สร้อยหงส์แสง ภาคต้น บทที่ 12 : กระสุนไอศวร

สร้อยหงส์แสง ภาคต้น บทที่ 12 : กระสุนไอศวร

โดย : มาลา คำจันทร์

สร้อยหงส์แสง กับเรื่องราวการตามหาสิ่งล้ำค่าที่ไม่มีใครเคยรอดชีวิตกลับมา ผลงานจากศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ อ. มาลา คำจันทร์ ที่มอบความไว้วางใจให้ อ่านเอา ได้เป็นผู้เผยแพร่นวนิยายเรื่องล่าสุดของท่าน ในรูปแบบ นิยายออนไลน์ ที่เราอยากให้ทุกคนได้ติดตามและ อ่านออนไลน์ ไปพร้อมๆ กัน

…………………………………………………………………..

 

ฝนทิ้งมานาน ตั้งแต่ราวปลายเดือนตุลาคมโน่นแล้วที่ฝนไม่ตก ต้นไม้หลายอย่างผลัดใบลงเพื่อรอฝนใหม่ ฉำฉาต้นใหญ่สลัดใบสีเหลืองเหมือนฝนใบไม้ กิ่งก้านหงิกงอคดเคี้ยวยามตัดกับฟ้าสีครามดูงามมาก ทองกวาวก็ทิ้งใบ ตุ่มไตดำๆ เริ่มแตกตามกิ่ง ไม่นานทองกวาวจะบาน สีส้มแสดหากบานพรั่งพร้อมจะสะพรึบสะพรั่งดูดั่งไฟไหม้ป่า ถึงยามดอกทองกวาวปรากฏแก่สายตา คนบ้านนอกทั่วไปจะหมายรู้ได้เลยว่าไม่นานจะเริ่มร้อน ความร้อนจะค่อยแรงขึ้นเรื่อยๆ ไปถึงราวกลางเดือนเมษายน จะร้อนจะไหม้จนไม่อยากออกจากร่ม

“แต่ก่อนแต่เดิม พอดอกกวาวบาน ปู่ส่างจิ่งมันจะขวนขวายหาคน” บัวลานางหม้ายเฒ่าเอ่ยขึ้น “พ่อเอ็งก็มักเป็นคนผู้หนึ่งที่ไปกับปู่ส่างจิ่ง”

มือนางพลิกห่อถั่วเน่าที่ย่างไฟอ่อนๆ สายตานางมองออกไปจากร่มหลังคาโรงเก็บของ นางมีความหลัง มีความทรงจำงดงามเกี่ยวกับผัว ผัวนางไม่ใช่คนมั่งคั่งร่ำรวยอย่างส่างจิ่งหรือพ่อนายบุญส่งคนบ้านสันป่าตึง ไม่ใช่คนเก่งกล้าสามารถอย่างพ่อหนานอินตาผู้พาคนข้ามป่าผีป่าสางมาถึงห้วยดอกอูน แต่ผัวนางเป็นคนดี มีบ่ามีแรง มีคุณวิชาความสามารถหลายอย่าง นอกหน้านา ผัวนางมักรับจ้างส่างจิ่งไปค้าต่างเมือง เมื่อมันกลับมา ลูกเมียอยู่หลังยังบ้านดีใจ มักได้ของฝากต่างเมืองจากมัน

“มีอยู่ปีหนึ่ง ส่างจิ่งพาคนไปค้าไปขายถึงเมืองมะละแหม่ง…” นางลูบคลำกำไลเงินที่ข้อมือ “กำไลเงินอันนี้ พ่อเอ็งได้มาแต่เมืองมะละแหม่งปีนั้น แม่ใส่ไม่เคยถอด”

“ข้าเอง ปิ่นฟ้าอุกกาบาตของพี่หนาน ข้าเอาให้คำสร้อยมันเสียบผมไปเสียแล้ว ส่วนคำสายข้าว่าจะให้แหวนวงนั้นแก่ แต่คงรอให้คำสร้อยออกเรือนไปก่อน”

“ไม่แน่นัก แทนที่คำสร้อยจะออกเรือนไปเป็นสะใภ้ผู้อื่น แต่เอ็งกลับจะได้สุธนเป็นเขยเข้าเรือน”

