สร้อยหงส์แสง ภาคต้น บทที่ 6 : ตัดโหงตัดพราย

สร้อยหงส์แสง ภาคต้น บทที่ 6 : ตัดโหงตัดพราย

โดย : มาลา คำจันทร์

สร้อยหงส์แสง กับเรื่องราวการตามหาสิ่งล้ำค่าที่ไม่มีใครเคยรอดชีวิตกลับมา ผลงานจากศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ อ. มาลา คำจันทร์ ที่มอบความไว้วางใจให้ อ่านเอา ได้เป็นผู้เผยแพร่นวนิยายเรื่องล่าสุดของท่าน ในรูปแบบ นิยายออนไลน์ ที่เราอยากให้ทุกคนได้ติดตามและ อ่านออนไลน์ ไปพร้อมๆ กัน

…………………………………………………………………..

 

ร่มครึ้ม วังเวงนัก ไม้ใหญ่ส่ายใบซู่ๆ ในเสียงกรุกกริกแกรกราก คล้ายมีเสียงสวกสากลากพื้นของงูตัวใหญ่ ในเสียงซู่ซ่ายามใบไม้ต้องลม คล้ายมีเสียงนางผีนางพรายหัวเราะคิกๆ เหมือนๆ พวกนางจะแอบอยู่ตามเงาไม้ ซุบซิบกัน ป้องปากนินทากลุ่มคนผู้บังอาจบุกรุกพื้นที่ของพวกนาง ในยามกลางวันป่าช้าน่ากลัวอยู่แล้ว ยามกลางคืนยิ่งน่ากลัวมากกว่า แม้เดือนจะแจ้ง แต่แสงเดือนก็ด้อยกว่าแสงตะวันมากมาย ภูตพรายจึงไม่กลัวแสงเดือนเลย บางอย่างแสดงตนเป็นเงาขาว คล้ายใครขว้างผ้าผ่านอากาศ บางอย่างส่องแสงเขียวเรืองอยู่ตามเงามืด บางอย่างสำแดงแต่เสียง เป็นเสียงหัวเราะคิกคักๆ คล้ายๆ ลับแลงแฝงตัวอยู่หลังต้นไม้ คอยหาโอกาสจะทอทักดักกิน

บุญธรรมลงรถแต่ไกล ลูกน้องบริวารสองสามคนจูงรถเข้าไปก่อน ไม่กล้าหักหาญผ่านทางไม่เกรงใจผี กลัวไหม ต่างยอมรับว่ากลัว แต่ท่าทางลูกคนเล็กของพ่อนายที่ดูเยือกเย็นมั่นคงทำให้พวกเขาอุ่นใจ บุญธรรมอายุเพียง 22 หนุ่มที่สุด แต่เลือดพ่อที่อยู่ในตัวเขา ทำให้เขาดูหนักแน่นมั่นคงกว่าทุกคน

ล่วงทางเข้าไปไม่ถึงสิบวา ฉับพลันทันที ทั้งหมดต่างสะดุ้งสุดตัว เมื่อมีเสียงโผงผางโครมครืนดังขึ้นข้างหน้า ไม่ว่าใคร ไม่เว้นแม้แต่เขาต่างสะดุ้งตกใจไปหมด

ฉกมือที่อกเสื้อ พระเครื่อง เครื่องรางของขลังมากมายยังห้อยคออยู่จึงอุ่นใจ ไอ้ซายหันหลังกลับเผ่นก่อน แต่ทันทีมีมือหนึ่งคว้าแขนมันไว้ทัน

“กิ่งไม้หัก ไม่มีอะไร”

บุญธรรมพูด ทองควายผู้เป็นทั้งพี่เลี้ยงและองครักษ์ประจำตัวรู้สึกชื่นชม ไอ้หล้าถึงรูปไม่หล่อ ดูม่อต้อเหมือนคนเติบโตไม่เต็มที่ แต่จิตใจไอ้หล้าห้าวหาญบึกบึน

