สร้อยหงส์แสง ภาคต้น บทที่ 14 : การตัดสินใจ (จบภาคต้น)

สร้อยหงส์แสง ภาคต้น บทที่ 14 : การตัดสินใจ (จบภาคต้น)

โดย : มาลา คำจันทร์

สร้อยหงส์แสง กับเรื่องราวการตามหาสิ่งล้ำค่าที่ไม่มีใครเคยรอดชีวิตกลับมา ผลงานจากศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ อ. มาลา คำจันทร์ ที่มอบความไว้วางใจให้ อ่านเอา ได้เป็นผู้เผยแพร่นวนิยายเรื่องล่าสุดของท่าน ในรูปแบบ นิยายออนไลน์ ที่เราอยากให้ทุกคนได้ติดตามและ อ่านออนไลน์ ไปพร้อมๆ กัน

…………………………………………………………………..

 

สงบ สงัด เร้นแฝงอยู่ในส่วนลึกของวัดที่เรียกกันว่าดงกล้วย กระท่อมหลังเล็กมุงด้วยกระเบื้องดินขอเก่าคร่ำดูกลมกลืนไปกับหมู่ไม้รอบข้าง ใช่มีแต่ต้นกล้วยอย่างเดียว แต่ชาววัดก็เรียกรวมๆ ว่าป่ากล้วยเพราะมีกล้วยหนาแน่นมากกว่าไม้อื่น ท่านผู้อาศัยเลยถูกเรียกว่าครูบาป่ากล้วย บางทีก็ถูกเรียกว่าครูบาตาทิพย์

เล่าลือกันมา ท่านมีตาทิพย์ ท่านอ่านทักทำนายแม่นยำเหมือนมีญาณหยั่งรู้อนาคต แต่ร่วมสิบปีมาแล้ว ท่านไม่อ่านทักทำนายให้ใครเลย ปลีกตัวอยู่โดดเดี่ยว ไม่ยุ่งเกี่ยวศาสนกิจศาสนพิธีใดๆ เลย ไม่มีใครกล้ารุกล้ำเข้ามา มีแต่ตุ๊แดง พระภิกษุชื่อแดงรูปเดียวเท่านั้นที่ท่านอนุญาตให้เข้ามาอุปัฏฐากรับใช้

ครูบานั่งที่ระเบียงเล็กๆ หน้าห้อง อดีตสามเณรอุ่นเฮือนจัดผ้านุ่งให้เรียบร้อย คุกเข่าลงกับดิน ก้มกราบครูตน ครูบานั่งที่ชาน ชานหรือระเบียงกว้างเพียงศอกเศษ ความยาวเท่ากับความกว้างด้านหน้าของกระท่อม ใช้เป็นที่ฉันภัตตาหารที่ตุ๊แดงนำมาถวายวันละมื้อ ท่านเองแม้แก่ชราแต่สีหน้าแววตากลับดูสงบใสเฉกเช่นพระสูงอายุผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบทั่วไป

หลวงลุงผู้รั้งตำแหน่งเจ้าอาวาสแอบสะท้อนใจ อาตมาเองจะมีโอกาสได้ปฏิบัติชำระใจจนใสออกนอกหน้าอย่างท่านไหมหนอ

“หนักใจเรื่องแสงเฮืองหรือ” ท่านถาม

“แม่นแล้ว ครูบา” ปากกล่าวตอบ มือนอบน้อมพนมตามความเคยชิน “เห็นทีข้าเจ้าต้องลอยดาบแน่นอนแล้ว รักษาไว้บ่ไหว มันหนักขึ้นทุกที หวังมีคนสืบก็หวังบ่ได้ ขืนรักษาไว้ ผีโหงโพรงพรายทั้งหลายคงออกมากินข้าเจ้าสักวัน”

“บ่ต้องลอย”

“แสงเฮืองมันสืบดาบได้หรือ”

“อือ…” ท่านหลับตาลง หลับอยู่ครู่ใหญ่ค่อยลืมตาขึ้น “แต่มันจะออกจากวัดเราไป”

“เพราะแม่ญิงผู้นั้นกา? ครูบา”

