แสนคำนึง บทที่ 8 : สองบุรุษ

แสนคำนึง บทที่ 8 : สองบุรุษ

โดย : สิริมารีน

แสนคำนึง โดย สิริมารีน กับเรื่องราวความรักและการรอคอย ท่ามกลางกลิ่นอายของสงครามโลกครั้งที่ ๒ ซึ่งอุบัติขึ้นโดยไม่มีใครคาดหมาย สงครามที่พรากความรักของมัทนาและศันต์จากกัน…หนึ่งหัวใจ และหนึ่งหน้าที่ที่มีต่อชาติบ้านเมือง…หากชีวิตนี้ ศันต์พร้อมจะพลีเพื่อเธอคนเดียว … นิยายออนไลน์ ที่ อ่านเอา อยากให้คูณได้ อ่านออนไลน์

สมัครบัตร Citi Ready Credit

ทุกยอดการสมัครจะมีส่วนแบ่งกลับมาสนับสนุนเว็บไซต์อ่านเอาของพวกเรา 🙂

…………………………………………

-8-

ตั้งแต่วันนั้น มัทนาก็ถอยห่างจากทัดเทพ หลบเลี่ยงจนเขาต้องตามมาคุยระหว่างที่เธอพับผ้าพันแผลอยู่ “เป็นอะไรไป พักนี้ไม่ร่าเริงเหมือนก่อน”

“เปล่าค่ะ” หญิงสาวไม่รู้จะตอบอย่างไร

“มีอะไรให้พี่ช่วยก็บอกได้นะครับ” เขาเอื้อเฟื้อ

“ขอบคุณค่ะ” หญิงสาวตัดบท แต่ทัดเทพก็ยังไม่ย่อท้อ เปลี่ยนไปชวนคุยเรื่องอื่น

“พักนี้ระเบิดลงหนักขึ้น ทางบ้านจะอพยพหรือเปล่า”

“คุณจอมยังไม่ได้พูดว่าจะอพยพเลยค่ะ”

“คุณจอม…”

“เจ้าจอมสายหยุดไงคะ ท่านรับเลี้ยงฉันไว้ เพราะพ่อหายสาบสูญ ส่วนวดี เกี่ยวดองเป็นหลานของท่าน” เธอพยายามช่วยเพื่อน

“พี่ไม่ได้ถามถึงคุณวดี” ทัดเทพพอจะมองออก แต่ยังไม่ทันได้พูดต่อ เจ้าของชื่อนั้นก็ก้าวเข้ามาพอดี

“คุยอะไรกันอยู่คะ” นัยน์ตาคมตวัดมองมัทนา

“พูดถึงก็มา” เพื่อนสาวรีบบอก “ฉันเล่าว่าเธอเป็นหลานของคุณจอม”

“ท่านเข้มงวดมากไหม” ทัดเทพจำเป็นต้องคล้อยตาม  

“ก็พอสมควรค่ะ” วดียิ้มหวาน “กว่าจะได้มาทำงานอาสาที่นี่ ก็ต้องขออนุญาตกันหลายรอบ”

“อย่างนี้ถ้าจะเชิญไปงานเลี้ยงที่บ้าน…”

“ผู้พันจะจัดงานอะไรหรือคะ” วดีปิดความตื่นเต้นไว้ไม่มิด

“เรียกพี่เทพก็ได้” เขายิ้มพราย “งานวันเกิดน้องจันทร์ เขายังไม่ได้ชวนคุณหรือ”

มัทนาทำงานไปเงียบๆ เปิดทางให้เพื่อนเป็นฝ่ายคุย

“เขาพูดไว้บ้างแล้วค่ะ แต่ยังไม่ได้นัดกันเป็นมั่นเหมาะ” วดีเล่า “กลัวเหลือเกินว่าท่านจะไม่ให้ไป”

“เรื่องนั้นไว้เป็นหน้าที่ของพี่เอง” ทัดเทพบอก…

หลังจากนั้น มัทนาก็ลืมงานวันเกิดของเทียมจันทร์ไปเสียสนิท เพราะระเบิดที่ลงถี่ขึ้น ทำให้หน่วยอาสามีภาระหน้าที่เสี่ยงภัยยิ่งกว่าเดิม…

