สร้อยหงส์แสง ภาคต้น บทที่ 10 : ถอดพิษถอดไม

สร้อยหงส์แสง ภาคต้น บทที่ 10 : ถอดพิษถอดไม

โดย : มาลา คำจันทร์

สร้อยหงส์แสง กับเรื่องราวการตามหาสิ่งล้ำค่าที่ไม่มีใครเคยรอดชีวิตกลับมา ผลงานจากศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ อ. มาลา คำจันทร์ ที่มอบความไว้วางใจให้ อ่านเอา ได้เป็นผู้เผยแพร่นวนิยายเรื่องล่าสุดของท่าน ในรูปแบบ นิยายออนไลน์ ที่เราอยากให้ทุกคนได้ติดตามและ อ่านออนไลน์ ไปพร้อมๆ กัน

…………………………………………………………………..

 

เสียงกระดิ่งดังมา ดังกรุ๊งกริ๊งๆ เป็นเสียงใสไพเราะรื่นหู ไม่ดังโกรกเกรกๆ ขัดหูเหมือนจักรยานอีกคัน ได้ยินแค่เสียงกระดิ่งก็รู้ว่าเป็นใคร นางบัวไหลจ้องตาที่ลูกสาว นึกว่ามันจะเป่าไฟดับทันที แต่กลับวางท่าทีเป็นปกติธรรมดา

“รับหน้าท่านไว้ดีๆ คำสร้อย เห็นแก่แม่เทอะ”

นางว่ากล่าวน้ำเสียงเครือๆ ลุกจากที่ไปสู่ชานเรือนด้านหลังที่ลูกเริ่มสาวกับแม่ของนางนั่งทำงานกันอยู่ คืนนี้ไม่มีเดือนเป็นเพื่อนฟ้า เดือนจะขึ้นมาก็คงดึก เสียงเกราะผูกคอควายดังเกลาะแกละ มองลอดราวชานลงไปยังเห็นแสงไฟอยู่ คำใสคงอยู่ที่นั่น ไม่กินเหล้าเมายาฮาเฮกับหมู่กับพวก อยู่ไหนชอบขลุกอยู่คนเดียว มันเป็นเสาหลักของครอบครัวยามนี้ อีกหน่อยหากออกเรือนไป ผู้ใดหนอจะมาเป็นบ่าเป็นแรงเรือนนี้ บุญธรรมหรือ เป็นไปไม่ได้เด็ดขาด เป็นถึงลูกพ่อนายใหญ่โตมั่งคั่ง หากแต่งกันก็คงแต่งแบบสู่ขอเอาลูกสาวนางไปเป็นสะใภ้ ไม่ใช่มาขอเข้าเป็นเขย เอาบ่าเอาแรงมารับใช้เรือนนี้

สุธนหรือ นางไม่อยากได้เลย ไม่อยากได้เขยเข้าเรือน แต่อยากให้ลูกออกเรือนไปเป็นสะใภ้เศรษฐี แต่อีคำสร้อย มันอิดๆ ออดๆ ขัดๆ ขวางๆ ไม่ได้ดังใจนางเลย

“คำสร้อยวันนี้กินข้าวกับหยัง”

“น้ำพริกไข่”

น้ำพริกไข่หรือ…?” หนุ่มม่อต้อแต่ร่ำรวยขมวดคิ้ว พยายามนึกหาความหมายแฝงเร้นของคำว่าน้ำพริกไข่แต่หาไม่พบ “ไม่ใช่น้ำพริกเฉยๆ หรือ”

“น้ำพริกไข่ ของกินคนทุกข์คนยาก ต้มไข่แค่สองฟอง ตำพริกใส่ ต้มปลาร้าใส่ก็กินกันได้ทั้งเรือนแล้ว อ้ายบุญธรรมกินข้าวกับอะหยังวันนี้”

“แกงฟัก”

หยอดคำที่มีความหมายแฝงว่ารัก สังเกตดูปฏิกิริยา สาวเฉย สีหน้าไม่เปลี่ยนแปลง ผิดแผกไปจากวันเก่าก่อนที่มักขมวดคิ้วมีท่าทีบูดงอ