“อือ…”

ท่านรับคำคลุมเครือ

 

ดินนาแตกระแหง แตกเป็นตาๆ มีร่องมีริ้วคดเคี้ยวเป็นหลืบเป็นรูให้ปูหอยลงไปอาศัยความชุ่มชื้น กลางวันมองเห็นชัดเจน แต่พอกลางคืน ความมืดก็กลบกลืนไปหมดสิ้น ทุ่งกว้างว่างโล่งดูแปลกเปลี่ยวหนาวเย็น ทุ่งนาโอบล้อมหมู่บ้านไว้แทบทุกด้าน กลางคืนคนไม่มีกิจใดๆ ในทุ่งนา บนทางที่ทอดเชื่อมระหว่างหมู่บ้านอาจมีคนบ้างแต่เบาบางมาก มีแต่หนุ่มอกหนาวอยากได้สาวเป็นคู่เคียงเรียงชิดจึงจะลงจากเรือน แต่ก็ใช่ว่าถี่หนาคลาคล่ำสวนกันไปมา บางทีตลอดเส้นทางไม่สวนใครเลยก็มี

บุญธรรมซ้อนท้ายจักรยานลัดผ่านทุ่งนาเข้าเขตสันป่าตึงถึงบ้าน พี่เลี้ยงเอารถเข้าใต้ถุนเรือนแล้วไปนอนเฝ้าร้านค้าด้านหน้าตลาด เขาเองถอดรองเท้าถุงเท้าหิ้วขึ้นบ้าน มีเสียงทักถามดังขึ้น

“ไยกลับเร็วนัก คืนนี้”

“นับแต่นี้ไปจนหลังปีใหม่ ข้าจะไม่ขึ้นเรือนหลังนั้นอีกเลย”

“ อีคำสร้อยมันว่าเป็นคำเบ็ดเสร็จเด็ดขาดเลยหรือ ไม่ให้เอ็งขึ้นเรือนหลังนั้น”

“ไม่ใช่อย่างนั้นหรอกพ่อ แต่ข้าได้รับปากคำหนักแน่นแก่นสารกับแม่ไหล แต่นี้ไปจนหลังปีใหม่หนึ่งเดือน ข้าไม่ขึ้นเรือนหลังนั้น ส่วนคำสร้อยก็จะดับไฟเติ๋น ไม่รับหน้าหนุ่มใดเลย”

“รวมถึงไอ้น้อยสุธนด้วยหรือ”

“มันจะไปถ้ำหงส์แสง คำสร้อยขอเวลาข้าหนึ่งเดือนหลังปีใหม่ พ้นนั้นไปหากไอ้น้อยสุธนไม่กลับมา พ่อแห่ขันหมั้นขันหมายข้ามทุ่งไปเลย”

“ช่างดุดันกลั่นกล้านัก ตัวคนเดียว กล้าบุกถ้ำหงส์แสง”

“ข้าเองก็ยังนับถือน้ำใจมันเลย เมื่อมันกล้าไป ข้าก็กล้าหักใจไม่ขึ้นเรือนนั้น”

“ดี ลูกผู้ชาย ต้องมีสัจจะ”

นึกนิยมชมชื่นลูกชายขึ้นมาอีกมาก แต่ก็พูดทิ้งไว้เพียงแค่นั้น กลับเข้าห้องนอน ผู้นอนเคียงข้างพลิกตัวหันมาหา

“ไอ้หล้ากลับมาแล้วหรือ คุยกันอุมๆ อำๆ”

“กลับมาแล้ว อีคำสร้อยจะดับไฟเติ๋นไปถึงหลังปีใหม่ ไอ้น้อยสุธนไปถ้ำหงส์แสง ไอ้หล้าลูกเราจะไม่ไปเรือนหลังนั้น พ้นนั้นไปค่อยว่ากันใหม่ ไอ้น้อยได้สร้อยกลับมา คำสร้อยเป็นเมียมัน แต่… ข้าว่ามันจะไปตายเสียมากกว่า หนานทาไปแล้วก็กลับมาตาย ไม่ผิดจากคำโบราณว่าไว้เลย”

