สร้อยหงส์แสง ภาคต้น บทที่ 4 : อ้ายสุธน

สร้อยหงส์แสง ภาคต้น บทที่ 4 : อ้ายสุธน

โดย : มาลา คำจันทร์

Loading

สร้อยหงส์แสง สิ่งล้ำค่าที่ไม่มีใครเคยรอดชีวิตกลับมาจากการตามหา ผลงานจากศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ อ. มาลา คำจันทร์ ที่มอบความไว้วางใจให้ อ่านเอา ได้เป็นผู้เผยแพร่นวนิยายเรื่องล่าสุดของท่าน ในรูปแบบ นิยายออนไลน์ ที่เราอยากให้ทุกคนได้ติดตามและ อ่านออนไลน์ ได้ลงจนจบบริบูรณ์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ทางผู้เขียนใจดีมอบ 5 บทแรกไว้ให้อ่านกันที่อ่านเอา และหากติดใจอย่างอ่านต่อสามารถติดตามฉบับรวมเล่มที่ออกโดย สำนักพิมพ์ Groove www.groovebooks.com

—————————————————

 

ห้วยดอกอูนเป็นพื้นที่ลาดเอียงลงไปหาทุ่งนาและหนองน้ำทางด้านตะวันออก ส่วนพื้นที่ทางด้านตะวันตกยังเป็นป่าละเมาะ ไม้ป่าดั้งเดิมยังเหลืออยู่มาก อาจไม่มากจนแน่นทึบตึบตันเหมือนเมื่อนางยังเป็นเด็ก แต่ไม้ใหญ่ๆ โตๆ จำพวกมะกอก มะกวิด มะเกว๋น ที่ให้ผลแก่คนและสัตว์ยังมีอยู่ ยามลมล่องหล้า หมอกเหมยเป็นฝ้าปลิวฝอยเหมือนฝน มะกอกจะหล่นลงลานลุ่มพื้น จะเป็นช่วงที่น้ำพริกตาแดงอร่อยที่สุด น้ำพริกตาแดงหากขาดน้ำมะกอกจะกร่อย ได้น้ำเปรี้ยวปนฝาดจากเนื้อมะกอกสุกลงไปผสม จะพาคำข้าวลงคอได้คล่อง จะใช้น้ำเปรี้ยวอย่างอื่นแทนที่ไม่ได้เลย ไม่ว่ามะขาม มะกรูด มะนาว

ยังเช้าอยู่มาก หมอกหนาวเหมยหนาเป็นฝ้าเป็นฝอยลอยเรี่ยเคลียพื้น บัวไหลบัวลาและคำสายตื่นมานานแล้ว แต่คำสร้อยเพิ่งลุกจากที่นอน ลุกแล้วล้างหน้าถูฟันด้วยผงถ่านกับเกลือ แล้วก็ไปนั่งสางผมเกล้ามวยอยู่หน้ากระจก เอาปิ่นฟ้าอุกกาบาตของพ่อเข้าขัดมวยให้แน่นตึงยิ่งขึ้น ได้กลิ่นเปรี้ยวๆ ของส้มมะกอก ได้กลิ่นผักนึ่งสุกใหม่ๆ มาจากครัวไฟ คำสายคงไปเก็บมะกอกหล่นมาจากป่าตีนบ้าน อีผู้นี้ออกจะดุดันกลั่นกล้าผิดพี่สาวของมัน บ่าไหล่ก็ดูจะมีแรงหลายกว่าพี่มันด้วยซ้ำ

เสียงเด็งดังมา พระเณรคงออกบิณฑบาตแล้ว มีเสียงแม่เรียกมาจากครัวไฟ

“คำสร้อย ลงไปใส่บาตร”

“ให้คำสายไปใส่”

