สร้อยหงส์แสง ภาคต้น บทที่ 5 : หน่อพระเจ้า

สร้อยหงส์แสง ภาคต้น บทที่ 5 : หน่อพระเจ้า

โดย : มาลา คำจันทร์

สร้อยหงส์แสง กับเรื่องราวการตามหาสิ่งล้ำค่าที่ไม่มีใครเคยรอดชีวิตกลับมา ผลงานจากศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ อ. มาลา คำจันทร์ ที่มอบความไว้วางใจให้ อ่านเอา ได้เป็นผู้เผยแพร่นวนิยายเรื่องล่าสุดของท่าน ในรูปแบบ นิยายออนไลน์ ที่เราอยากให้ทุกคนได้ติดตามและ อ่านออนไลน์ ไปพร้อมๆ กัน

…………………………………………………………………..

 

“เอ็งดับไฟใส่หน้าท่านอย่างนั้นไม่ดีเลยนะ ต่อไปอย่าทำ”

“ไม่ใช่นะแม่ ไฟมันดับเอง ข้าไม่ได้ดับ”

“ไฟก็ช่างรู้ใจเอ็งมากนะ เสียงกระดิ่งดังกริ๊งๆ ดับทันที”

“แม่…”

ก้มหน้าลงเสีย เสแสร้งเอามือคลำปิ่นฟ้าอุกกาบาตที่เสียบมวยผม แม่คาดคั้นจับผิดทุกสิ่งทุกอย่างหากเกี่ยวข้องกับลูกเศรษฐี ทุกอย่างดีหมดทางอ้ายบุญธรรม ทุกอย่างเลวหมดทางอ้ายสุธน อ้ายเป็นคนงาม เป็นคนรูปหล่อ แม่ก็ติว่าคนหล่อคนงามอย่างนี้มักมีเสน่ห์สาวหลง ไม่ควรปลงใจรัก เพราะจะต้องหนักใจทุกข์ใจในภาคภาคหน้า แต่อ้ายบุญธรรมต่ำเตี้ยเหมือนถูกจับกระแทกดิน แม่กลับชื่นชมว่าเป็นลักษณะคนดี หาโรคาพยาธิไม่ได้ อายุยืน อยู่ดีมีสุข

พี่อ้ายคนงามไปไหนนะ ไม่มาแอ่วมาหา ไม่เอาหน้าอันงามมาให้ดูหลายคืนแล้ว

“แม่อย่าโกรธข้านะ…” ระงับหับห้ามความน้อยใจไว้เสีย “หนี้แม่เลี้ยงแสงคำ จำเป็นต้องใช้ในปีนี้เลยหรือ แม่ถึงคิดจะขายข้าหื้อลูกเศรษฐี”

“คำสร้อย…”

นางตกใจ ถ้อยคำลูกสาวรุนแรงเหมือนเข็มแทงเนื้อ นางไม่ได้โกรธ แต่นางน้อยใจ

น้อยใจอะไรก็จำแนกไม่ถูก

ใจนางสั่นวะวาบวะหวิวตีนอ่อนมือเย็น นางมองไม่เห็นอะไร หน้ามืด เป็นลมฟุบอยู่กลางที่นอน คำสร้อยไม่ทันเห็นเพราะหันหลังให้แม่ แต่คำสายเห็นเพราะหันหน้าหาแม่ น้องสาวหวีด เอะใจ รีบประคองแม่พร้อมน้อง บัวลาได้ยินเสียงหลานสาวคนเล็กหวีดร้องตกอกตกใจ นางหันไปแล้วกอดหัวลูกไว้  บัวไหลฟุบหน้ากับอกแม่ กอดเอวแม่ บัวลาแทงสายตาไปที่หลานสาว ในสายตาไม่มีถ้อยคำ แต่คำสร้อยรู้สึกเหมือนโดนมดแทง

