สร้อยหงส์แสง ภาคต้น บทที่ 9 : อาคมครู

สร้อยหงส์แสง ภาคต้น บทที่ 9 : อาคมครู

โดย : มาลา คำจันทร์

สร้อยหงส์แสง กับเรื่องราวการตามหาสิ่งล้ำค่าที่ไม่มีใครเคยรอดชีวิตกลับมา ผลงานจากศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ อ. มาลา คำจันทร์ ที่มอบความไว้วางใจให้ อ่านเอา ได้เป็นผู้เผยแพร่นวนิยายเรื่องล่าสุดของท่าน ในรูปแบบ นิยายออนไลน์ ที่เราอยากให้ทุกคนได้ติดตามและ อ่านออนไลน์ ไปพร้อมๆ กัน

…………………………………………………………………..

 

พ่อหนานอินตาได้สะหลีกัญไจยมาจากไหน ตุ๊ลุง”

“ไม่ชัดเจนนัก เหมือนว่าจะได้มาจากพระฤษีตนหนึ่ง ปางเมื่อพ่อหนานยังเป็นสามเณรโน่นแล้ว”

“โห… ได้มาจากพระฤษี พ่อหนานอินตาเคยไปถึงนอกฟ้าป่าหิมพานต์โน่นหรือถึงพบพระฤษี”

“พระฤษีไม่ได้อยู่แต่ป่าหิมพานต์แห่งเดียว ป่าลึกดึกดำบ้านเราแต่ก่อนก็มีพระฤษี พ่อหนานอาจได้ไปพบตนใดตนหนึ่งทรงบุญกล้าแก่ พระฤษีคงเล็งเห็นแล้วว่าพ่อหนานมีบุญมากพอจะถือดาบได้จึงมอบให้ พ่อหนานเองไม่ได้ใช้นอกลู่นอกทางเลย ครูบาตาทิพย์ก็ไม่เคยใช้นอกลู่นอกทาง ตุ๊ลุงเอง…” พระผู้อยากปลงวางภาระหนักอึ้งถอนใจยาวๆ “มันหนักขึ้นทุกที”

“ข้าเอง อยากรับภาระแทน แต่ข้า…”

“ท่องชัยสังคหสูตรให้คล่องก่อน แล้วค่อยว่ากัน”

ชัยสังคหสูตรคือเรื่องราวของเจ้าชัยสังคหะผู้ผายโผดเอาคนให้พ้นจากผีโหงโพรงพรายทั้งหลาย ด้วยดาบเล่มนี้ ท่านกำราบผีร้ายพรายดงที่รังควานคนได้สิ้น พวกผีร้ายทั้งหลายเป็นหนึ่งในห้าของเภทภัยใหญ่หลวง ถ้อยคำในใบลานท่านเรียกว่าอมนุสสภัย แปลว่าภัยที่ไม่ได้มาจากมนุษย์ แต่มาจากพวกที่ไม่ใช่มนุษย์ อันได้แก่พวกภูตผีปีศาจทั้งหลาย บางครั้งมันคร่าชีวิตคนทั้งหมู่บ้าน บางครั้งมันคร่าชีวิตคนทั้งเมือง แบบที่เรียกว่าห่าลงเมือง ผีร้ายพรายแรงทั้งหลายจึงเป็นที่หวาดกลัวกันนัก ผู้ใดปราบผีปราบพรายได้ ได้ชื่อว่าเป็นผู้บำเพ็ญในแนวทางหน่อพระเจ้าคือพระโพธิสัตว์ ในพระธรรมคัมภีร์ชื่อว่าชัยสังคหสูตรมีเรื่องราวตอนหนึ่งกล่าวว่า ยังมีนางผู้หนึ่งถูกผีเข้า เป็นบ้าตาขวาง นางผู้นี้มีรูปโฉมโนมพรรณอันงาม พระโพธิสัตว์ได้เห็นก็สงสารจึงประกอบพิธีกรรมอันใหญ่เพื่อสังคหะหรือสงเคราะห์นางให้พ้นทุกข์  เอาว่านยาและหนาดหนามทั้งหลายมาปัดเป่าขับไล่สิ่งชั่วร้ายนานาในร่างกายนางให้หลุดออกไป นางหาย กลายเป็นคนปกติ ต่อมาก็ได้เป็นคู่ครองกัน เจ้าชัยสังคหะไม่ได้โปรดแต่นางผู้นี้ให้พ้นทุกข์ ยังได้สังคหะหรือสงเคราะห์ชาวบ้านชาวเมืองอีกมากมาย บำบัดทุกข์บำรุงสุขแก่ผู้คนไปทั่ว ผีร้ายพรายแรงใดๆ พ่ายท่านหมด ยักษ์เยนเข็ญใจใดๆ ไม่อาจขัดขืนฝืนต้าน ท่านบำเพ็ญเมตตาบารมีคือช่วยเหลือผู้คนให้พ้นจากทุกข์โดยไม่เลือกหน้า ต่อมามีเมืองอันหนึ่งประสบเคราะห์กรรมลำบากด้วยผีสางรังควานไม่รู้จบ เจ้าเมืองไปเชิญเจ้ากุมารโพธิสัตว์ไปปราบ เมื่อปราบได้แล้ว เจ้าเมืองก็แบ่งเมืองครึ่งหนึ่งให้ครอบครอง

