แสนคำนึง บทที่ 4 : อำลา

แสนคำนึง บทที่ 4 : อำลา

โดย : สิริมารีน

แสนคำนึง โดย สิริมารีน กับเรื่องราวความรักและการรอคอย ท่ามกลางกลิ่นอายของสงครามโลกครั้งที่ ๒ ซึ่งอุบัติขึ้นโดยไม่มีใครคาดหมาย สงครามที่พรากความรักของมัทนาและศันต์จากกัน…หนึ่งหัวใจ และหนึ่งหน้าที่ที่มีต่อชาติบ้านเมือง…หากชีวิตนี้ ศันต์พร้อมจะพลีเพื่อเธอคนเดียว … นิยายออนไลน์ ที่ อ่านเอา อยากให้คูณได้ อ่านออนไลน์

…………………………………………

-4-

 

เมื่อจบชั้นเตรียมแล้ว ศันต์เข้าเป็นนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แต่เรียนอยู่เพียงชั้นปีที่หนึ่งก็ชิงทุนไปสหรัฐอเมริกา

“ทำไมไม่เรียนให้จบปริญญาตรีที่นี่ก่อน รับราชการแล้วค่อยไปก็ได้” คุณจอมถาม

“ศันต์สอบได้แล้วนี่คะ” ชายหนุ่มยิ้มพรายแบบที่ทำให้คุณจอมตามใจเขาเสมอ “คุณพี่ไม่ต้องเป็นห่วง ศันต์โตแล้ว ดูแลตัวเองได้” เขาลงท้ายด้วยคำว่าคะ ขา เวลาประจบท่าน ตามแบบแผนดั้งเดิมที่รู้ว่าคุณจอมชอบ

“มีข่าวลือว่าฝรั่งกำลังจะรบกัน ไปเรียนจะไม่เป็นไรหรือ” คุณจอมติดตามข่าวสารอยู่เสมอ จึงทราบว่าเยอรมนีบุกยึดโปแลนด์

“เขารบกันในยุโรป ไม่ใช่อเมริกา ทางฝั่งนั้นไม่มีอะไรหรอกค่ะ” เขายืนยัน แต่คุณจอมก็ยังไม่วางใจ ศันต์ต้องขอให้อาจารย์มารับรองอีกเสียง

ในช่วงนั้นมีข่าวว่าสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดลจะเสด็จนิวัติพระนคร พร้อมด้วยสมเด็จพระราชชนนี สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ และสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ คุณจอมจึงตื่นเต้นยินดี เตรียมตัวหาทางไปเฝ้ารับเสด็จ จนลืมที่จะทัดทานศันต์เรื่องไปเรียนต่อเมืองนอก กว่าท่านจะนึกได้ เขาก็ยื่นเอกสารเตรียมพร้อมที่จะเดินทางแล้ว

หลังงานรับเสด็จ ศันต์เตรียมตัวออกเดินทาง เขาตื่นเต้นที่จะได้ไปเห็นโลกใหม่ แต่ก็ใจหาย เมื่อนึกถึงคนทางนี้…

อีกนานเท่าไรจึงจะได้กลับมาฟังเสียงเปียโนอีก…

 

ยามเมื่อลมพัดหวน

ลมก็อวลแต่กลิ่นมณฑาทอง

ไม้เอยไม้สุดสูง อย่าสู้ปอง

ไผเอยบ่ได้ต้อง แต่ยินนามดวงเอย

โอ้เจ้าดวง เจ้าดวงดอกโกมล

กลิ่นหอมเพิ่งผุดพ้น พุ่มในสวนดุสิตา

แข่งแขอยู่แต่นภา ฝูงภุมราสุดปัญญาเรียมเอย

 

นานเท่าใด ลมจึงจะพัดหวนอีกครั้ง ศันต์ถอนใจยาว เขาจำต้องไปเพื่ออนาคต แต่อีกใจก็ห่วงหวงมัทนา นามที่หมายถึงความรักลุ่มหลง จากตำนานกุหลาบมัทนะพาธา ดอกไม้แห่งความรักที่งามยิ่งกว่ามณฑาทอง มัทนาเป็นสาวสวยจนศันต์กังวลใจ ยังดีที่มีคุณจอมคอยดูแลใกล้ชิด เวลาไปออกงานแสดงเปียโน ก็ควบคุมไม่ให้ใครพูดคุยด้วย บางงานท่านไม่ได้ไปกับวง ป้าแป้นก็จะคอยสอดส่ง ริ้นไม่ให้ไต่ไรไม่ให้ตอม มีแต่เสียงเล่าลือในความงามและฝีมือ สูงส่งเหมือนกับเนื้อเพลงลาวคำหอม