“ว่าแท้ว่าดีนะสู” นางคลี่ผ้าห่มคลุมให้ผัว “ข้าไม่อยากได้เลยอีคำสร้อยผู้นี้ เหมาะเป็นนางนอนม่วนอย่างเดียว”

 

กินข้าวแลงอิ่มหนำแล้ว อมเมี่ยงสูบยาพออิ่ม บุญมีลงเรือนไปก่อน นางบัวแก้วยังขลุกอยู่กับลูกสาวที่โถง ครู่หนึ่งบ่าวใหม่มาแอ่วมาอู้ลูกสาว นางนั่งรับหน้า โอภาปราศรัยพอเป็นที่รู้จักคุ้นเคยกันก็ปลีกไปที่กองไฟร่วงโรยแบบสุมเอาควันไล่ยุง สองคนผัวเมียคุยกันเรื่องนั้นเรื่องนี้ เมียพูดมากกว่าผัว สักสองทุ่มเศษจะขึ้นเรือนนอน ทว่ายังไม่ทันขยับ เสียงจักรยานก็ดังฝืดๆเข้าหู ลูกชายลงจากอานแล้วซุกจักรยานเข้าใต้ยุ้งข้าว

“ทำไมกลับเร็วนักคืนนี้”

“นับแต่นี้ไปจนถึงหลังปีใหม่หนึ่งเดือน คำสร้อยจะดับไฟเติ๋น ไม่รับหน้าบ่าวผู้ใด”

“แม่มันรับขันหมายพ่อนายแล้วหรือ” นางบัวแก้วถาม “เขาหมั้นเขาหมายกันเท่าใด”

“ข้าจะไปถ้ำหงส์แสง คำสร้อยจะไม่รับหน้าบ่าวใด อ้ายบุญธรรมก็จะไม่ขึ้นเรือนหลังนั้น ไฟโถงจึงดับ”

“เอ็งหรือ ไอ้น้อย เอ็งจะไปถ้ำหงส์แสง บ่ไป บ่ไป อี่แม่บ่หื้อไป”

นางโวยวาย นางรู้มา ถ้ำหงส์แสงดุร้ายนัก ผู้ใดไปแล้วก็ไปลับ ผู้กลับมาได้ก็เร็ววันพลันตายอย่างผัวอีบัวไหลผู้นั้น เป็นตายอย่างไรนางไม่ยอมให้ลูกไปเด็ดขาด ผู้หญิงคนเดียวมันจะสละไม่ได้เชียวหรือ

“อ้ายบุญธรรมก็ใจใหญ่น่านับถือผู้หนึ่ง” ลูกชายเลี่ยง “เหมาะสมแล้ว ที่เกิดมาเป็นลูกชายพ่อนายบุญส่ง ข้านอนก่อนละ”
ถอดรองเท้าที่เชิงบันได คืนนี้ฟ้ามืดเพราะเป็นคืนข้างขึ้นไม่กี่ค่ำ ดวงดาวสุกขาวอยู่เต็มฟ้า ลมเย็นพัดแผ่วสม่ำเสมอ บงไผ่ไหวค้อมตามแรงลมลาก เข้าห้องส่วนตัว เอามีดเขี้ยวเสือออกจากย่าม ยกขึ้นจบแล้ววางไว้เหนือหัวนอนเอามุ้งลง ตบหมอน ไหว้พระเป็นสำนวนพื้นเมืองยืดยาว ไหว้ถึงคุณพ่อคุณแม่ คุณครูบาอาจารย์ ตั้งใจไหว้ จดจ่อทุกถ้อยคำ ตำราเสือโคร่งยังไม่จบถองถ่องแท้แต่ก็ท่องขึ้นใจราวเจ็ดในสิบส่วน ยังมีเวลา จากห้วยดอกอูนไปดอยดำระยะทางสามคืน ไปกลับไม่ควรเกินเจ็ดคืน แต่กะเวลาเผื่อไว้ว่าสิบคืนก่อนถึงปีใหม่จะออกเดินทาง
“คำสร้อย ก่อนนอนจงไหว้พระสวดมนต์ เอาแรงเอ็งมาเพิ่มแรงพี่”