“ข้าจะสวด ข้าจะท่อง ข้าจะกวาดหยากไย่พันใจ เมื่อใดตุ๊ลุงพอใจ ข้าค่อยรับดาบ”

“สาธุ ดีแล้ว ดีแท้ๆ เณรกวาดออกได้ ตุ๊ลุงเชื่อมั่น ตุ๊ลุงเองก็มีหยากไย่พันใจ ตุ๊ลุงกวาดออกได้ เณรก็กวาดออกได้”

“หือ… ตุ๊ลุงก็มีหยากไย่พันใจหรือ”

 

จักรยานคู่ชีพคันยาวโย่งโครงสร้างแข็งแรง ปั่นออกไปก่อนที่แม่จะกลับมา ขี้คร้านอธิบาย แม่พูดมากลากยาวมีแต่จะห้าม ก็รู้อยู่นะ แม่รักเขา แต่บางทีความรักของแม่ก็ทำให้อึดอัด ไม่เหมือนความรักของพ่อ ความรักของพ่อผ่อนคลายไม่เข้มงวด อาจเพราะพ่อเป็นผู้ชายเหมือนเขา แต่แม่เป็นผู้หญิงเลยมีความคิดแบบผู้หญิง

ผู้ใดหนอ คิดลองดีเขา

ไม่น่าจะใช่พ่อของสาวสันป่าตึงที่เขาเบื่อหน่ายขว้างทิ้งแล้ว  หากพ่อสาวแค้นเขา ก็ควรจะแค้นหนุ่มๆ อีกหลายคนที่กินกากกินเดนเขา เออ… ไม่แน่นัก กูเองก็อาจกินเดนคนอื่นเหมือนกัน อีผู้นั้นมันง่ายไม่เหมาะจะเป็นเมียเลย แค่กูเกากลางอุ้งมือครั้งเดียว ก็เอี้ยวมาโอบคอกู

หรือจะเป็นอ้ายบุญธรรม คนนี้น่าสงสัยที่สุด

เตี้ยม่อต้อ ไว้ผมใส่น้ำมันเยิ้ม ใส่เสื้อไม่กลัดรังดุมเม็ดบนเพื่ออวดสร้อยทองสุกปลั่ง ชอบคาบบุหรี่ยาซองอวดร่ำอวดรวย ตัวเตี้ยจนนั่งบนอานจักรยานแต่เท้ายันไม่ถึงพื้น จึงได้แต่นั่งซ้อนท้ายให้คนอื่นปั่นให้ มันอาจได้คนดีมีวิชามาใช้สอย วิชาปัญญามันแก่กล้าน่ากลัว ขนาดมีดเขี้ยวเสือยังข่มคุณมันไม่ได้

