สร้อยหงส์แสง ภาคต้น บทที่ 7 : เสี่ยวฮัก

สร้อยหงส์แสง ภาคต้น บทที่ 7 : เสี่ยวฮัก

โดย : มาลา คำจันทร์

สร้อยหงส์แสง กับเรื่องราวการตามหาสิ่งล้ำค่าที่ไม่มีใครเคยรอดชีวิตกลับมา ผลงานจากศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ อ. มาลา คำจันทร์ ที่มอบความไว้วางใจให้ อ่านเอา ได้เป็นผู้เผยแพร่นวนิยายเรื่องล่าสุดของท่าน ในรูปแบบ นิยายออนไลน์ ที่เราอยากให้ทุกคนได้ติดตามและ อ่านออนไลน์ ไปพร้อมๆ กัน

…………………………………………………………………..

 

“ไปเถิดเณร ควรหลับควรนอนได้แล้ว ไปนอนเถอะ”

“ข้าขอถามอีกคำ ผีโหงโพรงพรายทั้งหลาย พรายใดร้ายกาจที่สุด”

“พรายพิสสนู”

“พรายพิสสนู” แสงเฮืองขมวดคิ้ว “พิสสนูเป็นชื่อเทวดาไม่ใช่หรือตุ๊ลุง ไยกลายเป็นพรายไปได้”

“ใช่แล้วเณร พระพิสสนู เป็นเทวดา เป็นครูใหญ่ครูหลวงตนหนึ่งในหมู่ครูหลวงทั้งหลาย ท่านเป็นนายช่างใหญ่ประจำสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เวลาพระอินทร์จะสร้างอะไรก็ให้ท่านสร้าง อย่างบรรณศาลากลางป่าของพระเวสสันดร พระอินทร์ก็ให้พระพิสสนูมาเนรมิต ชื่อในธรรมของท่านคือวิสสุกรรมเทวบุตร ชื่อว่าพิสสนูเป็นชื่อนอกใบลาน พระพิสสนูเป็นครูใหญ่ครูหลวง จะเป็นรองก็แต่พระพุทธเจ้า พญาอินทร์พญาพรหม พญายมราชเท่านั้น พรายพิสสนูไม่ใช่ตัวท่าน แต่ท่านสร้างพรายอันนี้ขึ้นมา”

“สร้างไว้ทำไม พรายเป็นสิ่งบ่ดี ร้ายกาจ ทำร้ายคน พระพิสสนูสร้างพรายมาทำร้ายคนด้วยหรือ”

“เณรถามก็ดีแล้ว คำถามนี้สำคัญนัก ฟังแล้วจงจำเอาไว้ให้ดี จำให้ขึ้นใจ พระพิสสนูนอกจากเป็นช่างหลวงของพระอินทร์แล้ว ท่านยังเป็นครู ท่านสร้างพรายพิสสนูขึ้นมาเพื่อลงโทษคนนอกครู” เอื้อมมือไปหากาน้ำชา แต่เณรรับใช้ชิงรินให้ท่านก่อน “คนนอกครูก็คือคนที่ไม่ประพฤติปฏิบัติตามคำสั่งสอนของครู อวดรู้อวดแหลมกว่าครู เหลือคำครู ละเมิดแนวทางที่ครูวางไว้ คำใดครูห้ามอย่าขัดขืน จะผิดครูได้โดยง่าย แล้วอาจไปต้องไปโดนพรายพิสสนู”

“สะหลีกัญไจย ตัดพรายพิสสนูได้หรือไม่”

“บ่ได้”

“ว้า…” สีหน้าท่าทีผิดหวัง “เป็นใดถึงตัดบ่ได้ ตุ๊ลุง”

“สะหลีกัญไจย เป็นดาบที่คนสร้างขึ้น แต่พรายพิสสนู เป็นพรายที่เทวดาท่านสร้างขึ้น ต่างกันมากนักเอ็งเอ๋ย เพราะฉะนั้น อย่าผิดครู ถึงมีสะหลีกัญไจยในมือสิบเล่ม ก็ตัดพรายพิสสนูไม่ได้ เพราะมีไว้ลงโทษคนผิดครูโดยเฉพาะ” ท่านย้ำ “คนผิดครู เป็นคนเนรคุณ เนรคุณแปลว่าไม่มีคุณอันใดคุ้มครองเลย อย่าเป็นคนเนรคุณ จงเป็นผู้ทรงคุณ”

