้าไปช่วยจัดของ ทั้งที่อยากจะถามว่าคุณอรห่อถ้วยชามไปเพื่ออะไร ถ้าระเบิดลง อย่าว่าแต่กระเบื้องแก้วพวกนี้เลย แม้แต่บ้านก็ไม่มีทางเหลือ!

พอเก็บถ้วยชามเข้าตู้หมดแล้ว วดีก็ลุกขึ้นบอกว่าจะไปจัดกระเป๋าเสื้อผ้า ทิ้งมัทนาไว้ช่วยคุณอรเรียงหนังสือใส่ลัง

“จู่ๆ วดีเขาก็รีบร้อนอยากจะอพยพไปกับเทียมจันทร์” คุณอรเล่า “น้าน่ะไม่อยากทิ้งคุณจอมท่านไปหรอก ไหนจะคุณประวิชที่ยังไม่ยอมหยุดทำงาน นี่ก็ออกจากบ้านดึกดื่นทุกวัน บางทีก็กลับเช้า”

“นานึกว่าจะไปกันทั้งบ้าน” หญิงสาวกวาดตามองเรือนหลังเล็กที่ดูว่างเปล่าจนน่าใจหาย

“เขาไม่ยอมทิ้งคุณจอม” มารดาของวดีถอนใจใหญ่ “น้าเป็นสะใภ้ จะพูดอะไรไปก็คงไม่ดี นี่เขาก็บอกให้น้าปิดบ้านไว้ ตัวเขาจะไปนอนที่เรือนแถว ที่จริง น้าก็บอกวดีนะว่าเราควรจะรอไปพร้อมคุณจอม แต่วดีเขาอยากจะไปกับทางบ้านเทียมจันทร์ให้ได้ เขาว่าเขาต้องรีบ เพราะท่านหญิงพรรณล่วงหน้าไปก่อนแล้ว”

มัทนาไม่แปลกใจที่ได้ยินอย่างนี้ เพราะวดีแสดงออกชัดว่าหมายมั่นในตัวพันตรีทัดเทพ หากอพยพไปพร้อมกับเทียมจันทร์และคุณหญิงแขไข อย่างไรทัดเทพก็ต้องไปเยี่ยมมารดาบ้าง และวดีก็จะมีโอกาสพบกับเขาได้ง่ายกว่าอยู่ที่บ้านคำหอม เพราะช่วงหลังนี้คุณจอมไม่อนุญาตให้ออกไปทำงานอาสาแล้ว

“บ้านญาติของน้าอยู่ไม่ไกลจากบ้านคุณหญิงแขไข วดีเขาก็เลยจะไปขออาศัยที่นั่น” คุณอรส่ายหน้า “ที่จริง น้าอยากไปอยู่ที่ชมทะเลมากกว่า ถ้าหากว่าพ่อทัดเทพเขาชอบวดีจริง ก็ให้เขาพยายามมาหาเราสิ”

“คุณน้าทราบ…”

“ก็พอจะดูออก” คุณอรพยักหน้า “จากทางฝ่ายเราน่ะนะ ผู้ชายเขายังไม่เห็นมาทาบทามอะไร แต่วดีบอกว่า คุณทัดเทพคงรอให้สงครามสงบเสียก่อน เพราะตอนนี้งานเขายุ่งมาก”

มัทนาหันไปหาชั้นหนังสือ เพื่อจะได้ไม่ต้องคุยเรื่องนี้กับคุณอรต่อไป เพราะพูดอะไรก็เหมือนจะไม่ถูกไม่ควรไปเสียทั้งนั้น ไม่ออกความเห็นน่าจะดีกว่า…