ยังไม่ดึกนักแต่กลับดูดึกมากสำหรับบ้านห้วยดอกอูน หมู่บ้านยังเล็ก ผู้คนยังเบาบาง ที่ว่างทางรกยังมาก ป่าไม้ยังหนา ดงคายังแน่น ผู้คนยังแนบแน่นอยู่ในวิถีดั้งเดิมที่สืบเนื่องกันมากี่ชั่วคนแล้วไม่รู้ คนยังเชื่อเรื่องผี คาถาอาคม สิ่งศักดิ์สิทธิ์ และเครื่องรางของขลัง โรคร้ายภัยแรงหลายอย่างที่ยังไม่เป็นที่รู้จัก มักถูกทึกทักว่าเป็นการกระทำของผีของพราย หากรู้แต่เนิ่นๆ ก็อาจปัดเป่าแก้ไขได้โดยขอพ่อหมอผู้ทรงคุณวิชามาปัดพราย แต่หากชะล่าใจปล่อยไปเนิ่นช้าจนพรายกล้าพรายแก่ รักษาด้วยการปัดพรายไม่ได้แล้ว ต้องตัดพราย

มีแต่พระสงฆ์องค์เจ้า ตนทรงศีลทรงธรรมแก่กล้าเท่านั้นที่ตัดพรายได้ คนดิบคนดำทั่วไปตัดพรายไม่ได้ ตัดได้แต่อาจไม่ขาด ชาวห้วยดอกอูนและชาวบ้านอื่นๆ ละแวกตำบลสันป่าตึงเชื่อกันมาอย่างนั้น

“เณรพร้อมละยัง”

“พร้อมแล้ว ตุ๊ลุง”

“ท่องออกมา พระคาถาชัยสังคหะ ตุ๊ลุงจะฟัง”

“โอม ทิพมันตา สหัสสมันตัง…

โอมดาบเถี่ยนกล้าลุกวะวาบเป็นเปลวไฟ สะหลีกัญไจยเถี่ยนนี้ผาบเมืองผีมาชู่ด้าว บ่รู้กี่เช่นท้าวผาบกินมา ร้อยเอ็ดภาษากูก็ผาบได้ ใต้ลุ่มฟ้าเหนือหน้าแผ่นดินกูก็ผาบได้ เค้าลิ้นกูเป็นหนาม เค้าคางกูมีแม่น้ำใหญ่ กูจักไป่ออกหื้อท่วมหัวผีตาย ปลายตีนกูเป็นดาบเถี่ยนกล้า ปลายมือกูเป็นมีดคมผาย ปลายลิ้นกูมีพิษอันญำ ใต้ลุ่มฟ้ากูก็บ่กลัวสัง โอม สวาหะ เถ็ก สหปวุฏฐาชา สวาหาย  

โอมพิชชะลำ แผ่นดินดำไหววะวาด สายฟ้าฟาด สายตาขาดผีกลับหนี ละคนดีตูไว้ สูอย่าได้เอาไป ทังผีม่านแลผีเมง ทังผีเยนแลผีมิดบ้องอย่ามาใกล้ ผีไห้อย่ามาหาตู  สูจุ่งหนีไปทังกุมภัณฑ์แลยักษ์ร้าย อันเทียวท่องผ้ายกลางคืนก็จุ่งหนีไป

โอมสวาหาย ปัตโต มํ สวาหาย โอม ปัตโตเภตัสหะ กจาโล พุทธมังคละ สักกโสมิทัสสะ เอกโก คัมภิรสํ ปุวุฏฐิทีฆานมามิหํ สาวหาย สโลมํสเหหกวทิสันตมะ ทิยโก ตัสสชนัทธิภวิเร เอเตนะ สัจจวัชเชนะ ชัยยโสตถิภวันตุ สัพพทา สวาหาย โอม เชยยสัตถูสวายหาย โอม ทุเร มารภังคิยํ ยัตวา สปุรชนโลเจติยะ ภวิสติ สวาหาย

เสียงสวดท่องไม่ก้องกึก ออกเสียงชัดทุกถ้อยทุกคำ แต่ซุ่มเสียงไม่มีน้ำหนัก ถ้อยคำในพระคาถาขาดความขลังศักดิ์สิทธิ์ เหมือนเป็นแค่ถ้อยคำธรรมดาทั่วไป