“สาธุ คืนนี้ดีนัก ข้าน้อยน้อมรับเอาคำสอนของครูใส่หัวใส่เกล้า ขอนิมนต์ครูจงเมตตาวิสัชนาด้วยเถิด ผู้ทรงคุณ เป็นได้อย่างไร”

“เป็นได้ด้วยการรู้คุณ ได้คุณคุณพ่อแม่ คุณพระเจ้าพระธรรม คุณครูบาอาจารย์ รู้คุณน้ำฟ้าสายฝน คุณผีปู่ย่าบรรพบุรุษ รู้คุณคนผู้มีอุปการะแก่เราอันได้แก่คนเอาข้าวใส่บาตรให้เรากิน เป็นต้น คนรู้คุณคือคนที่เห็นในความดีของผู้อื่น รู้คุณแล้วต้องตอบแทนคุณ รู้คุณคือกตัญญู ตอบแทนคุณท่านคือกตเวทิตา ผู้ใดกตัญญูกตเวทิตา ผู้ใดรู้คุณและตอบแทนคุณเป็นผู้ทรงคุณ จะบ่ต้องบ่โดนพรายพิสสนูเด็ดขาด มีแต่ผู้เนรคุณเท่านั้นที่ต้องพรายพิสสนู”

เค้าเหมยร้องเสียงดังฟังชัด เหมือนขยับมาร้องอยู่แถวต้นมะม่วงนี่เอง  ยังมีนกเค้าชนิดหนึ่งพื้นบ้านเรียกว่านกเค้าผีกละ หากมันร้องทางใด ผีกละไปทางนั้น เพราะมันเป็นพาหนะของผีกละ

ผีกละเป็นผีที่คนพื้นบ้านพื้นเมืองกลัวกันที่สุด ในบรรดาผีกละทั้งหลาย ผีกละหลวงดุดันกลั่นกล้าที่สุด ฤทธิ์แรงแข็งกล้าที่สุด

คำสิงห์เคยบอก แม่บัวไหลสงสัยว่าพี่น้อยสุธนคนงามเป็นผีกละหลวง จึงขัดขวางกีดกันคำสร้อยไม่ให้คบหาพี่น้อยสุธน

คนอย่างพี่น้อยสุธนหรือจะเป็นผีกละหลวง รูปร่างหน้าตา ความเก่งกล้าสามารถของพี่น้อย น่าจะเป็นเจ้ากุมารผู้ประเสริฐมากกว่า

ปิดประตูตามหลังให้เบาที่สุด เดินโหย่งด้วยปลายเท้าตามที่ถูกเคี่ยวเข็ญอบรมมาแต่เล็ก พื้นกุฏิเป็นไม้กระดาน หากเดินลงส้นเท้าตึงๆ ก็จะเป็นที่กระทบกระเทือนต่อผู้อื่นที่อยู่ร่วมเรือนโรงเดียวกัน

เปิดประตูห้องส่วนตัว ไอ้คำสิงห์หลับไปแล้ว อยากกรากเข้าเค้นคอมันแล้วเขย่าจนหัวสั่นหัวคลอน บอกแล้วบอกเล่า กำชับนักหนาว่าอย่าให้หลวงลุงรู้เด็ดขาดว่าตนฝากกระจกเงาบานน้อยไปให้พี่สาวของมัน แต่มันก็ยังบอกจนได้

แต่ช่างเถอะ ระหว่างเขากับตุ๊ลุง ไอ้คำสิงห์กลัวตุ๊ลุงมากกว่าก็เป็นเรื่องถูกต้อง

ขึ้นเตียง ไล่ยุง ปลดชายมุ้งลง คุกเข่า ก้มกราบกับหมอน ตั้งนโม ตัสสะ ไหว้คุณแห่งพระเจ้าแก้วสามดวงด้วยบทอิติปิ โส ภควา… ร่ำไหว้ในใจยืดยาวไปถึงคุณพ่อคุณแม่ในภาษาพื้นเมือง