………………………………………………

 

มัทนาเคยได้ยินเสียงสัญญาณเตือนภัยตอนกลางวันมาก่อน แต่ส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นเมื่อเธออยู่บ้าน ต่างคนหยิบฉวยตะกร้าฉุกเฉินลงหลุมหลบภัย ความคุ้นสถานที่และมีคนใกล้ชิดพูดคุยช่วยคลายความหวาดหวั่นลงไปได้

แต่เช้าวันนี้ “หวอ” ดังตอนที่เธออยู่ในโรงพยาบาล ตามด้วยเครื่องบินที่มากันเป็นฝูง แม้จะแน่ใจว่าไม่มีการโจมตีโรงพยาบาล อาสาสมัครสาวๆ ก็ยังผวากอดกันด้วยความตื่นตระหนก รู้สึกเหมือนได้ยินเสียงระเบิดอยู่ไกลๆ เวลาผ่านไปนานเท่าใด มัทนาไม่ทราบแน่ แต่รู้สึกราวกับเป็นชั่วโมงกว่าคุณพยาบาลจะวิ่งเข้ามาบอกว่า “ระเบิดลงเทเวศร์ อีกสักพักเราจะออกหน่วยกัน”

มัทนารีบลุกขึ้น คว้ากระเป๋าเครื่องปฐมพยาบาลมาสะพายไหล่ รถทหารติดธงขาวกากบาทแดงพาอาสาสมัครไปยังที่เกิดเหตุ คนบาดเจ็บหนักถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล ส่วนที่ไม่สาหัสนัก ก็ทำแผลกันในหน่วยบรรเทาภัย แม้จะออกหน่วยจนชำนาญ มัทนาก็ยังสะเทือนใจทุกครั้งที่เห็นความเสียหาย บาดเจ็บล้มตายจากสงครามที่สูญเสียด้วยกันทั้งสองฝ่าย ไม่มีใครเป็นผู้ชนะที่แท้จริง…

เธอกำลังพันแผลให้ชายวัยกลางคน เมื่อเสียงแหบแห้งร้องเรียก “นา…” หญิงสาวหันไปก่อนจะอุทานออกมา “แม่!”

มารดาของเธอมอมแมมไปด้วยฝุ่นโคลน เสื้อผ้ายับยู่ยี่ รองเท้าหายไปข้างหนึ่งและตามแขนขาเต็มไปด้วยรอยขีดข่วนที่มีเลือดซึมออกมา

พอหายตะลึงมัทนาก็รีบก้าวเข้าไปหา “นั่งก่อนค่ะแม่” เธอละล่ำละลัก รีบจับแขนขาเห็นว่าไม่แตกหักก็พอโล่งใจขึ้นบ้าง แต่สภาพของแม่ก็ยังน่าเป็นห่วง

“น้อม…” คุณสุนทรีย์ยังอยู่ในอาการช็อค ริมฝีปากสั่นระริกเปล่งเสียงออกมาได้เพียงเท่านั้น

“น้าน้อมมาด้วยหรือคะ” มัทนาใช้คีมคีบสำลีชุบน้ำเกลือเช็ดแผลให้อย่างเบามือ กระนั้นก็ยังรู้สึกได้ว่ามารดาสะดุ้งนิดๆ

“ใช่…”

“แม่นั่งพักก่อนค่ะ เดี๋ยวนาจะออกไปดูว่าน้าอยู่แถวนี้หรือเปล่า อาจจะกลับบ้านไปแล้วก็ได้” เธอบอกทั้งที่ใจหนักอึ้งด้วยความกังวล ท่ามกลางเสียงร่ำไห้ระงมของผู้คนที่กำลังเสียขวัญ ทุกอย่างดูสับสนจนเธอไม่แปลกใจที่หาน้าสาวไม่พบ ยังดีที่มารดารวบรวมสติได้ในที่สุด “น้อมกับแม่นั่งสามล้อมาด้วยกัน จะไปตลาดผ้า พอหวอมาก็วิ่งลงไปหลบในคูข้างทาง อยู่ห่างจากจุดที่ระเบิดลง แต่ก็สะเทือนไปหมด ขึ้นมาแล้วก็มึนงง เดินตามกลุ่มคนจนมาเจอนานี่แหละ น่ากลัวเหลือเกิน นี่น้อมจะรอดหรือเปล่าก็ไม่รู้”