เอาบุหรี่ออกมาจุดสูบ เป็นบุหรี่ซองแดงยี่ห้อเกล็ดทองที่คนรวยสูบ ไม่ใช่บุหรี่ยาขื่นยาฉุนแบบคนทั่วไป เงยหน้าพ่นควันขึ้นสูง ไม่จงใจพ่นควันเข้าใส่พร้อมร่ายคาถานะจังงัง เสน่ห์สาวหลงอะไรทั้งสิ้น เขาเองเชื่อว่ามนตรายาดำมีจริงๆ แต่เขาเองสมัครใจเป็นผู้ใช้ก็พอ ไม่สนใจจะเป็นผู้ประกอบเวทมนตร์มายาเสียเอง

ยุ่งยากมากมายด้วยเคล็ดลางข้อถือสา

ต้องถือกำ กำคือข้อห้าม คือข้อกำหนดให้ประพฤติปฏิบัติอย่างนั้นอย่างนี้ เขาเองคงไม่อาจถือกำยุ่งยากมากมายได้ อย่างเช่นห้ามกินข้าวเรือนศพ ห้ามลอดใต้ถุน ห้ามหยิบจับผ้านุ่งผู้หญิง เวลานอนนาง ห้ามนางขึ้นคร่อม มีเมียห้ามเมียนั่งสูงกว่าผัว ข้อห้ามมากมายหยุมหยิม เขาคงถือไม่ได้ทั้งหมด

“ไอ้น้อยสุธนไม่มาหรือ คืนนี้”

“ไม่รู้ ไม่ขึ้นเรือนข้าหลายคืนแล้ว อ้ายบุญธรรม”

“เอ็งรู้ละยัง” สูบบุหรี่อีก ขยักถ้อยคำ สังเกตท่าทีสาวแต่สาวไม่สืบความก็เลยพูดต่อ “ไอ้น้อยสุธนทิ้งรถถีบเผ่นหนีกลางทุ่ง มันโดนดีแล้ว”

“อ้ายบุญธรรมใช่ไหม”

“เปล่า อ้ายไม่ได้ทำอะไรมันเลย”

คร้านจะซัก คร้านจะคาดคั้น คร้านจะกล่าวถ้อยเห็นเน็มเป็นวาจาคมขาดบาดตาย ฝืนใจรับหน้าบ่าวชายตัวเตี้ยม่อต้อที่ตนไม่อยากแม้แต่จะมอง พี่อ้ายชายงามของกูไปไหนนะ ไม่ขึ้นเรือนกูสองสามคืนมาแล้ว

คิดถึง อยากเห็นหน้า อยากเสียงหัวเราะนุ่มลึกน่าฟัง

 

สุธนอยู่ที่กระท่อมโดดเดี่ยวเปลี่ยวร้างกลางป่า ไม่ได้กินเหล้ากับครู แต่เข้าพิธีรับขันครูจากครู

ครูดีต่อเขา เมตตาเขา เสียสละต่อเขา สุธนรู้ดี ครูกินเหล้าหนัก แต่สามวันมานี้ครูงดเหล้าเด็ดขาด เข้าเครื่องขาวสมาทานศีล ๘ กับเขา ครูต้องงดเหล้า ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยของคนติดเหล้า แต่ครูกลับต้องอดทนเพื่อเขา

สุธนตื้นตันใจ เขาเองรู้ตัวดี เขาคือคนที่ครูเลือก

ครูอยากถอดพิษถอดไม มีแต่เขาเท่านั้นที่จะถอดพิษถอดไมให้แก่ครูได้โดยการรับขันครู แต่ก่อนแต่เดิมมาเขากลัว ลังเล แต่วันนี้ตัดสินใจเด็ดขาดแล้ว จะรับขันครู

เพื่อตัวเขาเองเป็นอันดับแรก เพื่อถอดพิษถอดไมให้ครูเป็นอันดับถัดไป

“พิษไมคืออะไรหรือครู”

