แสนคำนึง บทที่ 6 : สุเทษณ์เทพบุตร

แสนคำนึง บทที่ 6 : สุเทษณ์เทพบุตร

โดย : สิริมารีน

แสนคำนึง โดย สิริมารีน กับเรื่องราวความรักและการรอคอย ท่ามกลางกลิ่นอายของสงครามโลกครั้งที่ ๒ ซึ่งอุบัติขึ้นโดยไม่มีใครคาดหมาย สงครามที่พรากความรักของมัทนาและศันต์จากกัน…หนึ่งหัวใจ และหนึ่งหน้าที่ที่มีต่อชาติบ้านเมือง…หากชีวิตนี้ ศันต์พร้อมจะพลีเพื่อเธอคนเดียว … นิยายออนไลน์ ที่ อ่านเอา อยากให้คูณได้ อ่านออนไลน์

สมัครบัตร Citi Ready Credit

ทุกยอดการสมัครจะมีส่วนแบ่งกลับมาสนับสนุนเว็บไซต์อ่านเอาของพวกเรา 🙂

 

…………………………………………

-6-

 

พระนคร…

ศันต์ไม่ได้ส่งข่าวใดๆ ไปทางบ้านอีก เรียกได้ว่าหายสาบสูญ นักเรียนไทยที่กลับมาเมื่อปีก่อน ไม่มีใครรู้ข่าวของเขาสักคน ซ้ำร้าย กลุ่มที่ยังอยู่ในสหรัฐก็เท่ากับเป็นฝ่ายต่อต้านญี่ปุ่น และรัฐบาลไทยไปโดยปริยาย…

“ห่วงเหลือเกิน” คุณจอมซับน้ำตา “พ่อวิชช่วยไปสืบถามอีกสักครั้งเถิด”

“คงจะตกค้างอยู่ทางโน้น เรามีท่านอัครราชทูต ท่านคงดูแลเด็กๆ ได้”

“แน่หรือเปล่าเล่า ศันต์เหมือนลูกชายของพี่ มาหายไปอย่างนี้ พี่ทำใจไม่ได้ดอก บ้านเมืองก็ระส่ำระสายเหลือทน…”

ในช่วงนั้น เครื่องบินสัมพันธมิตรทิ้งระเบิดหนักขึ้น มุ่งเป้าที่สถานีรถไฟและโรงไฟฟ้า แต่ก็มีพลาดลงบ้านเรือน จนคุณจอมต้องสั่งให้สร้างหลุมหลบภัย

“จริงขอรับ” ประวิชเม้มปาก “เริ่มทิ้งระเบิดกลางวันแล้ว หลายบ้านพากันออกไปหัวเมือง เมื่อวาน ผมผ่านบ้านเจ้าคุณอุณรุท คนเฝ้าบอกว่าท่านย้ายไปศรีราชา ไม่มีกำหนดกลับ คุณพี่ไม่คิดจะอพยพไปหัวหินบ้างหรือ บ้านพักของเราก็ยังมี กระผมจะส่งคนไปปัดกวาด”

คุณจอมไปตากอากาศที่หัวหินแทบทุกฤดูร้อน เพราะญาติพี่น้อง ลูกๆ ของเจ้าคุณพ่อไปปลูกบังกะโลเรียงรายเป็นหมู่บ้าน แต่จะให้ย้ายออกจากบ้านคำหอมไปเลยนั้น ท่านก็ยังทำใจไม่ได้

“พี่อยากรอในพระนคร เผื่อมีข่าวของศันต์ คงจะได้รู้เร็วกว่าทางโน้น” เมื่อท่านบอกอย่างนี้ คุณประวิชก็หมดทางโต้เถียง ต้องรับประทานขนมกับน้ำชาต่อไปเงียบๆ มัทนาจึงมีโอกาสแสดงความเห็นบ้าง