หลวงลุงนั่งหันหน้าไปทางฝานอก ขวามือคือประตูห้องที่ไม่เคยลงกลอน ใต้สายตาที่ทอดลงต่ำของท่านในตอนนี้คือใบลานที่ต้มแล้ว ผึ่งแล้วจนแห้ง ใบลานต้มใหม่ยังเป็นม้วนขดงออยู่ ต้องเอามาคลี่ให้เหยียด ทับด้วยกระดาน แล้วทับอีกทีด้วยไม้ท่อนหนักๆ  ลานชุดนี้จะเอาให้สามเณรรับใช้ประจำตัวจดจารคัดลอกชาดกเรื่องชัยสังคหะ

“ข้าท่องได้หมดแล้ว ปันศรีขรรค์ชัยให้ข้าได้ละยัง”

“ยัง”

“เมื่อใดจะปัน”

“เณรยังกวาดแผ้วหยากไย่พานใจออกไปไม่ได้ คาถาชัยสังคหะท่องได้หมด แต่เสียงเณรไม่มีอำนาจ อย่าว่าถึงผีถึงร้ายพรายแรงเลย เอาไปท่องให้ไก่ฟังมันยังไม่หนี ปันศรีขรรค์ชัยไป ก็เหมือนปันพร้าถางหญ้า”

หันหน้ากลับมา สามเณรลึกลับที่ท่านพามาแต่ท่าขี้เหล็กประเทศพม่าเมื่อสิบปีก่อนยังนั่งคุกเข่าพนมมือท่าเดิม หน่วยก้านดี หน้าตาก็ซื่อสัตย์ชัดเจน คิ้วเป็นคิ้ว ตาเป็นตา หางตาไม่กวาดกลิ้งพริ้งพราวใส่สาวใส่ร้าง อาจเป็นตนสืบสร้างวัดวาในรุ่นถัดไป  หากใจมันไม่กระเจิดกระเจิงแตกม้างจนยากจะรั้งคืน

มีบางอย่างที่ท่านหวั่น หวั่นใจว่าวันหนึ่งวันใด มันอาจละผ้าเหลืองออกไป

เพราะสาวขาวนวลผู้นั้น

 

………………………………………………………………..

 

แรม ๔ ค่ำเดือนขึ้นฟ้าล่าช้า ขาไปแอ่วสาวเดือนยังไม่ออก แต่ขากลับเดือนขึ้นแล้ว แทบไม่ต้องเปิดไฟส่องทางเลย แต่จักรยานสามสี่คันขับขี่ตามกันก็ยังเปิดไฟ คันหนึ่งใหญ่กว่าเพื่อน แข็งแรงกว่าเพื่อน องอาจสง่างามกว่าเพื่อนบรรทุกคนถึงสองคน ผู้หนึ่งร่างใหญ่กว่า แข็งแรงกว่าเป็นคนปั่น ผู้หนึ่งเตี้ยเล็กกว่า อายุน้อยกว่านั่งซ้อนท้าย

“ดับไฟต่อหน้า” พี่เลี้ยงร่างใหญ่บ่น “สามหาวนักอีผู้นี้ เอาไหมไอ้หล้า อ้ายดักตีหัวไอ้น้อยสุธน อยากรู้นัก อีคำสร้อยจะเป็นอย่างไร”

“อ้ายทองรอดูต่อไป อีคำสร้อยไม่รอดมือข้าหรอก มันต้องคลานเข้ามาซบอกข้า ส่วนไอ้สุธน…” หัวเราะหึๆ หัวเราะดุๆ ในลำคอ นึกคิดปุบปับแล้วออกคำสั่งต่อคนปั่นรถ “ไปป่าช้า อ้ายทอง ไปหาพ่อขาวบัดนี้เลย”

“ไปเอาน้ำมันพรายหรือ”

“อือ”

