แสนคำนึง บทที่ 2 : มิตรภาพ

แสนคำนึง บทที่ 2 : มิตรภาพ

โดย : สิริมารีน

แสนคำนึง โดย สิริมารีน กับเรื่องราวความรักและการรอคอย ท่ามกลางกลิ่นอายของสงครามโลกครั้งที่ ๒ ซึ่งอุบัติขึ้นโดยไม่มีใครคาดหมาย สงครามที่พรากความรักของมัทนาและศันต์จากกัน…หนึ่งหัวใจ และหนึ่งหน้าที่ที่มีต่อชาติบ้านเมือง…หากชีวิตนี้ ศันต์พร้อมจะพลีเพื่อเธอคนเดียว … นิยายออนไลน์ ที่ อ่านเอา อยากให้คูณได้ อ่านออนไลน์

…………………………………………

-2-

 

สองสามวันต่อมา มัทนาได้ใส่ชุดนักเรียนแบบเดียวกับวดี เพราะคุณจอมให้ย้ายมาเรียนด้วยกันเพื่อสะดวกในการรับส่ง บางวันก็ติดรถคุณประวิชไปเพราะโรงเรียนอยู่ทางเดียวกับสำนักงานหนังสือพิมพ์ที่บิดาของวดีทำงานอยู่ หากคุณประวิชไม่ว่าง ป้าแป้นก็จะพานั่งสามล้อเจ้าประจำไปลงเรือ ส่วนศันต์นั้นขึ้นรถรางไปเองเพราะเป็นเด็กผู้ชาย

โรงเรียนใหม่ของมัทนาเป็นตึกฝรั่งสองชั้น ประดับปูนปั้นงดงาม ทาสีเหลืองครีมตัดขาว ด้านหน้ามีท่าน้ำจอดเรือได้ ครูที่นี่ขึ้นชื่อว่าเข้มงวด ทั้งกิริยามารยาทและวิชาการ รับแต่นักเรียนหญิงเท่านั้น มัทนาได้เรียนภาษาอังกฤษ คำนวณ วิทยาศาสตร์ วาดเขียน เย็บปัก และการประดิษฐ์ดอกไม้แห้ง แต่วิชาที่เธอรักที่สุดคือเปียโน ซึ่งเรียนแบบสากลที่โรงเรียน และหัดเพลงไทยเดิมที่บ้านคำหอม

ตอนเริ่มต้น มัทนาหัดอ่านโน้ตสากลในแบบเรียนของฝรั่ง พอเล่นได้คล่องแล้ว ครูจึงให้ต่อเพลงไทยเดิม เป็นทางที่ครูเคยเล่นในพระราชวังพญาไท ตามวิธีการที่รัชกาลที่หก ทรงสอนให้ใช้มือขวาเล่นทำนองหลัก มือซ้ายเล่นประสานเสียง ออกมาแบบระนาดทุ้ม มีรัวและสะบัดให้สำเนียงเพราะพริ้งแตกต่างจากเปียโนทั่วไป เมื่อเล่นร่วมกับวงเครื่องสายก็เข้ากันได้ดี เป็นที่พอใจของเจ้าจอมสายหยุดที่ต้องการฝึกนักเปียโนคนใหม่ เพราะมือเก่ากำลังจะออกเรือน มัทนาได้รับอนุญาตให้ติดตามไปกับวง เวลาที่รุ่นพี่ออกแสดงในงานเลี้ยง

เด็กสาวตื่นตั้งแต่ตีสี่ เพื่อซ้อมเปียโนคนเดียวทุกวัน ก่อนจะกินข้าวอาบน้ำ ไปโรงเรียน กลับมาก็เล่นเข้าวง ซ้อมกับวดี และเด็กหญิงรุ่นเดียวกันอีกสองสามคน

ถ้าการบ้านไม่มาก มัทนามักจะฝึกเดี่ยวอีกรอบ เสาร์อาทิตย์ก็ทุ่มเทให้ดนตรี เวลามีครูดนตรีไทยมาสอนรุ่นพี่ เธอชอบเข้าไปฟังและขอต่อเพลงไว้ ซึ่งก็ได้บ้าง ไม่ได้บ้าง เพราะครูจะต้องดูว่าฝีมือลูกศิษย์ถึงขั้นจริงๆ จึงจะต่อเพลงนั้นๆ ให้