พ่อแม่…

นึกหน้าได้อยู่ รางเลือน

จำได้คลับคล้ายคลับคลา เหมือนว่าลึกลงไปกว่านั้น มีหน้าซ้อนหน้า มีเงาซ้อนเงา แต่น่าแปลกนัก ทำไมพ่อกับแม่ไม่เรียกเขาเป็นไอ้อ้าย ไอ้ยี่ ไอ้สาม… แต่กลับเรียกเขาว่า เจ้าบ่าว

เจ้าบ่าว…

หัวหนุนหมอน นอนตะแคง หลับตาแล้วแต่ใจยังไม่หลับ รางเลือน เจื่อนจางในความจำ เหมือนๆ ว่าช่วงวัยต้นๆ ตนอยู่อีกที่ เกิดอีกแห่ง ไม่ใช่ดินแดนวัยเด็กที่ตนพลัดพรากจากมา

“เจ้าบ่าว เจ้าบ่าว”

คล้ายคุ้น คล้ายไม่คุ้น  

เจ้าบ่าวคือคำเรียกในภาษาดั้งเดิมของตน หากเทียบกับคำทางเชียงใหม่คือเจ้าน้อย หากภาคกลางไทยใต้ คงเทียบได้กับคำว่าเจ้าชาย

 

มันมาแล้ว ออกมาแล้วเป็นตนเป็นตัว หม่นมัวซัวเหมือนหมอกเหมยแล้วค่อยเข้มกล้า สองตาลุกแดงดังแสงไฟ สองมือใหญ่และยาวยื่นเข้าไขว่คว้า

หนุ่มหล่อเล่าลืออวดอ้างใจเต้นตูมตาม เริ่มไม่มั่นใจ

มีดเขี้ยวเสือเหมือนไม่ใช่มีดเขี้ยวเสือ เหมือนเป็นมีดธรรมดาเท่านั้น เย็นสนิท ไม่ร้อนฉ่า ไม่สำแดงฤทธิ์แรงแข็งกล้าออกมาให้เห็น ผีโหงโพรงพรายตัวนั้นเหิดหัวเหอๆ เฮอะๆ ดูถูกดูแคลน มือยาวมันยืดออกมาคว้าคอ หนุ่มหล่อบาดใจสาวตวัดมีดเขี้ยวเสือปะทะ ฟันไม่ถูก ตัดไม่ขาด คมมีดผ่านเข้าไปเหมือนฟันลม

มือมันรวบคอเขาได้แล้ว หิ้วขึ้นจากพื้นแล้วเหวี่ยงโครมลง จุกเสียด มึนงง หน้ามืดตาลาย มันยกเท้าใหญ่จะกระทืบซ้ำ พลิกตัวหนีสุดความสามารถ ลุกขึ้นได้ก็เผ่นกระเจิง

 

เดือน 4 แรมอากาศยังหนาว หนาวเหน็บนักเมื่อยามใกล้แจ้ง คร้านจะลุก แต่เสียงกุกกักในครัวไฟดังขึ้นก็เลยลุกมา คำสร้อยคงลุกมานึ่งข้าวเป่าไฟ แวะเข้าไปในครัว ไม่ใช่คำสร้อย แต่เป็นแม่ นึกตำหนิน้องสาว ผู้มักอิดออดเลี่ยงงานแต่ไม่เอ่ยออกปาก ล้างหน้าถูฟันแล้วลงเรือน เดือนค้างฟ้ายังส่องแสงอ่อน  ไฟลานยังลุกเรือง ซนฟืน เป่าไฟ พอเปลวลุกก็กอบเก็บเสี้ยนฟืนและเศษหญ้าใบไม้แถวนั้นลงสุม เสียงน้ำค้างหล่นต้องยังดังอยู่เปาะๆ ร่างกายอบอุ่นดี ไปกวาดแผ้วชำระคอกควาย ง่วนอยู่ในคอกควายจนสาย น้องสาวเรียกขึ้นเรือนไปกินข้าว คำสร้อยหน้าใสไร้สิวฝ้าเพราะเลี่ยงแดดเลี่ยงลม คำสายเริ่มแตกสาว หน้ายังขาวๆ กลมๆ อยู่ สายๆ กินงายแล้วแดดดี ชายเดียวบนเรือนเอาเคียวกับตะกร้าไปเกี่ยวหญ้า ทุ่งนาว่างโล่งไปเกือบหมดแล้ แต่ดินนายังไม่แห้งแข็งเต็มที่ ตอฟางที่ค้างอยู่ในนาก็ยังไม่งอกหน่อข้าวใหม่ออกมา คนเลี้ยงควายทั้งหลายจึงยังไม่ปล่อยควายลงนาให้หากินเอง ยังคงเอาเคียวออกเกี่ยวหญ้ามาให้ควายกินที่คอก หรือไม่ก็อาจพาไปมัดติดหลักให้มันหากินเองในพื้นที่จำกัดเท่าที่เชือกล่ามจะอำนวยให้ แต่ปัญหาก็ยังมี บางทีเชือกล่ามพันขา หากไม่ไปแก้ออก เชือกอาจบาดขาควายเป็นแผล บางทีแดดร้อนมาก ก็ต้องไปย้ายให้มันเข้าร่ม ควายไม่ชอบแดด แต่มันชอบแช่น้ำ