“ไม่มีเรือมาจากอเมริกาอีก คุณศันต์ก็น่าจะอยู่ทางโน้น และปลอดภัยดี เพราะสงครามยังไปไม่ถึงนะเจ้าคะ…ส่วนทางนี้…ถ้าไม่อพยพ นาขออนุญาตออกไปทำงานอาสาได้ไหมเจ้าคะ” เธอรวบรวมความกล้าถามขึ้น เพราะรู้สึกว่าวันเวลาผ่านไปอย่างเชื่องช้า ยิ่งคิดห่วงศันต์ ก็ยิ่งกระวนกระวายเหมือนใจจะขาด พยายามซ้อมดนตรีก็ไม่มีสมาธิ ไม่รู้จะฝึกไปทำเพราะไม่มีโอกาสได้ออกแสดง พี่ๆ และเพื่อนร่วมวงก็กลับไปอยู่บ้านกันหมด เธอได้แต่เขียนจดหมายหาศันต์ แล้วก็เก็บใส่กล่องไว้ เพราะไม่รู้จะส่งไปที่ไหน

“งานอะไรที่ไหนกัน” คุณจอมวางถ้วยชาลง

“อาสากาชาดเจ้าค่ะ เขาต้องการคนช่วย” มัทนาเตรียมคำตอบรอไว้แล้ว

“แบบที่เคยมาตั้งเต็นท์สอนกันตรงลานพระรูปใช่ไหม” คุณจอมยังจำเหตุการณ์ในช่วงสงครามอินโดจีนได้ดี

“ใช่เจ้าค่ะ ตอนนี้เขาไปตั้งกองกันที่พระราชวังพญาไท เป็นโรงพยาบาลทหารของเสนารักษ์”

“จะไม่อันตรายหรือ เข้าไปเขตทหารอย่างนั้น ถ้าหายไปอีกคนจะตามหาที่ไหน” คุณจอมยกมือทาบอก ราวกับมัทนาหายไปแล้วจริงๆ

“เขาไม่ระเบิดโรงพยาบาลหรอกเจ้าค่ะ พวกทหารญี่ปุ่นก็ไม่ทำอะไร ในนั้นมีทหารเจ็บป่วย มีประชาชนที่ถูกระเบิด กำลังคนช่วยไม่พอ”

“แต่เราเป็นผู้หญิง จะออกไปสู้รบปรบมือกับเขาได้อย่างไร ยิงกันตูมตามอยู่ทุกวัน” คุณจอมยังไม่ไว้ใจ

“ถึงเป็นหญิง ก็ทำงานช่วยชาติและเพื่อนมนุษย์ได้นี่เจ้าคะ นั่งอยู่บ้านเฉยๆ ซ้อมแต่เปียโนนาก็อยากออกไปทำตัวให้เป็นประโยชน์บ้าง วดีเขาก็จะไปด้วย” มัทนาเอื้อมมือไปสะกิดวดี และฝ่ายนั้นก็รีบพยักหน้ารับ ช่วยย้ำว่า “เจ้าค่ะ ไปเป็นเพื่อนกันสองคน”

“ผมจะหาสามล้อประจำให้ไปส่ง” ประวิชช่วยเกลี้ยกล่อม

“ถ้าระเบิดลง…”

“ถึงตายก็ไม่เสียดายชีวิตเจ้าค่ะ ตอนนี้อยู่ที่ไหนระเบิดก็ลงได้ทั้งนั้น” มัทนายืนยัน “และต่อให้รบกันอย่างไร เขาก็ไม่เข้าไปยิงกันในโรงพยาบาล ให้นาไปนะเจ้าคะ”

“อนุญาตเถิดขอรับ” ประวิชสนับสนุน “ทางนั้นต้องการล่าม คนแปลจดหมาย”

“แปลเป็นภาษาญี่ปุ่นน่ะหรือ มัทนารู้ที่ไหน” คุณจอมเริ่มจะสนใจ

“มิได้ขอรับ ที่โรงพยาบาลเสนารักษ์นั้นมีเชลยศึกที่เจ็บป่วยอยู่ เขาใช้ภาษาอังกฤษ ฝรั่งเศส นากับวดีเคยเรียนมาก็คงช่วยได้มาก”

“ระวังตัวก็แล้วกัน” คุณจอมถอนใจ…

 

……………………………………….

