สร้อยหงส์แสง ภาคต้น บทที่ 11 : เณรอุ่นเฮือน

สร้อยหงส์แสง ภาคต้น บทที่ 11 : เณรอุ่นเฮือน

โดย : มาลา คำจันทร์

สร้อยหงส์แสง กับเรื่องราวการตามหาสิ่งล้ำค่าที่ไม่มีใครเคยรอดชีวิตกลับมา ผลงานจากศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ อ. มาลา คำจันทร์ ที่มอบความไว้วางใจให้ อ่านเอา ได้เป็นผู้เผยแพร่นวนิยายเรื่องล่าสุดของท่าน ในรูปแบบ นิยายออนไลน์ ที่เราอยากให้ทุกคนได้ติดตามและ อ่านออนไลน์ ไปพร้อมๆ กัน

…………………………………………………………………..

 

ไก่ขาวไก่ดำร้องจ๊อกๆ หมอบติดพื้นเพราะถูกผูกมัดรวบขา ครูนั่งนิ่งแหงนหน้าดูดาว ดาวดวงใดยังเป็นเรื่องลึกลับสำหรับเขา

ลมหยุดพัก เปลวเทียนตั้งนิ่ง สุธนเอาเทียนน้อยอีกเล่มต่อไฟแล้วเอาไปจุดเล่มที่ดับให้ลุก นอกบริเวณแสงไฟส่องถึงมีแต่ความมืดมืดเงียบและวังเวง ต้นไม้ใหญ่ๆ แผ่เงางำดูดำเข้มกว่าท้องฟ้า ป่าทึบแห่งนี้อยู่ร้างห่างไกล ไกลจากหย่อมย่านบ้านคนจนไม่ได้ยินเสียงหมาเห่า ข้อกำหนดในวิชาเสือโคร่งของครูกล่าวไว้อย่างนั้น ครูพาเขาเข้ามาแต่เย็นๆ แล้ว กลางวันดูไม่น่ากลัวเท่าไร แต่กลางคืนเยียบเย็นเร้นแฝงเหมือนจะมีเงาผีเงาพรายวูบวาบบินบนวนต่ำอยู่ไปมา ตามก้านกิ่งมิ่งไม้ก็เหมือนจะมีผีตายเก่าเน่านานห้อยหัวลงมา”

“วิชาเสือโคร่ง กำข้อใดร้ายแรงที่สุด”

“ผิดลูกผิดเมียเขา จำใส่ใจไว้เลยเอ็ง สักติดแขนไว้ได้ก็ควรสัก อย่าล่วงละเมิดเด็ดขาด ไม่มีข้อยกเว้น ไม่มีการลดหย่อนผ่อนโทษเด็ดขาด วิชามีคุณ วิชาก็มีโทษ ผิดพลาดขึ้นมา วิชาทั้งหลายที่เอ็งทรงไว้จะกลายเป็นพิษเป็นไม หาคนมารับขันครูสืบต่อจากเอ็งไม่ได้ พิษไมในตัวจะเคี่ยวเข็ญทรมานเอ็ง จะตายทุกข์ตายยาก ตายทรมาน พึงกลัวนัก ได้เวลาแล้ว ข้ามองดาวมหาจุฬามณีแล้ว เอ็งปาดคอไก่หลั่งเลือดก่อนแล้วค่อยหลั่งเลือดเอ็ง”

 