“ไอ้ใสหรือ นึกว่าใคร”

มีเสียงทักดังขึ้น พอเงยหน้าก็เห็นพ่อเสี่ยวแก้วหาบตะกร้าเปล่าตรงมา

“พ่อเสี่ยวหรือ นึกว่าใคร”

พ่อเสี่ยวคือเสี่ยวของพ่อ เสี่ยวคือสหายรักหรือเพื่อนสนิท แต่หากเกิดต่างปีกันก็ไม่นับเป็นเสี่ยว ต้องเกิดปีเดียวกัน รักใคร่ชอบพอกันแน่นแฟ้น ลูกของเสี่ยวก็เหมือนลูกตัว แต่ลูกของเสี่ยวต่อเสี่ยว ไม่ถือว่าเป็นเสี่ยวกัน นอกจากเกิดปีเดียวกัน รักใคร่ชอบพอกันเหมือนพ่อ ซึ่งหาได้ยากมากที่จะเป็นเสี่ยวกันทั้งรุ่นพ่อและรุ่นลูก ความเป็นเสี่ยวสืบทอดทางสายเลือดไม่ได้ ขึ้นอยู่กับว่าเกิดร่วมปีกันหรือไม่ รักใคร่ชอบพอกันแน่นแฟ้นหรือไม่

เสี่ยวต่อเสี่ยวมักรู้ความลับของกันและกัน

เรื่องบางเรื่อง ลูกอาจปิดบังพ่อแม่ แต่มักเปิดเผยต่อเสี่ยวให้รับรู้

เรื่องบางเรื่อง ผัวอาจปกปิดเมีย แต่มักบอกให้เสี่ยวรู้

ปวดมือ วางเคียว เอามือถูกันแต่พลันตาเหลือบเห็นนกเด้าดินมันมากระเด้าแด็บๆ บนพื้น ลูกคนรองของหนานทานางบัวไหลล้วงย่าม ติดมือออกมาคือกง กงคือหนังสะติ๊ก ล้วงกระสุนดินเหนียวออกมาลูกเดียว เชื่อมั่นมาก เหนี่ยวแล้วหวดขวับ ไม่ทันที่นกเด้าดินจะรู้ตัวก็ตกตาย

“มือเอ็งแม่น แม่นกว่าพ่อเสี่ยวยามหนุ่มด้วยซ้ำ คำใส”

“อย่าว่าแต่นกเด้าดินเลย นกผีดตัวเล็กกว่านี้ เปรียวกว่านี้ ข้าหวดมากินไม่รู้เท่าไร”

“เขาควายฟ้าผ่า… ลูกกงกายสิทฺธิ์…”

“อะไรหรือพ่อเสี่ยว เขาควายฟ้าผ่า ลูกกงกายสิทธิ์”

“ได้ข่าวว่าแม่เอ็งจะขายควายน้อยหรือ”

เสี่ยวของพ่อไม่ตอบคำถาม แต่กลับชักเรื่องเป็นอื่นเหมือนเลี่ยงประเด็น คำใสไปเก็บนกตัวน้อยใส่ย่ามแล้วกลับถามซ้อนคำถามพ่อเสี่ยว

