สร้อยหงส์แสง ภาคต้น บทที่ 8 : หยากไย่พานใจ

สร้อยหงส์แสง ภาคต้น บทที่ 8 : หยากไย่พานใจ

โดย : มาลา คำจันทร์

สร้อยหงส์แสง กับเรื่องราวการตามหาสิ่งล้ำค่าที่ไม่มีใครเคยรอดชีวิตกลับมา ผลงานจากศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ อ. มาลา คำจันทร์ ที่มอบความไว้วางใจให้ อ่านเอา ได้เป็นผู้เผยแพร่นวนิยายเรื่องล่าสุดของท่าน ในรูปแบบ นิยายออนไลน์ ที่เราอยากให้ทุกคนได้ติดตามและ อ่านออนไลน์ ไปพร้อมๆ กัน

…………………………………………………………………..

 

สางสายแสงงายสุกใส แดดกล้า ฟ้ากว้าง เวิ้งว้างว่างโล่งเป็นสีครามเข้ม โค้งฟ้าเหมือนใครโก่งแผ่นฟ้าลงครอบเมืองคน ครอบขุนเขา แมกไม้ และพงไพรใหญ่กว้างไว้ทั้งหมด ดอยดำดูเด่นชัดวันนี้ ไม่มีพรายแดดบังตา ไม่มีพยับเมฆพยับหมอกห่อหุ้ม สูงใหญ่เป็นแท่งทึมทึบ ฟากนี้ที่มองเห็นเป็นเขตสันป่าตึงเมืองพร้าว อีกฟากเป็นเขตปิงโค้งเมืองเชียงดาว จากห้วยดอกอูนหากจะเข้าดอยดำ แรมทางสามคืนก็ถึง จากห้วยดอกอูนหากจะเข้าดอยดำ ต้องคะเนข้าวสุกข้าวสารให้ถูก เพราะหากพ้นหมู่บ้านหมื่อเซคีเข้าไปแล้ว จะไม่มีบ้านคนอีกเลย

ดอยดำกว้างใหญ่ เป็นดั่งดินแดนลึกลับซับซ้อน แดนต้องห้ามห่างเหิน ไม่จำเป็นไม่มีใครอยากไปดอยดำ ความจำเป็นของชาวห้วยดอกอูนมีจำกัด พ้นจากปัจจัยสี่คือเสื้อผ้า ยารักษาโรค เหย้าเรือนและที่ทำกิน ล้วนเป็นสิ่งเกินจำเป็น ปัจจัยสี่ล้วนมีพร้อมในละแวกไม่เกินห้ากิโลเมตร ชาวห้วยดอกอูนจึงแทบไม่มีใครไปถึงดอยดำเลย

แต่เมื่อห้าปีก่อนหน้า หนานทาผัวนางบัวไหลเข้าดอยดำ กลับออกมาได้ไม่กี่วันก็เสียชีวิต

“ข้าขอถามแท้ๆ สักคำนะแม่”คำใสว่ากล่าวเป็นการเป็นงาน “อย่าโกรธข้า อย่าหลั่งน้ำไห้ออกตา ข้าใจไม่ดี พ่อมีความจำเป็นอันใดถึงต้องไปเอาสร้อยหงส์แสง”

ยกมือไหว้เป็นเชิงขอลุแก่โทษจากแม่ หญิงหม้ายลูกมากมองหน้าลูกชายคนรอง ไม่โกรธ  ไม่หลั่งน้ำตา

ลูกชายนางผู้นี้เค้าหน้าและเค้าตัวคล้ายผัวยิ่งกว่าคันธาและคำสิงห์

“ทุกสิ่งทุกอย่างผิดแต่แม่” นางตอบไม่ตรงคำถามนัก เหมือนเกริ่นกล่าวย้อนความไปไกล “โลภะบังตา ตัณหาบังใจแม่ มีคนมาบอกขายนา หากพ่อเอ็งเอาก็จะขายให้ถูกๆ เพราะเป็นญาติพ่อเอ็ง แม่อยากได้ แต่พ่อเอ็งไม่อยากได้เพราะไม่มีเงิน แม่เลยหลุดปากออกไปว่าถ้ารู้ว่าสูเป็นคนอย่างนี้ ข้าแต่งกับพ่อเลี้ยงนันทิ ข้าได้เป็นแม่เลี้ยงบัวไหลไปนานแล้ว”