“คือวิชาปัญญา คาถาอาคมทั้งหมดที่ครูมี ครูผิดพลาด ผิดกำข้อใหญ่ร้ายแรง วิชาปัญญา คาถาอาคมร้ายแรงจึงย้อนมาทำร้ายครู รับขันครูจากครูเสียไอ้น้อย หากเอ็งรับไป พิษไมก็เท่ากับถูกถอดถอนออกไปเพราะเอ็ง”

“ข้าเองหนุ่มน้อยอยู่นัก ข้ากลัว ข้าคงรับพิษไมทั้งมวลของครูไม่ไหว”

“เอ็งรับได้ เพราะวันเดือนปีเกิดของเอ็งมีกำลังแรงแข็งกล้า แข็งกว่าครู ครูสืบหา เสาะหาผ่านมาหลายเมืองหลายบ้าน พบแต่เอ็งผู้เดียวที่กำลังวันกำลังเดือนกำลังปีของเอ็งแข็งกล้ากว่าครู มีแต่เอ็งเท่านั้นที่จะถอดพิษถอดไมแก่ครูได้ เอ็งไม่ยอมรับขันครู วิชาเสือโคร่งของเอ็งจะขึ้นไม่ถึงที่สุด มีดเสือโคร่งจะมีอำนาจสูงสุดก็ต่อเมื่ออยู่ในมือผู้ทรงวิชาเสือโคร่งครบสามส่วนเท่านั้น เอ็งได้ไปแต่เชิงเสือโคร่งกับมีดเขี้ยวเสือ วิชาเสือโคร่งที่แท้จริงอยู่ในตำรา เอ็งไม่รับขันครู ครูก็ตกทอดตำราเสือโคร่งต่อเอ็งไม่ได้ ถึงเอ็งจะลักเอาตำราไปเรียนเอง มันก็ไม่ศักดิ์สิทธิ์เพราะมีคำสาปคำแช่งตกทอดกันมา ตำราเสือโคร่งจะศักดิ์สิทธิ์ก็ต่อเมื่อรับขันครูโดยถูกต้องเท่านั้น”

“ข้าขอถามเป็นคำเด็ดขาด ข้ารับขันครู สืบทอดวิชาเสือโคร่ง ข้าเข้าถ้ำหงส์แสงได้หรือไม่”

“ขนาดหนานทาลิงลมยังเข้าได้ แล้วไอ้น้อยสุธนเสือโคร่งทำไมจะเข้าไม่ได้”

“ไอ้น้อยสุธนเสือโคร่ง… อือ…”

 

รับหน้าลูกชายเศรษฐีใหญ่คืนนี้ไม่ได้ปั่นฝ้าย แต่เอาผ้าปูนอนของพระมาเย็บสอยฆ่าเวลา คำสิงห์น้องชายเธอคงจะบวชพรรษาหน้า ผ้าแหล็บหรือผ้าปูนอนผืนนี้ตั้งใจจะถวายให้เณรน้อง ทำไว้แต่เนิ่นๆ มีเวลาก็ทำไปทีละเล็กละน้อย ว่างก็ทำไม่ว่างก็ไม่ได้ทำ ไม่ได้เย็บเสร็จรวดเดียวเสร็จสามวันห้าวัน

คิดถึงน้อง หัวใจแวบไหวออกไปถึงใครอีกคนที่มักมาเรือนกับน้อง แต่ก็รีบปิดประตูใจ ขังใจไว้ในห้องใจคือพี่อ้ายชายเดียวที่ปักใจรัก

“คำสิงห์จะบวชเมื่อไร คำสร้อย”

“ก่อนเข้าพรรษา”

“มีอะไรให้อ้ายช่วย ยินดีช่วยนะ เต็มที่เลย”

“ไม่อยากเอาฝุ่นดินขึ้นไปเปื้อนฟ้า”

อดแขวะไม่ได้ ว่าจะไม่แขวะแล้ว แม่ขอไว้ว่าให้รับหน้าท่านดีๆ บางทีอาจจะเป็นท่านผู้นี้นี่เองที่จะมาโผดผายให้แม่พ้นทุกข์ ทุกข์ที่เป็นหนี้พ่อเลี้ยงนันทิแล้วโดนแม่เลี้ยงแสงคำทวงหนี้จนไม่กล้าไปวัด