พี่ศันต์…

วันนี้นาจะไปทำงานอาสาที่หน่วยเสนารักษ์ พระราชวังพญาไท ช่วยดูแลเชลยศึกที่บาดเจ็บ

ถึงไม่เคยเรียนพยาบาลมาก่อน แต่นาเคยฝึกมาบ้าง และมีพวกงานเอกสารให้ทำด้วย ผู้ใหญ่ท่านทักว่าเสี่ยง เพราะทหารญี่ปุ่นเดินกันเต็มเมือง แต่นาอยู่บ้านเฉยๆไม่ไหวแล้วค่ะ หนังสือก็อ่านจนหมดตู้ ปักผ้าคลุมเตียงไปผืนหนึ่ง รู้สึกว่างเปล่าไร้ประโยชน์สิ้นดี พอได้ข่าวว่าเขาต้องการคนช่วยงานล่าม นากับวดีก็เลยสมัครไป

พี่ศันต์อยู่ทางโน้นคงจะสบายดี เพราะสงครามยังไปไม่ถึง แต่นาก็ยังเป็นห่วงเหลือเกิน ถ้ามีหนทางก็ส่งข่าวมาบ้างนะคะ นาจะรอ…

ด้วยความคิดถึง

มัทนา

………………………………………..

“นา แต่งตัวเสร็จหรือยัง คุณพ่อรออยู่ในรถแล้ว” วดีโผล่หน้าเข้ามาเรียก ตอนนี้ มัทนามีห้องส่วนตัวอยู่บนตึกแล้ว เพราะนักดนตรีย้ายออกไปกันหมด เธอแต่งห้องอย่างง่ายๆ มีแค่โต๊ะเครื่องแป้ง ตู้เสื้อผ้ากับเตียงไม้เรียบๆ ปูผ้าปัก

ลายกุหลาบ ม่านหน้าต่างก็เป็นผ้าขาวที่ฉลุลายเอง   

“นั่นซองอะไร” เพื่อนสาวเอื้อมมือมา

“เปล่า” มัทนารีบเก็บซองจดหมายที่ไม่ได้จ่าหน้าใส่ลิ้นชักโต๊ะเครื่องแป้ง รวมกับฉบับอื่นๆ แล้วลุกขึ้นยืน เปลี่ยนเรื่องด้วยคำถามว่า “ชุดนี้คงใช้ได้นะ”

“ได้สิ” วดีพยักหน้า เธอเองก็แต่งตัวคล้ายกัน ในชุดเสื้อเข้ารูปกับสเกิร์ตแคบยาวเลยเข่า ถือหมวกฟางปีกแคบผูกโบว์มาด้วยใบหนึ่ง จะต่างกันก็ตรงที่วดีตัดผมแค่คางดัดเป็นคลื่น แต่มัทนายังไว้ผมยาวประบ่า เพราะใครคนหนึ่งเคยชอบรวบผมผูกโบว์ให้…

วดีก้าวเข้ามาส่องกระจกสวมหมวกให้ตัวเองก่อนจะหันมาถามมัทนาว่า “ใส่หมวกเลยไหม ฉันจะช่วยตรึงกิ๊บ”

มัทนาส่ายหน้า “ไม่ต้องใส่หรอก ถือไปแบบนี้แหละ”

“เธอนี่ดื้อไม่หาย” วดีหัวเราะ “ขอให้ได้ต่อต้านสักนิดหน่อยก็ยังดีใช่ไหม”

“เมื่อกี้วดีบอกว่าคุณพ่อรออยู่ในรถไม่ใช่หรือ เรารีบไปกันเถอะ” มัทนาตัดบท

…………………………………………………..

พระราชวังพญาไทเปลี่ยนไปมากในภาวะสงคราม แต่หอคอยสูงสีแดงมียอดแหลมอย่างปราสาทโกธิคยังคงงดงามราวกับอยู่ในเทพนิยาย

สองสาวเดินขึ้นบันไดหินอ่อนทางด้านข้าง ผ่านคนไข้ที่นั่งรออยู่เป็นแถว เข้าไปที่ห้องลงทะเบียน พบกับคุณพยาบาลผู้ใหญ่ตามที่นัดไว้