แล้ววดีกับคุณอรก็อพยพไปหัวหิน โดยมีญาติมารับไปขึ้นรถไฟ มัทนาออกไปยืนส่งที่หน้าบ้าน มองตามเพื่อนก็อดใจหายไม่ได้ บ้านคำหอมที่เคยมีผู้คนมากมาย บัดนี้เหลือเพียงสี่ มีคุณจอม ตัวเธอเอง กับคุณประวิชและป้าแป้นเท่านั้น ทั้งบ้านเงียบเหงา แม้แต่นกที่เคยส่งเสียงเป็นเพลงแทบทั้งวันก็เหมือนจะไม่บินผ่านมา เรือนสีฟ้าที่ปิดประตูหน้าต่างไว้ดูอ้างว้าง

บ้านใกล้เรือนเคียงก็อพยพไปเกือบหมด โจรผู้ร้ายเริ่มชุกชุมขึ้นทุกที ป้าแป้นออกไปตลาดก็มีข่าวงัดแงะจี้ปล้นกลับมาเล่าแทบทุกวัน แต่มัทนาก็ยังไม่อยากย้ายไปหัวหิน…เผื่อว่า…ศันต์จะกลับมา…เธอไม่อยากให้เขาพบกับบ้านที่ว่างเปล่า แล้วรู้สึกว่าทุกคนทิ้งไป ไม่มีใครรอคอย…

โชคดีที่คุณจอมตอบตรงกัน เมื่อน้องชายเข้าไปถามระหว่างที่ท่านรับประทานของว่างตอนบ่าย…

“ลมอะไรหอบมานี่ได้” คุณจอมค้อนแล้วหันไปบอกแม่บ้านว่า “รินชามาให้คุณประวิชถ้วยหนึ่ง”

“ขอบคุณครับ ผมไม่ได้ขึ้นมาเสียหลายวัน คุณพี่เป็นอย่างไรบ้าง” เขาลงนั่งแล้วแบ่งกรอบเค็มจากขวดโหลบนโต๊ะใส่จานเล็ก

“ก็ตามอัตภาพ” พี่สาวถอนใจ “บ้านเงียบเหงา นึกอยากกินปั้นขลิบนึ่งก็คร้านจะนวดแป้ง เพราะอยู่กันไม่กี่คน ได้แต่ทำขนมแห้งๆ ที่เก็บได้นาน ถ้ารู้ว่าวันนี้วิชจะกลับมาบ้าน พี่ก็คงบอกให้แป้นทำไว้แล้ว”

“ขอประทานโทษที่พักนี้ผมหายหน้าไปคราวละหลายวัน วดีกับอรก็อพยพแล้ว แถวนี้ปิดบ้านกันไปหลายหลัง” ประวิชส่ายหน้า “ไม่รู้เมื่อไรสงครามจะจบสิ้นเสียที”

“โจรชุมยิ่งกว่ายุง วันก่อนแป้นวิ่งหน้าตาตื่นมาบอก ว่าลูกกรงหน้าต่างบ้านท้ายซอยถูกงัดเอาไปหมด คงจะอยากได้เหล็กไปขาย” คุณจอมเล่าด้วยสีหน้าวิตกกังวล “นี่ก็อาศัยว่าเราอยู่กันเงียบเชียบ หน้าบ้านมีต้นไม้ใหญ่ ไม่มีใครสนใจมากนัก”

“ขนาดบ้านศิลาอาสน์ ยังถูกทุบสระน้ำตรงบันได เอาเหล็กเส้นข้างในเลยขอรับ”

“ตายจริง! แล้วเจ้าคุณท่านว่ายังไง” คุณจอมยกมือทาบอก

“ท่านพาครอบครัวอพยพไปทางเรือตั้งแต่ก่อนเกิดเรื่อง ได้ยินว่าจะตัดใจขายบ้านเพราะดูแลไม่ไหว ไม่ทราบว่าเมื่อไรสงครามจะสงบ อีกอย่าง ถ้าปล่อยไว้นานเกิดญี่ปุ่นย้ายเข้าไปจะยุ่งกันใหญ่”