มีดครูอาจเสื่อมเสียแล้ว

รถถีบขี้เหมี้ยง หรือจักรยานโกโรโกโสปั่นไปไม่เร่งร้อน ข้าวเปลือกถุงหนึ่งมัดซ้อนท้าย อีกถุงคร่อมราวอานข้างหน้า แวะซื้อเหล้าที่ตลาดสันป่าตึงไปฝากครู จากสันป่าตึงมีทางรถทะลุไปถึงอำเภอ หากหักหัวรถไปทางตะวันออกก็อาจปั่นไปถึงอำเภอได้ แต่เขาหักหัวรถไปทางตะวันตก แต่เดิมทางเส้นนี้เป็นทางรถลากไม้ ต่อมาในช่วงสงคราม ทหารญี่ปุ่นปรับทางจนทะลุไปถึงชายแดนพม่า ญี่ปุ่นยกทัพผ่านไทยไปตีพม่า ตอนนั้นเขายังเด็ก ยังเป็นเณรหน้าใสต้องใจสาวอยู่เลย ไม่ค่อยรู้ความมากนัก ต่อมาก็มีเรื่องราวเล่าลือว่าเขากับสาวแม่ร้างนางหนึ่งลอบลักมักชู้ต่อกัน พ่อรำคาญคำครหานินทา พ่อว่าสึกออกมาเถอะเณร อยู่ไปก็เป็นขี้ปากชาวบ้าน ก็เลยสึก

“มาถึงนานแล้วหรือเอ็ง”

“สักพักเอง พอเหงื่อมุด ครูไปไหนมาหรือ”

“ขุดตุ่น”

ครูเอาเสียมสอดใต้ถุนกระท่อม เขาเองกุลีกุจอขึ้นเรือนไปตักน้ำมายื่นให้ ชายวัยหกสิบเศษผอมแห้งเผ้าผมรุงรังมีท่าทีพออกพอใจ

“มีอันใดหรือไอ้น้อย ถึงแล่นมาหาครู”

ครูอยู่คนเดียวกลางเปลี่ยวกลางป่าหนาวเย็น กลางวันมีแต่ความเงียบ กลางคืนมีเสียงหมาจิ้งจอกวอกว้อเป็นเพื่อน ความเป็นอยู่ของครูลึกลับ ไม่สุงสิงใคร ไม่คบหาใคร กีดกันตัวเองออกจากคน กีดกันคนออกจากตัวเอง คนทั่วไปไม่รู้ อาจคิดว่าแกเป็นผีบ้าผีบอเพราะผอมผ่ายทรุดโทรม ผมเผ้าหนวดเครารุงรัง ดวงตาก็ดูขวางๆ กร้าวๆ เหมือนพร้อมจะมีเรื่องได้ทุกเมื่อ

มีแต่เขาเท่านั้นที่รู้ คนนี้แหละครู

ครูผู้มีเชิงเสือโคร่ง มีวิชาเสือโคร่ง ผู้ปันมีดเขี้ยวเสือแก่เขา ผู้อยากให้เขาสืบทอดวิชาเสือโคร่งจนจบครบถ้วน แต่เขาเองกล้าๆ กลัวๆ

กลัวจะเป็นอย่างครู

“ลูกเมียครู เขามาเยี่ยมมายามบ้างไหม”

“อย่าถามถึงเลย”

ครูดำรงตัวโดดเดี่ยว ลูกเมียเคยมี แต่ทิ้งร้างห่างหาย ครูว่าเมียทนอยู่กับแกไม่ได้จึงหอบลูกกลับสู่เรือนเดิมของพ่อตาแม่ยาย  ส่วนแกเองก็อยู่หมู่บ้านเดิมไม่ได้ มักมีเรื่องเดือดร้อนรำคาญไม่หยุดหย่อน จึงซัดเซพเนจรไปหลายที่หลายทาง สุดท้ายมาปักหลักอยู่ที่นี่คนเดียว

คุณวิชาแกร้าย ร้ายแรงแข็งกล้า แต่ว่าแกผิดครู บางทีก็เรียกว่าผิดกำ

กำคือข้อห้าม คือข้อกำหนดที่ครูบาอาจารย์ในสายวิชาสืบต่อกันมาให้ยึดถือปฏิบัติ หากละเมิด หรือนอกเหนือคำสั่ง หรือพลั้งเผลอประพฤติผิดไปจากกำ จะผิดครู