“ใจเย็นๆ ค่ะ แม่” มัทนาปลอบทั้งที่มือของตัวเองก็สั่น ถ้าหากว่าแม่เป็นอะไรไป…

หลายปีมานี้ เธอยังขุ่นข้องที่มารดาไปเป็นอนุภรรยาของเสี่ยวิชัย จนห่างหายแทบไม่ได้ติดต่อ นานครั้งจึงจะพบกันเวลามัทนาไปที่บ้านยาย แม่ดูสมบูรณ์พูนสุขเครื่องเพชรทองพราวไปทั้งตัว และเหมือนจะไม่อินังขังขอบกับลูกสาวสักเท่าไร แต่ท่าทางที่แม่พยายามคว้ากอดเธอไว้ในวันนี้ แสดงให้เห็นถึงความผูกพันที่ไม่มีวันตัดขาด แม่ดูอ่อนล้าและเธอก็ต้องเข้มแข็งเป็นที่พึ่ง มัทนาใจหายเมื่อคิดไปว่า หากระเบิดลงตรงจุดที่แม่หลบอยู่ ทั้งสองอาจไม่ได้พบกันอีกเลย…

“นาจะไปส่งแม่” เธอประคองให้มารดาลุกขึ้น

“แวะบ้านยายก่อน” คุณสุนทรีย์บอก “แม่อยากรู้ว่าน้อมกลับไปหรือยัง แล้วก็จะล้างเนื้อล้างตัวสักหน่อย กลับเข้าบ้านใหญ่สภาพนี้ไม่ได้หรอก”

ประโยคท้ายนั้นสะดุดหูมัทนา เธอรู้มาว่า ตอนนี้มารดาขึ้นเป็นคุณนาย เพราะภรรยาหลวงของเสี่ยวิชัยเสียชีวิตไปแล้ว เขาก็ดูจะยกย่องดี แต่ทำไมแม่จึงพูดว่ากลับเข้าบ้านในสภาพนี้ไม่ได้ ในเมื่อทุกคนก็ทราบว่าระเบิดลง น่าจะดีใจที่ปลอดภัยมากกว่าคอยจับสังเกตรอบเปื้อนหรือว่าบาดแผล

“ลูกสาวเสี่ยเขาหัวเราะเยาะตาย” แม่เฉลยในประโยคต่อมา “ซ้ำร้าย นังนักร้อง เมียน้อยคนใหม่มันก็สวยและเด็กกว่าแม่มาก ถึงเสี่ยจะเช่าห้องให้อยู่ต่างหาก แต่มันมาเสนอหน้าที่บ้านใหญ่เสมอ เพราะหมวยเล็กให้ท้ายหวังจะไล่แม่ออกไป พวกมันคงดีใจถ้ารู้ว่าแม่ต้องวิ่งกระเซอะกระเซิงหนีระเบิด เนื้อตัวมีแต่บาดแผล เสี่ยเห็นจะยิ่งปลงสังเวช”

“แม่…” มัทนาไม่รู้เลยว่าในบ้านเสี่ยมีเรื่องแบบนี้ “ถ้าลำบากใจนักก็กลับมาอยู่กับยายไม่ดีกว่าหรือคะ”

“ยอมแพ้พวกมัน ให้นังเมียน้อยเข้ามาเสวยสุขอย่างนั้นหรือ” สุนทรีย์เชิดหน้า น้ำเสียงเกรี้ยวกราดจนมัทนาตกใจ

“แต่อยู่อย่างนี้ แม่เองก็มีแต่ร้อนใจ จะทนไปเพื่ออะไรคะ”

“ตำแหน่งคุณนายใหญ่ไงล่ะ ทรัพย์สินเงินทองมากมาย หน้าตาในสังคม”

“ของสมมุติทั้งนั้น” คนเด็กกว่ากลับเป็นฝ่ายเตือน

“มาถึงขั้นนี้แล้ว ถอยไม่ได้” สุนทรีย์ยืนยัน “ชาวบ้านดูถูกแม่ไว้มาก ตอนที่แม่ไปอยู่กับเสี่ยใหม่ๆ เดี๋ยวนี้มีแต่คนก้มหัวให้ เข้ามาขอพึ่งใบบุญ จะให้ซมซานกลับมาอยู่กับยาย พ่ายแพ้นังพวกนั้นหรือ ไม่มีทางเสียละ!”