“พ่อเลี้ยงนันทิ เคยหมายตาแม่มาก่อน ใช่หรือไม่”

“แต่แม่รักพ่อเอ็ง เลือกเอาพ่อเอ็ง พ่อเลี้ยงนันทิจึงไปขอบัวผัดเข้าเรือนแทนแม่ เรื่องเก่าเมินนานแล้วเอ็ง อย่ารื้อฟื้นเลย ญาติฝ่ายพ่อเอ็งขายนาราคาถูก พ่อเอ็งไม่เอา แม่ไปกู้เงินพ่อเลี้ยงนันทิประชดพ่อเอ็ง พ่อเอ็งเข้าถ้ำหงส์แสงเพราะเหตุนี้… ส่วนพ่อเลี้ยงนันทิต่อมาเมียตาย พ่อเลี้ยงได้เมียใหม่คืออีแสงคำ อีแสงคำไม่เหมือนบัวผัด มันทวงหนี้ในพระวิหารจนแม่อาย แม่ไม่ไปวัดก็เพราะอายคนเอ็งเอ๋ย”

“อย่างนี้นี่เอง”

“กระทั่งถึงวันนี้ อีแสงคำเมียใหม่พ่อเลี้ยงนันทิก็ยังทวงหนี้  สี่เพ็ญผ่านมา ก็ยังฝากคำมากับยายเอ็งว่าให้แม่ไปวัดเทอะ มันไม่ทวงหนี้ต่อหน้าคนแล้ว ดูเอาเถิดเอ็ง ปากว่าไม่ทวงหนี้แต่คือทวงหนี้ ร้ายหนักไปกว่านั้น… มัน… มัน…”

“มันอะหยัง อี่แม่”

“มันว่าแม่นอนลงให้ผัวมัน”

ควันไฟเป็นสายหม่นมัวอ้อยสร้อย นกเล็กนกน้อยเกาะนิ่งกิ่งไม้ยั่วมือ แต่คำใสไม่มีอารมณ์จะสอยเอานกมาใส่หม้อแกง ไม่ใช่เมตตาสงสารอะไร หากแต่สะเทือนใจไปกับทุกข์ข้องหมองใจของแม่

แม่ถูกกล่าวหาว่าทอดร่างบำเรอพ่อเลี้ยงนันทิเพื่อผัดผ่อนหย่อนหนี้ให้ยืดยาวออกไป

นางบัวไหลพูดโพล่งออกไป น้ำตานางไหล ว่าจะไม่ร้องไห้แต่น้ำตากลับไหลออกมาเอง ไม่ใช่แค้นคลั่งทั่งแทง หากแต่คับแค้นแน่นใจ

นางเบือนหน้า ไม่อยากให้ลูกเห็นน้ำตา

ผัวนางตายไปห้าปีแล้ว นางไม่ยอมมีผัวใหม่เพราะรักผัว

แม่ร้างนางหม้ายทุกข์ยากอย่างไรใครๆ ก็รู้ แรงหญิงน้อยกว่าแรงชาย ความรู้ความฉลาดก็น้อยกว่า ต้องคิดอ่านตัดสินใจเองทั้งหมดแต่นางก็สู้ นางครองตัวไม่มัวหมอง มีอยู่บ้าง พ่อร้างเมียหน่าย พ่อหม้ายเมียตายมาหมายตานาง แต่นางไม่เคยทิ้งหางตาให้ชายใดเลย แต่อีแม่เลี้ยงแสงคำกลับเอาไปลือว่านางทอดร่างบำเรอผัวมัน ผัวมันจึงยืดหยุ่นอะลุ้มอล่วย ไม่เร่งรัดทวงหนี้ทวงสินจากนาง

เวทนาผีผัว ผัวผู้ตายเพราะโลภะของนาง

หนานทาเข้าถ้ำหงส์แสง ไม่ได้สร้อยหงส์แสงออกมา มันว่าสร้อยหงส์แสงออกจากถ้ำไม่ได้ คนจะตายหมดเมือง นอนเรือนได้ไม่กี่คืนก็ตายจากไป

 