เสียดายแต่อีคำสร้อยสายตามันไม่ดี มันมองไม่เห็นใคร นอกจากไอ้รูปหล่อสาวหลงผู้นั้น

ล่วงเข้าไปอีก ศาลาป่าช้าดับไฟมืด ไม่ทันที่ใครจะกระอือกระแอมให้เสียง แสงไฟก็สว่างวูบขึ้น

“นายหล้าหรือ เข้ามาสิ”

ไอ้ซาย ไอ้เขียว ไอ้เม็ดมองหน้ากัน พ่อหมออยู่แต่ไกล พ่อหมอรู้ได้อย่างไรว่าเป็นนายหล้า

พ่อหมอผู้นี้ดูแข็งขลังหนักแน่น ตัวสูงใหญ่ สักแดงสักดำทั้งตัว ผมหัวไม่ได้เกล้ามวย หากแต่ไว้ผมทรงธรรมดาเหมือนคนทั่วไป ห้อยลูกประคำพวงโตสองสามเส้น ตีนใหญ่มือใหญ่ ย่ามที่ห้อยไหล่ก็ดูใหญ่และหนัก

“ดึกๆ ดื่นๆ มาทำไมนายหล้า ก่อนจะมาทำไมไม่บอก แวดหน้าล้อมหลังพ่อหมอล้วนแล้วแต่พราย มันจะทำอันตรายเอาได้”

“ขอพ่อหมออภัยแก่ข้าเถิด” หนุ่มกร่างวางท่าโอ่อ่ายกมือไหว้นอบน้อม “ไม่ได้ส่งข่าวมาก่อน เพิ่งคิดได้กลางทางเมื่อกี้นี้เอง ก็เลยล่วงละเมิดพ่อหมอ อย่าขุ่นเคืองแก่ควายน้อยไม่รู้ความอย่างข้าเลย”

“นายหล้าแวะมาหาพ่อหมอ ต้องการอะไร”

“ใคร่มาขอพ่อหมอเมตตาแก่ข้า พึ่งคิดได้ระหว่างทางนี่เอง สาวไม่ไว้หน้าข้าเลย ใคร่ขอพ่อหมอเมตตา…”

“น้ำมันพรายหรือ แค่ดีดกระเด็นไปต้อง สาวร้องไห้ตามมา”

“ยัง ยังไม่ถึงขั้นนั้น แต่ไอ้ผู้นั้นมันเป็นก้างขวางคอข้า”

“ขนาดไหน ถึงตาย หรือแค่สั่งสอน”

“แค่สั่งสอนมันก็พอ”

“พรุ่งนี้รอฟังข่าวได้เลย นายหล้า”

 

……………………………………………………………………..

 

ดวงเดือนเว้าแหว่งไปบ้าง แต่ยังแจ่มดวงหมดจดสดใส ดวงเดือนดูนิ่ง แผ่นฟ้าแผ่นดินก็ดูนิ่งนักยามนี้ ไม่มีเสียงจิ้งหรีดเรไรด้วยว่าเป็นหน้าหนาว สองข้างทางว่างโล่งกว้างไกล ดูหนาวดูเย็น ดูเลือนรางจางหายไปจากสายตา ไม่ได้กลัวอะไร จิตใจเยือกเย็นดี ไม่ว่าผีว่าคนเขาไม่กลัวเลย ด้วยว่ามีทั้งคุณและของดีคุ้มครองตัว

คุณคือมนตราอาคม ของดีคือมีดเขี้ยวเสือ

แม่ของเขาห้ามนักห้ามหนา ว่าอย่าอวดเก่งอวดกล้า ก้าวรุกอุกอาจไปล่วงเกินผีเฝ้าถ้ำ เขาเองก็ไม่อวดดื้อถือดีถึงขนาดนั้น กลัวไหม ไม่กลัวหรอก แต่กริ่งเกรงพอมีอยู่ ยังไม่มีความจำเป็นอันใดต้องไปถ้ำหงส์แสง คนเก่งคนกล้าอาจตายมานักต่อนักแล้ว ล่าสุดที่รู้มา หนานทาพ่อของคำสร้อยออกถ้ำมาไม่กี่วันก็ตาย