“ค่ะ…ถ้าแม่คิดแบบนั้นก็แล้วแต่” มัทนาอ่อนใจแต่ไม่อยากโต้แย้ง เธอคงทำได้เพียงไปดูแลแม่บ้าง ก่อนหน้านี้ ที่ละเลยก็เพราะคิดว่าแม่มีความสุขดี…

นับเป็นโชคที่น้าน้อมกลับถึงบ้านเรียบร้อย บาดแผลตามตัวมีไม่มากนัก อาบน้ำใส่ยาแดงก็ร่าเริงได้เหมือนเดิม นั่งเล่าเสียงเจื้อยแจ้วว่าไปเสี่ยงภัยมาอย่างไรจนยายพลอยตื่นเต้นไปด้วย

บ้านไม้เล็กๆ ในตรอกกลับมีความสุขยิ่งกว่าคฤหาสน์โอ่อ่า ทำไมมารดามองไม่เห็นข้อนี้ มัทนาอยากจะถามแต่ก็ไม่ได้พูดออกไป ยายดีใจเหมือนทุกครั้งที่เธอมาเยือน รีบจัดข้าวปลาอาหารซึ่งเธอก็ต้องรับประทานเอาใจทั้งที่ไม่ได้รู้สึกหิว ในอกตื้อไปหมดด้วยความเป็นห่วงแม่

“เตือนจนขี้เกียจจะบ่น” ยายค้อน “บอกให้มาอยู่ด้วยกัน ทำมาหากินของเรา ก็ไม่ยอม”

“นั่นสิ” น้าน้อมวางช้อน “ทำร้านเสื้อของเราไป หน้าศึกสงครามก็ยังมีคนสั่งตัด แค่เปลี่ยนจากผ้านอก มาเป็นผ้าทอมือ คุณหญิงคุณนายเขาก็เรียกหาฉันทั้งนั้น”

“ก็เรื่องของเธอ” พี่สาวโต้ “ฉันอยากเป็นคุณนาย ก็ได้เป็นแล้วเรื่องอะไรจะถอยกันง่ายๆ”

ถึงแม่จะยืนยันเช่นนั้น มัทนาก็อดเป็นห่วงไม่ได้ เธอแวะไปเยี่ยมมารดาบ่อยขึ้น โดยไม่ได้เรียนให้เจ้าจอมทราบเพราะเกรงว่าท่านจะไม่พอใจ บางที น้าน้อมก็ไปด้วย แต่ช่วงหลัง สามีของน้าบาดเจ็บจากช่วงชุลมุนหนีระเบิด มัทนาจึงหอบขนมผลไม้ไปตามลำพัง

 

ซื้อหนังสือที่ www.naiin.com ไม่ว่าเล่มใดก็ตาม

ทุกยอดการสั่งซื้อจะมีส่วนแบ่งกลับมาเพื่อสนับสนุนเว็บไซต์อ่านเอา

ชุมชนแห่งการอ่านของพวกเรา : )

บ้านของเสี่ยวิชัยเป็นตึกทรงสี่เหลี่ยมสามชั้นสีขาวโอ่อ่าสมฐานะ หน้าประตูทางเข้ามีเสากลมใหญ่พันด้วยมังกรปูนปั้น รองรับระเบียงมุขชั้นสอง หน้าระเบียงติดป้ายอักษรภาษาจีนสีทองโดดเด่น เหนือขึ้นเป็นเป็นดาดฟ้าล้อมรอบด้วยรั้วลูกมะหวดกระเบื้อง

ดูเหมือนบ้านนี้จะมีแขกไปมาหาสู่เสมอ จึงเปิดประตูทิ้งไว้ แต่มัทนาก็ยืนลังเลไม่กล้าเข้าไป เพราะมีชายหนุ่มคนหนึ่งนั่งอยู่ที่ชุดรับแขกไม้ประดับมุก เขาหันมามองและลุกขึ้นยืน “มาหาใครครับ”