“เมื่อแรกมาตั้งเป็นบ้านเป็นเมือง…”บัวไหลพาเรื่องไหลออกไปอีกทาง”พ่อกับแม่รักกันละยัง”

“จะรักได้อย่างใด ยังไม่รู้คำบ่าวคำสาวกันเลย พ่อเอ็งอายุสิบสาม แม่สิบขวบ ตุ๊ลุง… แปดขวบท่าจะได้”

“ข้าขอขมา ขออย่าได้เป็นบาปเป็นกรรมแก่ข้าเลย” บัวไหลยอมือใส่เกล้า “แม่กับตุ๊ลุง รักกันมาก่อนใช่หรือไม่”

“แม่แต่งงานกับพ่อเอ็ง ตุ๊ลุงก็เลยบ่สึก จนบัดนี้” นางตอบไม่ตรงความนัก “พ่อเอ็งกับตุ๊ลุงเคยร่วมผ้าเหลืองด้วยกันระหว่างหนึ่ง เป็นพระพี่พระน้องแก่กัน แลกปันวิชาความรู้แก่กัน แต่ต่อมา อาจเป็นเพราะแม่ เขาระหองระแหงกัน พ่อเอ็งสึกออกมาได้สักปีก็มาได้กับแม่ แล้วพวกเอ็งสามพี่น้องก็ไหลออกท้องมา ตอนนั้นพ่อเอ็งยังหนุ่มยังแน่นบ่าไหล่แรงหลาย นาเรานี่นะ พ่อเอ็งฟันเอาทั้งนั้น บ่ได้เอาเงินไปซื้อจากไผ สมัยนั้นยังเป็นป่าอุกดุกดงอยู่ คนบ่หลาย แต่ที่ทางกว้าง พ่อเอ็งฟันป่าเป็นนา หนามเหนี่ยวเกี่ยวเนื้อมีแผลยับย่อย มีอยู่วันหนึ่ง ตอนนั้นแม่ยังตั้งท้องไอ้หนานมาพี่ชายเอ็งอยู่ ไม้ดีดตาพ่อเอ็ง มันเอาผ้าเคียนทับตากลับมาบ้าน แม่ถามว่าเป็นอะไร มันว่าไม่เป็นอะไร แต่ถัดจากวันนั้น ตามันบอดเบื้องไปเจ็ดวัน ตุ๊ลุง…”

“ตุ๊ลุงทำไมแม่”

บัวไหลเอาเหง้าไผ่ผุเข้าใส่ไฟใต้เตาย่างถั่วเน่า หูฟังเรื่องราว แต่ใจนึกไปถึงหยาดเหงื่อ หยดเลือด และเรี่ยวแรงหลวงหลายที่พ่อเสียไป พ่อยิ่งใหญ่กว่าที่นางคิด ไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าดวงตาพ่อบอดเบื้องไปเจ็ดวัน เนื่องจากฟันป่าเป็นนาไว้เลี้ยงลูกเมีย

บัวลาเอาถั่วเน่าชุดใหม่ขึ้นย่าง เอาตองตึงใบใหญ่ๆ แต่โหว่ที่หลานชายคัดทิ้งมาคลุมทับถั่วเน่าบนเตา นางถอนใจอ้อยอิ่ง นางเป็นสุขเมื่อนึกถึงผัว แต่นางก็หม่นหมองเล็กน้อยเมื่อนึกถึงชายอีกคนที่ยังอยู่ในผ้าเหลืองจวบจนบัดนี้

“ตุ๊ลุงมาเป่าตาให้พ่อเอ็ง”

“แค่นั้นเอง นึกว่ามาทำอะไร”

“อย่านึกว่าเล็กน้อยนะเอ็ง ตุ๊ลุงใจใหญ่ ไม่หึงสาอาฆาต ไม่ซ้ำเติม แต่กลับช่วยเหลือเยียวยา ตุ๊ลุงไม่มองหน้าแม่เลย แม่ถาม ปากตุ๊ลุงตอบ แต่สายตาตกพื้นไม่เงยขึ้นมา แต่นั้นมา ศิษย์พี่ศิษย์น้องเขาก็ดีแก่กันจวบวันพ่อเอ็งวาย”