“พ่อเสี่ยวไปได้ข่าวมาจากไหน ว่าแม่ข้าจะขายควายน้อย”

“แม่เลี้ยงแสงคำ มันว่าแม่เอ็งจะขายควายน้อยใช้หนี้มัน”

“ข้าไม่เคยได้ยินแม่พูดสักคำ เรื่องนี้”

“หากแม่เอ็งขาย พ่อเสี่ยวก็ใคร่ได้ ไม่ขายก็แล้วไป”

“แล้วข้าจะบอกอี่แม่”

ก้มหน้าก้มตาเกี่ยวหญ้าต่อ ปวดมือก็วางเคียวแล้วเอามือถูกันขับไล่ความหนาวและความปวดออกจากมือ หญ้าปล้องหญ้าไซไม่ค่อยได้งอกงามจนสูงพ้นหัวเพราะโดนคมเคียวบ่อยถี่แทบไม่เว้นว่าง นอกหน้านา แม้ว่าน้ำในนาจะเหือด แต่ดินยังอุ้มน้ำอยู่มาก รากหญ้าดูดน้ำหล่อเลี้ยงลำต้นจึงโตต่อ ต่อเมื่อฤดูเดือนเจ็ดแล้งจัดมาถึง น้ำในดินแห้ง น้ำฟ้าก็ยังไม่ลงจากฟ้า หญ้าปล้องหญ้าไซก็หักพับอับเฉา ถึงช่วงนั้นคนนาก็จะเอาฟางมาให้วัวควายกินพอประทะประทัง

“ข้าใคร่ถามพ่อเสี่ยว” ยัดหญ้าจนเต็มแน่น เอาไม้คานสอดหูตะกร้าแต่ยังไม่ยกขึ้นบ่า เคียวในมือก็ยังไม่หยุด ปากถามต่อ

“เมื่อพ่อข้าไปถ้ำหงส์แสง พ่อเสี่ยวไปด้วยใช่ไหม”

“ใช่ เอ็งสงสัยอันใดหรือ”

“เป็นใดพ่อข้าถึงว่าสร้อยหงส์แสงออกจากถ้ำบ่ได้ คนจะตายหมดเมือง”

“มันว่าผีเฝ้าถ้ำเฮี้ยนฮ้ายร้ายกาจนัก สร้อยหงส์แสงออกจากถ้ำมา มันจะตามออกมากินคนหมดเมือง”

“พ่อข้าโดนอันใด กลับมาถึงเรือนบ่กี่วันก็ตาย”

“มันบ่บอก พ่อเสี่ยวก็ลืมถาม มันเข้าถ้ำไปคนเดียว ให้พ่อเสี่ยวรออยู่ข้างนอก มันออกมาก็บ่มีบาดมีแผลอันใด ไม่นึกว่าถึงเรือนบ่กี่วันมันก็ตายจากไป”

นึกไปถึงพ่อ พ่อเป็นคนเรียบๆ เงียบๆ  ไม่อวดห้าวอวดหาญให้ลือชาปรากฏ พ่อเชี่ยวชาญเชิงลิงลมกับมีเม็ดฟ้าอุกกาบาตเป็นเครื่องป้องกันตัว พ่อดูแลลูกเมียดี ไม่เคยผิดต่อลูกเมีย เมื่อพ่อยังอยู่ ลูกเมียไม่เคยเดือดร้อนเรื่องอยู่เรื่องกิน พ่อขยันขันแข็ง หาเลี้ยงลูกเมียไม่ให้เดือดร้อน พ่อคือแบบอย่างที่ดีสำหรับเขา

จดจำได้ดี

มือพ่อหยาบใหญ่ มือพ่ออบอุ่นแข็งแรง   ก่อนนอนพ่อมักลูบหัวแล้วบอกว่าหลับดีฝันดีเน้อ ลูกรักแก้วแก่นตาของพ่อ

