แสนคำนึง บทที่ 19 : ชมทะเล

แสนคำนึง บทที่ 19 : ชมทะเล

โดย : สิริมารีน

แสนคำนึง โดย สิริมารีน กับเรื่องราวความรักและการรอคอย ท่ามกลางกลิ่นอายของสงครามโลกครั้งที่ ๒ ซึ่งอุบัติขึ้นโดยไม่มีใครคาดหมาย สงครามที่พรากความรักของมัทนาและศันต์จากกัน…หนึ่งหัวใจ และหนึ่งหน้าที่ที่มีต่อชาติบ้านเมือง…หากชีวิตนี้ ศันต์พร้อมจะพลีเพื่อเธอคนเดียว … นิยายออนไลน์ ที่ อ่านเอา อยากให้คูณได้ อ่านออนไลน์

…………………………………………

-19-

 

ผู้กองทิวาไปจัดหาเรือศุลกากรมาได้ด้วยวิธีไหน ซันไม่ได้ถาม เขากับแม็คและพี่ชายขึ้นเรือแล้วนั่งเงียบๆ กอดสัมภาระสำคัญคือเครื่องส่งวิทยุไปตลอดทางจนถึงชายหาดใกล้เขาตะเกียบ จึงลุยน้ำขึ้นฝั่ง ก่อนจะเดินเท้าฝ่าแดดร้อนจัดไปยังสถานีตำรวจร้างใกล้สถานีรถไฟ

“โอ้…” ซันอุทานเมื่อเห็นสภาพโรงพัก

“ไม่นึกว่าจะขนาดนี้” ประวิชมองรอยเท้าของตัวเองที่ย่ำลงบนไม้กระดานเขรอะฝุ่นแล้วหัวเราะในลำคอ

“ไม่มีไม้กวาดผ้าขี้ริ้วสักผืน” น้องชายส่ายหน้า

“และเราก็ไม่ได้แบกถุงนอนมาด้วย”

“ผมจะไปตลาด” แม็คบอก “พี่อยากได้อะไรบ้าง”

“จะไปซื้ออย่างนั้นหรือ” ซันถาม

“ครับ” แม็คพยักหน้า “พี่จะนอนทั้งฝุ่นแบบนี้ไม่ได้หรอก เดี๋ยวจะป่วยไปเสียก่อน”

“ก็จริง” ประวิชบอก “แต่เราจะทำยังไง ถ้าเจอทหารญี่ปุ่น หรือแม้แต่คนไทยที่สงสัยเรา”

“บอกว่า เราได้รับคำสั่งให้มาปัดกวาด เตรียมเปิดสถานีก็ได้ นอกนั้นใครถามอะไรไม่รู้ทั้งสิ้น โบ้ยให้ไปถามทางกรมเลย” แม็ควางแผน

“เออ ก็ดีเหมือนกัน” ซันตบบ่ารุ่นน้อง “เผื่อคนผ่านไปมาเห็นเราอยู่ที่นี่ ก็จะได้คิดว่าเราเป็นลูกน้องที่ผู้กองส่งมา”

“ซึ่งก็มีส่วนจริง เพียงแต่ไม่ได้เปิดโรงพักไว้ให้ตำรวจเท่านั้น” ประวิชสรุป

สามคนช่วยกันปัดกวาดห้องให้พออยู่ได้ แม็คพบว่าด้านหลังมีบ่อน้ำจืดที่โพงมาใช้ได้ด้วย แล้ววันรุ่งขึ้น ซันก็ได้รับคำสั่งแรกทางวิทยุ ถอดความได้ว่า ให้ไปรับพลร่มที่จะโดดลงมา แล้วจะมีรถรอรับ พาไปกรุงเทพ จุดนัดพบที่จะรับร่มนั้น อยู่ระหว่างหัวหินกับปราณบุรี

“เดินไปไหวหรือ” แม็คถาม

“ไหว” ซันยืดอก “แต่จะนานเกินไป คงต้องหาเช่าเกวียน นายไปจัดการมาสิ”