แรม ๑๕ ค่ำ เดือน ๔ ผ่านไปแล้ว อากาศเหน็บหนาวผ่อนคลายลงบ้าง น้ำในนาค่อยแห้งห่างหาย ผืนนาหลังการเก็บเกี่ยวบางคนทิ้งว่าง บางคนเอาพร้าถากไปถากตอซัง แล้วขึ้นแปลงปลูกกระเทียม บางคนอาจปลูกถั่วเหลือง บางคนก็ปลูกยาสูบ บางคนเป็นนาดอน หน้าแล้งน้ำเข้าไม่ถึงก็ทิ้งผืนนาว่างไว้กลายเป็นที่หากินของงัวควายและคน งัวควายหากินหญ้า คนขุดหากบเขียดปูหอย หาเห็ดแพรดเห็ดหอมและเห็ดตะลอมที่ขึ้นตามเฟืองฟางหญ้าเน่า หน้าเหน็บหนาวแล้งนานอย่างนี้กบเขียดมักอยู่รูจำศีล ปูก็อยู่รู หอยก็อยู่รู แต่รูหอยแตกต่างจากรูสัตว์อื่นตรงที่มันไม่ได้อยู่รูเดียวตัวเดียว เป็นรูเดี่ยวๆ ชอนลึกลงไปอย่างรูปู ปากรูอาจมีรูเดียว แต่ลึกลงไปถึงระดับดินที่ยังแฉะ หอยจะอยู่รวมกันเป็นกลุ่ม เกลือกกลั้วดินเปียกอาศัยความชื้น หน้าหนาวหอยแทบไม่ได้กินอะไรเลยมันจึงผอม ต่อเมื่อฝนใหม่มาถึงแล้วมันรอดตาย หอยที่ผ่านความทุกข์ยากโหยหิวจะออกมากิน แล้วค่อยอ้วน แล้วค่อยไข่ หอยตัวหนึ่งมีไข่เป็นร้อย ไม่ค่อยมีสัตว์อื่นใดกินไข่หอย ถึงหน้าน้ำเต็มนา หอยจึงแพร่หลายไม่เคยสูญพันธุ์

“เร็วหน่อยเอ็ง”

“ก็เร็วอยู่แล้ว เร่งอยู่ได้”

สองคนพี่น้องลัดสู่สันดอนกลางนา พี่ชายนำหน้า น้องสาวตามหลัง แดดยามบ่ายแก่ส่องทแยงแสงเฉียง เงายาวนำหน้า หนองเต่าคำเห็นอยู่ลิบๆ

“เดี่ยวก่อน คำสาย”

ผายมือขวางน้องสาวเป็นเชิงบอกให้หยุดเท้า ตามองเห็นไหน่ตัวหนึ่งแทะกินเปลือกไม้ ล้วงเอาหนังสติ๊กกับกระสุนดินเหนียวออกมาจากย่าม นึกคิดคำนึงถึงคำพูดแปลกๆ ของพ่อเสี่ยววันเกี่ยวหญ้าด้วยกัน แกพูดถึงเขาควายฟ้าผ่า ลูกกงกายสิทธิ์

ไหน่หรือกระแตตัวนั้นยังแทะเปือกไม้เพลินอยู่ เหนี่ยวสายหนังสติ๊กสุดเหยียด ในหมู่คนรุ่นก่อน พ่อเสี่ยวแก้วได้ชื่อว่ายิงกงแม่นที่สุด แต่คนรุ่นนี้ เขาเองได้ชื่อว่ายิงกงแม่นที่สุด หวดผึงออกไป กระแตไม่ทันร้องก็ร่วงผล็อยลงมา

“เอ็งไปเก็บมา”

ใช้น้อง สองคนพี่น้องไปหาหอยที่โผ้งหอยหรือโพรงหอยกลางทุ่ง แต่คำสร้อยสมัครใจอยู่กับบ้านทำงานในร่ม ไม่ชอบตากแดด กลัวหน้าแห้งหน้าดำ กลัวผิวคล้ำ เย็นลงแดดแรงแสงอ่อน ตักน้ำจนเต็มทุกหม้อ เข้าครัวช่วยแม่ทำกิน อิ่มหนำดิบดีเกี่ยงให้น้องล้างถ้วยล้างจาน อ้างว่าแม่ใช้ให้กรอเส้นด้าย เข้าไต้เข้าไฟค่ำคืน คิดถึง คะนึงหา อยากเห็นหน้า มือหมุนวงปั่นด้าย ใจคอพะวักพะวงหลงหาเหมือนต้องคาถามหาละลวย พี่ไปไหนนะ พี่หายไปไหน ตัวพี่เป็นชายไยไม่มาแอ่วหา ตัวน้องเป็นหญิงจะให้แล่นไปหาพี่ได้อย่างไร

หรือพี่ปันใจเป็นอื่น หรือพี่ปักใจสาวอื่นใดที่ไม่ใช่น้องเสียแล้ว

มีเสียงหมาคราง มันคราง ไม่ใช่มันเห่า คล้ายมันกระดิกหางทักทายคนคุ้นเคย ไม่อยากหวัง กลัวว่าหูจะหาเรื่องไปเอง แต่พอเห็นหน้าที่โผล่เข้ามาในแสงไฟ ใจก็พองวาบเหมือนลูกโป่งที่เขาอัดลมใส่เข้าไป

“พี่น้อย”

“พี่เองคำสร้อย คิดถึงเอ็งนัก”