“เอ๊ะ อีนี่ เอาแต่บ่ายเบี่ยงเกี่ยงน้องอยู่นั่นแหละ คำสายไม่มีเคราะห์ภัยอันใดแวดใกล้ แต่เอ็ง… นกเค้าหลวง… อันนั้นละเคราะห์ภัย ไป ลงไปใส่บาตร อุทิศไปหาผีปู่ย่ามากพวงหลวงหลาย ท่านจะได้ปกห่มคุ้มครองเอ็ง”

เถียงสู้แม่ไม่ได้ คร้านจะเถียง อ้าปากก็นกเค้าหลวง หุบปากก็นกเค้าหลวง แม่อ้างเอาแต่ความฝันมาว่ากล่าวเพื่อกีดกันเธอออกจากพี่น้อยสุธน

แม่ว่านกเค้าหลวงในความฝันก็คือพี่น้อยสุธน  

ขุ่นเคือง หงุดหงิด แต่ไม่กล้าขึ้นเสียง ไม่กล้ากระแทกแดกดันหรือตวัดหางเสียงขุ่นมัว เสียงเด็งหรือกังสดาลดังอยู่เด็งๆ ใกล้มา ไม่ใช่ไม่อยากได้บุญ แต่ไม่อยากใส่บาตรเพราะไม่อยากพบหน้าที่มีสายตาเว้าวอนตัดพ้อของสามเณรโคร่งผู้นั้น

เอากล่องข้าวเหนียว น้ำพริกตาแดง และผักสดและผักนึ่งลงจากเรือนไปรอที่ประตูรั้ว พระบิณฑบาตจะไม่เข้ามาในเขตรั้วบ้าน จะเดินผ่านตรอกซอกซอยหน้าบ้านเท่านั้น เสียงเด็งดังสดใสใกล้เข้ามา คำสิงห์น้องชายเธอเองที่ตีเด็งนำหน้าพระ คำสิงห์เข้าไปเป็นขะโยมหรือเด็กวัดเพราะยายอยากให้บวชเรียน ยายหวังได้เกาะชายผ้าเหลืองลิ่วลอยขึ้นฟ้า คำใสพี่ชายของเธอไม่ได้เข้าวัด ส่วนคันธาพี่ชายคนโตอยู่ในผ้าเหลืองไม่ถึงสี่พรรษา ถือว่าบ่ไคว่สี่แจ่งผ้า คือไม่ครบสี่มุมผ้าจีวร โปรดพ่อแม่และญาติกาพ้นขุมนรกไม่ได้

คำสิงห์มาหยุดอยู่ตรงหน้า เอาไม้ตีเด็งในมือขวาไปใส่มือซ้ายที่ถือสายเด็ง หดมือขวาเข้าในผ้าคลุมไหล่รวดเร็วแล้วยื่นของบางอย่างให้เธอ

“อะหยัง”

“แว่นแยง” คำสิงห์หมายถึงกระจกส่องหน้า “พระพี่ฝากมาให้อี่พี่”

“อี่พี่บ่เอา”

“เอาเทอะ อย่าผลาญใจพระพี่นัก”

เมินหน้าหนี อยากได้อยู่หรอก แต่ไม่อยากรับ กลัวเป็นภาระผูกพัน กลัวต้องมนตราคาถาอาคมอันใดอันหนึ่งที่เรียกว่าเสน่ห์สาวหลง แถวแนวผ้าเหลืองเดินมา เห็นแต่ไกลในแสงแดดอ่อน ผู้เดินนำหน้าคือคนที่ฝากกระจกเงาบานเล็กขนาดซ่อนในฝ่ามือได้มาให้

อย่ามาปักใจที่ข้าเลย สาวอื่นดีงามก็ยังอยู่หลาย หมายตาข้างหน้าเถิด

หัวหน้าสามเณรทั้งวัดที่ถูกเรียกว่าพระพี่เดินมาถึง สาวหน้านวลผู้มักเสียบปิ่นอุกกาบาตก้มหน้าหลบตา คดข้าวเหนียวใส่บาตร ไม่อยากมองหน้าเลย ไม่ใช่รังเกียจหรือขยะแขยง อันที่จริงหุ่นร่างหน้าตาก็งามอยู่ พึงดูพึงมองผู้หนึ่งเหมือนกัน แต่หากเทียบกับคนในหัวใจเธอแล้ว ยังห่างกันไกลนัก