จากห้วยดอกอูน มีทางลัดตรงผ่านทุ่งนาสู่สันป่าตึง อยู่เยื้องๆ กันเป็นแนวเฉียงเหนือเฉียงใต้ มีทุ่งกว้างและหางแพะหางไพรกั้นอยู่ พ้นขึ้นไป แพะไพรใหญ่หนาถี่แน่นเป็นลำดับ ทุ่งนาและบ้านคนห่างร้างบางลงเป็นลำดับ หากมุ่งมั่นดั้นดงต่อไปไกลโพ้น มีทำเลลึกลับซับซ้อนแห่งหนึ่งอยู่ในละแวกป่าดิบลิบลึก เขตคาบเกี่ยวระหว่างตำบลสันป่าตึงเมืองพร้าว กับตำบลปิงโค้งเมืองเชียงดาว เขาเล่าลือกันว่ามีถ้ำแห่งหนึ่งชื่อว่าถ้ำหงส์แสง ในถ้ำมีสร้อยเส้นหนึ่งชื่อว่าสร้อยหงส์แสง ลือกันว่าพ่อของสาวคำสร้อยไปเอาสร้อยหงส์แสง เอาไม่ได้ กลับออกมาไม่นานก็ตาย

เปลี่ยนใจปุบปับ ไม่กลับเข้าบ้านหากแต่วกขึ้นไปทางทิศตะวันตกสู่ป่าช้าใหญ่ท้ายหมู่บ้าน มาด้วยกันตั้งสี่ห้าคนไม่กลัวผีเลย ข้อสำคัญพ่อผ้าขาวท่านสำทับข่มผีไว้หมดแล้ว ยันต์เสือไฟท่านก็ปันตนไว้ใช้ ใต้หล้าฟ้าหลั่งนี้ไม่มีผียักษ์ผีเยนใดๆ ทำร้ายได้ ต่อให้พญาโหงโพรงพรายร้ายกาจ ก็ทำร้ายผู้ครอบครองยันต์เสือไฟไม่ได้… พ่อขาวว่าอย่างนั้น

พ่อขาวไม่ใช่… พ่อหมอมากกว่า ไม่ได้นุ่งขาวห่มขาวตลอดเวลา ไม่ได้ปวารณารับเอาศีลแปดมาถือตลอดเวลา แกนุ่งขาวห่มขาว ถือศีลแปดเฉพาะกิจเฉพาะกาลสำคัญๆ เท่านั้น สักหมึกดำหมึกแดงเต็มตัว มาทำพิธีปลุกเสกน้ำมันพรายเมื่อหลายวันก่อน แกอนุญาตให้ลูกพ่อนายกับทองควายเท่านั้นที่ร่วมพิธีได้ แกเรียกพรายผุดลุกขึ้นมาต่อหน้าต่อตาเป็นที่น่าเลื่อมใสนัก จะเป็นผีเป็นพรายร้ายกาจตนใดไม่รู้ คงเป็นผีตายเก่าเน่านานสมัยเมื่อยังปลงศพด้วยการฝังโน่นแล้ว การปลงศพด้วยการฝังยกเลิกไปจากสันป่าตึงไม่ต่ำกว่ายี่สิบปีผ่านมาแล้ว

พรายเหลือแต่โครงกระดูกกับเศษเนื้อกะรุ่งกะริ่ง ลุกนั่งกลางหลุมชวนขนหัวลุก  แต่ท่าทีคงมั่นไม่หวั่นไหวของพ่อขาวทำให้ทุกคนอุ่นใจ แกหัวเราะหึๆ หัวเราะดุๆ ในลำคอ พรายเอื้อมมืออันยาวเข้ามา พ่อขาวซัดขวับด้วยข้าวสารเสก พรายก็กรีดร้องเสียงแหลม แขนมืออันยาวหดกลับฉับพลัน พ่อหมอจุดเทียนลนเอาน้ำมันพรายพอแก่ใจก็ชี้ให้มันลงนอนในหลุม มันก็เชื่อฟังแต่โดยดี

“ไอ้หล้าจะเอาน้ำมันพรายไปดีดใส่สาวคำสร้อยหรือ”

“อือ”

 

………………………………………………………………………..