เพราะหนุ่มน้อยคล่องแคล่ว และเข้ากับคนง่าย เขาจึงจัดหาได้ทุกสิ่งที่ซันต้องการ แล้วยังอยู่โยงเฝ้าวิทยุ ระหว่างที่ซันกับประวิชขับเกวียนออกไปรับพลร่ม

“ซัน มีหมู่บ้านอยู่แถวนี้ด้วย” ประวิชบอกและซันก็หันไปมอง แสงสว่างจากคบเพลิงในมือส่องให้เห็นแววกังวลในดวงตาของพี่ชาย “เราจะบอกคนแถวนี้ยังไง พวกเขาต้องเห็นทั้งเรือบินและร่ม”

“บอกว่าเราเป็นทหารมาฝึกซ้อมรับร่มจะได้ไหมครับ” ซันพยายามหาเหตุผล

“เขาจะสังเกตเครื่องแบบแปลกๆ ของเราไหม” ประวิชลังเล

“พวกเขาไม่น่าจะอยากยุ่งกับเจ้าหน้าที่อยู่แล้ว ผมจะลองคุยดู” น้องชายบอกพร้อมกับยิ้มยิงฟัน ย้ำให้คนเป็นพี่มั่นใจ “ผมผ่านมาเยอะตอนเดินอยู่ในจีน จนแต่งเรื่องคล่องละนี่”

“อย่างนั้นก็ได้ ว่าแต่ เขาบอกไหม เรือบินจะมากี่โมง”

“คิดว่า น่าจะค่อนรุ่งละครับ พี่จะงีบก่อนไหม” ซันรู้ดีว่าประวิชน่าจะเพลียไม่น้อย เพราะไม่คุ้นกับการเดินทางในป่า

“ใครจะหลับลง”

“งั้นก็มารอด้วยกัน ผมจะพยายามพาพลร่มหลบเข้าป่า ก่อนที่คนจากหมู่บ้านจะสงสัยและเข้ามาดู เราน่าจะพอหนีทัน ซ่อนตัวสักพักพอแน่ใจว่าไม่มีใครเห็น ค่อยขึ้นเกวียนกลับโรงพัก” ซันบอกแผนการก่อนจะเงยหน้ามองเสี้ยวจันทร์แรมที่เพิ่งขึ้นจากขอบฟ้า “ตอนนี้เกือบตีสี่แล้ว ผมว่าอีกไม่นานเรือบินคงมาถึง จะได้ลงก่อนสว่าง”

เสียงเครื่องยนต์ดังใกล้เข้ามา ซันพึมพำว่า “บี ทเวนตี้โฟร์ ลิเบอเรเตอร์” เหมือนเรือบินจะวนอยู่ครู่หนึ่ง แล้วหีบสัมภาระติดร่มขาวก็ร่วงลงสู่พื้นสองกล่อง ตามด้วยเงาร่างของพลร่มสองนาย…

ซันวิ่งเข้าไปแบกสัมภาระมาวางบนเกวียน ก่อนจะหันไปหาพลร่มสองนาย แล้วก็ชะงัก…

“เราชื่อกาย” จารชนในเครื่องแบบทหารรีบบอก ก่อนที่ซันจะเผลอทัก และคนฟังก็พยักหน้า ส่งสัญญาณให้รีบตามเข้าไปหลบในดงไม้ แล้วดับคบเพลิงเสีย พื้นดินที่เป็นหญ้ารกน่าจะช่วยปกปิดรอยเท้าไปได้บ้าง…

ประวิชออกไปลาดตระเวณ พอแน่ใจว่าไม่มีใครเข้ามาดู จึงพาพลร่มทั้งสองและสัมภาระกลับไปสถานีตำรวจ

ในแสงสว่างยามอรุณ ซันมอง “กาย” เต็มตาอีกครั้ง รูปร่างสูงโปร่ง นัยน์ตาโตดำขลับและผิวคล้ำ กับรอยยิ้มกว้างที่ร่าเริงเหมือนเดิม จะเป็นใครไปไม่ได้นอกจาก…กรณ์…เพื่อนรักที่แยกไปเรียนไกลถึงอังกฤษ ไม่นึกว่าจะได้กลับมาพบกันในป่าแถวหัวหินอย่างนี้!