“พี่เอ็งมันเอาไหม”

“อี่พี่รับไว้แล้ว ยังฝากคำมาเลย ต่อแต่นี้พระพี่บ่ต้องฝากอันใดไปอีก มันเกรงใจ”

“บอกพี่เอ็ง อย่าได้เกรงใจ เว้นแต่หัวใจกับแก้วแก่นตาควักให้ไม่ได้ อันอื่นอันใดยินดีให้หมด”

ชื่นมื่น ม่วนชื่นในหัวอกหัวใจเหมือนได้อาบน้ำหลังจากซ้อมดาบซ้อมกลอง ยกบาตรส่องเหมือนเถรส่องบาตร วางคว่ำลงบนร้านตากถ้วยโถโอชาม สางสายแดดงายแก่กล้า หมอกเหมยเหยห่างฟ้าว่างแดดงาม นกน้อยลอยร่อนฟ้อนเล่น นกตัวหนึ่งในใจร้องเพลงขับขาน หมอกเคยหุ้มเหมยเคยห่อ เทามอหม่นมัวในหัวใจมานาน วันนี้เมฆหมอกแหวกว่าง แดดกระจ่างดวงดอกสุกใส   ดอกรักบานในใจงามนัก

สาวรับไมตรีกูแล้ว

เก็บสีหน้าอาการไม่ได้ อยู่ต่อหน้าหลวงลุงคงโดนด่า แต่อยู่ต่อหน้าคำสิงห์มันไม่อยู่ในฐานะจะด่าได้ อยากผิวปากเป็นเพลงแต่ยังเกรงใจผ้าเหลือง ไม่เหมาะสมกับสมณะ หลวงลุงเคยว่าไว้

เช็ดมือกับผ้าจีวรเก่าที่เอามาทำผ้าเช็ดถ้วยจาน เดินกลับเข้าร่ม แต่ขะโยมหรือเด็กวัดยังอ้อยอิ่งตะบี้ตะบอยเสียบจานลงในร่องไม้ระแนงที่ตีถี่ๆ ติดร้าน เสียบจานตากแดดเหมือนเสียบดอกไม้ใส่หม้อดอกเอาไปบูชาพระ ที่จริงคำสิงห์ไม่ได้ตั้งใจประณีตพิถีพิถันถึงขนาดนั้น แต่มีพิรุธในใจ ไม่อยากให้พระพี่รู้ความจริง สงสารพระพี่ หากรู้ความจริงว่าพี่สาวของตนตัดรอนโดยไม่มีเยื่อใย

เอาเถิด กูกลับบ้านเย็นนี้ จะแอบเอาแว่นแยงไปวางไว้ใต้หมอนอีพี่ ถ้าถามใจกู กูอยากได้พระพี่เป็นเขย ไม่อยากได้เลยพี่น้อยสุธนคนนั้น รูปอาจดี หน้าอาจงาม แต่หัวจิตหัวใจเป็นคนอย่างใดกูไม่รู้ แต่พระพี่คนนี้กูรู้จักดี เป็นทั้งครู เป็นทั้งพี่ และบางทีก็เป็นเพื่อนเล่น

“หากตุ๊ลุงถาม เอ็งอย่าบอกนะว่าพระพี่เอาแว่นแยงให้พี่สาวเอ็ง”

“เอามา”

คำสิงห์แบมือมาต่อหน้า แสงเฮืองมองสีหน้าท่าทางมันแล้วงง

“อะไร”

“ค่าปิดปาก”

“มะเหงกแน่ะ”

 