พ่อหนานทามีวิชาลิงลม

วิชานี้ที่รู้มา พ่อหนานทาสืบจากพ่อหนานเสาบ้านหนองมน แต่ตลอดมา ไม่เคยมีเรื่องราวเล่าลือว่าพ่อหนานทาได้สำแดงวิชาลิงลมให้เป็นที่ปรากฏ หรืออาจมี แต่เขาเองไม่ทันรับรู้ เพราะตอนที่พ่อหนานทาตาย เขาเองอายุเพียงสิบห้าปี ยังเป็นเณรน้อยหน้าใสอยู่ในวัดป่าไผ่ ส่วนสาวคำสร้อยก็ยังไม่ทันขึ้นสาวเลย ไม่รู้จักกันมาก่อนเลยเพราะอยู่คนละหมู่บ้าน มาเมื่อปีที่แล้วนี่เองที่ได้สบตากัน แล้วต่างพึงใจรักใคร่ชอบพอในกันและกัน ถามใจตัวเองจนถึงที่สุด ในบรรดาสาวทั้งหลายที่ผ่านมา เขาชอบใครที่สุด ตอบได้เลยว่าชอบคำสร้อย แต่ก็มีก้างขวางคอชิ้นใหญ่ คืออ้ายบุญธรรมลูกคนใหญ่คนโตคับตำบล

กูควรกำจัดมันทิ้งไปเลยดีหรือไม่

ไม่ดี ด้วยครูสั่งนักสั่งหนา อย่าทำร้ายคนไม่มีความผิด หาไม่จะเป็นผลร้ายต่อตนในบั้นปลายชีวิตอย่างครู

เพลินไปในความคิด ทางน้อยทอดผ่านกลางทุ่ง แม้คุ้นเคยแต่คืนนี้กลับดูแปลกเปลี่ยว เสียวท้ายทอยอยู่วาบๆ  อาการเสียววาบๆ อย่างนี้รู้ดีว่ามีผีแฝงแรงเร้นมากระทบ

แต่ไม่กลัวเลย

ทุ่งกว้างหลังหน้าเก็บเกี่ยวดูกว้างขวางว่างโล่ง มีหย่อมไม้สอดแซมอยู่บ้างพอเป็นที่จำได้หมายรู้ว่าเป็นหมู่บ้าน แต่ละหมู่บ้านมักมีพื้นที่บางส่วนเหลือไว้เป็นป่าละเมาะ เป็นพื้นที่ส่วนกลาง เป็นสมบัติร่วม เป็นที่เก็บกินหน่อนางหางไม้ เห็ดขอนนอนดินและของออกจากดินอื่นๆ ผู้ใดก็มาเสาะมาหาได้ แต่ผู้ใดจะอ้างสิทธิครอบครองไม่ได้ เพราะเป็นของที่แม่ธรณีปันกิน ไม่ได้ปันแก่ผู้หนึ่งผู้ใดโดยเฉพาะ แต่ปันแก่ทุกคน

หนาวนัก จักรยานปั่นไปช้าๆ หน้าปะทะลมหนาวก็ปวดจนชา ทุ่งกว้างกลางคืนดูแปลกเปลี่ยว ผีเรี่ยวผีแรงมักแฝงตน คนแก่คนเฒ่าและเด็กอ่อนน้อยหญิงชายทั้งหลายไม่มีใครเดินทางกลางคืน คนหนุ่มๆ เองหากไม่มีกิจจำเป็นจริงๆ ก็ไม่มีใครข้ามทุ่งในยามค่ำคืน จะมีก็แต่หนุ่มๆ แสวงหาคู่ครอง หากหมายตาสาวต่างหมู่บ้านก็ต้องข้ามทุ่งไปหา มักไปเป็นหมู่  ไม่ค่อยไปเดี่ยว แต่สุธนหนุ่มกล้าบินเดี่ยวมาโดยตลอด ไปเป็นหมู่มันติดขัด ต้องรอหมู่รอคณะ รุ่มร่ามรุงรัง เขาคิดเช่นนั้น