แม้จะเป็นลูกชายคนเล็กของเศรษฐีใหญ่ประจำตำบล แต่คนชื่อบุญธรรมก็ไม่เคยนอนตื่นสายตลาดวายแล้วค่อยตื่น อาจเพราะถูกฝึกถูกเคี่ยวเข็ญจนติดเป็นนิสัยจึงตื่นเช้า สายที่สุดไม่เคยเกินหกนาฬิกา ตื่นมาก็ไม่ต้องโอ้เอ้อ้อยอิ่งนอนแช่อ่างน้ำอุ่น แค่เพียงล้างหน้าแปรงฟันแล้วเปลี่ยนเสื้อผ้าก็พร้อมจะเข้าตลาดไปกำกับดูแล ไม่ถึงกับเป็นหน้าที่ แต่ก็เป็นส่วนหนึ่งของชีวิต คุ้นเคยมาแต่เล็กแต่น้อยที่ต้องต้อยๆ ติดตามพ่อไปเก็บค่าอากรตลาด   บัดนี้พ่อเริ่มเหินห่างวางมือ ส่วนพี่ชายร่วมแม่ก็เติบโตมั่นคงดีแล้ว มีร้านรวงเป็นตัวตึกก่ออิฐถือปูน พี่สาวต่างแม่อีกสองไม่ได้เติบโตมาด้วยกัน แต่พ่อก็ปันไร่ปันนาให้ไปตั้งตัวเมื่อมีผัวมีลูก ในส่วนที่เป็นอากรตลาด พ่อยังสงวนไว้ เขาเองเป็นคนกำกับดูแลแทนพ่อที่เริ่มวางมือ

ตลาดอยู่หน้าเรือนหลังหลวง มีที่ว่างทางรกกั้นกลาง  อยู่ห่างขอบรั้วราวห้าสิบเมตร ร้านรวงของพี่อยู่ทางด้านหน้าเยื้องไปทางเหนือ มีทางหลวงทอดผ่านด้านหน้าตลาด ชาวดงชาวดอยใดๆ จะไปอำเภอ ต่างมารอขึ้นรถที่หน้าตลาด ไม่ใช่รถประจำทาง แต่เป็นรถลากไม้ของบริษัทป่าไม้ บางทีก็เป็นรถลากข้าวของโรงสี บางทีก็เป็นรถส่งสินค้าของพ่อค้าเจ๊กจีนที่อำเภอ  บุญธรรมเองหมายตาไว้ว่าถ้าแต่งงานแล้วจะขอทุนพ่อซื้อรถสักคัน เอาไว้เป็นรถโดยสารรับส่งผู้คนโดยเฉพาะ อันนี้เป็นช่องว่างที่พี่กับพ่อยังมองไม่เห็น

เข้าสู่ตึกรามอันเป็นร้านค้าดั้งเดิมของพ่อ มีรองเท้าหลายคู่ถอดไว้ที่เชิงบันได เขาเองไม่ต้องถอด เขาเองคือผู้เดียวที่ใส่รองเท้าในตึก โต๊ะประจำตัวตั้งเด่นอยู่ตรงส่วนลึกก้นร้าน เก้าอี้ยังสอดอยู่ใต้โต๊ะ ลูกคนเล็กของพ่อนายพอใจ อ้ายทองควายไม่เคยจาบจ้วงล้วงลาบ แม้จะมาก่อน แต่ไม่เคยลากเก้าอี้ออกมานั่งวางท่าเป็นเจ้าเป็นใหญ่เสียเอง

“ไอ้แฝง เอ็งไปสั่งโอวัลตินกับข้าวมัน แล้วเอาไปส่งให้พ่อหมอคำมูลในป่าช้า”

“พ่อหมอคำมูลกลับหนองปลาดุกไปแล้ว แต่เมื่อวานบ่ายๆ”

“อ้าว ก็ไหนว่าจะอยู่โผดผีโผดพรายทั่วถ้วนอีกวันสองวัน”

“ไม่รู้เหมือนกัน”

“อาจมีกิจจำเป็นด่วนร้อนอันใดสักอย่าง โพรงพรายแวดล้อมอาจเอาข่าวมาบอกแก”