“วันนี้มีอาสาสมัครมาใหม่สามคน มัทนากับวดี และเทียมจันทร์” หัวหน้าแผนกทักทายพร้อมกับแนะนำทุกคนให้รู้จักกัน ก่อนจะอธิบายว่า “งานอาสาของเรามีหลายส่วน ช่วยดูแลคนเจ็บเวลาระเบิดลง ปลอบใจญาติ จัดทำพวกผ้าพันแผล สำลี เย็บผ้าต่างๆ ที่ใช้ในโรงพยาบาล พวกมุ้งหมอน ผ้าห่มอะไรเราก็ต้องทำเองกันทั้งนั้นค่ะ รวมทั้งปรุงอาหารแล้วก็ช่วยเหลือเชลยศึก”

“ที่นี่มีเชลยศึกด้วยหรือคะ” เทียมจันทร์ดูตื่นเต้น เธอเป็นสาวน้อยหน้าตาน่ารักวัยไม่น่าจะเกินสิบเจ็ด แต่แต่งตัวเป็นผู้ใหญ่ สวมหมวกติดช่อดอกไม้ ใส่เสื้อแขนสั้นเข้ารูป สอดชายในสเกิร์ตสีเข้มยาวเลยเข่าคาดเข็มขัดหนังเส้นบาง ผมตัดสั้นแค่คอ ดัดลอนด้วยคีมร้อนแบบเดียวกับวดี

“เรามีข้อตกลงว่าทางไทยจะจัดการกับเชลยเอง ถ้าจับทหารฝ่ายพันธมิตรได้ ไม่ว่าอังกฤษ อเมริกัน ฮอลันดาหรือฝรั่งเศส ก็จะส่งเข้าค่าย คนที่บาดเจ็บก็จะได้มารักษาตัวในโรงพยาบาล เชลยและคนเจ็บป่วยต่างชาติ หากจะติดต่อกับญาติมิตรก็ส่งจดหมายได้ แต่ต้องเขียนในแบบฟอร์มไม่เกินยี่สิบห้าคำ เรียกว่าเร้ดครอสส์เลตเตอร์ ทางเราจะส่งผ่านสภากาชาดสากลที่สวิส ไปที่กาชาดประเทศต่างๆ เพื่อตามหาผู้รับตามจ่าหน้าซอง ตอนนี้ คนเจ็บส่วนใหญ่เป็นชาวอินเดีย ใช้ภาษาอังกฤษเป็นหลัก คุณทั้งสามคงช่วยได้มาก”

“ยินดีค่ะ” มัทนายิ้มรับ กระตือรือร้นที่จะทำงาน ทั้งสามเดินตามคุณพยาบาล ผ่านห้องด้านหลัง มองเข้าไปเห็นอาสาสมัครรวมกลุ่มทำงานเย็บผ้ากันอย่างขยันขันแข็ง

“ท่านหญิงพรรณ” วดีกระซิบ

“อะไรนะ” มัทนาหันไปเพราะฟังไม่ถนัด

“ฉันเห็นท่านหญิงพรรณทรงงานอยู่ในห้องนั้นด้วย กับหม่อมราชวงศ์แขไข”

“คุณแม่ของจันทร์เองค่ะ” น้องเล็กของกลุ่มบอก

“ตอนนี้ ใครพอทำอะไรได้ก็มาช่วยกัน” ผู้อาวุโสอธิบาย “ผลัดเวรกัน ท่านหญิงเสด็จที่นี่สัปดาห์ละสามวัน ท่านทรงน่ารักมาก ไม่ถือองค์ ส่วนคุณหญิงแขไข คุณแม่ของน้องจันทร์ เป็นถึงภรรยารัฐมนตรีก็ยังมาช่วยเพราะลูกชายทำงานอยู่ที่นี่ ชื่อพันตรีทัดเทพ”

“ครับผม!” เสียงทุ้มตอบรับ

มัทนาหันมองตามแล้วก็ต้องชะงักกับรอยยิ้มแจ่มใสของชายหนุ่มหน้าตาคมคายในเครื่องแบบทหารประดับมงกุฎครอบดาวที่บ่า