“แม่…เอ้อ…คุณสุนทรีย์ค่ะ”

“เชิญนั่งก่อน ผมจะไปตามให้ เห็นเล่นไพ่นกกระจอกอยู่ในห้องข้างหลัง”

มัทนาไม่แน่ใจว่าเธอคิดประหม่าไปเอง หรือนัยน์ตาเรียวคู่นั้นจับจ้องเธออย่างพินิจพิจารณาจริงๆ เขาดูมีสง่าด้วยรูปร่างสูงใหญ่ ผิวขาวจัดอมชมพู กลิ่นน้ำหอมและทรงผมหวีเสยใส่น้ำมัน กับสูทลินินสีเทาทำให้เธอสรุปว่าชายหนุ่มผู้นี้เจ้าสำอางอยู่ไม่น้อย

“มัทนา” คุณสุนทรีย์ร้องเรียกมาแต่ไกล วันนี้แม่แต่งชุดผ้าซิ่นกับเสื้อผ้าป่านอยู่กับบ้าน แต่ก็ดูเป็นคุณนายเต็มตัวด้วยเครื่องประดับหยกและเข็มขัดทอง “เรียกเฮียสิลูก”

แม่เปลี่ยนไปถือธรรมเนียมเรียกทักทายแบบจีน แต่มัทนาเลือกที่จะพนมมือไหว้

“ช่วงนี้อิฉันไม่ค่อยสบาย จากที่หลบระเบิดวันนั้น ลูกสาวเลยแวะมาหา”

เธอรู้สึกว่า “เฮีย” มองตามไม่วางตา และดูเหมือนมารดาก็สังเกตเห็นเช่นกัน แต่แทนที่จะพาลูกสาวแยกไป เธอกลับบอกว่า “นั่งก่อนสิ นา แม่จะไปหาน้ำชามาให้”

“เป็นพี่น้องตั้งนาน เพิ่งเคยพบกัน เฮียชื่อยงยศ เรียกว่าพี่ยศก็ได้” คำพูดนั้นสนิทสนมจนเธอตอบไม่ถูก ไม่ได้คาดคิดมาก่อนว่าทางบ้านเสี่ยวิชัยจะพูดจาดีด้วย เพราะแม่เคยบอกไว้ว่าลูกสาวคนเล็กรังเกียจเดียดฉันท์

สีหน้าของเธออาจจะแสดงออกถึงความในใจ เขาจึงพูดต่อไปว่า “พ่อรับอี๊เข้ามา พี่ก็มีหน้าที่นับถือตามสถานะ อีกอย่าง ตอนหม่าม้าป่วยหนัก อี๊ก็ดูแลพยาบาลทุกอย่าง พี่เป็นผู้ชาย ไม่คิดมากอย่างหมวยเล็กหรอก ยังไงถือว่าเราเป็นพี่น้องกันทั้งหมด มีเรื่องอะไรก็บอกพี่ได้เสมอ ตอนนี้  นาอยู่กับยายใช่ไหม”

ทำไมแม่ชงชานานนัก มัทนาอยากจะลุกหนี แต่ไม่อาจเสียมารยาทได้ถึงเพียงนั้น จำใจตอบไปว่า “ไม่ใช่ค่ะ ดิฉันอยู่บ้านคำหอม ของเจ้าจอมสายหยุด”

“อยู่กับเจ้าจอมเชียวหรือ อย่างนี้คงจะไปเยี่ยมเยียนลำบากสักหน่อย”

เขามีธุระอะไรจะไปเยี่ยมเยียนเธอ มัทนายังไม่ได้ถาม ยงยศก็ตอบว่า

“ตอนนี้ นอกจากช่วยงานกงสี พี่ยังค้าขายส่วนตัวด้วย มีเพื่อนฝูงอยู่ไม่น้อย…”

มัทนาพยายามไม่ขมวดคิ้ว

“ถ้าหากว่าน้องนา คุณยายหรือว่าเจ้าจอมขาดเหลืออะไร ก็มาหาพี่ได้เสมอ บ้านนี้ยินดีต้อนรับ”