ลูกชายพ่อนายไม่ตอบ ลุกเอาก้นบุหรี่ไปขว้างทิ้งลงหน้าต่างแล้วกลับมานั่งที่เดิม อ้ายคนนี้อ่านใจยาก ดูไม่ออก เป็นถึงลูกเศรษฐีมีอำนาจ แต่กูหักหน้าบ่อยๆ กลับทำหน้าเฉย รู้ทั้งรู้ กูไม่มีใจให้แม้เท่าขี้เล็บ แต่ก็ยังพากเพียรมาแอ่วมาหา บางทีไม่มา ก็ฝากข้าวของมากับจั๋นตาเพื่อนรัก

ก้มหน้าปักเข็มเย็บโหย่งเป็นจุดๆ บนผ้าปูนอนผืนใหญ่ ทำไมไม่รีบกลับเสียที ทำไมพี่อ้ายชายงามไม่รีบขึ้นเรือนมา เพื่อว่าหนุ่มผู้ขึ้นเรือนก่อนคนนี้จะได้รีบลงเรือน

อ้ายไปไหน

หรืออ้ายเปลี่ยนใจเสียแล้ว มาๆ หายๆ บทจะหายก็หลายคืน อี่จั๋นตามันว่านอกจากเธอ พี่อ้ายชายงามไปแอ่วไปอู้อีทองใบแม่ค้ากล้วยทอดอีกคน อ้ายอาจคิดว่าคงสู้ลูกเศรษฐีไม่ได้ก็เลยหลีกทาง

แล้วกูล่ะ หากอ้ายเปลี่ยนใจ ควรกูฆ่าตัวตาย หมดเรื่องหมดราวไปเลยดีไหม

 

ฟ้าโปร่ง น้ำค้างลงหนัก คืนแรมใกล้รุ่งหนาวเหน็บหนักนัก นกกาแกครางฮือๆ จากหอธรรมเหมือนคนเป็นไข้ เสียงครางแหบเครือไม่เคยแจ่มใส มันเป็นนกที่ถูกสาป มันต้องคำสาปคำแช่งจากพญารามราช ปางเมื่อท่านและพระลักขณะน้องชายปัดป่าวเอาไพร่พลทั้งชมพูทวีปไปชิงเอานางสีดากลับคืน พญาราพณ์ตัวร้ายแห่งเมืองลังกาลักเอานางไป สัตว์เสือเนื้อนกใดๆ ต่างเข้าทัพพญารามไปหมด แต่นกกาแกหรือนกพิราบมันอ้างว่าเป็นไข้ ไปไม่ได้ พญารามจึงสาปว่าถ้าอย่างนั้นก็ให้มึงเป็นไข้ครางฮือตราบชั่วลูกหลานเหลนมึงเถิด นกกาแกจึงครางฮือๆ แหบเครือมาจนกระทั่งทุกวันนี้ (1)

น้ำค้างลงหนัก ตกจากปลายใบไม้ลงสู่พื้นเสียงดังเปาะๆ คนทั้งหมู่บ้านหลับนอนผ่อนพัก แทบไม่มีไฟที่เรือนหลังใดอยู่เลย ไฟลานที่สุมทิ้งไว้ก็มอดดับเหลือแต่ถ่านคุเรือง นานๆ ที ลมอ่อนโชยมา เปลวไฟก็ลุกไหววูบวาบแล้วก็ดับไปอีก หมาเฝ้าบ้านอาจผงกหัวขึ้นบ้าง เมื่อไม่พบเห็นอันใด จมูกสัมผัสไม่ได้ถึงกลิ่นแปลกปลอม ก็ฟุบหัวลงหมอบคู้ข้างกองไฟตามเดิม