 

“เณรรู้ไหม เจ้าชัยสังคหะเป็นใคร”

“เป็นหน่อพระเจ้า”

“เณรอยากเป็นไหม หน่อพระเจ้า”

“ข้าน้อยใคร่เป็นคนโผดคนอย่างเจ้าชัยสังคหะ แต่บ่อยากเป็นหน่อพระเจ้า มันยิ่งใหญ่เกินตัวข้าน้อย”

“จะเป็นคนโผดคน ก็ต้องหมั่นร่ำหมั่นเรียน หมั่นฝึกหมั่นฝน เจ้าชัยสังคหะเกิดมา ก็ใช่ว่าจะถือศรีขรรค์ชัยออกจากท้องแม่ เณรอยากสืบจริงๆ หรือสะหลีกัญไจยของอาตมาเล่มนี้”

เณรพลัดถิ่นใจเต้นแรง ท่านเปลี่ยนคำแทนตน จากคำว่าตุ๊ลุงเป็นอาตมา เรื่องนี้จริงจังยิ่งใหญ่ เณรใหญ่วัยใกล้อุปสมบทระงับจิตใจไหวถี่ให้สงบลง จัดแจงผ้านุ่งให้รัดกุม พนมสิบนิ้วขึ้นก่ายคิ้วแล้วก้มกราบวันทานอบน้อมสามหนสามที

“ข้าเจ้าอยากสืบ อยากเป็นตนแก่กล้า ตัดโหงตัดพราย โผดผายชายหญิงพี่น้องชาวบ้านที่เขาเอาข้าวใส่บาตรหื้อเฮากิน อันนี้เป็นสัจจะแม่นจริงของผู้ข้า ผิดคำนี้ไปให้ฟ้าผ่า ให้แผ่นดินสูบเถิด ตุ๊ลุง”

“สะหลีกัญไจยเล่มนี้แก่กล้านัก…” ท่านเบนสายตาไปยังศรีขรรค์ชัยในสำเนียงพื้นเมือง “แต่ละช่วง มีคนอยากสืบบ่ฮู้กี่สิบคน แต่ว่าในละช่วง จะมีคนได้สืบแต่เพียงผู้เดียว”

“ช่วงนี้ ผู้สืบคือตุ๊ลุง”

“เออ… แต่ตุ๊ลุงก็แก่แล้ว อ่อนแรงไปนัก จะถือทรงต่อไปบ่ค่อยไหว มันหนักขึ้นทุกที”

ท่านผู้เฒ่า ผู้ที่ตนควรเรียกว่าตุ๊ปู่ แต่เรียกติดปากตามคนทั่วไปว่าตุ๊ลุงถอนใจใหญ่ยาว สีหน้าท่านดูหมองๆ ท่าทางคล้ายหนักอกหนักใจ ท่านว่ากล่าวต่อไป ลากความช้าๆ

“มีอยู่วันหนึ่ง ตุ๊ลุงจำไม่ได้ชัดเจนนัก อิดอ่อนรอนแรมกันมา ปลงคนลงพัก ควายหกเจ็ดตัวมัดติดหลักไว้ทางด้านนอก ดึกดับเดือนดำ คนหลับคนนอนเหนื่อยล้า ยังมีผีร้ายพรายกาจอย่างหนึ่งมันย่องเข้ามา ควายฮึดฮัดฟึดฟัดสะบัดเชือก มันกรากเข้าจับเขาควาย ควายแข็งใจสู้ แต่ต้านแรงผีไม่ได้ สองมือมันจับสองเขาควายแล้วบิด ควายคอหักล้มครืน พ่อหนานอินตาตื่นรู้ชักดาบแล่นออกไป พ่อหนานอินตาซัดดาบวาบเป็นดาบไฟพุ่งใส่ผี ผีมันกลัว มันต้านทานอำนาจศรีขรรค์ชัยไม่ได้ หายวับไป เรื่องราวยังมีอีกมากเณรเอ๋ย เล่าไม่จบหรอก ศรีขรรค์ชัยเล่มนี้… ลูกออกเนื้อ หลานออกหน่อของพ่อหนานอยากสืบแต่พ่อหนานบ่หื้อไผสืบ แต่กื้อครูบาป่ากล้วยของหมู่เฮาสืบมา” เบนสายตาไปทางป่ากล้วยหลังวิหารแล้วกล่าวต่อ “ครูบาสืบต่อมาถึงตุ๊ลุง แต่ว่าตุ๊ลุงยังบ่หื้อไผสืบเพราะดาบเล่มนี้แรงนัก ขลังนัก หากบุญศีลบุญธรรมบ่ถึงอายุจะสั้น เณรถามใจตนดีๆ เณรอยากได้ หรืออยากโผดคน”