จักรยานชะลอลง ท้องทางมัวมืดหม่นเทาเพราะเดือนเข้าเมฆ มีกลิ่นสาบสางอยู่ข้างหน้า เหมือนว่ามีใครลากเอาหมาตายมาทิ้งไว้แล้วมันเน่า แต่ว่าคงเป็นไปไม่ได้ หมาตายทิ้งไว้ชายทุ่งไม่ถึงครึ่งวัน แร้งก็ลงแล้ว ไม่จำเป็นต้องลากมาถึงไกลๆ ถึงกลางทุ่งกลางทางห่างบ้านคนไกลโขขนาดนี้เลย

ประคองรถด้วยมือข้างเดียว อีกมือคลำย่าม อบอุ่นคุ้นเคย เชื่อมั่นในของดีที่ตนมี

เหม็นมาอีกแล้ว หนักหน่วงรุนแรง ไม่เหม็นเหมือนกลิ่นหมาเน่า แต่เหม็นคล้าย… คล้ายอะไรหนอ คล้ายอะไรสักอย่างที่น่ากลัว

เหม็นเหมือนกลิ่นสาบสาง เจ้าหนุ่มขนหัวลุก

สาบสางยิ่งกว่าสาบเสือ แค่กลิ่นสาบเสือลอยมา ม้ายังคุกเข่าลงยอมให้เสือกัดกินโดยไม่ต่อต้านขัดขืน แค่สาบเสือลอยมา หมาตัวกล้ายังถอยหลังกรูดๆ แค่สาบเสือลอยมา วอกค่างบ่างแบ้วบนต้นไม้ยังพากันเงียบกริบ

แต่สาบสางร้ายกาจกว่า ข่มขู่คุกคามหนักหน่วงกว่าสาบเสือ ครั้งหนึ่งเขาขึ้นห้างกับพ่อ สาบสางลอยมา แน่นอก อึดอัด เหม็นตุเหม็นตังตีขึ้นบนหัวจนวิงเวียนหน้ามืด เหมือนห้างจะโคลงเคลง เหมือนตนจะโงนเงนพลัดตกลงไป พ่อฉวยแขนไว้ พ่อตบหลังดังป้าบ พ่อว่าสาบสางลอยมา มันคุกคามให้คนกระโจนลงห้างไปให้มันกิน

กลิ่นเหม็นตุเหม็นตังในคืนนี้คล้ายกลิ่นสาบสางที่เคยเผชิญ

เมฆมืดมาแต่ไหน หนาแน่นบนฟ้าจนเดือนสลดแสง เจ้าหนุ่มขุ่นเคืองขึ้นมา กระแทกลมออกจากจมูกดังพรืด

กูโดนลองดีเสียแล้ว

 

………………………………………………………………………..

 

ลมลั่นต้อง เด็งดังกรุ๋งกริ๋ง เด็งหรือกระดิ่งลูกเล็กๆ สร้างจากทองเหลือง เป็นเครื่องประดับแขวนห้อยตามชายคาหรือช่อฟ้าพระวิหาร ยามลมพัด ใบโพหรือใบไทรสร้างจากทองเหลืองเช่นกันก็มักแกว่ง พาเอาแกนแท่งเล็กไปกระทบผิวด้านในของเด็งเกิดเสียงม่วนพราะ พระเณรในวัดยังไม่หลับนอน บางท่องขานใบลานคำสวด แต่เณรโคร่งผู้เป็นเณรอุปถากเจ้าอาวาสไม่ได้สวดได้ท่องอันใด ยังนวดหลังนวดไหล่ผู้เป็นครูของตน

“ข้าใคร่ถามเรื่องครูบา” ยกมือไหว้ไปทางป่ากล้วยหลังวัด “ไยคนเรียกท่านว่าครูบาตาทิพย์”

“ท่านมีตาทิพย์”ผู้รั้งวัดห้วยดอกอูนยกมือไหว้ไปทางป่ากล้วย “ท่านอ่านเหตุการณ์ข้างหน้าได้แม่นยำ อย่างตัวเณรนี้ที่ได้มาอยู่มากินห้วยดอกอูนก็เกิดจากการเพ่งเล็งภายในของท่าน อยู่มาวันหนึ่งตุ๊ลุงจะไปซื้อฆ้องที่แม่สายหล่ายหน้า ท่านบอกว่าหากพบเณรน้อยอายุประมาณหกเจ็ดขวบ ขาวๆ ผอมบาง พลัดหลงมาให้รับมา ตุ๊ลุงก็พบเณรน้อยคนนั้น ซึ่งก็คือเณร อย่างนี้เป็นต้น”