วดีพนมมือไหว้และมัทนาก็ทำตาม ในขณะที่เทียมจันทร์เข้าไปคล้องแขน “พี่เทพ ขอบคุณนะคะที่ช่วยพูดจนคุณแม่ยอมให้จันทร์มาทำงานอาสา นี่พี่มัทนา กับพี่วดี มาจากบ้านคำหอม จะช่วยเขียนจดหมายเหมือนกันค่ะ” ใบหน้ากลมแป้นเงยขึ้นยิ้มกับพี่ชายระหว่างที่เล่าเสียงใส

“ยายจันทร์ช่างพูด” เขาหัวเราะแล้วหันมาก้มศีรษะให้มัทนา “ฝากด้วยนะครับ”

“ยินดีค่ะ” เธอตอบทั้งที่นึกสงสัยว่าทำไมเขาพูดเช่นนั้น เธอเองต่างหากควรฝากตัวในฐานะคนมาใหม่

“ผมกำลังจะไปคุยกับคุณหมอที่วอร์ดพอดี ขึ้นไปด้วยกันไหม”

มัทนาใจหายเมื่อขึ้นไปเห็นเตียงเหล็กตั้งเรียงกันเป็นแถวในห้องอันเคยเป็นพระราชมณเฑียร เชลยศึกที่นอนอยู่นั้นล้วนผ่ายผอม แววตาแห้งแล้ง ส่วนใหญ่เป็นชาวอินเดียดังที่คุณพยาบาลบอก แต่ก็มีทหารยุโรปผิวขาวรวมอยู่ด้วย

คุณพยาบาลหยิบแฟ้มที่ปลายเตียงขึ้นมา แล้วการออกตรวจก็เริ่มต้น มัทนามองอย่างประทับใจที่พันตรีนายแพทย์ทัดเทพเดินตามคุณหมอ ก้มลงดูบาดแผลอันเหวอะหวะแทบเน่าเปื่อยโดยไม่มีทีท่ารังเกียจ คนไข้ส่วนใหญ่ได้รับบาดเจ็บภายนอก แต่ก็มีบางรายที่เป็นมาลาเรีย หรือมีไข้ ได้รับทุกขเวทนาต่างๆ กันไป

แม้ไม่อาจเยียวยาหรือส่งกลับบ้านได้ในขณะนี้ มัทนาก็ยังนึกยินดีที่เธอมีส่วนช่วยเหลือพวกเขาได้บ้าง

คนเจ็บรายแรกของมัทนาเป็นเชลยชาวอังกฤษที่ถูกยิงหลายแห่ง แขนขวาใส่เฝือกคล้องคอไว้ เขาดูอ่อนเพลียแต่แววตาสีฟ้ายังคมกล้าเมื่อบอกคำให้เธอเขียนจดหมาย

“ฉันสบายดี เราจะต้องได้พบกันอีก รักและคิดถึงเธอกับลูกมากเหลือเกิน ดูแลตัวเองด้วย”

ยี่สิบห้าคำ…ช่างน้อยเกินกว่าจะบอกเล่าเรื่องราวมากมายที่อัดอั้นอยู่ในใจ มัทนาแปลสายตาของเขาได้เช่นนั้น นายทหารหนุ่มมิได้ร้องไห้ แต่ความเศร้าก็ถ่ายทอดลงมาทุกตัวอักษร เธอหวังอย่างสุดใจให้ฝ่ายที่รอรับจดหมายยังคงอยู่สบายดี ทั้งแม่และเด็ก “ขอให้พวกคุณได้พบกันอีก ฉันจะสวดภาวนาเพื่อคุณ เข้มแข็งนะคะ” เธอจับมือของเขาไว้ “สงครามจะต้องสงบลงสักวันหนึ่ง ขอเพียงเรารอดชีวิต จะต้องมีโอกาสกลับไปหาคนที่รัก” เป็นคำพูดที่มัทนาบอกตัวเองเช่นกัน

เธอหันไปทางด้านข้างเพราะรู้สึกคล้ายมีใครมองอยู่ แล้วก็เห็นทัดเทพ เขายิ้มน้อยๆ ปลอบเธอว่า “อย่าร้องไห้สิ คนไข้จะยิ่งใจเสีย เขาไม่ได้ต้องการความสงสาร ต้องเข้มแข็งจะได้เป็นที่พึ่งของเขา” มัทนาได้แต่พยักหน้า จดที่อยู่ตามคำบอก และขอพรให้จดหมายเดินทางไปถึงผู้รับ