“คนผิดครูมักไม่ประสบความสุขความเจริญ มักตกถ่อยร่อยหรอ มีแต่ความทุกข์ยากลำบากถมทับ

กระท่อมห้อมหอของครูโย้เย้ หมกหมองซุกซงกลางดงดอยแวดล้อม ครูต้องอยู่คนเดียว อยู่ปนคนอื่นในหมู่บ้านไม่ได้ ครูว่ามันร้อน มันหงุดหงิด มีแต่เรื่องจุกจิกกวนใจจนบางทีระงับอารมณ์ไม่ได้ มักมีแต่เรื่องแต่ราวเป็นปากเป็นเสียงทะเลาะเบาะแว้งกัน บางครั้งก็พาลพาโลไม่มีเหตุผล บางทีก็วู่วามลามไหม้ถึงขั้นทำร้ายผู้อื่นด้วยวิชาอาคมที่มี ทำไปแล้วก็เสียใจ กลัวบาปกลัวกรรมตามทัน สุดท้ายจึงตัดสินใจไม่ยุ่งเกี่ยวกับคน หนีมาอยู่คนเดียวกลางป่าง่าไม้ นรกกลางใจจึงค่อยเย็นลง

“ครูกินเหล้าไปก่อน ข้าจะแกงตุ่นสูปากครูเอง”

หันหน้าหาก้อนเส้าเตาไฟ ซอกครัวของครูอีเหละเขละขละเพราะอยู่ตัวคนเดียว ครองชีวิตลำบากยากเข็ญ ต้องทำไร่เอง ตักน้ำตำข้าวเอง เก็บผักหักฟืนเอง ครูน่าจะหาศิษย์สักคนมาปรนนิบัติรับใช้ แต่ครูไม่ต้องการรับศิษย์คนใดเลย นอกจากเขา

เขา ผู้ที่ครูต้องการให้รับขันครู

แต่เขาเองต่างหากที่ยังลังเล

แดดอ่อนรอนลับ ไม่มีเสียงเกราะห้อยคอควายดังเกลาะแกละ ไม่มีเสียงกระดิ่งห้อยคอวัวดังดิงๆ เพราะครูไม่เลี้ยงงัวเลี้ยงควาย ครูไม่มีนา มีแต่ไร่ เหย้าเรือนแกก็อยู่กลางไร่นี่เอง ปกติชาวบ้านชาวเมืองทั่วไปไม่มีใครปลูกเรือนกลางไร่ ที่ไร่จะแยกออกจากที่บ้านชัดเจน ไร่จะอยู่ในป่า แต่บ้านจะอยู่ในหมู่บ้าน แต่ครูไม่มีที่มีทางอะไรในหมู่บ้านเลย แกเองไม่ใช่คนแถบถิ่นแถวนี้ มาจากโน่น… เวียงป่าเป้า จังหวัดเชียงราย มาอยู่ได้หกเจ็ดปีแต่เมื่อเขายังเป็นสามเณรโน่นแล้ว ครูกับเขาพบกันครั้งแรกในงานปอยหลวงวัดหนองมน ต่อมาครูก็ตามไปเยี่ยมยามถามไถ่ถึงวัดป่าไผ่ แกถามถึงวันเดือนปีเกิดของเขาแล้ว พอรู้แล้วก็ออกปากว่าอาจเป็นเขานี่เองที่ครูตามหา

“ตามหาข้าทำไม” เขาเคยถาม

“วันเดือนปีเกิดเณรมีกำลังแรงแข็งกล้า กล้ามาก อาจเป็นเณรนี่แล้ว ที่จะถอดพิษถอดไมพ่อหนานได้”

 