“พี่น้อยหายไปไหน ไม่มาแอ่วหาข้าเลย นึกว่าลืมข้าไปแล้ว”

“พี่ไปหาครู เพิ่งกลับมาถึงบ้านค่ำนี้เอง”

“พี่รู้ไหม อ้ายบุญธรรมมันว่าจะเอาพ่อแม่มันมาทาบทามสู่ขอคำสร้อยแล้ว”

“แล้วแม่เอ็งว่าอย่างไร”

“หน้าแม่บานเท่ากระด้งละมั้ง” ลดเสียงลง ชำเลืองไปทางชานหลังบ้าน กลัวแม่จะได้ยิน “ รีบคิดรีบอ่านเถอะพี่ รักคำสร้อย พี่รีบมาขอ ไม่รักคำสร้อย ก็อย่ามาให้เห็นหน้าอีกเลย คำสร้อยขอก้มหน้าหลับตาไปตามกรรมตามเวรที่ได้ทำมา”

เงยหน้าขึ้น หน้านั้นไม่มีน้ำตาแต่ว่าเผือดหมองชวนใจหาย อยากดึงเข้ามากอด อยากจูบซับรับขวัญแต่ทำไม่ได้เพราะข้อห้ามกำหนดไว้หยุมหยิม จะผิดผี ผีหอผีเรือนจะโกรธ ผีปู่ย่าอารักษ์จะลงโทษ ไม่ได้ลงโทษแต่สาวผู้ยอมให้หนุ่มผิดผี แต่ลงโทษหมดทั้งครัวเรือน

“คำสร้อย เอ็งฟังพี่ว่านะ” ถอนหายใจยาวๆ “พี่ไม่ได้เกิดเป็นลูกเศรษฐีมีเงินหมื่นเงินแสน แต่พี่จะเข้าถ้ำหงส์แสง ไปเอาสร้อยเส้นนั้น เอ็งรอพี่หน่อยนะ”

“คำสร้อยรอพี่ได้เสมอ ยาวนานเท่าไรก็จะรอ สิบปี ซาวปี หรือรอไปจนหัวหงอกขาวก็รอได้ แต่แม่…”

วูบวาบขึ้นมา อยากกรีดร้องคลุ้มคลั่ง อยากลุกขึ้นทึ้งผมตีอกชกหัว ทำไมจะต้องเป็นกู ทำไมไม่เป็นอีคำสาย ที่จะต้องมาทำหน้าที่ลูกกตัญญู

“ลูกพ่อนายจะเอาพ่อแม่มันมาฟู่จ๋าทาบทามหรือยาย ข้าได้ยินแม่พูดอย่างนั้น”

“ยายก็ได้ยินมาอย่างนั้น เห็นว่าหลังปีใหม่สงกรานต์ ราวๆ นั้น”

“แต่อี่สร้อย…” คำใสลดเสียงลง “มันจะยอมหรือยาย”

“ถึงที่สุด มันก็ต้องยอม”

“แต่ข้าไม่ค่อยแน่ใจ อี่สร้อยมันอ่อนนอกแข็งใน กลัวแต่ว่ามันจะบุ่มบ่ามวู่วามไปมัดคอตาย”

นางบัวลาได้ฟังก็ถอนใจยาวๆ

“อันที่คนบ้านเรากลัวกันที่สุดคือตายโหงกับตายพราย ยกเรื่องตายพรายออกก่อน เอาแต่เรื่องตายโหงมาว่า ผีตายโหงนะเอ็ง อดอยาก หิวโหยยิ่งกว่าผีใดๆ เพราะมันรับเอาข้าวน้ำที่ญาติอุทิศทานไปหาไม่ได้ มันหิว มันจึงดุร้าย จึงซุ่มซ่อนตามทางทักทอรอกิน คนที่ถูกมันทักมันทอจะป่วยไข้ออดแอด ต้องเลี้ยงมันด้วยชิ้นลาบแกงอ่อมมันถึงจะได้กิน แต่หากมีคนดีแก่กล้าผูกมัดไว้ใช้ มันจะกลายเป็นโหงรับใช้ไม่ได้ผุดได้เกิด คนบ้านเราไม่มีใครอยากตายโหงหรอกเอ็ง อี่สร้อยไม่แขวนคอตาย ไม่แทงตัวตาย ไม่โดดน้ำตายหรอก อยู่เป็นคนอาจทุกข์ แต่ตายเป็นผีโหงโพรงพรายทุกข์กว่าหลายเท่า เอ็งอย่าห่วง น้องเอ็งไม่ฆ่าตัวตายเพราะต้องแต่งกับลูกพ่อนายเด็ดขาด ตกแต่งนานไป มีลูกด้วยกัน ที่นี้ละเอ็ง จะละยังไม่อยากจะละด้วยซ้ำ แม่ญิงเรามักเป็นอย่างนี้ เอ็งเป็นชายไม่เข้าใจหรอก”