“ข้าเอง… กับพ่อเลี้ยงนันทิ”

นางพูดแค่นั้น ระงับถ้อยคำมากมายไว้เสีย แม่สำนึกถึงบุญคุณของตุ๊ลุง นางเองก็สำนึกถึงบุญคุณพ่อเลี้ยงนันทิ พ่อเลี้ยงชอบนาง แต่นางชอบพ่อละอ่อนผู้แทบไม่มีสินทรัพย์สิ่งใดเลย ภายหลัง นางกับผัวบากหน้าไปขอยืมเงินโดยไม่มีหลักทรัพย์อะไรไปค้ำเลย หากตุ๊ลุงใจใหญ่ พ่อเลี้ยงก็ใจใหญ่ แม่เลี้ยงบัวผัดก็ใจใหญ่เหมือนกัน แต่แม่เลี้ยงแสงคำใจคอคับแคบ มันกล่าวหาว่านางเป็นเมียลับเมียพรางของผัวมัน

ลุกละจากแม่ เข้าใต้ถุน ลูกสาวคนโตทอผ้าอยู่คนเดียว มองปราดเดียวนางก็รู้ว่าลูกสาวทอผ้าตุ๊มบ่าวหรือผ้าคลุมไหล่ของคนหนุ่ม นางไม่ดุด่าว่ากล่าวแต่ประการใด

ผ้าผืนนี้มันตั้งใจทอ ใส่ใจแทบทุกเส้นด้าย เป็นผ้าคลุมที่มันหมายจะเอาให้ชายคนรักของมัน

“อี่สายไปไหน” นางมองไปที่หูกอีกเครื่องที่ไม่มีคนทอ

“โน่น… เห็นว่าไปรมหนูพุกกับไอ้อ้าย มันว่าขอแก้ตัว วันก่อนไปรม หนูพรวดพราดออกรู มันใจอ่อน เอามีดฟันหัวหนูไม่ทัน เลยโดนอ้ายมันด่า”

“บ่ายแก่มาแล้ว ไปปาดผักหมูมาที แม่จะต้มข้าวหมู”

“รออีสายกลับมาก่อน ให้มันไปปาด”

“คำสร้อย” บัวไลว่ากล่าวน้ำเสียงเครีงตึง “อย่าเอาแต่คร้าน หดหัวอยู่แต่ในร่ม ไปเร็ว บัดนี้”

ใช้อำนาจของคนเป็นแม่บังคับ คำสร้อยละมือ นางแอบกระหยิ่มในใจ ผ้าคลุมไหล่ผืนนี้กว่าจะเสร็จก็คงข้ามปี

ไม่มีทางได้คลุมไหล่บ่าวป่าไผ่ผู้นั้น เพราะไม่เกินเดือนแปด หรืออย่างช้าที่สุดก่อนเข้าพรรษา คำสร้อยจะกลายเป็นนางนั่งช้างไปอยู่สันป่าตึง

ริ้นยุงหายไปตั้งแต่เริ่มเข้าหนาว แต่กองไฟที่ก่อเอาควันก็ยังสุมอยู่ เอาขี้หญ้าเหลือกินของควายไปกองรวมกัน เหง้าไผ่ผุบ้าง ใบไม้แห้งบ้าง เศษขี้ควายตกหล่นแห้งกรังก็สุมควันดีนัก หากต้องการเปลวก็สุมฟืนลงไปด้วย ค่ำลงควันไฟจึงไม่ขาดสาย ต่อเมื่อดึกไฟหมดเชื้อ ควันไฟอาจหมดไป แต่ไฟเปลวอีกกองที่ลานบ้านก็ยังลุกแรง ไฟที่ลานก่อไว้ให้หมาเฝ้าบ้าน ดึกดื่นเหน็บหนาว หมาไม่มีผ้าห่มเหมือนคน มันจะขดอยู่ใกล้กองไฟ เอาหัวไปซุกพวงหาง หากมีความเคลื่อนไหวผิดปกติมันจะเห่า แต่ก่อนมันอาจเห่าเพราะเสือเข้าบ้าน แต่ตั้งแต่ญี่ปุ่นตัดทาง ไม่มีเสือเข้าบ้านอีกเลย

“มาเน้อ กินข้าว”