ตอนนั้นยังอายุน้อยเกินไป ไม่รู้ว่าถอดพิษถอดไมคืออะไรแต่ก็ไม่ได้ถาม พ่อหนานเป็นคนมีวิชาปัญญา มีคาถาอาคมแก่กล้า มีอยู่ครั้งหนึ่ง นั่งคุยกันอยู่ดีๆ แกก็โยนงูลงต่อหน้าเขา เณรหนุ่มไรหนวดเพิ่งเขียวสะดุ้งแทบโดดโหยงทั้งที่อยู่ในท่านั่ง พ่อหนานหัวเราะชอบใจ

“โยนงูใส่ข้าทำไม”

“งูหรือ ดูให้ดีเณร งูหรืออะไร”

“เส้นตอก เส้นตอกแท้ๆ แต่ทำไมข้าเห็นเป็นงู”

“พ่อหนานบังคับให้เณรเห็น”

“วิชาปัญญาพ่อหนาน บังคับให้เห็นเป็นอะไรก็ได้หรือ”

“ได้ จะบังคับให้เห็นหรือบังคับไม่ให้เห็นก็ได้ ทรัพย์สินท่านอยู่ยังเรือน เณรอยากได้  ใช้วิชานี้ไปบังคับท่าน ขึ้นเรือนไปหยิบของต่อหน้าต่อตา ท่านมองไม่เห็น”

 

ครูกินเหล้าหนัก กินเหล้าจัด กินคล้ายคนแบกทุกข์ กินคล้ายคนกลุ้มใจเอาเหล้าเป็นที่พึ่ง บวกกับข้าวปลาก็ไม่ค่อยกิน ร่างกายจึงผ่ายผอมงอมหง่อ ครูอาจดูร้าย แต่ที่จริงใจดี บางทีก็คุ้มดีคุ้มร้าย ได้ฝากตัวเป็นศิษย์แต่เมื่อเป็นเณร คำเรียกหาว่าพ่อหนานจึงเปลี่ยนเป็นครู

“เดือดร้อนอะไรไอ้น้อย เอ็งถึงแล่นมาหาข้าวันนี้”

“มีดเขี้ยวเสือคงเสื่อมแล้วครู ข้าสู้ไม่ได้ มีคนปล่อยโหงปล่อยพรายทำร้ายข้า สุดท้ายข้าต้องวิ่งหนี”

“ก็บอกเอ็งแล้วให้รับขันครูเสีย ข้าจะตกทอดตำราเสือโคร่งให้เอ็ง วิชาเสือโคร่งมีส่วนประกอบสำคัญสามอย่าง หนึ่งคือเชิงเสือโคร่ง สองคือมีดเขี้ยวเสือ สามคือตำราเสือโคร่ง อันสุดท้ายนี้สำคัญที่สุด แต่เอ็งไม่ยอมรับขันครู ข้าตกทอดต่อเอ็งไม่ได้”

“หากรับขันครู ข้ากลัว… จะเป็นอย่างครู”

“หากเอ็งไม่ผิดครูร้ายแรงอย่างข้า ก็ไม่เป็นอย่างข้า ที่ข้าเป็นอย่างนี้ก็เพราะผิดครู”

“ครูผิดครูอย่างไร บอกข้าได้ไหม”

ชายชราดวงตาขวางๆ กรอกเหล้าเข้าปาก ตามด้วยเนื้อตุ่นไม่ติดกระดูกคำหนึ่ง เคี้ยวแล้วกลืน แล้วถอนใจยาวๆ

 

คล้อยค่ำ กาดำกาหม่นร้องเรียกกาๆ กู่ก้อง แดดเลือนรางจางหายไปทุกขณะ หน้าหนาวตะวันลับเร็ว  เรียกกันว่าตะวันอ้อมข้าว แทนที่จะเดินทางตรง ขึ้นฟ้าจากทิศตะวันออก ข้ามโค้งลงสู่ตะวันตกโดยตรง แต่ตะวันจะเดินอ้อมไปทางทิศใต้ หลีกเลี่ยงการเดินข้ามหัวแม่โพสพ เรียกว่าตะวันอ้อมข้าว หน้าหนาวยามเย็น กระท่อมซอมซ่อหลังนั้นดูหม่นๆ หมองๆ ชายชราผ่ายผอมตรอมทุกข์ถอนหายใจยาวๆ ไอ้หนุ่มเอวบางรูปร่างต้องตาสาวรินเหล้าลงจอกอีกนิด ชายชรายกจิบ ไม่ดื่มจนหมดจอกแล้ววางลง