ดวงดาวดูดกดื่น ดกดื่นตื่นตากว่าหมู่ดาวตอนหัวค่ำ ลมเอื่อยไหว ปลายไผ่ปลายพร้าวโยกโยนโอนอ่อน ใบตาลต้องลมส่งเสียงกรุกกริกแกรกราก ตาลต้นใหญ่ในวัดไม่ใช้ไม้ติดดินมาแต่เดิม แต่ปลูกขึ้นในปีที่สร้างวัด เสียงใบตาลระต้องกันดังเข้าไปถึงในความฝันของแสงเฮือง ฝันแปลกๆ ฝันว่าได้ต่อสู้ฟาดฟันกับฝูงผีปีศาจเหมือนพ่อหนานอินตาต่อสู่ยักษ์เยน ไม่ทันจะฝันจนจบเรื่องก็สะดุ้งตื่นเสียก่อน

“เณร ลุกๆ”

“ตุ๊ลุง มีเรื่องอันใดเกิดขึ้นหรือ”

“ตามมา”

ยังไม่มีใครตื่น เอาผ้าพาดตัว ห่มทับด้วยผ้าตุ๊มหรือผ้าคลุมผืนหนา เอาว่อมหรือหมวกพระมาสวมหัว ออกห้องหับประตูให้เบาที่สุด เดินโหย่งเท้าผ่านโถงลงบันได หมาวัดทำเสียงในคอคล้ายขู่คล้ายปราม แต่เมื่อได้ยินเสียงกระเดาะปากและจับได้ถึงกลิ่นคุ้นเคยก็ครางคล้ายขานรับ หมาติดคนตัวหนึ่งเหย่าๆ ตามมา อีกตัวสองตัวตามติดแล้วเหมือนกลับใจ กลับไปหมอบฟุบในซอกมุมอับลมตามเดิม

“ตุ๊ลุงจะพาข้าไปไหน”

“ไปเอาวิชา”

“ที่ไหน”

“ป่าช้า”

“ฮู้ย…”

สามเณรวัยหลานลากเสียงยาวเหยียด

อากาศใกล้รุ่งยังหนาวเหน็บหนักหนัก ไก่ยังไม่ขัน กายังไม่ร้อง น้ำค้างตกต้องดังอยู่เปาะๆ หนาวเย็นยะเยือก วังเวงอ้างว้างด้วยร้างจากสรรพเสียง หมาไม่เห่า หมาจับเจ่าเอาจมูกซุกโคนหางอยู่ตามกองไฟลานบ้านที่ใกล้มอดดับ แม้หมาก็ยังคร้านจะลุก แต่คนคู่หนึ่งวัยปู่กับหลานกลับลุกมาแล้ว กำลังไปสู่ป่าช้าทางท้ายหมู่บ้าน  ยุคสมัยนั้นป่าช้ากับหมู่บ้านแยกห่างกันชัดเจน ไม่มีการเผาผีจี่ศพในหมู่บ้าน ฌาปนสถานไม่เข้าไปอยู่ในวัดเหมือนยุคสมัยนี้

“ทำไมต้องมาเอาตอนนี้ ดึกดับคนนอน”

“ต้องเอาตอนนี้ กายังบ่ฮ้อง ไก่ยังบ่ขัน หากเลยไปกว่านี้ก็เอาบ่ได้ คนอาจฮู้อาจหัน ผีอาจไม่ออกมา”

“วิชาอันใดหรือตุ๊ลุงถึงต้องไปเอาในป่าช้า”

“โปริสาทขนาบผี”

ผู้เฒ่าหนาวสั่นอยู่บ้าง อยู่มานาน สังขารก็แพ้พ่ายไปตามกาลเวลา ท่านเองมักปวดเมื่อยหลังแข็งจะลุกจะนั่งลำบาก ท่านเองเข้าใจลึกซึ้งว่าทำไมพระพุทธเจ้าปลงอายุในปีที่แปดสิบ มันเหนื่อย มันล้า มันเหนื่อยอ่อนยาวนานนี่เอง

“โปริสาทเป็นเจ้าตนใดหรือ ถึงขนาบปราบปรามผีได้”