“อยากโผดคน”

“ไปหยิบลงมา”

หนาวลมพัดโชย แต่เณรหนุ่มรู้สึกร้อนจนหน้าร้อนฉ่า เลือดหนุ่มฉีดแรงขึ้นหน้า สะหลีกัญไจย หรือพระศรีขรรค์ชัยมักเป็นอาวุธคู่มือของพระเอกในนิยายธรรมพื้นบ้าน รูปร่างที่แท้จริงเป็นอย่างไรไม่ปรากฏ เพราะในธรรมนิยายไม่ได้บรรยายไว้ แต่ดาบเล่มนี้รูปร่างสวยงาม ขนาดก็เหมาะมือ ไม่ยาวเก้งก้าง แต่ก็ไม่หดสั้นจนกลายเป็นมีด ความยาวแต่โคนด้ามถึงปลายฝักเท่ากับหนึ่งแขนพอดี ด้ามที่เป็นงาเกลี้ยงเกลาออกเลื่อมเป็นมันปลาบ เนื้องาเป็นสีน้ำตาลแก่เหมือนไม่ใช่งา ฝักหุ้มด้วยเงินเกลี้ยงมีปลอกเงินคาดเป็นเปลาะๆ

คิดๆ ฝันๆ อยากเป็นพระเอกแบบเจ้าชัยสังคหะ สะพายดาบเล่มเดียว เที่ยวปราบผีสางนางร้ายไปทั่วแผ่นดิน

ยกมือไหว้ดาบ ยื่นมืออกไป แต่แล้วกลับหดมือกลับคืน หลวงลุงจับจ้องมองอยู่ สีหน้าแววตาท่านบอกความพอใจ

“อยากจับอยากต้องบ่ใช่กา? เป็นใดบ่จับ”

“บุญศีลบุญธรรมข้ายังบ่ถึง ตุ๊ลุง”

“สาธุ ดีๆ ดีนัก รู้ตนรู้ตัว รู้ประเมินประมาณ คนโบราณท่านสรรเสริญนัก” ลุกไปปลดดาบลงมา พลิกไปมาพลางกล่าว “ด้วยดาบเล่มนี้ ตุ๊ลุงตัดโหงตัดพรายโผดคนมานักต่อนักแล้ว บัดนี้ควรแก่เวลา แต่ว่าเณรยังหนุ่มยังน้อยเกินไป  หมั่นร่ำหมั่นเรียนพากเพียรฝึกฝนไปก่อน จงแน่วแน่แก่ใจอย่าได้ว่อกแว่ก เดินผิดก้าวเดียว แทนที่จะไปสวรรค์ เณรอาจลงนรกไปเลย”

“ข้าขอรับไว้ด้วยหัวด้วยใจ ตุ๊ลุง”

 

…………………………………………………………………….

 

เดือนแดงแฝงฟ้าค่อยโผล่ขึ้นมาเงียบๆ คืนนี้แรม ๔ ค่ำ เดือนยังไม่ควรแดง แต่ดูแดงดังจะเกิดอาเพศอาถรรพณ์อะไรบางอย่าง เหมือนจะเป็นคืนที่ผีโหงโพรงพรายออกมากินคน มีเรื่องเล่ามากหลายเกี่ยวกับคืนเดือนแดง บ้างว่าผีดุ บ้างว่าครูขลัง คืนเดือนแดงหากปลุกผีมาใช้ มักจะได้ผีตัวดุตัวดัน ตัวกลั่นตัวกล้าเป็นพิเศษ บ้างว่าคืนเดือนแดงอย่างนี้ เจ้าผีร้ายเจ้าพรายแรงมักออกท่องเที่ยว ไม่จำเป็นจริงๆ ไม่ควรลงเรือน อยู่บนเรือนผีเรือนคุ้มครองรักษา หากลงเรือนก็ยากที่ผีเรือนจะปลีกตัวตามไปได้ เพราะว่าลูกหลานอีกหลายยังอยู่บนเรือน