เสียงน้องสาวเรียก ผู้ชายคนเดียวของเรือนก่อไฟสุมควันให้ควายแล้วขึ้นเรือนล้างมือกินข้าว เรือนไฟหรือห้องครัวคับเกินไป ไม่พอให้คนห้าคนกินข้าวได้พร้อมหน้า สำรับข้าวจึงตั้งอยู่ที่ชานหลัง วันนี้มีคั่วแคหนูพุกฝีมือแม่ทำ แต่เป็นฝีมือการเสาะหามากินของพี่ชายกับน้องสาว เธอเองเป็นเพียงลูกมือของแม่

คนในครัวเรือนพร้อมหน้า ยายปั้นข้าวเหนียวเหน็บเอาคั่วแคหนูพุกใส่ปากก่อนเพื่อนเพราะยายเป็นหัวหน้าครอบครัว พอยายกิน ต่างคนต่างกิน ตับหนูโผล่ขึ้นมา คำสร้อยฉกหมับเหมือนปากนกกระยางฉกปลา น้องสาวไม่ว่าอะไร แต่ในใจตำหนิว่ากูกับไอ้อ้ายเป็นคนไปหาแท้ๆ ตับหนูควรเป็นของกูกับไอ้อ้าย แต่ก็ไม่ได้พูดอะไร

“จืดไปนิดนะ แม่ว่า” หัวหน้าครอบครัวพูด

คำสายเอาคำข้าวคุ้ยคั่วแคในถ้วยหาพริกให้ยาย ได้เม็ดพริกเข้าปาก นางก็สูดปากสูดคอ คนเรือนนี้ไม่มีข้อถือสาว่ากินข้าวต้องงับปาก ค่อยย้ำค่อยเคี้ยว ระแวดระวังอย่าให้มีเสียงออกปาก ไม่ให้เม็ดข้าวกระเด็นออกปาก คนเรือนนี้ไม่มีข้อยึดถือว่าเวลากินต้องนั่งพับเพียบเรียบร้อย ค่อยหยิบค่อยสอดใส่ปากเหมือนนางฟ้อนแขน หมาขึ้นมานั่งรอขอกิน กระดูกกระเดี้ยวคนขบไม่แตกก็โยนให้หมา ก้างปลาหัวปลาคนไม่กลืนเข้าปาก แมวรอขอกินก็โยนให้แมว หมาๆ แมวๆ กินไปพร้อมคน ต่างแต่ไม่เข้ามาร่วมวงเท่านั้น

“ยังมีหมาใหญ่กล้าตัวหนึ่ง” บัวลาเหมือนนึกขึ้นได้อันใดก็ออกปากเล่า “มันเป็นหมาพราย”

“หือ” คำใสหยุดคำข้าว “หมาก็เป็นพรายหรือ”

“ตาเอ็งเรียกว่าหมาพราย อาจเป็นพรายแปลงเป็นหมา เรื่องราวเก่าเดิมโน่นละ สมัยพ่อหนานอินตายังเป็นคนอยู่ พ่อหนานอินตาได้สู้รบกับหมาพราย ดาบปรายพรายเล่มนั้นฆ่าหมาได้ แต่พ่อหนานก็ได้แผลที่น่องโดนหมาขบ พ่อหนานอินตาบ่ควรจะเจ็บ หากใช้เลือดระดูทาดาบ”

“เลือดระดูแพ้หมาพรายหรือ” คำสร้อยถาม แพ้หมายถึงชนะ ถามพลางก็สลัดมือไปทางด้านหลัง ให้เศษซากของกินติดนิ้วเป็นอาหารหมา

“แพ้ เลือดระดูแม่ญิงแพ้วิชาปัญญาฝ่ายชายได้หมด”ผู้เป็นยายกล่าวย้ำ “แต่หมู่คนดีมีวิชาปัญญาเขายึดถือสืบต่อกันมาว่า ระดูผู้หญิงเป็นของต่ำ ของถ่อยสกปรก เป็นของข่มคาถาอาคม เขาจึงมีข้อห้ามที่ถือสานักเรื่องระดูผู้หญิง เสือยักษ์เสือเยน ของแข็งกล้าอาคมฝ่ายชาย กลัวที่สุดก็คือระดูผู้หญิง เอาเลือดระดูทาดาบฟันมัน มันตายในดาบเดียว”