“ข้าได้อยู่เป็นคนสืบมาบัดนี้เพราะครูบาแท้ๆ” ยกมือไหว้ใส่เกล้าใส่หัว “หาไม่ข้าอาจถูกฆ่าตายไปแล้ว”

ลมล่องฟ้า เด็งดังดิงๆ เสียงขับขานอ่านท่องของพระและเณรเริ่มเงียบ เค้าแมวเค้าเหมยร่ำร้องร้อนรนแถวต้นตะเคียนหลังวัด ดัดหลังให้ท่าน รั้งสองแขนท่านมาหาตนแล้วเอาเข่าดันหลังท่านไว้ ค่อยออกแรงดึง ดึงช้าๆ แล้วผ่อน แล้วค่อยดึงอีก

“ครูบาเคยตัดโหงตัดพรายบ้างไหม ตุ๊ลุง”

“เคย ผู้ใดครองดาบสะหลีกัญไจย ผู้นั้นต้องตัดโหงตัดพราย ด้วยสาเหตุนี้อย่างหนึ่ง พ่อหนานอินตาจึงไม่ตกทอดดาบปราบผีปราบพรายเล่มนี้แก่ลูกหลานของพ่อหนาน เณรรู้ไหม เพราะอะไร”

“เพราะผีเพราะพรายอาจทำร้ายผู้ถือดาบได้”

“แม่นแล้ว ถึงจะมีปืนทิพย์ฟ้า กงจักรพญาอินทร์อยู่ในมือ ก็อย่าได้ประมาทดูแคลนฝูงเขาเด็ดขาด ถึงจะถือศรีขรรค์ชัยออกมาจากท้องแม่ ก็อย่าได้ทระนงหลงตัว พ่อหนานอินตาเก่งกล้าพาคนมารอดห้วยดอกอูน แต่พ่อหนานอินตาก็อายุสั้น ท่านเล็งเห็นโทษอันนี้ของคนนอกผ้าเหลือง จึงไม่ตกทอดศรีขรรค์ชัยเล่มนี้แก่ลูกหลาน แต่ตกทอดให้ครูบาเรา”

“โทษอันนี้คืออะหยัง ตุ๊ลุง”

นั่งนิ่ง สงบฟัง จัดระเบียบแขนขาท่านั่งสรุปสำรวม หลวงลุงพอใจนัก

“โทษอันนั้นก็คือทาน ศีล ภาวนาของเขาคนบ้านยังบกพร่อง ฆราวาสคือผู้ครองเรือน เขาทั้งหลายคงวุ่นวายอยู่กับการทำมาหากิน เขาจะถือศีลมากมายอย่างเราไม่ได้ เขาจะนั่งหลับตาภาวนาไปเมืองฟ้ามหาเนรพานอย่างเราไม่ได้ เขาจึงทำได้แต่เพียงให้ทาน เขาให้ทานแก่เราก็เพื่อให้เราถือศีลได้สะดวก ภาวนาได้สะดวก ชำระจิตใจให้ผ่องแผ้วบริสุทธิ์ได้สะดวก แต่หากเราไม่ถือศีล ไม่ภาวนา ไม่คิดหาหนทางตอบแทนบุญคุณของเขา เรากับยาจกก็ไม่ต่างกันแต่อย่างใด”

“ตัดโหงตัดพราย คือช่องทางอันหนึ่งที่เราจะตอบแทนบุญคุณข้าวน้ำคำกินของเขาใช่ไหม ครูบา”