เพียงได้ส่งข่าวคงช่วยให้สบายใจขึ้น เพราะคนป่วยล้มตัวลงนอน ไม่นานนักลมหายใจก็สม่ำเสมอ “คุณหมอยืนยันว่ารายนี้จะหายดี” ทัดเทพบอก แต่มัทนาก็ยังเงยหน้ามองเขาอย่างกังวล “แต่คนทางบ้าน…อังกฤษเป็นอย่างไรบ้างก็ไม่ทราบ ครอบครัวของเขาจะ…”

“อย่าคิดสิ” เขาส่ายหน้า “ไม่ต้องปรุงแต่งเรื่องราว แค่ทำหน้าที่ เราช่วยเขาเท่าที่ทำได้แล้ว”

“ฉัน…” มัทนาสะอื้น ไม่อยากบอกว่าเธอเองก็รอคอยจดหมายอยู่เช่นกัน

เขาส่งผ้าเช็ดหน้าให้ ไม่ยอมลดมือลงจนกว่ามัทนาจะรับ พอซับน้ำตาแล้วก็อายที่จะส่งคืน จึงพับใส่กระเป๋าเสื้อไว้ก่อน

 

ซื้อหนังสือที่ www.naiin.com ไม่ว่าเล่มใดก็ตาม

ทุกยอดการสั่งซื้อจะมีส่วนแบ่งกลับมาเพื่อสนับสนุนเว็บไซต์อ่านเอา

ชุมชนแห่งการอ่านของพวกเรา : )

 

วันรุ่งขึ้น มัทนามายืนรอพันตรีทัดเทพที่หน้าห้องทำงาน เพื่อจะคืนผ้าผืนนั้นที่ซักรีดมาเรียบร้อย “รับประทานกลางวันหรือยัง” เขาถาม

“คอยวดีอยู่ค่ะ”

“จะไปที่ไหนครับ”

“เราห่อข้าวมา ปกติก็กินในสวน หรือเลยไปทางอุดมวนาภรณ์ค่ะ” เธอหมายถึงพระที่นั่งทางด้านข้าง

“จันทร์น่าจะชวนคุณสองคนมารับประทานกับเรา” ทัดเทพยิ้ม “ที่บ้านผมมาส่งปิ่นโตทุกเที่ยง กับข้าวเยอะแยะเลย”

“ไม่…ไม่เป็นไรค่ะ” มัทนาเกรงใจ

“มาเถอะ” เมื่อเขาชวนซ้ำเธอก็ไม่มีทางปฏิเสธ

“บางวันผมก็ไม่ได้กิน” เขาเล่า “ที่จริง ต้องถือเป็นโอกาสพิเศษด้วยซ้ำไปที่จะได้นั่งโต๊ะมื้อเที่ยงอย่างนี้ ปกติรีบกินรีบทำงาน ส่วนคุณแม่ ท่านกลับไปตอนเที่ยง ทำงานเฉพาะช่วงเช้า ตอนบ่ายท่านมักจะมีสังคมกับกลุ่มแม่บ้าน”

ในยุคนั้นสตรีเริ่มจะมีบทบาท จัดงานการกุศลช่วยเหลือสังคมมากขึ้น ไม่แปลกที่ตารางงานของ ม.ร.ว.แขไขในฐานะภริยารัฐมนตรีจะเต็มแน่น มัทนาไม่ได้สนใจจะประจบประแจงท่าน จึงไม่นึกเสียดายที่ไม่ได้ร่วมโต๊ะอาหาร

แต่สังเกตว่าวดีพยายามเมียงมองเข้าไปห้องเย็บผ้าหลายครั้ง จนตอนนี้ได้ติดหน้าตามหลังคุณหญิงเวลาเดินอยู่ในโรงพยาบาลแล้ว