ครูเหล่านี้ล้วนมีบรรดาศักดิ์ เป็นท่านขุนคุณพระจากกรมมหรสพ มัทนาจึงได้วิชามาอย่างมากมายจนคุณจอมโปรดปราน เพราะเป็นเด็กดีว่านอนสอนง่ายและใฝ่เรียนรู้ แต่บางครั้ง เธอก็ยังไม่รอดถูกตี อย่างเช่นกรณีมะม่วงน้ำปลาหวาน…

“พี่ศันต์คะ” เธอวิ่งไปถึงเรือนหน้าเพราะภารกิจสำคัญนี้

“ว่าไง” เจ้าของชื่อชะโงกจากเฉลียงที่นอนอ่านหนังสืออยู่โดยไม่ยอมลุกขึ้น มืออีกข้างหยิบขนมในจานใส่ปาก “กินคุกกี้ไหม พี่อรเพิ่งอบเสร็จใหม่ๆ”

“ขอบคุณค่ะ” มัทนาไม่ปฏิเสธ “วดีไปไหนคะ”

“ไม่รู้สิ คงขึ้นไปข้างบน” เขาหมายถึงไปอยู่รับใช้คุณจอม “แล้วน้องนาไม่ซ้อมเปียโนหรือ”

“เพิ่งซ้อมเสร็จค่ะ คือว่า…ตรงหน้าต่างห้องซ้อม มะม่วงกำลังงาม นาทำน้ำปลาหวานรอไว้แล้วแต่ว่าต้นมันซู้งสูง” เธอยิ้มเขิน

“อยากกินละสิ” ศันต์ลุกขึ้นทันที “ไปกัน”

เมื่อพยายามสอยแล้วไม่สำเร็จ ศันต์กับมัทนาก็ตัดสินใจ “ปีน!”

“ได้กี่ลูก” เสียงถามลอยมาจากหน้าต่างห้องซ้อม

“หกเจ็ดลูกแล้ว มากินด้วยกันสิ” ศันต์ตะโกนตอบ

“ขอบใจ…”

“เอ…” ศันต์หันมามอง พอสบตาก็สะดุ้งมืออ่อนจนร่วงลงมาจากกิ่ง รีบเงยหน้าร้องเรียกมัทนา

“เดี๋ยวค่ะ ขอตัดอีกสักสองสามลูก จะได้แบ่งให้พี่สาวในวงด้วย”

“ละ…ลงมาเถอะ น้องนา” เขาเรียกซ้ำและมัทนาก็ค่อยๆ ไต่ลงมาตามกิ่ง ก่อนจะทิ้งตัวคุกเข่าข้างหน้าต่าง เมื่อเห็นว่าใครจ้องมองอยู่

“ไปล้างไม้ล้างมือ แล้วขึ้นมาบนตึกทั้งสองคน!” คุณจอมสั่ง

เท่านี้มัทนาก็แทบน้ำตาหยด แต่ศันต์เม้มปาก ดึงแขนน้องที่นั่งเข่าอ่อนอยู่กับพื้นให้ลุกขึ้น พาไปล้างมือเงียบๆ

“ซนจนได้เรื่อง” ป้าแป้นบ่นระหว่างที่เดินนำขึ้นตึก

คุณจอมนั่งรออยู่บนเก้าอี้ในห้องโถง และเด็กทั้งสองก็คุกเข่าก้มหน้ายอมรับโทษแต่โดยดี

“มะม่วงนั้นไม่ใช่ของห้ามหวงหรอกนะ ผลไม้ทุกอย่างในบ้านอยากกินก็บอกแป้น ให้เขาเก็บหรือใช้ตะกร้อสอย จะมาช่วยสนุกก็ได้ แต่มัทนาเป็นนักดนตรี ต้องถนอมมือไม้ไว้ให้ดี เล่นซนนิ้วหักข้อมือซ้นก็ต้องหยุดซ้อมเปียโน ยิ่งถ้าหักคดไปก็เล่นไม่เหมือนเดิมอีกเลย ถึงต้องลงโทษเข้าใจไหม”

“เจ้าค่ะ” มัทนาน้ำตาหยด

“ส่วนศันต์” คุณจอมมองหน้าน้องชายที่รักเหมือนลูก “เล่นซนปีนต้นไม้ไม่ผิด พี่ไม่ได้เลี้ยงเด็กผู้ชายให้นุ่มนิ่ม แต่เธอโตแล้ว น่าจะเตือนมัทนา”