ทองควายผู้พี่เลี้ยงคาดคะเน ดึงเก้าอี้ออกมาจากใต้โต๊ะให้ลูกคนเล็กของพ่อนายนั่ง โตมาด้วยกัน กินข้าวไหเดียวกัน รักเหมือนน้อง รักเหมือนนาย เคยเป็นงัวเป็นควายให้ไอ้หล้าขี่เมื่อมันยังเล็ก บัดนี้มันโตใหญ่เกินจะขี่หลังขี่คอ แต่ก็ยังเต็มใจปั่นรถถีบให้มันนั่งซ้อนท้าย พ่อนายแม่นายเองก็ดีต่อเขา ดีต่อพ่อแม่พี่น้องทุกคน แต่ดั้งแต่เดิมมา ปู่ย่าของเขาเคยเป็นข้าพญาจันทิ พญาจันทิเป็นพ่อของพ่อนาย พ่อของเขาเองก็รับใช้พ่อนายมาตลอด เมื่อได้เมีย พ่อนายปันนาให้ นาพ่อนายมีเหลือเฟือ ทองควายเชื่อว่าพ่อนายเองก็จำได้ไม่หมดหรอกว่ามีนาอยู่ตรงไหนบ้าง

แดดยังไม่ร้อน ไม่พอจะอุ่นเสียด้วยซ้ำ แสงอ่อนส่องต้องหน้าบันพระวิหารดูงามเย็น เด็งหรือกระดึงทองเหลืองดังดิงๆ กังวานใส เช้าๆ หมอกหนาวเหมยหนา ห่างไปห้าวาสิบวาก็แทบไม่รู้แล้วว่ามีอะไรในป่าหมอก เสียงเด็งเป็นสัญญาณบอกว่าพระออกบิณฑบาตแล้ว ผู้ใดจะสละข้าวปลาเป็นทานแก่ผู้ประพฤติธรรมก็ให้เตรียมตัวได้แล้ว

“สายใด พระพี่”

“สายเหนือ”

ตอบคำสามเณรรุ่นน้องแล้วครองผ้าห่มคลุมให้เรียบร้อย โดยทั่วไปพระไม่ค่อยบิณฑบาต แต่ให้สามเณรเป็นผู้อุ้มบาตรออกไปรับเอาทาน คือข้าวปลาอาหารที่พี่น้องชาวบ้านสละให้ แต่หากวัดใดคนน้อยพระก็ต้องออกเอง ไม่ใช่พระขี้เกียจแต่เป็นจารีตยืดถือสืบต่อกันมา พระคือผู้ปฏิบัติ สามเณรคือผู้อุปัฏฐาก เป็นการเตรียมตัวหรือฝึกหัดคนในวัดที่อายุยังไม่ถึงยี่สิบให้รู้จักกิจเบื้องต้น คือการดูแลรับใช้ผู้อยู่ในฐานะตำแหน่งที่สูงกว่า ต่อเมื่อสามเณรรูปใดได้รับการอุปสมบทเป็นพระแล้ว ก็อาจเลิกบิณฑบาต หรือจะไม่เลิก ยังคงถือการบิณฑบาตเป็นวัตรก็แล้วแต่จะเลือก ไม่มีข้อห้ามไม่ให้พระบิณฑบาตเช่นกัน

คำสิงห์ตีเด็งเดินนำหน้า ห่างออกไปสักสิบวา แสงเฮืองอุ้มบาตรนำหน้าเณรรุ่นน้องขึ้นทางไปยังหย่อมย่านบ้านเหนือที่เรียกว่าสายเหนือ ยังหนาวอยู่ จึงยังสวมว่อม (1) และคลุมผ้าผืนหนาทับผ้าจีวรอีกชั้น หนาวนัก หมอกเป็นฝอยต้องหน้าเหมือนฝน หนาวเนื้อหนาวตัวไม่เท่าไร เพราะยังมีผ้าห่มคลุม แต่ฝ่าเท้าที่ย่ำกรวดย่ำหินนี่สิ ไม่มีรองเท้ารองรับ มันจึงปวดหนึบหนับแทบทุกเท้าที่ก้าวเดิน จิตใจนิ่งแน่สงบดี ไม่รวนเรระส่ำระสายเหมือนบิณฑบาตสายใต้ หย่อมย่านบ้านใต้มีนางในใจ