“เป็นพญาผู้หนึ่ง เก่งกล้านัก บ้านใดเมืองใดไม่กล้าต่อสู้ ต่อมาพญาผู้นั้นกลับคิดผิด เห็นผิดเป็นชอบ คือว่าชอบกินเนื้อคน ชาวเมืองทั้งหลายขอร้องให้เลิกแต่พญาไม่ยอม สุดท้ายก็ถูกบีบบังคับให้ออกจากราชบัลลังก์ไปอยู่ป่า ผกผ่าฆ่าคนเอามากิน เลยได้ชื่อว่าโปริสาทกินผี ว่าแต่เณรเถิด ยังอยากเป็นเจ้าชัยสังคหะโปรดสัตว์ผู้ยากอยู่ไหม”

“อยาก ยังอยาก แต่ข้าก็อยากรู้ ข้าเป็นใครกันแน่ มีคำสองคำติดอยู่ในใจข้า คำหนึ่งคือเมืองมาง อีกคำคือเจ้าบ่าว ส่วนมากข้าก็ลืมไปแล้ว แต่นานๆ มันก็โผล่เข้ามา เหมือนว่าข้าจะเคยเป็นเจ้าบ่าวเจ้าชายอยู่ไหนสักแห่ง อาจอยู่ที่เมืองมาง แต่ข้ากลับจำอันใดเกี่ยวกับเมืองมางไม่ได้เลย โตขึ้นข้าก็อยู่ที่เมืองยองแล้ว พ่อแม่ข้า…ไม่รู้ ไม่แน่ใจ เป็นพ่อเป็นแม่จริงๆ ของข้าหรือไม่ แต่ข้าก็เรียกพ่อเรียกแม่ทุกคำ พ่อแม่ก็เรียกข้าเป็นลูกทุกคำ แต่ลับหลังคนอื่น พ่อแม่มักเรียกข้าว่าเจ้าบ่าว คำทางนี้เรียกว่าเจ้าชาย”

“เณรอาจเป็นเจ้าบ่าวเจ้าชายจากเมืองมางก็เป็นได้ อันนี้หลวงลุงไม่รู้ ครูบาอาจรู้เพราะท่านมีตาทิพย์ แต่ท่านไม่พูด อันนั้นเอาเก็บไว้ก่อน วันคืนของเณรยังเหลืออีกยาวนานนัก เพิ่งอายุได้ ๑๘-๑๙ ใส่ใจร่ำเรียนเอาวิชาความรู้ใส่ตัวไว้ก่อน โปริสาทขนาบผีต้องเอาก่อนการ้องไก่ขัน เอาที่ปากหลุมผี เอาวัน ๘ ค่ำหรือ ๑๕ ค่ำ เพราะผีหลวงหลายจะออกมารอรับส่วนกุศล วันอื่นเอายาก ใกล้รุ่งผีไม่ชอบออกมา”

“มีวิชาชัยสังคหะยังไม่พอหรือ”

“ไม่พอหรอกเอ็ง เฮาบ่แม่นหน่อพระเจ้าอย่างเจ้าชัยสังคหะ ท่านมีวิชาติดตัวกับมีศรีขรรค์ชัยเล่มเดียวก็ปราบผีได้ทั่วจักรวาลเพราะท่านเป็นหน่อพระเจ้า เป็นโพธิสัตว์ แต่เราเป็นคนดิบคนหนา บุญบารมีเราไม่มากพอ จึงต้องเพิ่มเติมคุณวิชาหลวงหลายใส่ตัวไว้”

 

ยังหนาวเหน็บ น้ำค้างพร่างพรมห่มหนัก ยามรวมกันแล้วหยดลงพื้นก็ดังเปาะๆ ใกล้รุ่งมาแล้ว หมู่ไม้ชายบ้านดูเบาบาง แต่ทางหางบ้านที่โค้งขึ้นไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ยังมีหมู่ไม้ยังหนาแน่น ลมไม่แรงนักแต่เปลวเทียนก็เอนไหวแทบจะดับวับ หากเป็นเทียนไขหรือเทียนขี้ผึ้งทั่วไปก็คงจะดับ แต่ที่จุดอยู่นี้ตอนนี้คือเทียนเล่มบาทใช้ขี้ผึ้งน้ำหนักถึงหนึ่งบาทมาสีเป็นเทียนแต่ละเล่ม ลมแรงกว่านี้ก็ยังไม่ดับ