“ขอโทษครับ” ศันต์ยอมรับผิด

“ที่ตีก็เพื่อให้หลาบจำ” คุณจอมพยักหน้าให้แป้น บทลงโทษในวันนั้นคือตีด้วยไม้เรียวคนละสามที ศันต์ถูกตีที่มือ ส่วนมัทนานั้น ป้าแป้นตีตรง “ด้านที่นั่ง”

คุณจอมสั่งริบของกลาง แล้วยกให้ป้าแป้น ซึ่งสุดท้ายก็ใจอ่อน ปอกมาวางให้จิ้มน้ำปลาหวาน แบ่งกันทั่วรวมทั้งคนผิดด้วย

“อร่อย” ศันต์ยิ้มตาหยี ใช้มะม่วงชิ้นบางตักกุ้งแห้งที่อิ่มไปด้วยน้ำตาลเชื่อมหวานเค็มป้อนให้มัทนา พอชิ้นแรกผ่านไป เด็กสาวก็หยุดไม่ได้ต้องหยิบรับประทานเอง

“ท่านพูดก็ถูก” ศันต์บอก “น้องนาไม่ควรเล่นซนเสี่ยงบาดเจ็บที่มือ”

มัทนาพยักหน้า เริ่มรู้สึกเป็น “นักเปียโน” อย่างเต็มตัว และตั้งใจว่าจะฝึกซ้อมให้มากขึ้น เพื่อคุณจอมจะได้เห็นว่าเธอไม่ได้เหลวไหล และอนุญาตให้ออกงานกับพี่ๆ รุ่นใหญ่ได้…

…………………………………………….

หลังจากคดีมะม่วงน้ำปลาหวาน ป้าแป้นก็สอดส่องดูแลมัทนามากกว่าเดิม ทั้งเรื่องเรียน การฝึกซ้อมเปียโนและรับใช้เจ้าจอม ไม่ให้มีเวลาเล่นซุกซนอีก นานครั้งเด็กสาวจึงจะได้ออกไปเที่ยว ส่วนบ้านเดิมนั้น มัทนาไม่ได้กลับไปหลายปีแล้ว จะได้พบยายกับแม่ ก็เมื่อเข้ามาเยี่ยมเยียน รับผ้าและส่งเสื้อที่ตัดสำเร็จให้คุณจอมเท่านั้น

วันนี้ ยายทำอาหารที่มัทนาเคยชอบใส่ปิ่นโตมานั่งกินมื้อกลางวันด้วยกันที่ระเบียงหน้าครัว กับข้าวในปิ่นโตนั้นแสนจะธรรมดา มีอยู่เพียงสองสามสิ่ง แต่มัทนากลับรู้สึกว่าอร่อยเหลือเกิน

“ยายทำหมูหวาน กับปลาใบไม้ทอดฟู ส่วนน้ำพริกมะขามนี่ แม่เขาผัดมาให้”  

“แม่เป็นอย่างไรบ้างจ๊ะ ไม่ได้มาหาหนูสามเดือนแล้ว…” มัทนาวางช้อนสังกะสีลง

“ก็…สบายดี” ยายก้มหน้าตักข้าว

“อาทิตย์หน้า ที่โรงเรียนจะมีงาน หนูแสดงเปียโนด้วย ยายกับแม่มาดูไหมจ๊ะ” เด็กสาวชวน

“ออกโรงได้แล้วหรือ” ดูเหมือนยายจะสนใจหมูหวานมากเป็นพิเศษ

“จ้ะ ชั้นมัธยมหกจะร้องเพลงประสานเสียง หนูเล่นเปียโน จะได้ใส่ชุดสวยที่ยายเย็บให้เมื่อวันเกิดออกงานเสียที”

“จะจบหกแล้วหรือนี่…วันงานยายจะให้น้อมพานั่งสามล้อไป งานจัดที่หอประชุมโรงเรียนใช่ไหม” น้ำเสียงของยายอ้อมแอ้มชอบกล

“แล้วแม่ล่ะจ๊ะ ทำไมยายไม่ไปกับแม่”