แรม ๔ ค่ำ เดือน ๔ แดดดีแดดงามตลอดบ่าย ข้าวนาว่างวายไปเกือบหมดแล้ว ยังเหลือบางเจ้าที่ปลูกล่าปลูกช้าเนื่องด้วยข้อขัดขวางบางประการ เร่งปลูกก่อนใครก็ไม่ดี เพราะจะสุกก่อนเพื่อน แล้วนกจิบนกจอกจะมารุมกินข้าวที่แก่ก่อนสุกก่อน ปลูกช้ากว่าใครก็ไม่ดี เพราะเพ็ญเดือนสี่อาจไม่ได้ถวายทานข้าวใหม่พร้อมเพื่อน แต่บ้านนี้เรือนนี้ปลูกนาพอดี ไม่ล้ำหน้าเพื่อน ไม่ล้าหลังเพื่อน ไปพร้อมเพื่อน เพื่อนคือหมู่ คือพี่น้องชาวบ้านมากพวงหลวงหลาย หมู่ใดชุมใดทำอะไรพร้อมเพรียงกัน อุปสรรคมักลดน้อยลง ความพร้อมเพรียงกัน พระพุทธเจ้ายังตรัสสรรเสริญเลยว่า พลัง สังฆัสสะ สามัคคี ความพร้อมเพรียงของหมู่เหล่า คือพลัง

ไขควายแผ่นใหญ่ได้แดดดีก็เริ่มละลาย สุธนเอาผ้าขี้ริ้วลูบไขมาเช็ดลำกล้องปืน ปืนบ่าแต๊บหรือปืนแก๊ปกระบอกนี้มีความเป็นมายาวนาน เชื่อกันว่าเป็นปืนผีสิง มีอาถรรพณ์รุนแรงอยู่ในปืน เจ้าของเดิมเอามาถามแลกลูกหมูเขื่อง สุธนเอาปืนไปหาครู ครูลูบปราดเดียวก็ระบุได้

“มีผีสิงจริง หากเอ็งอยากได้ก็เอาไว้เถิด ผีสิงในปืนมันกระหายเลือด ล่าเป็นได้ แต่อย่าลืมเอาเลือดแปดปืนให้ผีกินก่อน”

ครูปันของดีเก่าแก่ให้ เก่าแก่ดั้งเดิมแต่ใดไม่รู้ ของดีอันนี้ชื่อว่ามีดเขี้ยวเสือ ผีที่สิงในปืนเขาไม่กลัวเลย เพราะไม่เคยยิงปืนโดยไม่เหน็บมีดเขี้ยวเสือ

แต่ก็ไม่เคยประมาท ดูหมิ่นถิ่นแคลนหรือจ้วงจาบหยาบหยามต่อผี ล่าได้ทุกครั้ง ก็เอาเลือดมาแปดลำกล้องปืนสังเวยผีที่ช่วยล่าทุกครั้ง ไม่เคยลืมเลย

 

“เณรท่องคาถาเจ้าชัยสังคหะปราบผีปราบพรายอีกที”

“ข้าท่องบ่ฮู้กี่เทื่อกี่ที เมื่อใดก็บ่ปันสะหลีกัญไจยหื้อข้า”

สะหลีกัญไจย หรือศรีขรรค์ชัยเล่มนั้นอยู่ในถุงผ้าห้อยข้างฝา ไม่กล้าจับต้องหรือลักลอบเชยชม หลวงลุงไม่อนุญาต ผู้ใดก็ไม่อาจแตะต้องเพราะกลัวเลือดกำเดาจะตก ศรีขรรค์ชัยเล่มนี้ประจุด้วยพละพลังขลังแข็ง เป็นดาบคู่มือที่หลวงลุงใช้ในพิธีตัดผีตัดพราย เป็นดาบคู่มือที่พ่อหนานอินตา คนในยุคหกสิบปีก่อนโน้นชักออกมาวาด แล้วผียักษ์ผีเยนทั้งหลายที่ล้อมแวดเข้ามาต่างเข่าอ่อนทรุดลงแล้วหายเข้าดินเข้าหญ้าไปต่อหน้าต่อตา  