“ท่านคิดถูกแล้ว ขายไปดีกว่าให้เขาเข้ามาอยู่แล้วไม่ยอมออก” ระยะนั้นคฤหาสน์ใจกลางเมืองหลายหลังเปลี่ยนเจ้าของ มีทั้งขายให้รัฐบาลและเอกชน เพราะสงครามอันยาวนานยังไม่มีทีท่าว่าจะสงบลงง่ายๆ

“ว่าแต่ ขุนนางผู้ใหญ่ย้ายออกไปเกือบหมด คุณพี่จะว่าอย่างไร” ประวิชถามอ้อมๆ

“ก็จะไปว่ายังไงได้ จนเปลี่ยนนายกแล้ว ฉันก็ไม่เห็นว่าญี่ปุ่นจะออกไปเสียที” ถ้วยชาในมือคุณจอมเหมือนจะกระทบจานแรงกว่าปกติเล็กน้อย “เหมือนเราไม่มีทางทำอะไรได้เลย”

“พี่น้องเราทางเจ้าคุณพ่อ ก็ไปอยู่หัวหินกัน…” น้องชายเริ่มต้นเกลี้ยกล่อม

“วันก่อน แม่สร้อยเขาก็มาชวน” ท่านหมายถึงน้องสาวคนหนึ่ง

“ครับ พวกเราเป็นห่วงคุณพี่มาก”

“พี่ก็เป็นห่วงน้องๆ นะ ย้ายไปหัวหินกันก็ดีแล้ว คงจะเต็มบ้านวุ่นวายดีพิลึก” คำตอบนั้นแฝงนัยว่าท่านไม่อยากไปอยู่รวมกับพี่น้องมากมายอย่างนั้น เพราะมากคนก็ยิ่งมากความ หลายครั้งที่ท่านต้องตัดสินข้อพิพาทระหว่างลูกเจ้าคุณพ่อด้วยกันเองไปจนถึงรุ่นหลาน จนระอาใจเต็มที

“ถ้าคุณพี่จะไปพักที่ชมทะเล กระผมจะให้คนปัดกวาดเตรียมไว้” ประวิชไม่อ้อมค้อมอีกต่อไป

“ทำไมถึงคิดว่าพี่จะไปชมทะเล” คุณจอมหยิบขนมอีกชิ้น เหมือนจะแสดงออกว่าไม่ได้สนใจคำพูดของน้องชายจริงจังเท่าไรนัก

“ระเบิดลงหนักขึ้นทุกที ไม่เว้นแม้แต่กลางวัน ใครที่พอขยับขยายเขาก็ย้ายออกไปกันหมด คุณพี่อยู่กันแต่ผู้หญิงเท่านี้ กระผมเห็นว่าไปหัวหินเสียจะดีกว่า” ประวิชแทบจะอ้อนวอน

“ดีกว่าอะไร” คุณจอมค้อน “พี่ไม่ไปหรอก พี่ห่วงบ้าน เรื่องระเบิดถ้าจะตาย อยู่ที่ไหนก็ไม่รอด และที่นี่ ก็ทำหลุมหลบภัยไว้แล้ว”

ซื้อหนังสือที่ www.naiin.com ไม่ว่าเล่มใดก็ตาม

ทุกยอดการสั่งซื้อจะมีส่วนแบ่งกลับมาเพื่อสนับสนุนเว็บไซต์อ่านเอา

ชุมชนแห่งการอ่านของพวกเรา : )

หลายเดือนก่อน คุณจอมจ้างคนงานมาพูนดินเป็นเนินสูงแล้วขุดอุโมงค์ ทำห้องเล็กๆ ฉาบปูน ด้านบนตั้งศาลาวางพระพุทธรูปไว้องค์หนึ่ง เป็นหลุมหลบภัยที่เพื่อนบ้านได้มาอาศัยด้วย ท่านมีตะกร้าฉุกเฉิน ใส่ขวดน้ำ อาหาร ยา และผ้าห่มไว้พร้อมตลอดเวลา