พ่อหลับตาเมือเมืองฟ้า ลูกเมียอยู่หลังแม้ไม่รุ่งเรืองก้าวหน้าแต่ก็ไม่ถึงกับทรุด พี่น้อยคันธาสึกออกมาช่วยตาทำนา บัดนี้ตาล่วงลับดับขันธ์อีกคน พี่น้อยคันธาก็ถึงเวลาต้องออกเรือนไปแล้ว ภาระไร่นาอยู่บนบ่าไหล่ของเขานี่เอง

 

“เป็นอย่างไรนายหล้า ก้างขวางคอหลุดไปละยัง”

“คงเผ่นหนีกระเจิดกระเจิง รถถีบทิ้งไว้กลางทุ่ง” หัวเราะหึๆ สะใจ สาแก่ใจ หันไปหาพี่เลี้ยง ทองควายเลื่อนพานไม้ไผ่สีแดงมาให้ “ข้าขอสมนาคุณพ่อหมอ “เลื่อนพานมีข้าวตอกดอกไม้ มีใบสิบใบซาวอยู่ในพานหลายใบ “ขออย่าได้ตำหนิเลยว่าเล็กน้อย จงรับไว้เถิด”

“ยินดี”ชายร่างสูงใหญ่สักหมึกแดงหมึกดำเต็มตัว รับเอาเงินมาใส่ย่าม “วันภายหน้า นายหล้าเดือดร้อนอันใดจงไปหา พ่อหมอชื่อหมอคำมูล อยู่หนองปลาดุก”

“หนองปลาดุกนี่เอง เกือบถึงเมืองพร้าวใช่หรือไม่”

“แม่นแล้ว เมืองพร้าวมีหนองปลาดุกแห่งเดียว ไปถามหาเถิด เขารู้จักทั้งนั้น”

“ข้าคงได้พึ่งวิชาปัญญาพ่อหมออีก จะกลับหนองปลาดุกวันใด ข้าจะไปส่ง”

“วันสองวันนี้ละ น้ำมันพรายได้มาแล้ว อยู่โผดผายผีตายเก่าเน่านานเหล่านี้ทั่วถ้วนก็จะกลับละ”

 

ไม่ได้นั่งประจำที่หูกทอผ้า แต่ออกจากใต้ถุนมาซนฟืนที่เตาต้มถั่วในโรงเก็บของ เป็นเรือนโรงขนาดใหญ่มุงด้วยตองตึง เป็นโรงเปลือยคือไม่มีฝา ใช้เป็นที่เก็บข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ นานาของครอบครัว มีทั้งแอกง้อนเผือไถเครื่องมือทำนา มีทั้งขอจกขอจอบพลั่วเสียมเครื่องมือทำสวน มีทั้งสุ่ม แซะ ไซ ยอ แห เครื่องมือจับปลาสารพัด

หม้อปากบานใบใหญ่ตั้งอยู่เหนือไฟ ถั่วในหม้อเดือดปุดๆ พุ่งขึ้นพุ่งลง ดูด้วยตาก็รู้ได้คงอีกนานกว่าถั่วจะเปื่อยได้ที่ คงโน่นละกระมัง บ่ายๆ เลยมื้อข้าวไปแล้ว หากไม่ปล่อยให้ไฟดับ แต่หากไฟดับก่อนถั่วได้ที่ ดับมายาวนานเกินไปจนน้ำในหม้อคลายความร้อน ถั่วจะลึ้ง คือเสียหายไปเลย ต้มใหม่ก็เสียไฟเปล่าๆ ทำอย่างไรมันก็ไม่สุกนิ่มได้ที่ จะด้านๆ แข็งๆ เอาไปโขลกทำถั่วเน่าไม่ได้

“อีสร้อย คำสร้อย อยู่ไหม”

“อยู่ กูอยู่นี่”

ตะโกนตอบ เสียงดังๆ เอะอะโวยวายอย่างนี้ไม่ใช่ใครที่ไหนหรอก อีจั๋นตา เสี่ยวแพงเพื่อนฮักแต่วัยเด็กนั่นเอง

จั๋นตาหน้าเป็นสิว มีด่างดวงเป็นจ้ำประปรายบนใบหน้า มุดลอดปีกชายคาเข้ามาโดยไม่ต้องก้มหัว มันตัวเตี้ย เมื่ออายุสิบห้าก็สูงเท่ากัน แต่หลังจากนั้นเหมือนมันไม่สูงขึ้นอีกเลย