แต่หลวงลุงเรียกว่าหยากไย่พานใจ

หลวงลุงไม่เคยเป็นหนุ่มมาก่อนหรืออย่างไรหนอ

หรือว่ากรรมเวรเก่าก่อนของท่านเบาบางกว่าเขา เกิดมาชาตินี้ไม่ต้องฝ่าด่านอิตถีพลังอย่างเขา ท่านจึงครองตัวไม่มัวหมองตราบจนแก่เฒ่าอายุจะเข้าเจ็ดสิบปี วี่แววเบื่อหน่ายทางโลกสงสารเริ่มปรากฏแล้ว หลวงลุงคงอยากปลีกวิเวกเหมือนหลวงปู่ดงกล้วย ท่านมักพูดออกปากว่าหาคนสืบทอดแนวทางได้ ก็จะปลงวางทุกอย่าง แต่สะหลีกัญไจย หรือศรีขรรค์ชัย หรือดาบหลูบเงินด้ามงาเล่มนั้น ยังหาคนสืบแทนไม่ได้ เขาเองอยากสืบ แต่ท่านยังไม่พอใจ มักตำหนิติเตียนร่ำไปเรื่องสาวคำสร้อยร่างน้อยแบบบาง

กูก็รู้ วาสนากูต่ำต้อย ไม่ควรคู่คำสร้อยคำแสงผู้ใดเลย

ไม่เคยคิดหวังว่าจะเป็นคู่ครอง กูก็รู้ คำสร้อยคนงามมีคนหมายปองหลายผู้ ล้วนแล้วแต่สูงแต่ใหญ่กว่ากูทั้งนั้น อย่างพี่น้อยสุธนคนป่าไผ่ อย่างอ้ายบุญธรรมลูกพ่อนายบุญส่ง เขาสองคนนี้ไม่มีทางที่กูจะทัดเทียบเปรียบติด ว่ากันถึงที่สุด กูเป็นใครก็ไม่รู้ หลวงลุงพามาแต่ท่าขี้เหล็กประเทศพม่า มาอยู่มากินที่ห้วยดอกอูน รอดเป็นคนมาได้ด้วยข้าวน้ำคำกินชาวห้วยดอกอูน ควรแต่กูสนองตอบคุณท่าน หลวงลุงสอนว่าอย่าเป็นผู้เนรคุณ แต่จงเป็นผู้ทรงคุณ คือรู้คุณท่านและตอบแทนคุณท่าน คนเนรคุณ จะไม่มีคุณวิเศษใดๆ แต่ผู้ทรงคุณ จะมีคุณวิเศษปกป้องคุ้มครอง

พ่อหนานทามีคุณแก่กู กูรู้คุณท่านแต่ยังไม่มีโอกาสตอบแทนคุณท่าน กูลักเมาลูกสาวท่านจะเป็นการเนรคุณไหม กูว่าไม่

แต่… สาวไม่เคยแลตาทางกูเลย หากูฉุดชักลักพา ใช้เสน่ห์หายาแฝดหรือน้ำมันผีน้ำมันพรายต่อลูกสาวครู อันนี้เนรคุณแน่นอน

กูไม่ทำเด็ดขาด กูขอแค่ลักเมาก็พอ ขอยืนอยู่ห่างๆ  แอบหลังต้นตาลลอบมองคำสร้อยก็พอแล้ว

 

แสงงายเข้มกล้าขึ้น สุกส่องข่องขาว อากาศเหน็บหนาวอบอุ่นขึ้น เม็ดน้ำค้างเป็นติ่งตามปลายหญ้า รับแสงเข้มกล้าก็สะท้อนประกายบาดตา ไม่ช้าก็คงระเหยหายไปสิ้น แม่มิ้นหมู่ผึ้งออกหาน้ำหวาน ฤดูเดือนเหน็บหนาว ดอกไม้ไม่มากอย่างคราวหน้าฝน บางครั้งผึ้งต่างหมู่ก็ปะทะขบต่อยกันเอง บางทีผึ้งเผลอก็โดนแมงมุมตะครุบ เหล็กในร้ายกาจช่วยอะไรไม่ได้ แมงมุมตะครุบตรงหัว ผึ้งไม่อาจกระดกตัวแอ่นหลังเอาเหล็กในต่อยได้ แมงมุมบางตัวมัวแต่อิ่มเอม ไม่ทันกระดิกด้วยซ้ำ กิ้งก่าตาโปนจับมันได้แล้ว