“วันก่อน เรือบินผ่านไปแทบจะเฉียดหลังคา” ประวิชบ่น

“เธอก็พูดเกินไป บินต่ำขนาดนั้นได้ที่ไหนเล่า” คุณจอมหัวเราะ “อย่ามาเกลี้ยกล่อมเสียให้ยากเลย พี่จะอยู่นี่แหละ เสียดายเป็นผู้หญิง ไม่อย่างนั้นคงออกไปสู้รบกับเขาให้สงครามจบเร็วๆ แล้ว”

“คุณพี่อยากช่วยจริงหรือครับ” น้องชายลดเสียงลง เหลือบมองแม่บ้านที่นั่งอยู่ริมพาไลไกลออกไปทางประตู ห่างพอที่จะฟังบทสนทนาได้ไม่ชัดนัก

“จริงซี นี่เมื่อเช้ายังอ่านเรื่องวีรสตรีตระกูลหยางอีกรอบ อยากจะทำเพื่อบ้านเมืองได้อย่างพวกนางเหลือเกิน แต่ก็จนใจ ไม่มีกำลังจะไปทำอะไรได้”

“ทำได้สิครับ” ประวิชขยับเก้าอี้เข้าไปแทบจะชิดโต๊ะ สีหน้าของเขาบอกให้รู้ว่าไม่ได้พูดเล่น

“ถ้าพี่ช่วยได้ จะไม่ลังเลเลย” คุณจอมบอกหนักแน่น

“นี่แหละ กระผมถึงอยากให้อพยพไปหัวหิน”

“เธอจะใช้บ้านของพี่ใช่ไหม…” มีเสียงเล่าลือเรื่อง ‘แนวที่ห้า’ ผ่านเข้ามาบ้าง แม้คุณจอมจะเคยคิดว่าเป็นเพียงนิทานสงคราม แต่เมื่อน้องชายพูดอย่างนี้ ท่านก็พอจะเดาได้ว่าเขาทำอะไรอยู่…

“ครับ” ประวิชตอบหนักแน่นโดยไม่หลบตา

“ทำไมเลือกที่นี่”

“เพราะมีห้องใต้ดินครับ” เขาบอกตามตรง

“ห้องเก็บของนั่นน่ะหรือ” คุณจอมแทบจะลืมห้องใต้ดินไปแล้ว ทั้งที่ตอนร่างแบบบ้านเคยตื่นเต้น ว่าเป็นเหมือนห้องเก็บไวน์ที่เคยเห็นในหนังสือฝรั่ง แต่สุดท้ายก็กลายเป็นห้องเก็บของที่แทบจะปิดตาย

“ครับ” น้องชายตอบสั้นเหมือนกำลังกลั้นหายใจเกรงว่าท่านจะปฏิเสธ

“จะใช้ทำอะไรได้” คุณจอมซัก

“ก็…เป็นที่ประชุมลับ”

“แล้วตอนนี้ไปพบกันที่ไหน”

“กระผมบอกไม่ได้” ประวิชส่ายหน้า “แต่เรากำลังหาที่ประจำ ถ้าหากว่ามีสายมาเพิ่มจะได้พักอาศัย เพราะอย่างนี้ จึงอยากขอร้องให้คุณพี่ย้ายไปหัวหิน”

“พี่ให้ใช้บ้านได้” คุณจอมตอบหนักแน่น “แต่พี่ไม่ไปหัวหิน”

“แล้วคุณพี่จะอยู่ยังไงครับ คนเข้าออกดึกดื่น แปลกหน้าก็มี” ประวิชเริ่มหมดความอดทน เผลอพูดเสียงดังจนแป้นหันมาฟัง