“จำหน้าพ่อหน้าแม่ได้ไหมเณร”

“จำได้อยู่ แต่… เหมือนข้าจะมีพ่อสองคน แม่สองคน”

“เวลาภาวนา หื้อนึกหาหน้าพ่อหน้าแม่ก่อนอื่น”

“ขอรับ ตุ๊ลุง”

หมองในใจอยู่เล็กน้อย สลัดละทิ้งไปเสีย ปูผ้าแหล็บลงบนเสื่อแล้วเอาผ้าหลบหรือผ้าปูมาปูทับ เอาหมอนมาตบไล่เล็นไล่ไรแฝงซ่อนหากมันมี ผ้าห่มเป็นผ้านวม วิธีเย็บคล้ายผ้าแหล็บ ต่างแต่ผ้านวมยัดด้วยปุยฝ้าย ส่วนผ้าแหล็บยัดด้วยปุยนุ่น

หนาวเย็นซ้อยล้อย ลมเป่าอ้อยหล้อยเข้าทางหน้าต่าง เณรอุปัฏฐากรับใช้งับหน้าต่างเข้ามา นอกกุฏิออกไปแสงเดือนนวลขาว ยิ่งหนาวเดือนยิ่งใส ยิ่งดึกแสงเดือนยิ่งงาม หลวงลุงเคยพูดว่า ครูบาบางตนที่ศีลธรรมของท่านผ่องใสบริสุทธิ์ ถึงคืนเพ็ญผ่องฟ้า ดวงเดือนเลื่อนหล้าหมดจดแจ่มใส โกกิลาการวีกจะออกมาฟ้อนฟ้าบูชาปารมีธรรมเจ้าตนผ่องแผ้วหมดใสท่านนั้น

“โกกิลาการวีกเป็นชื่อเทวดาหรือ ตุ๊ลุง”

“บ่แม่น เป็นชื่อนก เรียกกันทั่วไปว่านางนกฟ้า อยู่แต่บนฟ้า คนเดินดินไม่ค่อยมีใครพบเห็น เว้นแต่อริยะเจ้าตนใสส่องข่องขาวเท่านั้น”

“โกกิลาการวีกเคยออกมาฟ้อนฟ้าบูชาปารมีธรรมตุ๊ลุงไหม”

“ฮุ่ย…”

ท่านผู้เฒ่าอุทานเหมือนเหยียบโดนถ่านไฟแดง

“บ่ดีว่าอย่างนั้น บาปจะขบหัวตุ๊ลุง ยังแปดยังเปื้อนอยู่นัก บ่แม่นตนไขข่องส่องใส บ่แน่นัก หากเณรขึ้นมาสืบวิชาสังคหะได้แล้ว ตุ๊ลุงอาจเข้าป่ากล้วยอย่างครูบา ซาวสามสิบปีไปหน้าถ้าบ่ตาย…” ท่านถอนใจแล้วหันมามองหน้าสามเณรอุปัฏฐาก “ว่าแต่เณรเถิด  วิชาลิงลมไปถึงไหน หมั่นฝึกหมั่นทบทวน มีดจะคมต้องหมั่นลับหมั่นถู เอาละนั่งลง ท่องคาถาเจ้าชัยสังคหะปราบผีปราบพราย ตุ๊ลุงจะฟัง”

คายชานหมากลงกระโถน เทน้ำเย็นเฉียบจากน้ำต้นลงจอก บ้วนปากขลุกๆ แล้วคายใส่กระโถนใบเดิม  เณรหนุ่มเอาผ้าเช็ดปากสีแดงคล้ำยื่นให้ในท่าประเคนนอบน้อม ตุ๊แดงหรือพระภิกษุชื่อแดงเป็นคนรับใช้อุปัฏฐากประจำตัวครูบา เขาเองก็เป็นคนรับใช้ประจำตัวของตุ๊ลุง