ลมเดือนสี่ยังเลาะล่องฟ้า จักรยานคันเดียวปั่นตามทางข้ามทุ่งช้าๆ ไม่มีไฟหน้าเพราะหม้อบ๊อด เสีย แต่นั่นไม่เป็นปัญหาสำหรับเขาเลย กระดิ่งไม่ต้องใช้ก็ได้ ห้ามล้อหากเสียก็ไม่ต้องใช้ ใช้พื้นรองเท้าไปบังคับวงล้อยางรถให้มันหมุนช้าลงก็ได้ รถถีบของเขาเป็นเพียงรถพื้นๆ ของชาวบ้านทั่วไป ไม่ใช่รถคันโก้ จำพวกรถฮัมเบอร์ รถราเล่ย์ราคาแพงอย่างของลูกพ่อนาย

เลยไปห้วยดอกอูนดีไหม อย่าเลยดีกว่า

จากหนองมนบ้านสาวทองใบ หากจะไปห้วยดอกอูน ต้องย้อนขึ้นไปทางสันป่าตึงก่อน หรือไม่ก็ผ่านป่าไผ่หมู่บ้านของเขา ไม่แวะเข้าบ้านแต่ขี่ผ่านหมู่บ้านขึ้นไปห้วยดอกอูนแอ่วหาสาวคำสร้อย แต่ว่าเวลาล่วงเลยปานนี้แล้ว คำสร้อยคงเข้านอนแล้ว ปกติธรรมดา หากเขาไม่ไปแอ่วไปหา คำสร้อยมักจะนอนแต่หัวค่ำ ไม่ตามไฟเติ๋น คือไม่ต้อนรับใครเลย นอกจากเขา

หยิ่งทระนงอยู่ลึกๆ

กับทองใบหรือ ไม่คิดหวังจริงจังหนักแน่นอะไรเลย ได้นอนเล่นม่วนๆ ก็จะนอน ท่าทางจะเข้าถึงตัวได้ง่าย อาจไม่ง่ายเหมือนสาวสันป่าตึงที่เขาทิ้งขว้าง แต่ก็ไม่ยากอย่างสาวห้วยดอกอูน อีกอย่างหนึ่ง แอ่วหาสาวทองใบเพื่อเอาใจแม่ นานๆ มาที แม่พึงพอใจสาวแม่ค้ามากกว่าสาวเลี้ยงหมูทอผ้า แม่ว่าแม่ของสาวคำสร้อยอยากได้ค่าข้าวม่ามน้ำนมไปปลดหนี้ ไม่อยากได้บ่าได้แรงไปทำนา

รถถีบปั่นไปช้าๆ ไม่เร่งแรงอะไรมากนักเพราะกลางค่ำกลางคืน ถึงสายตาจะคมกล้าอย่างไร แต่ก็อาจพลาดพลั้งหักหลบไม่ทันรถอาจล้มคว่ำ โซ่รถฝืดๆ ถึงจะเอาไขทาแต่ก็ไม่ทนนานเหมือนใส่จาระบี ไม่อยากซื้อหามาไว้ใช้ อะไรไม่จำเป็นไม่อยากซื้อ อะไรที่พอทดแทนได้ก็ใช้ไปก่อน เขาเองไม่ได้หาบบุญลงเกิดอย่างลูกพ่อนายมหาเศรษฐี

แม่บัวไหลหมายตาบุญธรรมไว้เป็นเขย เขาเองก็รู้

แม่บัวไหลไม่อยากได้เขาเป็นเขย ทำไมเขาจะไม่รู้

แม่บัวไหลไม่ได้รังเกียจเขาหรอก แต่รังเกียจความยากจนของเขามากกว่า

“สร้อยหงส์แสง… บางที… บางที….”

มองไปไกลโพ้นเบื้องหน้า ฟากฟ้าหม่นมัวมองไม่เห็นเขาน้อยดอยหลวงอะไรเลย แต่กลับเห็นแสงทองส่องสุกอยู่ในถ้ำ  

Don`t copy text!