“อย่าเอ็ดไปซี!” เจ้าของบ้านชะโงกมาบอกด้วยท่าทางราวกับสายลับ “พี่จะย้ายไปอยู่เรือนหลังหน้าของเธอ กั้นรั้วเสียก็คงไม่มีใครเข้าไปยุ่ง อาจจะไม่ได้สังเกตด้วยซ้ำ ว่ามีคนอาศัยอยู่ในบ้านนั้น”

“เรือนเล็กของผมน่ะหรือ” ประวิชขมวดคิ้ว “คุณพี่จะอยู่ได้ยังไง ห้องหับก็มีเพียงเท่านั้น ไหนจะของที่อรกับวดีทิ้งไว้ ไม่ได้สมเกียรติสักนิด”

“เวลาอย่างนี้…จะมาพยศพเกียรติอะไรกันเล่า วิช” คุณจอมถอนใจ “ใครช่วยกันได้ก็ต้องทำทุกอย่าง เผื่อสงครามจะจบเร็วขึ้น”

“คุณพี่บอกผมได้ไหม ว่าทำไมไม่อยากไปหัวหิน”

“พี่จะรอศันต์!”

เมื่อท่านยืนยันคำนั้น คนเป็นน้องก็เข้าใจว่าไม่มีประโยชน์ที่จะเกลี้ยกล่อมต่อไป เขาได้แต่บอกว่า “ผมจำเป็นจริงๆ ที่จะต้องหาที่นัดพบเพื่อปฏิบัติการ ถ้าหากคุณพี่ไม่ขัดข้อง ก็ขออนุญาตใช้ตึกใหญ่”

“ได้ พี่จะย้ายไปเรือนปั้นหยา”

“ทางที่ดี คุณพี่ไม่ควรให้มัทนารู้อะไรมากเกินไปนักนะครับ ประเดี๋ยวข่าวจะรั่วไปถึงทัดเทพได้” ประวิชบอก

“แล้วลูกสาวเธอล่ะ” เจ้าจอมย้อน “วดีชอบเขาออกนอกหน้าขนาดนั้น อาจจะเผลอพูดอะไรไปก็ได้ อย่าโทษแต่มัทนาซี”

“วดีจะไม่รู้อะไรทั้งนั้น ผมไม่ได้บอกลูกว่าตอนนี้ผมทำอะไรอยู่ และเขากับอรก็คงจะอยู่หัวหินอีกนาน อาจจะรอสงครามเลิกก่อนถึงค่อยกลับ” ประวิชอธิบาย

“มัทนาไม่ใช่คนพูดมาก แต่ถ้าเธอเตือนอย่างนี้พี่ก็จะระวัง บอกแค่ว่าบ้านใหญ่ดูแลลำบาก เลยจะลงไปอยู่เรือนเล็กก็แล้วกัน เพราะเป็นความจริงอยู่ ลำพังแป้นกับมัทนาปัดกวาดจะไม่ไหวอยู่แล้ว”

“ถ้าอย่างนั้นก็เป็นอันว่าตกลง” น้องชายยิ้มออกมาได้ “พรุ่งนี้ผมจะตามตาแก้วมากั้นรั้ว ระหว่างตึกใหญ่กับเรือนปั้นหยา แบ่งให้เป็นสัดส่วน แล้วผมกับพรรคพวกจะเข้าออกทางด้านหลัง มัทนาจะได้ไม่สงสัย”

“ไปเรียกแต่เช้าหน่อยก็ดีนะ บ่ายๆ แกจะเมาเสียก่อน ทางนี้จะเตรียมเก็บของไว้ รั้วเสร็จเมื่อไหร่พี่ก็ย้ายได้เลย…” นัยน์ตาคู่งามของคุณจอมเริ่มฉายประกายแห่งชีวิตชีวาขึ้นมาอีกครั้ง ด้วยความรู้สึกที่ได้มีส่วนร่วมต่อสู้ในสงครามครั้งนี้…

Don`t copy text!