“ใช่แล้ว มีแต่ภิกขุสังฆะเท่านั้นที่จะตัดโหงตัดพรายได้ พ่อหมอทั้งหลาย แก่กล้าปานใดก็ตัดไม่ได้ อาจตัดได้ แต่เขาไม่กล้าตัดเพราะเขาไม่บริสุทธิ์ เขากลัวโหงกลัวพรายทั้งหลายจะย้อนเข้ากินตัวเองเมื่อแก่ชราอ่อนล้าโรยลง เณรอยากโผดคนหื้อพ้นทุกข์นับว่าเป็นจิตเจตนาอันดี แต่ก็ใช่ว่ามีศรีขรรค์ชัยในมือก็ตัดได้หมด ศรีขรรค์ชัยเป็นเพียงเครื่องมือเท่านั้น สิ่งสำคัญที่สุดคือจิตใจ บำเพ็ญจิตใจให้แก่กล้าดีงามก่อน ศรีขรรค์ชัยถึงจะมีอานุภาพสูงสุด”

“ทำอย่างไรบ้าง ตุ๊ลุง”

“เอาง่ายๆ ก่อนนะ อันใดบ่ดี บ่ถูกต้อง ละได้ก็ละเสีย เลิกได้ก็เลิกเสีย อย่างเอาแว่นแยงฝากให้สาวเป็นต้น”

เณรหนุ่มสะดุ้งเหมือนโดนแตนต่อย

 

………………………………………………………………..

 

เหวี่ยงตัวลงจากรถ ทิ้งรถนอนลงข้างทาง มือขวาคลำย่าม มีดเขี้ยวเสือยังอยู่ มาเลยมึง กล้าแข็งแรงร้ายอย่างไรกูก็ไม่กลัวเลย มีดนี้มีวิญญาณเสือโคร่งสิงสู่ครูมอบแก่กู อยากลองฤทธิ์มีดเขี้ยวเสือก็เข้ามาเลยมึง

สูดลมหายใจลึกๆ หายใจได้ตลอดโล่งโปร่งแผ้ว ไม่มีสาบสางคุกคาม

เหลียวขวาแลซ้าย ทุ่งกว้างหมองมัวสลัวเลือนไปหมด เหมือนมีหมอกลงพราง กลิ่นเหม็นจางๆ ก่อตัวขึ้นอีก ค่อยขุ่นข้นเหมือนกลิ่นจะกลั่นเป็นตัว มีเสียงหัว เสียงเหิด เสียงไห้เสียงโหยโอยโอด ดังอยู่สับสน ดังอยู่รอบทิศรอบทาง เหมือนจะขู่ให้กลัว แต่เขาไม่กลัว

“โอม…”

กลั้นลมหายใจ บริกรรมพระคาถาข่มผีที่ครูสั่งสอน สองเท้าตรึงมั่น จิกหัวแม่เท้าลงดิน

“โอม ทิพพมันตา ไจยยสุภา ไจยยาสุภาพ กูจักผาบผีหมื่นแสนแดนดินถิ่นถ้ำ ทังผีน้ำผีบก ผีตกเขาตาย ปลายแขนกูเป็นดาบคมกล้า สายตากูแรงกว่าแสงพระอาทิตย์ โอม สหัสสทิพมันตา แสนผีมาหื้อมึงนอบเข้า เก้าหมื่นผีมาหื้อมึงแหนบาท สายฟ้าฟาดแถกหัวผีตาย เจ็ดแสนพรายเอากูบ่ได้ โอมขจัด โอมขจาย โอมสวาหะ เถ็ก”

ชักมีดปราด ตวาดสำทับคุกคาม

ไม่กลัวมันเลย กูไม่กลัวมึงเลย แค่เพียงผีเรี่ยราดกลางทาง ขนาดผีเฝ้าถ้ำว่าร้ายนัก กูยังไม่กลัว

แต่เหมือนมันก็ไม่กลัวเขาเช่นกัน

มันมาแล้ว ลงมาให้เห็นเป็นตนเป็นตัว หม่นมัวซัวเหมือนหมอกเหมยแล้วค่อยเข้มกล้า สองตาลุกแดงดังแสงไฟ สองมือใหญ่และยาวยื่นเข้าไขว่คว้า

หนุ่มหล่อเล่าลืออวดอ้างใจเต้นตูมตาม เริ่มไม่มั่นใจ

Don`t copy text!