อีกฝ่ายยิ้มให้ก่อนจะบอกว่า “เพื่อนเราชื่อมั่น”

“ใช้ชื่อไทย?” ประวิชทัก

“ครับ” มั่นตอบสั้นๆ ท่าทางเคร่งขรึมนั้นบอกให้รู้ว่าไม่อยากพูดคุยกับใคร มุ่งมั่นแต่ภารกิจสมชื่อ

“เราจะต้องเข้ากรุงเทพเร็วที่สุด” กายบอก

“มีคนมารอรับอยู่แล้ว ไม่ต้องกังวล ว่าแต่ สัมภาระนี่จะขนไปด้วยไหม” ซันมองกล่องขนาดใหญ่ทั้งสอง นึกอยากรู้อยากเห็นว่าข้างในมีอะไร

“เสบียงกับยา” เพื่อนรักของเขาเฉลย “เผื่อเรากินเองเพราะไม่รู้ว่าจะมีคนมารับไหม และเป็นการทดลองทิ้งของด้วยครับ”

“งั้นเอาไป” ประวิชตัดสิน ยาเป็นของมีค่าอย่างมาก และอาหารที่สถานีตำรวจก็ร่อยหรอเต็มที พวกเขายังไม่มีเวลาออกไปซื้อหาใหม่ และไม่รู้ว่าจะต้องรับพลร่มอีกมากน้อยแค่ไหน

เรือมารับกายกับมั่นไปตอนใกล้เที่ยง พวกเขาบอกว่ามีจดหมายสำคัญจะต้องนำส่งหน่วยเหนือ จึงต้องไปให้เร็วที่สุด

“เท่ากับว่าสามฝ่ายจะรวมกันติดแล้ว อังกฤษ อเมริกา และไทย ทำงานภาคสนามด้วยกัน” ประวิชสรุประหว่างทางกลับโรงพัก “หวังว่าทุกอย่างจะราบรื่น ก่อนหน้านี้ มีข่าวว่าพยายามจะเข้ามาหลายคนแต่ไม่สำเร็จ ถูกจับไปบ้างก็มี”

“ทุกคนเสี่ยงกันมาก…เราเองก็ไม่รู้ว่าจะต้องไปทำอะไรที่ไหนต่อ  ผมเป็นห่วงที่ชมทะเล คุณพี่กับมัทนาและป้าแป้นจะเป็นยังไงบ้าง” ซันอยากจะแวะไปเยี่ยม แต่ด้วยหน้าที่และความรับผิดชอบ เขาก็ต้องกัดฟันทน …

“เราอาจจะต้องย้ายเร็วๆ นี้” ประวิชเดา

“ไปไหนอีกครับ” ซันแปลกใจที่ได้ยินอย่างนั้น เขาคิดว่าทั้งสามคนจะประจำที่หัวหินไปอีกนาน อาจจนกว่าสงครามจะสงบเลยก็ได้

คำตอบมาถึงในอีกสองวันต่อมา เมื่อหน่วยเหนือมอบหมายให้ซันกับประวิชทำหน้าที่รับเรือบินทะเลของโอเอสเอส ที่จะส่งทหารอเมริกันและอาวุธเข้าไปกรุงเทพทางเรือ

“เราต้องหาที่อยู่ใหม่” ซันบอก

“ทำไมล่ะครับ” แม็คโวยวาย “ผมอุตส่าห์กวาดฝุ่น ถูบ้านตั้งหลายรอบ”

“นั่นสิ เหมือนแถวนี้ก็ไม่มีใครสงสัยอะไร ถึงจะใกล้สถานีรถไฟมากไปหน่อย แต่เราก็อยู่สบายดีแล้ว รู้ลู่ทางทั้งหาเกวียน และของกิน คำสั่งมีแค่รับคนกับอาวุธ ไม่ได้บอกให้ย้ายสักหน่อย” ประวิชมองไปรอบๆ “อุตส่าห์ซื้อที่นอน กับเครื่องครัวใหม่ไว้แล้ว”