ดวงดอกแดดไหวริกพลิกเต้นบนพื้น หยิบซีกไผ่เหลายาววาเศษมาขวางตัก หยิบใบตึงแก่จัดเป็นสีน้ำตาลซ้อนกันสองใบมาพาด เอาตอกเข้าร้อยเพื่อเย็บใบตองให้ติดซีกไผ่ การงานเช่นนี้ไม่ได้จำกัดจำเพาะเฉพาะผู้ชาย ผู้หญิงก็ทำได้ แต่เวลาขึ้นเปลี่ยนหลังคาจะมีแต่ผู้ชาย ผู้หญิงขึ้นคร่อมหลังคา โบราณว่าจะข่มผีเรือน

“โหงกับพราย อันใดร้ายกว่ากันหือ ยาย”

“ร้ายพอๆ กัน แต่โหงมักเป็นชาย พรายมักเป็นหญิง แต่ไม่ว่าโหงหรือพราย ไม่ดีทั้งนั้น มักข่มเหงราวีคน คนจึงกลัว จึงเกลียดจึงชัง ความเกลียดชังไม่ดี ความเกลียดชังของคนหมู่มากรวมกันจะกลายเป็นไฟ แล้วไฟก็ไหม้ผีไหม้พรายให้เอ่าร้อนไม่เป็นสุข เขามักแช่งไม่ให้มันได้ผุดได้เกิด มันจึงเป็นทุกข์ ทุกข์เพราะอดอยากหิวโหย ขันข้าวสักกี่ขันที่ญาติพี่น้องทานไปหามันก็รับไม่ได้ ซ้ำไฟก็ไหม้เร้ารุมสุมตัว เป็นอยู่ด้วยร้อน เป็นอยู่ด้วยอดอยากเอ็งนึกว่าสุขหรือ อันนี้แหละ ยายถึงว่าอยู่เป็นคนอาจทุกข์ แต่ตายเป็นโหงเป็นพรายทุกข์กว่าหลายเท่า ไม่มีใครอยากตายโหงตายพรายหรอกเอ็ง”

โยนใบตองเย็บตับแล้วไปรวมในกอง ทรงตัวลุกขึ้น ลุกนั่งลำบากเพราะสังขารร่างกายหย่อนยานตึงเคร่งไม่เป็นปกติ ที่ควรตึงกลับหย่อน ที่ควรหย่อนกลับตึง แต่ก็ยังดี อายุเจ็ดสิบแล้ว ยังลุกเหินเดินได้ ไม่ต้องใช้ไม้เท้าพยุงตัว

 

ใบลานที่ต้มไว้แต่เมื่อเดือนสี่เพ็ญถูกทับไว้นานก็เหยียดยาวเต็มความยาวของใบ ขั้นตอนต่อไปคือตัดให้ได้ความยาวตามต้องการ

“ตุ๊ลุงจะจารเรื่องใดหรือ”

“บ่แม่นตุ๊ลุงจะจาร แต่เณรต้องจาร ชัยสังคหะนั่นแหละ”

“ข้าอยากได้วิชาตัดโหงตัดพรายมากกว่า”

“ต้องจารชัยสังคหะก่อน แค่อ่านหรือท่อง บางทีก็ลืมได้ ต้องจดต้องจารไว้ มันถึงจะเข้าจิตเข้าใจลึกซึ้ง หากเณรยังอยากเป็นเจ้าชัยสังคหะ”

“แต่เจ้าชัยสังคหะไม่ได้นุ่งผ้าเหลืองนี่ ตุ๊ลุง”

“เณรไม่อยากนุ่งผ้าเหลืองแล้วหรือ”

“ไม่ใช่อย่างนั้น ข้ายังอยากนุ่งผ้าเหลือง แต่ใจข้า… บางทีมันก็ลักออกผ้าเหลือง ตุ๊ลุงอย่าด่าข้า ข้าก็รู้ว่ามันไม่ดี แต่บางทีข้าก็ห้ามใจไม่ได้”