ศันต์จะต้องใช้เวลาศึกษาเล่าเรียนไม่น้อยกว่าสี่ปีจึงจะจบปริญญาตรี…เขาได้แต่ฝากความรักไว้ในหัตถ์แห่งโชคชะตา…

มัทนาเงยหน้ายิ้มให้เมื่อได้ยินเขาร้องคลอเบาๆ

 

โอ้อกคิดถึง คิดถึงคะนึงนอนวัน

นอนไห้ใฝ่ฝัน เห็นจันทร์แจ่มฟ้า

ทรงกลด สวยสดโสภา

แสงทองส่องหล้า ขวัญตาเรียมเอย

 

เขามองผิวแก้มของเธอซับสีระเรื่อแล้วก็เข้าใจความหมายของคำกลอนที่ว่า “ขวัญตาเรียมเอย” ได้อย่างชัดเจน…

“ยังไม่ได้จากไป ก็คิดถึงเสียแล้ว ไม่รู้ว่า อีกสี่ปีข้างหน้าพี่กลับมา น้องนาจะยังเล่นให้ฟังหรือเปล่า” ศันต์มองสบตาคู่สวย ก่อนจะถามเป็นนัย

“นาก็ซ้อมอยู่อย่างนี้ ไม่ไปไหนเสียหรอกค่ะ” เธอตอบเหมือนจะให้สัญญา

 “เวลาเล่นเพลงลาวคำหอม ก็คิดถึงพี่บ้าง”

เธอเมินหลบสายตาของเขา แต่ไม่ได้ดึงมือออกจากการเกาะกุม ศันต์จึงถือวิสาสะถอดแหวนก้อยของเขาออกสวมให้เธอที่นิ้วนางข้างขวา

แหวนนั้นเป็นทองเกลี้ยง ฝังเพชรเม็ดจิ๋วราวสิบสตางค์ตรงกึ่งกลาง…มัทนาเผยอริมฝีปากเหมือนจะถาม แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรออกมา นิ่งอึ้งอยู่เป็นครู่ ศันต์จึงอธิบายว่า “พี่ให้ไว้ใส่เล่น แหวนหมั้นของมัทนาต้องดีกว่าวงนี้ และอย่างไร เราก็ต้องขออนุญาตผู้ใหญ่ พี่ยังไม่มีอะไรเป็นโล้เป็นพาย จะดูอายุ วิชาความรู้ การงานก็ยังไม่สมควรคิดเรื่องคู่ แต่พี่จะไปไกลและนาน จึงอยากให้เครื่องประดับที่มีราคาสักหน่อย ไว้ดูต่างหน้า”

“นาไม่ได้เตรียมอะไรไว้ให้พี่” ดวงตาคู่สวยมีหยาดน้ำเอ่อคลอ จนต้องหยิบผ้าเช็ดหน้าในกระเป๋าเสื้อออกมาซับ

ชายหนุ่มดึงผ้าไปจากมือเธอ ก่อนจะเช็ดน้ำตาให้ แล้วคลี่ดูลายปักอักษร “เอ็ม” ในวงล้อมดอกกุหลาบสีชมพู “ขอผ้าผืนนี้ก็ได้”

“จะดีหรือคะ…” เธอขมวดคิ้ว “เขาว่าให้ผ้าเช็ดหน้า…”

“พี่ไม่ถือ” ศันต์ยิ้มพราย “ผ้าที่น้องนาปักเอง เป็นชื่อย่อ แล้วยังใช้ซับน้ำตาตอนบอกลา เป็นของมีค่าที่สุดแล้วสำหรับพี่”

“ถ้าอย่างนั้น ก็ตามใจค่ะ” เสียงของหญิงสาวยังเจือสะอื้น “พี่ศันต์จะออกไปกี่โมงคะ น้องว่าจะไปส่งที่ท่าเรือ”

“อย่าไปเลย” เขาส่ายหน้า “ผู้คนวุ่นวาย แล้วพี่ก็เป็นห่วงตอนกลับบ้านอีก”

“สี่ปี…” มัทนาพึมพำ

“ไม่นานหรอก” เขาพูดทั้งที่ใจไม่ได้คิดเช่นนั้น….