น้ำในนาแห้งหาย น้ำในลำเหมืองลำคูลดน้อยลงเรื่อย หอยกาบตัวน้อยทิ้งกาบตามพื้นผืนทราย ข้าวนาเกี่ยวแล้วเหลือแต่ตอ หน่อใหม่เริ่มออกมาบ้าง นาบางเจ้าทิ้งตอข้าวค้างไว้ให้เป็นอาหารวัวควาย บางเจ้าก็เริ่มตัดทิ้งเพื่อจะเผา เพื่อเอาหน้าดินปลูกพืชอย่างอื่น ผู้ใดพอใจเพียงได้ข้าวกินก็ได้พักแรง ผู้ใดไม่พอใจแค่ข้าว ยังปรารถนาเงินทองหรือทรัพย์สินอย่างอื่นก็เหนื่อยต่อ หนุ่มหล่อชาวป่าไผ่ไม่ได้พัก มีความจำเป็นบีบบังคับ นั่นคือต้องเร่งสะสมเงินทองไปสู่ขอสาว

แต่… จะทันหรือ

พักมือ วางพร้าหวดที่หวดฟันตอฟาง ออกแรงจนเหงื่อซึม หน้าหนาวทำงานไม่ค่อยมีเหงื่อ เบือนหน้าเบนสายตาไปทางทิศตะวันตก ดอยดำรำไรลิบๆ เห็นเพียงบางส่วน ถ้ำหงส์แสงอยู่ทางนั้น สร้อยหงส์แสงซ่อนอยู่ในถ้ำ

แม่สาวแสดงออกชัดเจนว่าต้องการค่าข้าวม่ามน้ำนมเอาไปใช้หนี้ ไม่ได้ต้องการแรงงานลูกเขยเอาไปทำนาปลูกข้าวให้กิน ท่าทางลูกชายพ่อนายก็แสดงออกชัดเจนว่าพร้อมจะมาสู่ขอ ส่วนเขาเองล่ะ แต่แรกก็คิดว่าจะลองเสี่ยงดวงบุกถ้ำหงส์แสง แต่วันนี้ไม่มั่นใจเสียแล้ว แค่เพียงผีโหงพรายกลางทางยังแพ้พ่ายย่อยยับถึงขั้นเผ่นหนีกระเจิดกระเจิง รู้ไปถึงไหนก็อายถึงนั่น

มีดเขี้ยวเสือของกูเสื่อมแล้วหรือไร

ย้อนคิดไปถึงคืนนั้น ปั่นรถข้ามทุ่งคนเดียวแสงเดือนหรุบหรู่ มีกลิ่นสาบสางคุกคามเข้มข้น เป็นตัวเป็นตนออกมา แข็งกล้ารุนแรงที่สุดเท่าที่เคยพบ โหงพรายตนใดไม่รู้ คงไม่ใช่แค่ผีตายรายเรี่ยออกมาหลอกหลอน เหมือนถูกปลุกเสกด้วยเวทวิทยากล้าแข็ง มีดเขี้ยวเสือชักปราดจากฝัก แต่ก่อนแต่เดิมมา มีดไม่ทันพ้นฝัก ผีเรี่ยรายตายโหงตายห่าก็หายวับ แต่มันกลับเดินทื่อเข้ามา มือมีเล็บแหลมยืดยาวออกมา กระทืบเท้าสำทับมันก็ไม่สะดุ้ง สู้มันไม่ได้เลย โกยแนบไม่หันหลัง แม้รถถีบคู่ชีพก็ยังต้องทิ้งไว้กลางทาง

มีดเขี้ยวเสือคงเสื่อมเสียแล้ว

ปุบปับตัดสินใจ คอนพร้าหวดกลับเข้าบ้าน ตระเวนหาพ่อ เรียกหาว่าพ่อๆ ทั่วเรือกสวน มีคำขานรับ บุญมีคอนเสียมบนบ่า อีกมือมีกบถูกมัดเอวห้อยติดกันเป็นพวง เพิ่งกลับเข้ามาจากทุ่งนาท้ายสวน

“เรียกหาทำไม มีเรื่องใดด่วนร้อนนักหรือ ไอ้น้อย”

“ข้าจะไปหาครูนะพ่อ อาจค้างสองสามคืน”