“ข้าผิดครู ผิดข้อไหนหรือ…” ชายชรานัยน์ตาขุ่นขวางทอดเสียงยาว “ข้อกินเนื้อเสือ”

“ครูไม่รู้ใช่ไหม ว่าเป็นเนื้อเสือ”

“วิชาเสือโคร่งมีกำร้ายแรงไม่กี่ข้อ หนึ่งในนั้นคือห้ามกินเนื้อเสือ ข้าคงเผลอ พ่อเมียกับข้าเหม็นขี้หน้ากันมานานแล้ว มันหาว่าข้าลากลูกสาวมันมาตกทุกข์ได้ยาก มันฝากจิ๊นส้มเสือมากับเมียข้า ข้าไม่รู้ก็กิน แต่นั้นมาข้าก็ร้ายต่อลูกเมีย เบื่อหน่ายมัน ทุบตีมันจนมันทนไม่ได้ หอบลูกกลับสู่เรือนเดิม ส่วนข้าก็ขี้โมโห ใครพูดผิดหูเป็นไม่ได้ มักหาเรื่องพาลเขา มักทำร้ายเขา เขาทนไม่ได้ก็ขับไล่ข้าหนี ไปหลายที่หลายแห่งนักเอ็ง อยู่ไหนก็ไม่เป็นสุข กระทั่งมาอยู่ที่นี่ แล้วรู้วันเดือนปีเกิดของเอ็ง ข้ารอเอ็งอยู่นะไอ้น้อย รอให้เอ็งถอดพิษถอดไมแก่ข้า”

“วิชาเสือโคร่งกับวิชาลิงลม อันใดแน่กว่ากัน”

“เสือโคร่งกินลิงลมได้ แต่ลิงลมกินเสือโคร่งไม่ได้”

ครูยกเหล้าที่เหลือขึ้นจิบ ชายหนุ่มเอาช้อนคุ้ยหาตับตุ่นแล้วตักออกวางขอบถาดเอาใจครู คะยั้นคะยอครูให้กินข้าวบ้าง ครูกินแต่เหล้า คนกินเหล้ามากมายขนาดนี้โบราณว่าเป็นคนมีทุกข์คาใจ ทุกข์ของครูคงอยู่ที่ความผิดพลาดในอดีต เป็นสาเหตุให้เมียหอบลูกเต้ากลับคืนไปอยู่กับพ่อแม่ แกเองต้องกระเซอะกระเซิงไปหลายที่หลายหน จนมาอยู่ที่นี่ อยู่ที่ไหนก็ต้องอยู่คนเดียวแปลกเปลี่ยวกลางป่า อยู่กับใครก็ไม่ได้เพราะจะมีแต่เรื่องเดือดร้อน ทุกข์ทั้งหมดทั้งมวลมีสาเหตุหลักเพียงประการเดียวคือครูผิดครู

ครูอาจต้องพรายเสียแล้ว พรายพิสสนู

พรายที่ไม่มีดาบวิเศษเล่มใดจะตัดให้ขาดได้ เพราะดาบในโลกล้วนเป็นดาบที่คนสร้างขึ้น แต่พรายพิสสนูเป็นพรายที่เทวดาสร้างขึ้นมา

“ข้าขอถามครู มีดเขี้ยวเสือเสื่อมแล้วใช่ไหม”

“เอ็งกินเนื้อเสือหรือไม่”

“ไม่”

“เอ็งลอบรักมักชู้กับเมียผู้อื่นหรือไม่”

“ไม่”

“เอ็งเผลอไปโดนระดูผู้หญิงหรือไม่”

“ไม่”

“มีดเขี้ยวเสือไม่เสื่อมหรอก แต่คนผู้นั้นก็เป็นคนเก่งกล้าสามารถผู้หนึ่ง ข้าเองไม่รู้หรอกว่ามีสาเหตุโกรธเคืองอันใด มันถึงส่งผีโหงโพรงพรายใหญ่กล้ามาทำร้ายเอ็ง แต่หากเอ็งรับขันครู สืบทอดวิชาเสือโคร่งครบทั้งสามส่วน มันสู้เอ็งไม่ได้ ข้ารับรอง”