“ที่นี่ซ่อนอาวุธไม่ได้ครับ” ซันอธิบาย “ต้องมีที่เก็บ และเป็นที่ที่ทหารญี่ปุ่นไม่เข้าไปตรวจ จะหาถ้ำหรืออะไรดี…”

“พี่ไม่รู้ว่าแถวนี้มีถ้ำอยู่ที่ไหนบ้าง” ประวิชกุมขมับ

“ผมกำลังนึกถึงบ่อน้ำเก่า…ที่ชมทะเล” บ่อที่ซันพูดถึงนั้นก่อด้วยหิน มีไว้เก็บน้ำฝน ใหญ่พอที่คนจะลงไปทำความสะอาดได้ แต่ช่วงหลัง คุณจอมสั่งซื้อโอ่งมาใช้แทนเพราะสะดวกกว่า บ่อน้ำจึงแห้งร้างอยู่ “ญี่ปุ่นคงไม่เข้าไปที่นั่น แต่ผมก็ไม่อยากให้คุณพี่กับมัทนาต้องมาเสี่ยงกับเราด้วย”

“ตอนนี้ ก็ไม่ใช่ว่าท่านไม่เสี่ยง บ้านเมืองมีสงคราม ตรงไหนก็ไม่ได้ปลอดภัย เราไปอยู่ใกล้ เผื่อใครบุกรุกเข้ามาก็ยังช่วยป้องกันได้บ้าง ถึงมีบ้านญาติอื่นๆ ก็ไม่ใช่ในรั้วเดียวกัน” ประวิชตัดสิน

“ผมไม่รู้ว่า มีคนไปมาหาสู่ท่านมากแค่ไหน เกิดใครเห็นเราเข้า…”

“ซันกับแม็คก็อยู่ที่เรือนคนงานแล้วอย่าออกมาตอนกลางวัน เท่านั้นก็น่าจะหมดเรื่อง ส่วนพี่ ทางญาติไม่รู้ว่าทำงานใต้ดิน ถ้าจะมาอยู่เป็นเพื่อนคุณจอม ก็คงไม่มีใครแปลกใจ พรุ่งนี้พี่จะแต่งไปรเวทแวะเข้าไปที่ชมทะเล ทำเป็นว่าเพิ่งมาจากพระนคร แล้วจะบอกตาปานว่ามีคนงานใหม่ย้ายเข้ามา ให้แกกลับไปนอนที่บ้าน”

ซันยอมรับว่า ส่วนหนึ่งที่เขาพอใจในเหตุผลของประวิช เพราะจะได้อยู่ใกล้มัทนา…ถึงจะย้ำเตือนตัวเองว่าอย่าให้เรื่องความรักมาปะปนกับงาน แต่หัวใจที่อยู่ในวัยหนุ่มฉกรรจ์ก็ร้อนรนนัก…

พลบค่ำคืนนั้น ทั้งสามย้ายเข้าไปอยู่ในเรือนคนงานที่บ้านชมทะเล บ้านพักตากอากาศของคุณจอมเป็นบังกะโลสีฟ้าขาวขนาดใหญ่สองหลัง ปลูกบนตอม่อปูน เชื่อมต่อกันด้วยนอกชานแล่นกลาง ด้านหน้าเป็นระเบียงกว้าง

หลังจากคุณจอมหลับ มัทนาออกมานั่งอ่านหนังสือที่ระเบียงนี้แทบทุกคืน พร้อมกับตะเกียงเจ้าพายุและเปลือกส้มแห้งจุดกันยุง ไม่ใช่เพราะอยากจะรับลมชมดาว แต่ตั้งใจรอเผื่อสายลับคนนั้นจะผ่านเข้ามาที่บ้านบ้าง

และเพราะเฝ้ารอฟังสัญญาณ เธอจึงได้ยินเสียงก้อนกรวดกระทบเสาระเบียงไม้ ดังแทรกฝ่าเพลงกรีดปีกของจักจั่นทะเล…