นึกคิดคำนึงไปถึงปู่ตาของตน หน้าพ่อหน้าแม่จำได้อยู่ แต่หน้าปู่หน้าตาจำไม่ได้เลย

 

“อ้ายสุธนลุกแต่ใดมา วันนี้”

“ลุกแต่ใด จากป่าไผ่อ้ายก็ข้ามทุ่งมาหนองมนเลย บ่ได้แวะบ้านใด”

“ปากหวาน จ้างก็บ่เชื่อ”

“เชื่อเทอะ ปากหวานใช่หวานแต่ปาก หากออกแต่ใจ สาวทองใบน้องจงเชื่ออ้าย”

สบตา แสงตาคมกล้าประจุด้วยสิเนหาอานุภาพ สาวใดสบแล้วไม่สะเทิ้นอายไม่มี เว้นแต่สาวผีบ้า ประกอบด้วยจิตวิปริตแปรปรวนผิดปกติเท่านั้น

เชื่อมั่นอย่างนั้น เชื่อมั่นมาแต่เป็นเณรหนุ่มน้อยอยู่ในผ้าเหลืองโน่นแล้ว

“ข้ามทุ่งมาหยังทางนี้” สาวตอบ ค้อนคม “หนองมนมันบ้านฮ้อนเมืองเข็ญ บ่ใช่บ้านสุขเมืองเย็นเหมือนห้วยดอกอูน”

“คมปากวาจา เหมือนมีดคมกล้าแท้หนอ”

เอาใบตองมาคลี่ เกลี่ยเส้นยาใส่ ไม่ว่ากล่าวออกตัว คลึงยาเส้นให้เป็นมวน คาบหางบุหรี่ ต่อไฟจากตะเกียงกระป๋อง ดูดเอาควันเข้าปอดแล้วพ่นเป็นกรวยไปทางสาว ไม่ใช่ควันธรรมดา เสกคาถาสาวหลงใส่ลงไปด้วย “ทองใบเองล่ะ เป็นใดพ่องหว่างนี้ บ่เมื่อยบ่ไข้ บ่ไอบ่หวัดพ่องกา?”

“มันคุ้นเสียแล้ว จะเยียะอย่างใดได้ เกิดมาเป็นคนทุกข์คนผาน ที่ไหนจะสุขสำราญเหมือนเพิ่นคนป่าไผ่”

“บ่ดีว่าอย่างนั้น อ้ายก็คนทุกข์คนผาน บ่ได้สุขสำราญเหมือนลูกพ่อนายคนสันป่าตึง อันนั้นละ คนสุขคนบาน สุขบานหวานใจบ่มีไผเท่า เพิ่นหาบบุญลงเกิด แต่เฮาแบกจอบแบกเสียมลงเกิด เอาหลังตากฟ้า ก้มหน้าสู่ดิน ไปแอ่วหาสาวบ้านใด เพิ่นก็บิดหน้าหนี”

“บ่เพิงดีอู้” สาวค้อนอีก พูดทำนองว่า อย่าพูดอย่างนั้นเลย “คนหล่อเหลาเลางามอย่างพี่น้อยสุธนนะหรือ ไปแอ่วสาวบ้านใด สาวก็บิดหน้าหนี มีแต่เจ้าคนงามป่าไผ่นั้นละ หลอกล่ายสาวหลงแล้วทิ้งไป สาวทองใบคนนี้ก็เหมือนกัน สักวันคงน้ำตาเช็ดหัวเข่า หากเชื่อคำอ้าย”

“คำปากคำจาหนอ คมดังมีดขูด”