“พี่ไอ้คำสิงห์มันละสิ”

“มันงาม ถูกอกถูกใจข้านัก”

“มันเข้ามาในอกในใจเณรนานละยัง”

“ก็นานอยู่ สักสามปีเข้ามานี่แล้ว”

“เณรลักเมาสาวตั้งแต่อายุสิบห้าหรือ อือ… เร็วกว่าตุ๊ลุง”

“ตุ๊ลุงก็ลักเมาสาวหรือ ข้าเพิ่งรู้ ผู้ใด ตุ๊ลุง สาวในใจตุ๊ลุงผู้นั้น”

“บ่ใกล้ บ่ไกล มันคือยายของเสี้ยนหนามคาใจเณรนั่นแหละ แต่เรื่องนี้มันเนิ่นนานผ่านมาแล้ว ตุ๊ลุงผ่านมาได้ เณรก็ผ่านไปได้เหมือนกัน จงเชื่อมั่น ติดตามรอยบาทพระศาสดาเราไป… จรถะ ภิกขเว พหุชนหิตายะ พหุชนสุขายะ… จงจาริกไป ภิกษุทั้งหลาย เพื่อประโยชน์สุขของมหาชนหมู่มาก… ทางเส้นนั้นเราไปไม่ได้ ก็ไปอีกทาง อย่าได้นอนร้าวหนาวใจ คนเรามีกรรมเป็นแดนเกิดด้วยกันทั้งนั้นเณรเอ๋ย ยอมรับเสียว่าเรามีกรรมที่เกิดมาเป็นอย่างนี้ อย่าดิ้นรนสนเสือกไปเลย เชือกรัดตัว ยิ่งดิ้นยิ่งเจ็บ มีอีกหลายสิ่งหลายอย่างที่คนโดนมัดกระทำได้ บางอย่างอาจทำไม่ได้ แต่หลายอย่างยังทำได้อยู่ อย่างการเลือกจะเป็นอย่างเจ้าชัยสังคหะโผดคนก็เป็นหนทางดีอันหนึ่ง ตุ๊ลุงจะบอกกับเณร คาถาเจ้าชัยสังคหะขับผี เณรท่องออกปากได้ทุกคำ แต่มันบ่ญำ”

“บ่ญำ อย่างใด ตุ๊ลุง”

“มันบ่ขลัง บ่ศักดิ์สิทธิ์ บ่มีอำนาจอาชญาเพราะใจของเณรยังแกว่ง จารเรื่องชัยสังคหะ ตั้งใจจารทุกคำ ทุกอักขระ ใส่ใจไปตามน้ำธรรมคำสอนที่อยู่ในเรื่อง ศรัทธาจะบังเกิด ศรัทธาบ่ตั้งมั่น คาถาใดๆ ก็บ่ญำ คือบ่ศักดิ์สิทธิ์ บ่ขลัง บ่มีอำนาจ”

ใบลานชื้นบ้าง มีราขาวราดำขึ้นบ้าง ชายวัยปู่กับหลานช่วยกันเช็ดราออกหมด บ่ายโข เริ่มอบอ้าวขึ้นมาบ้าง อากาศหนาวหดตัวขึ้นไปทางเหนือแต่อาจแผ่ลามลงมาอีก ต่อเมื่อราวเดือนหกหรือเดือนมีนาคมโน่นกระมัง ความหนาวจะค่อยคลายไปเรื่อยๆ พอถึงเดือนเจ็ดใกล้สงกรานต์ถึงจะร้อนจริงๆ

“ย่าบัวลาเป็นคนที่ตุ๊ลุงรักหรือ”

“บ่แม่นคนที่ตุ๊ลุงรัก แต่เป็นคนที่เณรอุ่นเฮือนรัก”

“เณรอุ่นเฮือนเป็นไผ”

“ก็เป็นตุ๊ลุงวันนี้”

“ตุ๊ลุงว่าเป็นคำลึกแลบนัก” เขาหมายถึงถ้อยคำที่ลึกซึ้ง “คำสร้อยเป็นคนที่เณรแสงเฮืองรักวันนี้ แต่สืบไปวันหน้า คำสร้อยบ่แม่นคนที่ตุ๊ลุงแสงเฮืองรัก”