มัทนามองตามแผ่นหลังกว้างของร่างสูงที่ก้าวออกจากห้องไป เหมือนเขาจะหยุดนิดหนึ่งตรงกรอบประตู แต่ไม่ได้หันกลับมามอง ซึ่งก็ดีแล้ว เขาจะได้ไม่เห็นว่าน้ำตาของเธอยังไหลพร่างพรูทั้งทื่มือยังเล่นเปียโนต่อไปไม่หยุด ให้เสียงเพลงตามส่งเขาแทนตัว…

ทันทีที่เขาลับไปจากสายตา ความว้าเหว่ก็แล่นเข้าจับหัวใจ ต่อไปนี้จะมีใครให้พึ่งพาได้…ไม่มีใครเข้าใจเธอเท่ากับศันต์ เพราะต่างก็เป็นเด็กที่ถูกทิ้งเหมือนกัน เขาพร้อมรับฟัง และมีถ้อยคำที่ทำให้เธอรู้สึกดีขึ้นได้เสมอ มัทนาอยู่ที่นี่ มีคุณจอมเป็นคุ้มครองดูแล แต่ท่านก็เป็นผู้ใหญ่ที่เธอยำเกรง ส่วนวดีนั้น เด็กสาววัยเดียวกันไม่ได้ให้ความรู้สึกอบอุ่นหัวใจได้อย่างชายหนุ่ม ที่เป็นทั้งพี่และ…คนรัก…

หยดน้ำตาหยาดลงบนคีย์เปียโน…

โอ้อกคิดถึง..คิดถึงคะนึงนอนวัน…

 

…………………………………………..

ศันต์ก้าวขึ้นเรือด้วยความรู้สึกผสมผสาน ทั้งใจหายที่ต้องจากบ้าน และกังวลกับข่าวสงครามในยุโรปที่เริ่มรุนแรงขึ้น แต่ก็ตื่นเต้นที่จะได้ไปเห็นโลกใหม่ เล่าเรียนศึกษาอย่างที่ฝันไว้

เพื่อจะได้นำความรู้กลับมาพัฒนาประเทศชาติ

เขาออกเดินทางพร้อมเพื่อนนักเรียนทุนอีกหลายคน ขึ้นเรือเดินสมุทรญี่ปุ่น มีที่พักเป็นเคบิ้นเล็กๆ อยู่กันห้องละสองคน แวะไต้หวัน แล้วขึ้นบกที่โกเบ

ผมกับเพื่อนๆ คุยกันจนไม่มีเรื่องจะพูด ต่างคนก็อ่านหนังสือ กินอาหารสามมื้อ เดินเล่นบนดาดฟ้าและนอน วนเวียนอยู่อย่างนี้ รู้สึกว่านานเหลือเกินกว่าจะถึงเมืองท่า ขึ้นบกที่โกเบแล้ว เรายังต้องต่อรถไฟไปโตเกียว พักรอสองสามวันก่อนจะไปโดยสารเรือเดินสมุทรลำใหญ่กว่าเดิม มุ่งหน้าไปซีแอทเทิ่ล ฝั่งตะวันตกของสหรัฐ แต่ยังครับ ยังไม่ถึงจุดหมาย ผมต้องนอนในรถไฟอีกสองต่อไปวอชิงตัน ดี.ซี.

ท่านผู้ดูแลนักเรียนที่นี่เมตตาผมและเพื่อนๆ มาก ภรรยาของท่านทำอาหารไทยให้เราได้รับประทานเต็มอิ่มแล้วพาไปเที่ยวรอบเมือง แนะนำให้รู้จักสถานที่สำคัญ และการใช้รถโดยสาร อาคารที่เรียกว่าแคปปิตอล ฮิลล์ หลังคาเป็นโดม เห็นแล้วนึกถึงพระที่นั่งอนันตสมาคมของเรา ตึกใหญ่ๆ ใช้รูปแบบยุโรปประยุกต์ให้เข้าสมัยเรียกว่านีโอคลาสสิก จะว่าไป ก็คล้ายวังและพระที่นั่งหลายแห่งในเมืองไทย อย่างที่บางปะอิน คุณพี่คงพอจะเห็นภาพ หากมีโอกาส ผมจะถ่ายรูปตึกที่นี่ส่งไปให้ชม

ที่พักนักศึกษาอยู่ได้สบาย แต่อาหารก็ต้องรับประทานแบบฝรั่ง วันหนึ่ง เพื่อนร่วมห้องของผมโหยหากับข้าวไทยเต็มประดา ต้องหาหมูมาผัดกับพริกชิลลี่ของอเมริกาใต้ ใส่ถั่วพี พอมีสีเขียวๆ แดงๆ ส่วนข้าวสารหาได้จากร้านชำของคนจีน เท่านี้ก็อร่อยกันเสียเหลือเกิน