หญิงสาวชะโงกข้ามราวระเบียง พร้อมกับที่คนข้างล่างเงยขึ้นมาพอดี ดวงตาสองคู่สบกัน แล้วโลกก็หยุดหมุน…”พี่…ซัน…” เธอกระซิบเรียก

“นา…เป็นยังไงบ้าง”  คำถามธรรมดานั้นมีความหมายนัก เมื่อเจือด้วยความห่วงใยอันลึกซึ้งในแววตาคม

เจ้าของชื่อได้แต่พยักหน้า น้ำตาซึมทันทีที่ได้เห็นเขา ถึงแม้จะอยู่บนแผ่นดินเดียวกันแล้ว แต่เมื่อเขาหายไปทีละหลายวัน มัทนาก็อดกังวลไม่ได้

“พี่แวะมาบอกว่า เราจะย้ายเข้ามาอยู่ในเรือนคนงาน นาช่วยปิดเป็นความลับด้วย ถ้ามีใครมาหา ก็อย่าให้เดินเลยเข้าไปถึงข้างหลัง พี่ประวิชอาจจะออกมาเจอคนอื่นได้บ้าง แต่พี่กับแม็คต้องพยายามเก็บตัว นาจะรักษาความลับให้พี่ได้ไหม”

“ได้ค่ะ” เธอตอบหนักแน่น  ก้มลงจับมือที่เอื้อมขึ้นมา รู้สึกได้ว่า ปลายนิ้วอบอุ่นแข็งแรงบีบกระชับมือของเธออยู่วินาทีหนึ่งก่อนจะปล่อย

“พี่ต้องไปแล้ว อีกสองสามวัน ถ้าเคลียร์ทุกอย่างได้ จะมาหาใหม่”

“ขอให้ปลอดภัย โชคดีนะคะ”

ซันหลับตา พยักหน้าและยิ้มรับคำอวยพรเก็บไว้ในหัวใจ ก่อนจะหายไปในความมืด ทิ้งมัทนาไว้กับความรู้สึกราวอยู่ในห้วงฝัน…

เขามาอยู่ในบ้านนี้แล้ว แต่ก็ยังต้องหลบซ่อน เหมือนไร้ตัวตน…สร้างความรู้สึกสุขระคนเศร้าที่ทำให้เธอยิ่งสับสน แล้วยังต้องกังวลกับอันตรายที่รออยู่ข้างหน้า  เขาใช้คำว่า “ถ้า” จัดการทุกอย่างได้เรียบร้อย…แปลว่าภารกิจในสองสามวันข้างหน้านี้จะต้องเสี่ยงตายอย่างยิ่ง!

มัทนาหนาวเยือกจนต้องยกแขนขึ้นกอดตัวเอง ก้มหน้าปล่อยให้น้ำตาไหลออกมาเงียบๆ…

ซันเดินกลับมาที่ห้องพัก บ้านไม้หลังคามุงจากดูห่างไกลจากความเจริญ แต่ห้องเล็กๆ ข้างในกลับเรียงรายด้วยอุปกรณ์วิทยุ หลังจากรายงานอากาศและรับคำสั่งล่าสุด เขาก็หันไปถามแม็คว่า “นายเคยว่ายน้ำทะเลไหม”

“เคยเล่นเมื่อยังเด็กครับ”

“ตอนนี้โตแล้วสินะ” ซันหัวเราะ ยื่นมือไปตบบ่าคนที่กลายมาเป็นน้องชาย

“ก็…” แม็คยิ้ม ก่อนจะทำหน้าเป็นงานเป็นการ “ที่จริง ในค่ายมีฝึกว่ายน้ำอยู่ครับ แม่น้ำก็เชี่ยวใช้ได้เลย ผมคิดว่า กับคลื่นทะเลไม่น่ามีปัญหา”

“ยังไงก็ควรจะไปซ้อม เพราะยังไม่ชำนาญ พรุ่งนี้ลองดูสักชั่วโมง กะความลึกประมาณว่ายจากเรือเข้าฝั่งน่ะ”

“พี่คงไม่ยอมบอกแผน” แม็คเดา “ได้ว่ายน้ำเล่นก็สนุกดีเหมือนกัน แล้วพี่ประวิชจะต้องลงน้ำกับผมไหม”

“ไม่ พี่วิชเขาเป็นฝ่ายบุ๋น” ซันบอก “พี่จะออกไปว่ายน้ำตอนเช้า นายเฝ้าวิทยุ แล้วบ่ายมาผลัดกัน”

“ครับ” แม็คตะเบ๊ะตอบ “รับทราบ ปฏิบัติ!”