“มึงมาเอาหยัง อี่ตา”

“บ่เอาหยัง แต่กูมีของดีมาหื้อมึง”

“อะหยังของมึง ของดี”

เพื่อนผู้มีอาชีพเป็นแม่ค้าทำหน้าลับๆ ลี้ๆ ล้วงย่ามห้อยไหล่แล้วยื่นออกมา

“อ้ายบุญธรรมฝากมาให้มึง”

สาวงามบ้านห้วยดอกอูนเมินหน้า ไม่อยากได้ยินเลยชื่อนี้

เมล็ดถั่วเหลืองยังพลุ่งพล่านขึ้นๆ ลงๆ ในหม้อน้ำเดือด  เป็นหม้อดินใบใหญ่ปากบานเล็กน้อย นานๆ ทีจะมีพ่อค้าหม้อ เอาหม้อดินต่างรถถีบปั่นมาเร่ขายตามหมู่บ้านต่างๆ ชาวห้วยดอกอูนไม่ได้ปั้นหม้อเอง ดินนาบ้านนี้อาจไม่เหมาะสม ครกหินคนห้วยดอกอูนก็สกัดเองไม่ได้ อาจไม่มีหินที่เหมาะสมในการทำครก แต่ห้วยดอกอูนก็มีชื่อในเรื่องผ้าหลบ ผ้าแหล็บ และผ้าตุ๊มอันเป็นงานฝ่ายหญิง ผ้าซิ่นอาจไม่โดดเด่นแต่ก็ทอใช้เองกันทั้งนั้น สาวผู้ใดไม่ถนัดงานทอก็มักถนัดงานอื่น อย่างจั๋นตาตัวเตี้ยไม่ถักไม่ทออะไรเลย แต่ก็สืบอาชีพแม่ค้ามาจากแม่ของมัน ถั่วเน่าที่เธอเองกำลังต้มอยู่นี้ เมื่อหมักแล้ว โขลกแล้ว ย่างแล้วก็เอาฝากจั๋นตาไปขายตลาดสันป่าตึงแบบสิบชักสอง หากขายได้สิบบาท จั๋นตาก็ได้ค่าขายสองบาท

“พี่น้อยสุธนยังมาแอ่วหามึงอยู่ไหม คำสร้อย”

“บ่มา สี่ห้าคืนแล้ว หายหน้าไป”

“มันไปแอ่วหาอีทองใบ แม่ค้ากล้วยทอดชาวหนองมน”

“ใครว่า”

“กูว่า”

“มึงเห็นกับตาหรือ”

“ไม่ได้เห็นกับตา แต่ได้ยินกับหู อีทองใบมันพ่นจนน้ำลายเป็นฝอยในตลาด ถึงไม่ฟังก็ยังได้ยิน”

ร้อนไหม้ขึ้นมา ในใจมีไฟไหม้เอ่า ร้อนกว่าไฟไหม้ก้นหม้อต้มถั่ว พี่น้อยสุธนจะเอาอย่างใดกันแน่ จะแอ่วหาข้าหรือว่าแอ่วหาอีทองใบ หากเห็นทางโน้นดีกว่าก็อย่ามาทางนี้อีกเลย

แต่ว่า หากพี่น้อยเลือกทางโน้นจริงๆ กูจะตัดใจได้หรือ

“อีกเรื่องนะคำสร้อย กูได้ยินมาจากตลาด” สาวหน้าสิวเพิ่มฟืนใส่ไฟที่ใต้หม้อ “ตะคืนพี่น้อยสุธนทิ้งรถถีบไว้กลางทาง เขาว่ามันโดนผีตายโหงไล่กระทืบจนต้องทิ้งรถถีบ เขาว่าพ่อสาวสันป่าตึงที่มันไปลักเล่นแก้แค้นมัน”

“พี่น้อยสุธนลักเล่นสาวสันป่าตึงหรือ กูไม่เชื่อ”

“มึงมันตาบอด”ยัดเยียดผ้าเช็ดหน้าผืนน้อยใส่ในมือแล้วลุกขึ้น “กูกลับละ”

Don`t copy text!