“แม่…เขาคงจะ…ไปไม่ได้หรอก” ยายส่ายหน้า

“ทำไมหรือ ยาย” มัทนาร้อนใจจนต้องจับแขนยายเขย่า เร่งให้พูดออกมา

“ที่จริงยายไม่น่าบอกให้หนูกลุ้มใจ แต่อย่างไรวันหนึ่งหนูก็ต้องรู้ แม่ของหนู เขาคุ้นเคยกับเสี่ยวิชัยมานาน…ตอนนี้ เมียหลวงของเสี่ยล้มป่วย สุนทรีย์ก็เลยย้ายเข้าบ้านใหญ่ไปแล้ว ” ยายกระแทกเสียงเมื่อพูดถึงชื่อของผู้ชายคนนั้น

“ยายหมายความว่ายังไงจ๊ะ”

“ก็…” ยายถอนใจ “ทีแรก ยายว่าจะไม่บอก แต่สักวันหนูก็ต้องรู้…แม่ของหนูเขา…เอ้อ…สนิทสนม…กับเสี่ยมาหลายปี ตั้งแต่หนูเข้ามาอยู่กับคุณจอมนั่นละ ถึงตอนนี้เขาก็เลย…ตัดสินใจเข้าบ้านเสี่ย ในฐานะ…เมียรอง”

“เป็นเมียน้อย…” มัทนากรีดร้อง ร้อนในอกเหมือนมีไอน้ำพลุ่งขึ้นมาแทบระเบิด

“เจ้าของโรงน้ำแข็งแถวบ้านไงล่ะ แม่เราเขาว่าเขาอยากจะสบายก่อนแก่ ได้อยู่ตึกกินเหลา ก็เลยย้ายเข้าบ้านเสี่ยไป เมียหลวงเขาป่วยมาหลายปี ไม่สนใจแล้วว่าผัวจะไปไหนทำอะไร ขอแค่ให้เงินใช้รักษาตัวก็พอ”

“หนูไม่เชื่อ…”  แม้จะพูดออกมาอย่างนั้น แต่มองหน้ายายก็รู้ว่าไม่ใช่เรื่องล้อเล่นหรือเข้าใจผิด แม่คงเลือกหนทางที่สุขสบายกว่าไปแล้วจริงๆ…มัทนาก้มหน้าด้วยความอดสู น้ำตาร่วงจนคนเป็นยายต้องลุกขึ้นมากอดไว้ “ไม่เป็นไร ยังไงก็มียายอยู่อีกทั้งคน ปล่อยแม่เขาไปเถอะ มัทนา”

“แล้วพ่อ…”

“ยังไม่ได้ข่าวเลย” ยายลูบหลังปลอบ “หนูต้องเข้มแข็ง ตั้งใจเรียนหนังสือซ้อมเปียโน มีวิชาก็จะพึ่งตัวเองได้ในวันหน้า จำไว้ให้ดีนะ มัทนา ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน นิ่งเสียเถิด ไม่อย่างนั้น ยายจะยิ่งเป็นห่วง”

มัทนาพยายามกลั้นน้ำตา รอส่งยายขึ้นสามล้อกลับไปแล้วจึงร้องไห้สะอึกสะอื้นจนไม่กล้าขึ้นไปบนตึก เพราะกลัวว่าพี่ๆ ในวงจะซักถาม ได้แต่นั่งพิงเสาอยู่ใต้ซุ้มดอกไม้ที่ระเบียงหน้าห้อง

เธอเห็นศันต์เดินผ่านไป แต่อ่อนแรงเกินกว่าจะร้องเรียก เขาเป็นฝ่ายวิ่งเข้ามาหาเธอเอง

“น้องนา ร้องไห้ทำไม มีเรื่องอะไรหรือ” น้ำเสียงของเขาร้อนรน

“เรื่อง…ที่บ้านค่ะ” เธอยกหลังมือขึ้นปาดพวงแก้ม

“มีอะไรที่พี่พอจะช่วยได้บ้าง” เสียงทุ้มนั้นยิ่งเร่งน้ำตาให้ไหลออกมา

“ไม่มีค่ะ” มัทนาส่ายหน้า “ไม่มี…” เธอจะบอกเขาได้อย่างไร ว่ามารดาตัดสินใจลดตัวจากฐานะภรรยาเอกของนายทหาร ไปเป็นเมียน้อยเสี่ยโรงน้ำแข็งเพื่อแลกกับทรัพย์สินเงินทอง ปล่อยให้บิดาของเธอหายสาบสูญ ไม่คิดจะตามหาอีกต่อไป