เช้าวันรุ่งขึ้น ซันทำตามแผน หลังจากซ้อมว่ายน้ำเขาแอบชะเง้อหามัทนา เผื่อเธอจะออกมาที่ระเบียง แต่ก็ไม่เห็น เพราะหญิงสาวไปตลาดกับแป้น แล้วบังเอิญพบกับวดี ที่ตามมากราบคุณจอมถึงบ้านชมทะเลด้วย

“คุณพ่อแวะไปบอกหลายวันแล้ว ว่าอพยพกันมา” วดีเล่าเจื้อยแจ้ว หล่อนยังคงแต่งตัวสวย สวมสเกิร์ตและรองเท้าส้นสูง ผมดัดลอนราวกับอยู่ในกรุง ต่างจากมัทนาที่ใส่เสื้อคอปาดแขนสั้นตัดเองแบบง่ายๆ กับผ้าซิ่นฝ้ายและรองเท้าแตะ ผมยาวรวบผูกไว้ด้วยผ้าเช็ดหน้าจนวดีทักว่า “ทำไมไม่แต่งเนื้อแต่งตัวให้สวยหน่อย”

“แค่ออกไปซื้อของครู่เดียวเท่านั้น อยู่ที่นี่ ไม่ได้เข้าสังคมอะไร มีแต่ญาติคุณจอมจากบ้านโน้นเข้ามาหา” มัทนายิ้ม

“ไม่มีจริงๆ หรือ” วดีหรี่ตามอง

“ไม่มี” คนตอบพอจะรู้ว่าเพื่อนถามเป็นนัยถึงใคร

“แต่คุณเทพเคยไปหาเธอที่บ้านคำหอมนี่นา เธอยังฝากนิยายมาให้ฉัน” เสียงของวดีเริ่มจะขุ่น

“คุณหญิงแม่ของเขาสั่งให้ไปเยี่ยมคุณจอมต่างหาก ไม่ได้คุยกับฉันสักเท่าไร ที่ฝากนิยายมา ก็เพราะอยากให้เขามีข้ออ้างไปหาเธอต่างหากเล่า เผื่อเขาจะเกรงผู้ใหญ่ ไม่กล้าเข้าบ้าน” มัทนาชี้แจงรวดเร็วแล้วตัดบทเสียว่า “ขึ้นไปกราบคุณจอมก่อน แล้วเดี๋ยวฉันจะเลี้ยงขนม”

มื้อน้ำชาที่ระเบียงอร่อยขึ้นเมื่อมีเพื่อนคุย ถึงแม้จะรู้ว่าวดีมีเรื่องทัดเทพติดค้างในใจ แต่ในเมื่อมัทนาไม่ได้คิดจะยื้อแย่ง และชวนพูดเรื่องอื่น วดีก็มีข่าวซุบซิบน่าสนุกมาเล่ามากมาย ทำให้หายเหงาไปได้ไม่น้อย

“ฉันไปเฝ้าท่านหญิงบ่อย วันหลังเธอ…” วดีชะงัก เผยอริมฝีปากค้างกลางประโยคเมื่อสายตาแลเลยไปพบหนุ่มน้อยร่างสูงโปร่งในชุดกางเกงขาสั้นเปียกปอนที่เพิ่งขึ้นจากทะเล เสี้ยวหน้าคมคายกับแผ่นอกและกล้ามท้องแกร่งนั้นทำให้เจ้าหล่อนต้องเอ่ยถามมัทนาด้วยเสียงที่สั่นนิดๆ ว่า “นั่นใคร…”

Don`t copy text!