“แต่ดาบพ่อหนานก็จะถูกข่ม”หลานชายแทรก “กลายเป็นดาบธรรมดาไปทันที ถูกต้องไหมยาย”

“ใช่แล้ว พ่อหนานถึงไม่ใช้”

อิ่มหนำดิบดี คำสร้อยทำทีใส่ใจทางฝ้ายทางฟืม อันที่จริงขี้เกียจล้างถ้วยโถโอชามทั้งหลาย เกี่ยงให้คำสายผู้น้องล้างแทน

เสียงดีดกระดิ่งสดใสดังเข้ามาในเขตบ้าน อยากดับไฟเข้าไปนอนทันที ไม่อยากรับหน้าเลย คนเตี้ยม่อต้อใส่สร้อยคอเท่าเชือกล่ามหมา สักชั่วโมงต่อมา เสียงปั่นรถถีบคล่อกแคล่กก็ดังเข้ามา

พี่กูมาแล้ว พี่อ้ายชายงามหล่อเหลาเลิศฟ้าของกูมาแล้ว

ไม่ใช่คืนแรกที่บ่าวป่าไผ่กับบ่าวสันป่าตึงเผชิญหน้ากันบนเรือนสาว แต่กลับเป็นคืนแรกที่คำสร้อยรู้สึกอึดอัดขัดใจเพราะท่าทีลูกเศรษฐีจะไม่ยอมลงเรือนง่ายๆ

เหมือนมีการเผชิญหน้ากัน ตั้งมั่นคุกคามกันอยู่ในที

ปกติทั่วไป หนุ่มผู้ใดขึ้นเรือนก่อน จะลงเรือนก่อนเมื่อมีอีกคนขึ้นมา แต่ว่าคืนนี้ อ้ายบุญธรรมยังนั่งขึง ทั้งที่อ้ายสุธนขึ้นเรือนมาก็นานพอสมควร ยังวางเฉย อาจไม่เอ่ยปากสอดแทรกเมื่อเธอคุยกับอ้ายสุธน แต่ก็เหมือนประกาศว่าสาวผู้นี้กูจองแล้ว กูไม่เปิดโอกาสให้ใครอีกแล้ว

“ได้ยินมาว่าอ้ายบุญธรรมได้กระสุนไอศวรมาหรือ” หนุ่มหล่อกว่า แต่ยากจนกว่ามากเอ่ยขึ้น “ได้มาแต่ใดหือ”

“พ่อหมอคำมูลปันมา”

“หมอคำมูล บ้านสันทราย”

“คนที่อ้ายบุญธรรมจ้างให้ส่งโหงพรายไปลองดีข้าใช่ไหม”

“ไม่ได้จ้าง”

หลบตา เผยพิรุธ หนุ่มหล่อกว่าแต่ยากจนกว่าหัวเราะหึๆ หัวเราะดุๆ

“ช่องใช้มันมีอย่างใด กระสุนไอศวรอันนี้ เอาไว้ยิงนกยิงหนู หรือว่ายิงหมายิงแมว”

น้ำเสียงเรียบๆ แต่ความหมายในถ้อยคำเหยียดหยามดูแคลนสุดๆ หนุ่มม่อต้อเลือดขึ้นหน้าจนหน้าแดงไปถึงใบหู

สูดลมหายใจลึกๆ พยายามระงับความเดือดไหม้ไฟเอ่าในอกในใจ แต่ถึงกระนั้น มือที่ล้วงบุหรี่ออกมาจุดสูบก็ยังสั่นๆ หนุ่มป่าไผ่ยิ้มเยาะ อย่ากรากเข้ามาเด็ดขาดนะมึง ไม่แข้งหักก็แขนหักแน่นอน กูรับรองได้เลย