ศันต์นั่งลงข้างมัทนา แล้วเอื้อมมือมาลูบศีรษะปลอบโยน กระแสความอบอุ่นส่งผ่านสัมผัสรับรู้ไปถึงหัวใจ  

สองสามปีมานี้ ทั้งคู่ไม่ค่อยได้คุยกัน เพราะศันต์เข้าเป็นนักเรียนประจำ แม้จะได้กลับบ้านเดือนละครั้ง แต่และมัทนาก็ต้องเรียนดนตรีในวันเสาร์อาทิตย์ ไม่มีเวลาที่จะเล่นหัว เธอคิดว่าคงห่างกันไปแล้ว แต่ความรู้สึกในวันนี้ ยังใกล้ชิดไม่ต่างจากเดิม

“น้องนา…เล่ามาเถอะ เผื่อจะได้ช่วยกันคิด” ศันต์บอก

“นา…” มัทนากัดริมฝีปาก

“นาไม่สบายใจค่ะ” อาจเพราะน้ำเสียงอ่อนโยนของเขา ที่ทำลายกำแพงลง และคำพูดก็พรั่งพรูออกมาพร้อมกับน้ำตา “เรื่อง…ที่บ้าน…แม่…” มัทนายกหลังมือปาดน้ำตา “แม่จะ…มีสามีใหม่”

ศันต์นิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะบอกเบาๆ ว่า “คุณแม่มีสิทธิ์ที่จะเลือกทางเดินชีวิตของตัวเอง”

“แล้วนา…กับพ่อล่ะคะ” มัทนาเงยหน้ามองเขา นัยน์ตาคู่สวยคลอไปด้วยหยาดน้ำ

“พี่นึกว่าคุณพ่อของนาเสียไปแล้ว”

เด็กสาวส่ายหน้า

“นาไม่เคยเล่าเรื่องคุณพ่อให้พี่ฟังเลย” ศันต์ชะโงกตัวไปหาเธอ “พี่รู้แต่ว่าท่านเป็นทหาร”

“พ่อ…” มัทนาสะอื้น

“ทำไม พ่อของน้องนาอยู่ที่ไหน” ศันต์ซัก

“พ่อหายไป” มัทนาเรียบเรียงคำพูดไม่ค่อยถูก “หายไปตั้งแต่กบฎ…”

“ผ่านมานานหลายปี และตอนนี้คุณแม่ก็…” ศันต์พึมพำ

“แม่คงไม่ตามหาพ่อแล้ว” มัทนาปล่อยโฮจนอีกฝ่ายต้องลูบหลังปลอบ

“อย่าเพิ่งคิดไกลขนาดนั้นเลย น้องนา…คุณแม่อาจจะตามหาจนสุดกำลังแล้ว แต่ไม่พบ ส่วนเรื่อง…สามีใหม่…ใครๆ ก็คงไม่อยากให้แม่ไปเป็นอนุในบ้านเขา แต่ในเมื่อท่านตัดสินใจไปแล้ว และอย่างไรก็เป็นแม่ น้องนาก็ปล่อยท่านใช้ชีวิตของท่านเถอะ สุดท้าย ถึงอย่างไร แม่ลูกก็ตัดกันไม่ขาดหรอก”

“นาเคยหวัง…ว่าสักวัน เราจะได้กลับมาอยู่เป็นครอบครัวอีกครั้ง ตอนนี้ นาไม่มีทางรู้เลยว่าพ่อยัง….พ่ออยู่ที่ไหน นาเคยคิดว่าแม่คงสืบถามจากเพื่อนๆ ของพ่อ เพิ่งรู้จากยายว่า ตั้งแต่นาเข้ามาอยู่ที่นี่ แม่ก็…” เธอไม่อยากว่าร้ายมารดา จึงได้แต่เม้มปาก ปล่อยให้น้ำตาไหลออกมาแทนคำพูด

แม่พาเธอมาฝากไว้ที่นี่เมื่อหลายปีก่อน เพื่อจะเริ่มต้นใหม่แบบตัวเปล่า ไม่มีลูกติดใช่ไหม…มัทนาไม่อยากกล่าวหาผู้ให้กำเนิด แต่ในอกว่างโหวงอย่างประหลาด แม้จะมีคุณจอมเป็นผู้ปกครอง แต่เธอก็หวังเสมอว่าวันหนึ่งจะได้กลับไปอยู่พร้อมหน้าสามคนพ่อแม่ลูก…