ใบลานต้มแล้วเอาเรียงกัน แล้วมัดหัวมัดท้ายกันในหลุดเลื่อน เอาแต่ละมัดมาวางชิดติดกัน เอาไม้กระดานทับตามขวาง แล้วเอาหินก้อนใหญ่มาวางทับบนกระดานอีกชั้น บ่ายแก่ อบอ้าวขึ้น กระเบื้องมุงหลังคาศาลาคายไอร้อนลงมา เนื้อตัวหลังไหล่ของตุ๊ลุงกับเณรหลานมีเหงื่อซึม  ตรงมุมที่ศาลาพับศอกเป็นที่เก็บฆ้องกลอง แดดแก่ๆ ลำหนึ่งส่องลอดรูแตกที่หลังคาลงมาเป็นลำ ฝุ่นคงมาก จึงมองเห็นลำแดดชัดเจน

หากฝุ่นไม่ฟุ้ง ก็ไม่เห็นลำแดด

หากแดดไม่ส่อง ก็ไม่เห็นฝุ่นฟุ้ง

สามเณรหนุ่มนึกคิดแปลกๆ  สับสนอยู่บ้างกับความคิดที่วูบวาบขึ้นมา

 

“แต่ถึงอย่างใด ความรักก็ดีกว่าความชัง” หลวงลุงเอาแขนปาดเหงื่อที่หน้าผาก “ความรักบ่ทำร้ายไผ แต่ความชังทำลายคนได้ รักเทอะ ถ้ายืนยันได้ว่าเป็นความรัก บ่แม่นความหลง แต่จะดีกว่า ถ้าเราผายแผ่ความรักออกไปกว้างขวาง รักถ้วนทั่วตัวคนตัวสัตว์ รักทุกสิ่ง อันนั้นละ เมตตา พระเจ้าเราถึงสอนว่า เมตตา โลโกปถัมภิตา… เมตตาธรรมค้ำจุนโลก เรารักอันใด เราจะบ่ทำร้าย บ่ทำลายอันนั้น แต่ความรักที่รักคนเดียว รักสิ่งเดียว ยังคับแคบอยู่นัก ผายแผ่ออกไป ขยายออกไปเณรเอ๋ย ครอบคลุมทั้งโลก ทุกสิ่ง ทุกอัน ทั้งที่หายใจได้และบ่หายใจ อันนั้นละ ขอบข่ายของพระโพธิสัตว์ ของเจ้าตนบุญ”

“สาธุ” ยอมือใส่หัวในท่านั่งยองๆ “หลานน้อยจะภาวนาไว้ทุกลมหายใจเข้าออกว่าเมตตา เมตตา”

ไกลออกไปในดงกล้วยหลังวัด หลวงปู่ผู้ปลีกวิเวกอยู่ตรงนั้น ท่านไม่ฉันร่วม ไม่ทำวัตรร่วม ไม่สวดมนต์ร่วม ไม่มีกิจกรรมร่วมใดๆ กับหมู่พระเณรในวัด นานๆ หากมีกิจจำเป็นเกิดขึ้นในวัด หลวงลุงจึงค่อยไปหาท่าน พระเณรอื่นๆ ไปหามักไม่พบ มีคนกล่าวว่าท่านบังตาคนเหล่านั้นไว้ รวมทั้งตนด้วย

นึกคิดพอเพลิน แต่พลันทันใดหลวงลุงก็ร้องโอยเหมือนโดนแมงป่องต่อย

“อะหยังตุ๊ลุง”

“เอวกูลั่น” ท่านทิ้งขอนไม้หนักๆ ลงกับพื้นศาลาดังตึง แสงเฮืองร้อนใจ รีบยื่นมือไปประคองท่านทันที

“บอกแล้วบ่ฟัง บอกว่าของหนักอย่ายก คนเฒ่าผู้นี้”

ประคองท่านผู้เฒ่านั่งลงบนตั่งร้างวางชิดผนังศาลา ผลุนผลันไปเอายาหม่องยานวดบนกุฏิ อดีตสามเณรอุ่นเฮือนนวดคลึงบั้นเอวตน นึกๆ ก็สะท้อนใจ หากเปรียบเป็นตะวัน บัดนี้ค่ำคล้อยแล้ว ไม่นานแสงลับดับหาย จะทันได้ฝึกจิตฝึกใจไปสู่เมืองแก้วมหาเนรพานอย่างครูตนหรือไม่ ไม่มั่นใจเลย

Don`t copy text!