ผู้พ่อเรียกหาลูกสาวคนเล็ก ยื่นพวงกบให้ เอาเสียมไปซุกใต้ถุนยุ้งข้าวแล้วเดินเลยไปโพงน้ำจากบ่อล้างมือล้างเท้า ลูกชายคนโตตามมาต้อยๆ ตามเหมือนเมื่อมันยังเป็นเด็กชายตัวเล็ก ตัวมันสูง ส่อเค้าว่าจะสูงมาแต่เด็กๆ ผีตัวใดปั้นหน้าให้มันหนอ แผกพ่อแผกแม่ หน้าตาอ้อมหล้อมกล่อมกลมมาแต่ตัวน้อยๆ ใครเห็นก็รัก ใครเห็นก็เอ็นดู อายุยังไม่เต็มสิบด้วยซ้ำก็กล้าตามพ่อไปขึ้นห้างกลางดงกลางดิบ ใจมันห้าว ใจมันเข้มแข็งแกร่งกล้า ใหญ่โตเกินตัว

“ก็ดี ข้าวใหม่ออกนา เอ็งยังไม่ได้เอาข้าวใหม่ไปปันครูเอ็งเลย”

 

“พระพี่เยียะอะหยัง”

“แกะพระ”

“แกะพระ เอามีดถากๆ เอานี่หรือแกะพระ”

“อันนี้แค่ขึ้นหุ่น หันก้นมาไอ้คำสิงห์ กูจะเตะมึง”

“เตะข้า… ข้าทำผิดอะไรพระพี่”

“กูห้ามมึง อย่าบอกตุ๊ลุงว่ากูเอาแว่นแยงให้สาว มึงรับปากแล้วแต่มึงยังบอก”

“พระพี่…”

ไอ้เด็กวัดจะบวชก่อนเข้าพรรษาทำหน้าทำตาให้น่าสงสาร สามเณรผู้จะอุปสมบทเมื่ออายุครบยี่สิบคร้านจะถือความ ก้มหน้าก้มตาเอาพร้าถากกิ่งโพธิ์ตามเดิม ตั้งใจจะเอาไว้เป็นพระประจำตัวเมื่อเข้าพิธีอุปสมบท มีขนบสืบเนื่องกันมาว่าสามเณรผู้ใดจะอุปสมบท สิ่งหนึ่งที่ต้องเตรียมไว้คือพระพุทธรูปองค์น้อยที่ต้องปั้นเอง หล่อเองหรือแกะเอง จะเอาใส่ไว้ในบาตรที่ต้องสะพายเข้าพิธีอุปสมบท ถือว่าดี วิเศษ ศักดิ์สิทธิ์ หลังจากพิธีเสร็จสิ้น มักจะมอบให้พ่อแม่ หรือพ่อออกแม่ออก (2) หรือจะเก็บไว้บูชาเองก็ได้

“ปวดแขนไหม พระพี่ ให้ข้านวดไหม”

“บ่ต้องมาประจบ กูยังบ่เฒ่า อยากนวดมึงไปนวดตุ๊ลุง”

ว่ากล่าวมึนตึง แต่เห็นหน้ายู่ยี่คล้ายจะร้องไห้ของมันก็ใจอ่อนลง ไอ้เด็กวัดคนสนิทประจบประแจงเอาใจเพราะกลัวโดนเตะก้น มันชื่อคำสิงห์ พี่สาวคนถัดชื่อคำสาย พี่สาวอีกคนชื่อคำสร้อย

คำสร้อยผู้เหมือนหยากไย่พันใจเขาเอง

………………………………………..

เชิงอรรถ :

(1) ว่อม หมายถึงหมวกทรงมะนาวตัด เย็บด้วยผ้าหนา ใช้เป็นเครื่องป้องกันศีรษะของเด็กอ่อนขม่อมบาง  และเป็นเครื่องให้ความอบอุ่นแก่ศีรษะของพระภิกษุสามเณรในฤดูหนาว หากเป็นว่อมพระมักเป็นสีกรักหรือสีน้ำตาล ไม่ต้องตกแต่งประดับลวดลาย หากเป็นของเด็กอ่อน มักเป็นสีดำ มีลวดลายประกอบ
(2) พ่ออกแม่ออก หมายถึงโยมอุปัฏฐาก หรือเจ้าศรัทธารายใหญ่ที่ออกค่าใช้จ่ายให้ในการอุปสมบท

 

Don`t copy text!