เทียนน้อยเรียงรายล้อมแวดแทบจะกลายเป็นรั้วเทียนหรือกำแพงเทียนไปแล้ว หากอากาศนิ่ง หากลมไม่พัด รั้วเทียนที่สมมติแทนกำแพงเพชรก็ดูแน่นหนาแข็งแรงสมคำว่ากำแพงเพชร แต่บังเอิญคืนนี้มีลม รั้วเทียนจึงดูโหว่แหว่งไม่ชวนให้เกิดความมั่นอกมั่นใจเท่าใดนัก

“กลัวไหม”

“ครูก็รู้คนอย่างข้าจะกลัวอะไร”

หัวเราะห้าวๆ หัวเราะลึกๆ เสียงคึกๆ ในลำคอห้าวทุ้มจนแม้แต่เขาเองก็ยังคิดว่ามันเพราะดีมีเสน่ห์สาวหลงโดยไม่ต้องใช้คาถา สาวชอบฟังเสียงหัวเราะของเขา สาวชอบลอบชำเลืองดูหน้าตารูปร่างของเขา อันนี้รู้ดี รู้มาแต่เมื่อยังเป็นสามเณรโน่นแล้ว

คนอย่างเขา หากคิดจะนอนสาวใดก็ไม่ยาก แต่ครูก็ให้กำข้อหนึ่งไว้ กำคือข้อยึดถือปฏิบัติ กำที่ครูให้ยึดข้อหนึ่งคือห้ามผิดเมียผู้อื่นโดยเด็ดขาด

“พร้อมละยังไอ้น้อย”

“ข้าขอถามเป็นคำสุดท้าย ข้ารับขันครู สืบทอดวิชาเสือโคร่งครบทั้งสามส่วน ข้าเอาสร้อยหงส์แสงออกถ้ำมาได้ใช่ไหม”

“เอ็งคิดจะไปเอาสร้อยหงส์แสงหรือ”

“ข้ามาคิดดู คงมีทางเดียวที่ข้าจะมีเงินมีทองไปขอคำสร้อยคือต้องได้สร้อยหงส์แสง ทางอื่นข้ามองไม่เห็น ขายควายหรือ ขายไร่ขายนาหรือ เป็นไปไม่ได้เด็ดขาด หัวเด็ดตีนขาดแม่ข้าคงไม่ยอม”

“เอ็งรับขันครู เอ็งพร่ำเพียรเรียนอ่านตำราเสือโคร่งแล้วทำตามนั้น เอ็งเอาสร้อยหงส์แสงออกมาจากถ้ำได้ ข้ารับรอง”

ในแสงเทียนพรายพร่าง สีหน้าและแววตาของครูดูสงบ อาจเพราะครูโล่งใจแล้ว สิ่งที่เรียกว่าพิษไมครูถอดออกได้แล้ว เพราะเขาตกลงรับขันครูแล้ว

รับขันครู คือรับเอาวิชาความรู้ในสายครูมาสืบทอด

ผู้ใดทำดี คุณ ของครูก็จะคุ้มครอง

ผู้ใดทำผิด คุณ ของครูก็จะลงโทษ

คุณ คือความสามารถ

ส่วนครู คือพลัง

ครูในอีกความหมายหนึ่งคือผู้สั่งสอนหรือผู้ถ่ายทอด หมายถึงคน

ในแง่นี้  ครูของเขาทำผิดจึงถูกคุณลงโทษ แต่นับแต่นี้ ท่านมอบคุณทั้งหมดแก่เขา ท่านสละแล้วซึ่งคุณคือความสามารถทั้งมวล ท่านจึงพ้นจากโทษ  ท่านกลับไปเป็นคนธรรมดาที่ไม่มีความสามารถพิเศษใดๆ อีกแล้ว เรียกว่าถอดพิษถอดไมออกหมดแล้ว

ปราศจากคุณ จึงปราศจากโทษ

ปราศจากความทุกข์ทรมานที่ท่านกลัว

————————————

(1) เก็บความมาจากวรรณกรรมพื้นเมืองเรื่อง พระราม พระลักขณ์

 

Don`t copy text!