“ยิงนกยิงหนู ยิงหมายิงแมว ใช้กระสุนดินเหนียวก็เหลือเฟือแล้ว” หนุ่มรวยกว่า แต่ความหล่อสู้ไม่ได้ ระงับเสียงไม่ให้สั่น “กระสุนไอศวรอันนี้อานุภาพสูงส่งนัก อย่าว่าแต่ผีโหงโพรงพรายเรี่ยรายทางที่บางคนทิ้งรถถีบเผ่นหนี แต่กระสุนไอศวรอันนี้ เอาไว้ยิงผีกละหลวง มันชอบแปลงตัวมาหลอกล่อสาวให้ลุ่มหลง ลูกเดียวยิงผึงออกไป รูปอันงามหายวับ กลายเป็นผีกละเฒ่าร่างร้าย สาวได้เห็นแก่ตาก็เลิกลุ่มหลงงมงาย”

“อ้อ โชคดีที่ข้าไม่ใช่ผีกละหลวง”

หยิบบุหรี่ออกมาจากกระเป๋าเสื้อ แต่อับอายเพราะอีกฝ่ายสูบบุหรี่เกล็ดทองของเจ้าของนาย แต่ตนสูบบุหรี่มวนเอง ของไพร่ฟ้าฝุ่นดินทั่วไป จึงเปลี่ยนใจเก็บไว้เสีย

“ก็ไม่ได้ว่าเอ็งนี่ ร้อนตัวไปไย”

“คำสร้อยเองก็ไม่ใช่สาวตาบอด แยกไม่ออกระหว่างเจ้ากุมารกับผีกละหลวง ใช่ไหม”

ยิ้มให้สาว หน้าหล่ออยู่แล้วดูหล่อยิ่งขึ้น สาวยิ้มแทนคำตอบรับรองว่าใช่ บุญธรรมขยับตัว สร้อยทอง พระเลี่ยมทองกระทบกันในอกเสื้อกรุกกริก มองเจ้ากุมารด้วยหางตา ท่าทีเหยียดหยามดูแคลนนิดๆ

“แต่แม่เอ็งฝัน… ฝันเห็นนกเค้าหลวงโฉบเอาเอ็งหายลับไป”

“ว่าข้าหรือ อ้ายบุญธรรม”

หนุ่มหล่อแทรกขึ้น หนุ่มขี้เหร่ไม่ตอบ ไม่มองหน้าด้วยซ้ำ เหมือนว่าอีกฝ่ายไม่มีค่าพอจะพูดคุยด้วย ยังคงมองหน้าสาว พูดกับสาว น้ำเสียงเด็ดขาดมั่นคง

“หลังปีใหม่ พ่อแม่อ้ายจะมาสู่ขอเอ็งแน่นอน จะเอาเอ็งเป็นนางนั่งช้าง ขี่ช้างข้ามทุ่งไปเข้าเรือนหอ”

“หลังปีใหม่ อ้ายก็จะมาขอเอ็ง คำสร้อย”

สุธนโพล่ง พูดได้แค่นั้นก็ชะงัก เพราะไม่อาจอ้างเอาช้างกล้างายาวมารับนางไปเข้าเรือนหอ หนุ่มม่อต้อได้ที ดูดบุหรี่แรงๆ จนไฟแดงวาบ

“เอ็งจะเอาอะไรมาต่างนางข้ามทุ่ง รถถีบขี้เหมี้ยงหรือ”

“มึงลุกขึ้นมา ไอ้บุญธรรม”

เหลืออดนัก หมดสิ้นแล้วซึ่งความเกรงใจ ไม่เรียกเป็นอ้ายแต่เรียกเป็นไอ้ ผุดลุกกลางเรือนสาว หนุ่มลูกชายคนใหญ่คนโตยังนั่งในท่าเดิม พี่เลี้ยงหรือองครักษ์ขยับมายืนคุมหลังนาย

“อย่าขยับนะมึง อยากลองตีนกูไหม ตูมเดียวกูเตะตกเรือน”

“จะลองกันไหม ลงไปข้างล่างอ้ายทองควาย เชิงมหิงสาควายป่ากับเชิงเสือโคร่งอันใดจะแน่กว่ากัน”

“ไอ้เสือเอ๋ย… ไอ้เสือน้อยยังคาบนมแม่…”

ทองควายหัวเราะหึๆ เสียงเอะอะตึงตังทางโถงเรือนดังไปถึงชานหลัง บัวไหลลุกมา คำสร้อยสุดจะทนได้ ไม่คำนึงถึงจารีตประเพณีอันใดอีกแล้ว ลุกละเข้าเรือนนอนไปเลย

Don`t copy text!