เสียงรถยนต์แล่นเข้ามาทางหน้าบ้าน  ยงยศลุกขึ้นยืนดู แล้วหันมาบอกว่า “เพื่อนพี่มา”

เพื่อนของยงยศเป็นชายหนุ่มร่างสันทัด ผิวสองสี มีรอยยิ้มกว้างขวาง เอ่ยทักทายมัทนาตั้งแต่แรกเห็น ท่าทางเขาเกือบจะดี หากจะไม่มองเธอในแบบที่เรียกว่า “ตาเป็นมัน”

“น้องนา ลูกสาวอาอี๊” ยงยศแนะนำ “นี่ศักดิ์ชาย เขามารับพี่ไปดูสินค้า” ชายหนุ่มก้มลงดูนาฬิกาเรือนแพงที่ข้อมือแล้วถอนใจ “พี่ต้องไปเสียแล้ว”

“นั่งคุยกันก่อนก็ได้” ศักดิ์ชายยังไม่ละสายตาจากมัทนา

“ดิฉันก็จะกลับพอดีค่ะ” เธอรีบยกมือไหว้ยงยศ  และเขาก็ก้มศีรษะรับ หยิบหมวกขึ้นสวมแล้วเหลียวมองเธออีกครั้งก่อนจะก้าวลงบันไดหน้า

“ถ้าเช่นนั้น ไว้พบกันใหม่นะครับ” ศักดิ์ชายจำต้องตามไปด้วย

“อาย้ง…เอ้อ…คุณยงยศไปแล้วหรือ” คุณสุนทรีย์เพิ่งชงชาเสร็จ

“ค่ะ” มัทนาตอบสั้นที่สุด เริ่มสังหรณ์ใจแปลกๆ ขึ้นมา “หนูก็ว่าจะกลับเหมือนกัน”

“อยู่คุยกับแม่ก่อนซี นานๆ จะได้เจอกัน” คุณสุนทรีย์ดึงข้อมือลูกสาวให้นั่งลง แล้วพูดต่อไปว่า “ยงยศเขาขยันทำงาน หาเงินเก่ง” มารดาบรรยายสรรพคุณ “หน้าตาก็ดี อายุยี่สิบห้าแล้ว ยังไม่แต่งงาน ป๊าหาแม่สื่อแนะนำคุณหนูลูกสาวเศรษฐีทั้งนั้นไม่สนใจเลย จนป๊าบอกว่าจะแต่งกับใครก็ตามใจ อยากได้หลานชายเต็มที”

คนเป็นลูกหยิบขนมจันอับขึ้นมารับประทาน แล้วจิบชาตาม เพื่อจะได้ไม่ต้องตอบ แต่สุดท้ายก็มีคำถามตามมาว่า “ปีนี้นาอายุเท่าไหร่ ยี่สิบสอง…ใช่ไหม”

“ค่ะ”

“มากแล้วนะ คบหาดูใจกับใคร หรือคุณจอมท่านจับคู่ให้บ้างไหม”

“ก็…” เธอลังเล ไม่รู้ว่าควรพูดถึงศันต์อย่างไร เขาให้แหวนไว้ก็จริง แต่ผ่านมานานนับปีไม่มีการติดต่อสื่อสาร ยากที่จะบอกได้ว่า เขากับเธอตอนนี้อยู่ในฐานะใด

“คงจะยังไม่มี” คุณสุนทรีย์สรุป “คุณจอมท่านคงไม่เห็นว่าจำเป็นต้องมีคู่ หรือจะเก็บไว้ใช้ก็ไม่รู้”

“แม่คะ ตอนเราลำบาก ก็มีแต่ท่านเป็นที่พึ่ง” มัทนาเตือน

“แม่ก็ไม่ได้ว่าอะไร” อีกฝ่ายโบกไม้โบกมือ “แค่เป็นห่วงว่าจะขึ้นคาน เสียดายความสาวความสวย” มัทนาหัวเราะทั้งที่ไม่รู้สึกขัน “ถ้ามีคู่ คงไม่แคล้วกันหรอกค่ะ” เธอหมายถึงศันต์ แม่จะเข้าใจหรือไม่ก็ช่างเถิด…

Don`t copy text!