การกินอยู่นั้น ถ้าไม่เรื่องมากก็ไม่ลำบากเท่าไร เพราะนักเรียนทุนได้ “เงินกระเป๋า” เดือนละเก้าสิบเหรียญ พอใช้ได้แบบไม่ฟุ่มเฟือย ส่วนการเรียน ผมต่อภาษาอีกคอร์สเดียวก็จะเข้ามหาวิทยาลัยแล้ว ที่แย่คืออากาศหนาวจับใจ เพราะเรามาจากเมืองร้อนคงไม่มีทางชินไปได้

ผมจะพยายามส่งจดหมายมาบ่อยๆ นะครับ หวังว่าคุณพี่และมัทนาคงจะสบายดี

ด้วยความระลึกถึง

ศันต์”

 

จดหมายใช้เวลาเดินทางนับเดือนกว่าจะถึงผู้รับ แต่ยังดีที่มีมาสม่ำเสมอในระยะแรก และมัทนาก็เขียนตอบเป็นประจำ เล่าเรื่องชีวิตประจำวัน และข่าวสารทางเมืองไทย สอดแทรกความคิดถึงห่วงใยไว้ระหว่างบรรทัด

“นายังซ้อมลาวคำหอมอยู่ทุกวัน รอคนกลับมาร้องส่งนะคะ ตอนนี้วงเครื่องสายผสมเปียโนของเรามีงานแสดงทุกอาทิตย์ คุณจอมท่านก็ออกไปพบปะผู้คน พอให้คลายเหงาแก้คิดถึงพี่ศันต์ไปได้บ้าง…”

มัทนาไม่ได้เล่าไปว่า เวลาไปออกงาน มีชายหนุ่มและรุ่นใหญ่มาสนใจเธอมากมาย หลายคนหาทางเข้าใกล้ชิด ทั้งแบบแนบเนียนและโจ่งแจ้ง อย่างกรณ์ที่พยายามจะเข้ามาตีสนิท แต่ยังไม่มีใครเปลี่ยนใจเธอไปจากศันต์ได้

งานดนตรีของเธอ และการศึกษาของเขาดูราบรื่นดีในระยะแรก จนกระทั่งญี่ปุ่นเข้าโจมตีเพิร์ลฮาเบอร์…

 

หลังจากฐานทัพอเมริกันที่เพิร์ลฮาเบอร์ในหมู่เกาะฮาวายถูกญี่ปุ่นทิ้งระเบิดได้เพียงหนึ่งวัน กองทัพญี่ปุ่นห้าหมื่นคนก็เข้าประเทศไทย รัฐบาลไทยแถลงการณ์ยอมจำนน และต่อมาก็ประกาศสงครามอย่างเป็นทางการกับอังกฤษและสหรัฐอเมริกา

พี่ฝากจดหมายฉบับนี้มากับถุงเมล์ของสถานทูต หวังว่าจะถึงมือศันต์ ได้ข่าวว่ารัฐบาลจะเรียกนักเรียนทุนกลับไทย พี่อยากให้ศันต์กลับบ้านเราก่อน เรื่องเรียนไว้ค่อยว่ากันทีหลัง เหตุการณ์ทั่วไปที่นี่ยังไม่มีอะไรมาก แต่บ้านเมืองแปลกตาไปเพราะทหารญี่ปุ่นเข้ามาอยู่เต็มไปหมด แม้แต่นายยูตะ ช่างตัดผมที่เรารู้จัก พอเกิดสงครามก็เปลี่ยนจากเสื้อคลุมขาวกลายเป็นใส่ชุดทหารกับเขาด้วย…”

เป็นจดหมายจากคุณจอมฉบับสุดท้ายที่ศันต์ได้รับ ขณะนั้น มีคนไทยอยู่ที่อเมริการ้อยกว่าคน ในความดูแลของสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน รัฐบาลไทยได้เรียกตัวกลับทั้งหมด โดยขู่ว่าถ้าขัดขืนจะริบทรัพย์และถอนสัญชาติ แต่มีผู้สมัครกลับไปกับเรือสแกนดิเนเวียประเทศเป็นกลางไม่ถึงยี่สิบคน และในจำนวนนั้น ไม่มีชื่อของศันต์

…………………………

พระนคร…

“เขาไม่ได้มากับเรือขอรับ คุณพี่” คุณประวิชรายงานเจ้าจอมสายหยุด

“ไม่จริงกระมัง” พี่สาวไม่ยอมเชื่อ “หลงกันหรือเปล่า ที่ท่าเรือผู้คนคงจะมากมาย”