สาวแม่ค้าไม่ต่อคำ ก้มหน้าง่วนอยู่กับการงานในมือ ยอดตองที่รีดแล้ว ตัดให้ได้ขนาดเท่าๆ กันแล้วเอามาม้วนเป็นหลอดๆ หลอดหนึ่งมีสิบแผ่น สิบหลอดมัดรวมกันเรียกว่าพัน สิบมัดรวมกันเรียกว่าหมื่น เอาไปส่งขายหมื่นละสี่บาท หากขายเป็นพัน จะได้พันละห้าสิบสตางค์

หนุ่มป่าไผ่คนหล่อเหลาเลางามนึกนิยมชมชื่นความขยันขันแข็งของสาวแม่ค้าชาวหนองมน ทองใบไม่ใช่สาวขาวงามอ้อนแอ้นอย่างคำสร้อย หน้าตาถือว่างามอยู่ ที่ดูดีคือรูปทรงโครงสร้างดูเข้มแข็ง ดูหนักแน่น อกเป็นอก เอวเป็นเอว ก้นเป็นก้น ไม่รวบรัดกลมกลืนกันเหมือนสาวงามห้วยดอกอูนคนโน้น

ผู้หญิงอย่างทองใบ ตำรานรลักษณ์ท่านว่าเป็นนางนอนม่วน

กูเองก็อยากนอนกับสาวทองใบ

มีเสียงดีดกระดิ่งดังขึ้น คงมีหนุ่มต่างบ้านคนอื่นมาแอ่วมาอู้อีกคน หนุ่มป่าไผ่ต่อบุหรี่ใหม่ ขยับห่างออกไปเพื่อเปิดโอกาสหนุ่มใหม่ผู้มาทีหลัง ไม่มีข้อห้ามอันใดกำหนดว่าสาวอยู่นอกต้องอู้บ่าวทีละคน แต่หากสาวเลือกแล้ว มีที่หมายตาแน่นอนแล้ว หรือตกลงปลงใจแน่นอนแล้วว่าจะร่วมชีวิตกับบ่าวผู้นี้ สาวนั้นจะหลบเข้าใน จะไม่อยู่นอก คือไม่อยู่ที่โถงเรือนในยามค่ำคืน แต่หากอ้ายบ่าวที่ตนหมายตามาแอ่วมาอู้ก็จะออกมา แต่มักจะหรี่ไส้ตะเกียงให้แสงอ่อนลงไม่ต้องส่องไกล บ่าวผ่านทางไม่เห็นแสงไฟก็จะไม่แวะเข้ามา

เรือนใดไฟดับมืด บ่าวก็ไม่แวะเข้าไป

สุธนสูบบุหรี่พื้นเมืองที่สาวแต่งเตรียมต้อนรับ ขยับตัวลงเรือนเปิดทางบ่าวใหม่ อาจเป็นคู่แข่งแต่ไม่ใช่ศัตรู อันที่จริงทองใบไม่ใช่สาวหมายของเขา คิดเพียงแต่จะเล่น หากมีโอกาสก็จะเล่นเหมือนเล่นสาวสันป่าตึงจนเบื่อ

กลัวลูกเข้าท้องแล้วสาวทึกทักว่าเป็นลูกเขาก็จะยุ่งยากเลยตีจากมา

 


สร้อยหงส์แสง สิ่งล้ำค่าที่ไม่มีใครเคยรอดชีวิตกลับมาจากการตามหา ผลงานจากศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ อ. มาลา คำจันทร์ ที่มอบความไว้วางใจให้ อ่านเอา ได้เป็นผู้เผยแพร่นวนิยายเรื่องล่าสุดของท่าน ในรูปแบบ นิยายออนไลน์ ที่เราอยากให้ทุกคนได้ติดตามและ อ่านออนไลน์ ได้ลงจนจบบริบูรณ์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ทางผู้เขียนใจดีมอบ 5 บทแรกไว้ให้อ่านกันที่อ่านเอา และหากติดใจอย่างอ่านต่อสามารถติดตามฉบับรวมเล่มที่ออกโดย สำนักพิมพ์ Groove www.groovebooks.com

—————————————————



Don`t copy text!