“ขอข้ากลับไปคิดอีกครั้งเถิดครู วิชาของครูร้ายแรง แต่ข้าก็ยังกลัวจะเป็นอย่างครู”

 

บนฟ้ามีดาวดกดื่น บนดินมีไฟวับแวมแกมมืด ไฟกองใหญ่ก่อไว้ด้านนอกศาลา เสียงฆ้องเสียงกลองดังขึ้น คืนนี้แรม ๗ ค่ำ ฆ้องกลองจะประโคมโหมแห่บอกแก่ชาวบ้านว่าพรุ่งนี้อย่าลืมเข้าวัดสมาทานรับศีล และบอกแก่บริษัทบริวารทั้งหลายของท้าวจตุโลกบาลอันมาเลียบโลก ว่าบ้านนี้เมืองนี้ยังไม่ละจารีตประเพณี ยังอยู่ในศีล ยังกินในธรรมพระพุทธเจ้า อย่าได้ปล่อยผีร้ายพรายแรงใดๆ มารังควานคนบ้านนี้เมืองนี้เลย

“ศรีขรรค์ชัย ตุ๊ลุงจะให้เณรแสงเฮืองเป็นผู้สืบหรือ” ตุ๊แดงถาม

“ตุ๊แดงอยากสืบหรือ” หลวงลุงย้อนถาม

“อยากสืบ แต่ใจข้าไม่ไปทางนั้นหรอกตุ๊ลุง ข้ารู้ใจตุ๊ลุงดี ตุ๊ลุงห่วงว่าเฒ่าแก่มาแล้ว กลัวว่าคุณวิชาจะย่อหย่อนอ่อนลง ผีร้ายพรายกล้าหลวงหลายจะกลับมาทำร้าย ข้าอยากสืบ อยากผ่อนทุกข์ตุ๊ลุงเหมือนกัน แต่มันไม่ใช่วาสนาของข้า นอกวัดเราออกไปล่ะตุ๊ลุง อาจมีตุ๊พระตนอื่นสืบดาบศรีขรรค์ชัยได้ ไยไม่ลองส่องสอดเล็งแล”

“ตุ๊พระนอกวัดก็มีบ้างที่อยากสืบศรีขรรค์ชัย สืบวิชาตัดผีตัดพรายไปจากตุ๊ลุง แต่ใช่ว่าใครอยากสืบก็สืบได้ตุ๊แดงเอ๋ย ไม่รู้จักหัวนอนปลายตีน ไม่รู้จักนิสัยใจคอถ่องแท้จะถ่ายทอดได้อย่างใด ดีไม่ดีจะกลายเป็นการทำร้ายผู้สืบ ดีไม่ดีผู้สืบจะกลายเป็นคนร้าย เป็นอลัชชีบ่อนเบียนพระศาสนา แทนที่จะตัดผีตัดพรายโปรดคน กลับเอาวิชาไปหากินสะสมทรัพย์ อีกอย่างหนึ่ง… ครูบาตาทิพย์…”

“ทำไมหรือ ตุ๊ลุง ครูบาระบุไว้หรือ ผู้สืบทอดคือเณรแสงเฮืองเท่านั้นหรือ”

“ท่านไม่ได้ระบุ แต่ท่านสั่งตุ๊ลุงไปรับเณรแสงเฮืองมาจากหล่ายสาย ฝั่งท่าขี้เหล็กประเทศพม่า มันมีนัยสำคัญ รอดูไปก่อนตุ๊แดง เวลาพอมี ตุ๊ลุงคงไม่ตายง่ายตายดายหรอก วันนี้เณรแสงเฮืองยังถือดาบศรีขรรค์ชัยไม่ได้เพราะยังไม่เข้าพิธีอุปสมบท รอไปก่อน อีกปีสองปี เณรแสงเฮืองเป็นตุ๊แสงเฮือง ค่อยว่ากันอีกที”

Don`t copy text!