“กระผมดูจนคนลงมาหมด สอบถามตามหาเท่าไรก็ไม่พบศันต์ นักศึกษาคนหนึ่งบอกว่า ยังมีคนไทยอีกมาก ที่ไม่ยอมกลับ สมัครจะอยู่ข้างสหรัฐอเมริกา”

“จริงหรือ! แน่ใจนะว่าศันต์ไม่ได้ตกค้างที่ไหน ตอนเปลี่ยนเรือลำเล็กเข้าแม่น้ำ”

“ไม่ได้กลับมาจริงๆ ขอรับ” คุณประวิชยืนยันก่อนจะอุทานเสียงดังเมื่อเจ้าจอมฟุบลงกับโต๊ะ แป้นถลาเข้ามาและมัทนาก็ต้องกลั้นน้ำตาไว้ระหว่างที่ถือยาดมรอที่จมูกของท่าน

“ทำไม…” คุณจอมน้ำตาไหลพราก “เขียนไปบอกแล้วว่าให้กลับบ้าน นี่จะอยู่อย่างไร ห่างไกลนักหนา แล้วยังประกาศสงคราม เป็นศัตรูกันอีก”

มัทนาใจหายวับ กลั้นสะอื้นไม่อยู่อีกต่อไป ต้องปล่อยให้น้ำตาไหลออกมาระหว่างที่พัดวีท่าน

“กระผมจะลองสืบถามเพื่อนฝูงดู เผื่อจะได้ข่าวคราวบ้าง”ประวิชพยายามปลอบ

“แม้แต่จดหมายก็ส่งหากันไม่ได้” คุณจอมทุบอกตัวเอง “ศันต์ไม่น่าทำแบบนี้”

มัทนาได้แต่นวดเฟ้น ระหว่างที่คุณจอมร่ำไห้ คร่ำครวญห่วงใยต่างๆ นานา

……………………………………………………………………………………

คุณจอมคงจะยิ่งวิตกหากทราบว่า ศันต์อยากจะเขียนจดหมายตอบแต่ไม่มีทางส่งมาได้ เพราะรัฐบาลตัดความช่วยเหลือทุกอย่าง เนื่องจากคนไทยกลุ่มหนึ่งในอเมริกา นำโดยอัครราชทูตไทยประจำกรุงวอชิงตัน ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช และข้าราชการ ออกประกาศไม่รับการยอมแพ้ของรัฐบาลไทย และจะอยู่ฝ่ายพันธมิตร ช่วยกันขับไล่ญี่ปุ่น

ศันต์ได้รับจดหมายจากสถานทูตไทย ชวนนักศึกษาและข้าราชการไปเป็นอาสาสมัครเพื่อรับใช้ชาติ โดยไม่ได้แจ้งว่าเป็นงานประเภทใด บอกเพียงให้ปกปิดเป็นความลับเท่านั้น

เขาเป็นหนึ่งในนักเรียนไทยสามสิบกว่าคนจากทั่วอเมริกาที่มารวมตัวกันในเมืองหลวง เมื่อเข้าประชุมแล้วจึงได้รับทราบว่า งานอาสานั้นคือสืบราชการลับ เป็นแนวที่ห้า เข้าไปปฏิบัติการในไทย

หัวใจของศันต์เต้นแรงเมื่อคิดว่าจะได้กลับบ้าน แม้ไม่มีโอกาสพบหน้าคนรัก แต่ก็จะได้ยืนบนผืนแผ่นดินเดียวกัน…แผ่นดินที่เขาตั้งใจจะปกป้องรักษา

“เราจะปฏิบัติภารกิจในนามสถานทูตไทยในสหรัฐ” ใครคนหนึ่งบอก แต่อีกเสียงแย้งว่า “ฝรั่งเศสที่ต่อต้านเยอรมนี เขาเรียกตัวเองว่า ฝรั่งเศสอิสระ”

“ถ้าเช่นนั้น เราก็เรียกกลุ่มของเราว่า ฟรีไทย หรือเสรีไทยดีไหม”

ผู้ที่เสนอชื่อนี้คือจก ณ ระนอง นักศึกษาปริญญาโทที่จบกฎหมายมาจากฝรั่งเศส ที่ประชุมเห็นด้วย

และคำว่า “เสรีไทย” ก็ถือกำเนิดขึ้นอย่างเป็นทางการ

Don`t copy text!