“เรื่องคุณพ่อ…” ศันต์คว้ามือของเธอไปกุมไว้ แล้วให้สัญญาด้วยความห้าวหาญอย่างเด็กหนุ่มว่า “สักวัน พี่จะช่วยตามหาให้”

คำพูดนั้นมีความหมายมากเหลือเกินสำหรับมัทนา และมือแข็งแรงนั้น ก็เปรียบเสมือนหลักยึดเหนี่ยวท่ามกลางความอ้างว้าง

“ดูสิ ผมยุ่งโบว์หลุดหมดแล้ว หันมา พี่จะผูกให้” มือใหญ่นุ่มนวลนักเมื่อใช้ปลายนิ้วเขี่ยปอยผมทัดหูให้ ก่อนจะรวบหางม้า แล้วผูกริบบิ้นสีชมพูเป็นโบว์ ก่อนจะลูบศีรษะเธอเบาๆ “ไม่ต้องกลัวนะ มีพี่อยู่ทั้งคน..”

“คุณศันต์! มัทนา!” เสียงอุทานของป้าแป้นผลักทั้งสองออกจากกัน “ทำไมมานั่งอยู่เงียบๆ กันสองคนคะ” นางพี่เลี้ยงซักถามหน้านิ่วคิ้วขมวด “นาร้องไห้ด้วย…มีเรื่องอะไรไม่ดีไม่งามหรือเปล่า”

คำทักของป้าแป้น เตือนให้มัทนารู้ว่า เธอโตเป็นสาว และศันต์ก็รุ่นหนุ่มแล้ว คำว่า “ไม่ดีไม่งาม” กระทบใจจนน้ำตาไหลพรากออกมาอีก

“ป้า!” ศันต์ลุกขึ้นร้องเสียงดัง “ทำไมถามยังงั้นล่ะครับ ผมผ่านมาเห็นน้องนานั่งร้องไห้ ก็เลยเข้ามาถาม นึกว่าน้องไม่สบาย เพราะหน้าซีดเหมือนจะเป็นลม”

“ป้าก็แค่จะถามว่ามีเรื่องอะไร” ผู้อาวุโสแก้เก้อ “ใช้คำผิดไปหน่อยเดียว…ว่าแต่…” นางลงนั่งโอบไหล่มัทนาไว้ “ร้องไห้ทำไมลูก” ป้าแป้นวางมือบนหน้าผากของเด็กสาว “จะว่าป่วย ตัวก็ไม่ได้ร้อน…”

“เรื่องทางบ้านน่ะครับ” ศันต์ช่วยตอบเมื่อเห็นมัทนาจนคำพูด

ป้าแป้นก็นิ่งไปนิดหนึ่ง แต่เมื่อมัทนาไม่ตอบ นางก็ได้แต่ปลอบว่า“ไม่เป็นไรนะ…ยังไงนาก็อยู่ที่นี่กับคุณจอมท่าน”

“ค่ะ” เด็กสาวตอบสั้นๆ ด้วยยังตะขิดตะขวงใจกับคำพูดของป้าก่อนหน้านี้ ที่ว่าเธอกับศันต์ทำอะไรไม่ดีไม่งาม

“ไปล้างหน้าล้างตาเถอะมัทนา คุณจอมท่านให้หา ป้าลงมาตามแล้วก็มัวคุยเสียนาน เรื่องทางบ้าน อย่าไปคิดมาก หนูก็อยู่ที่นี่ ทำหน้าที่ของตัวเองไป เป็นเด็กเป็นเล็ก ไม่ต้องไปยุ่งเรื่องชีวิตผู้ใหญ่หรอก”

มัทนาไม่มีแรงจะโต้เถียงหรือซักถาม ได้แต่ทำตามคำสั่งของป้าแป้น แต่ก่อนจะออกเดินไปที่ห้อง เธอหันกลับมามองศันต์ นัยน์ตาสบกัน และเธอก็รับรู้ได้ถึงความห่วงใยที่ทำให้อบอุ่นไปทั้งใจ ในเวลาที่มัทนารู้สึกว่าตัวเองถูกทอดทิ้ง ยังมีเขาที่คอยปลอบโยนให้ความหวัง…

Don`t copy text!