“พี่นาคะ ทานข้าวกัน” เทียมจันทร์ชวนอีกคน มัทนาจึงต้องตอบรับ

“เราเข้าไปในห้องทำงานได้หรือคะ” วดีลังเลแต่ทัดเทพบอกว่า “ผมเชิญก็เข้ามาได้” จะจริงหรือไม่ มัทนาไม่แน่ใจนัก แต่ในเมื่อไม่มีใครทักท้วง เธอก็นั่งลงที่โต๊ะยาวและหยิบกล่องข้าวออกมาจากถุงผ้า

เทียมจันทร์มองแล้วก็หัวเราะ “ปิ่นโตของเราน่าอร่อยกว่า” คำพูดนั้นฟังแปร่งหู กระนั้นมัทนาก็บอกตัวเองว่าอย่าคิดมาก “ขอบคุณค่ะ เดี๋ยวจะขอแบ่งก็แล้วกัน” อย่างไรเธอก็ยืนกรานจะรับประทานข้าวของตัวเอง ในขณะที่วดีตักข้าวสวยที่ยังอุ่นจากปิ่นโตใส่ลงในจาน

มัทนายอมรับว่าอาหารจากบ้านของเทียมจันทร์มีรสชาติดี แต่เธอไม่อยากทิ้งข้าวคลุกน้ำพริกลงเรือที่ป้าแป้นทำให้ด้วยความรัก จึงรับประทานจนหมดกล่อง

“ที่บ้านพี่ท่าจะทำกับข้าวอร่อย” เทียมจันทร์ตั้งข้อสังเกต

“บ้านคำหอมใช่ไหม” ทัดเทพเปลี่ยนเรื่อง

“ค่ะ” วดีเป็นคนตอบ “บ้านของเจ้าจอมสายหยุด”

“ผมได้ยินว่ามีวงดนตรี”

“แยกย้ายกันไปแล้วค่ะ เพราะรัฐนิยม” มัทนาบอกแล้วก็ชะงักเพราะบิดาของทัดเทพอยู่ในคณะรัฐบาลด้วย

“น่าเสียดาย” ชายหนุ่มตอบ

“วดียังเล่นซอ และมัทนาก็ยังซ้อมเปียโนอยู่ค่ะ วันหลังไปฟังได้” วดีเชิญหน้าตาเฉย

“ขอบคุณครับ ผมจะต้องหาโอกาสไปฟัง…เปียโน…” เขายิ้มให้มัทนา และหญิงสาวก็สังเกตได้ว่าวดีเม้มปากนิดหนึ่ง

“จันทร์ไปด้วยนะคะ” เทียมจันทร์แทรกเสียงแจ๋ว

“ขอให้ได้ออกนอกบ้านเท่านั้นแหละ เราน่ะ” ทัดเทพจับศีรษะน้อง ท่าทางของพี่ชายชวนให้มัทนานึกถึงใครบางคน…ที่ตอนนี้ห่างไกลเกินกว่าจะตามหา…

เขากับเธอจะได้พบกันอีกไหม มัทนาหวั่นใจนัก ไม่มีข่าวร้ายมา แต่คนคอยก็ยังกังวลอยู่ทุกลมหายใจ…

“ของหวานครับ” ทัดเทพพูดซ้ำเธอจึงจับความได้ และรับวุ้นกะทิใบเตยมาชิม ยอมรับว่ารสชาติดี นั่งคุยกันอีกครู่ ก็หมดเวลาพักเที่ยง หลังจากนั้น ก็รับประทานมื้อกลางวันด้วยกันเสมอ ยิ่งทัดเทพรับฟังความคิดเห็นเรื่องงานจากมัทนา ก็คุ้นเคยกันเร็วขึ้น ระยะหลัง เครื่องบินทิ้งระเบิดถี่ หน่วยปฐมพยาบาลของกาชาดมีงานล้นมือ คนที่บาดเจ็บไม่มากก็ทำแผลใส่ยาโดยไม่ต้องส่งโรงพยาบาล นอกจากนี้ ยังมีหน่วยออกเยี่ยมเยียน แม้แต่ท่านหญิงพรรณก็ยังทรงเข้าร่วม เมื่อคุณจอมทราบ จึงอนุญาตให้มัทนากับวดีตามเสด็จไปด้วย

Don`t copy text!