ห้าคนที่ยังอยู่กินบนเรือนอยู่พร้อมหน้ากัน ผู้ชายคนเดียวจักตอกอยู่เงียบๆ หญิงสูงอายุผู้เสมือนแม่ช้างเฒ่านำโขลงเอาใบพลูมาซ้อนกันเป็นแหลบ หนึ่งแหลบมีสิบใบ สิบแหลบเอามามัดรวมกันเรียกว่าหนึ่งมัด เอาฝากจั๋นตาไปขายตลาดสันป่าตึง หนึ่งมัดได้สิบสตางค์ของราคาเงินสมัยนั้น

บัวไหลแหลบพลู คำสายเอาก้านกล้วยมาตัดเป็นท่อน ยาวเกือบศอก แล้วผ่าออกเป็นซีกๆ ใช้แทนตอกมัดพลู จะใช้ตอกไม้ไผ่ก็ได้แต่ใบพลูมักช้ำ คำสร้อยนั่งอยู่เฉยๆ ล้างมือล้างไม้แล้ว ไม่อยากจับมีดจับก้านกล้วยเพราะยางกล้วยจะติดมือ ใจคอฝ่อแฝ่นับแต่เจ้าคนงามเลิศฟ้ามาบอกลา เหมือนจะไม่ได้เห็นหน้าอันงาม เหมือนจะไม่ได้ยินเสียงหัวเราะคึกๆ ในคออีกแล้ว

เหมือนพี่จะไปตาย

เหมือนพ่อ

“หนึ่งเดือนหลังปีใหม่ ” คำสร้อยหันไปพูดกับแม่ “อ้ายสุธนบ่มาขอข้า แม่รับขันหมายลูกพ่อนายได้เลย”

“แม่ไม่ได้บีบไอ้ผู้นั้นให้ไปถ้ำหงส์แสง ทางเลือกมันมี แล้วแต่มันจะเลือก”

“ขายไร่ขายนา ขายงัวขายควายมาขอข้าหรือ อี่แม่พี่อ้ายผู้นั้นจะยอมหรือ แล้วแต่กรรมแต่เวรของข้ากับอ้ายสุธนเถิด” ถอดปิ่นฟ้าอุกกาบาตออกมาจากมวย ยื่นคืนให้แม่ “หนึ่งเดือนไปหน้านี้ เลิกพูดเรื่องผีกละหลวง ข้าเองก็จะไม่เอ่ยชื่อ… บ่าวป่าไผ่ผู้นั้น พอใจละยังแม่”

“คำสร้อย…”

แม่ช้างเฒ่านำโขลงเอ่ยติงเรียบๆ แต่คำสร้อยชิงหนีเข้าเรือนนอนไปก่อน

เริ่มหาว เริ่มง่วง เริ่มลุกละไฟชานไปทีละคน เสียงลมพัดพร้าว เสียงเอื่อยไหวของซึงดังอยู่ติดติ่งติ้งต้อง ท่วงทำนองเก่าแก่แต่เมื่อไรไม่รู้ไหลล่องเหมือนน้ำ ต้นน้ำอยู่ที่ไหนไม่มีใครรู้ ปลายน้ำอยู่ที่ไหน ใครก็ไม่รู้เช่นกัน รู้แต่ว่าต่อหน้ามีแม่น้ำไหลผ่าน
แม่น้ำไหลมา แล้วก็ไหลไป

สุขทุกข์ผ่านเข้ามา แล้วก็ผ่านออกไป ตราบใดไม่ถึงเมืองฟ้ามหาเนรพาน ตราบนั้นก็ยังสุขๆ ทุกข์ๆ

ลูกเงียบ หลานเงียบ อายุเขายังน้อย หลับง่ายตื่นง่าย แต่นางอายุมากแล้ว หลับยากตื่นง่าย

คลำข้อมือ กำไลเงินเย็นเยียบแต่อบอุ่นในใจ คำนึงนึกไปถึงชายอีกผู้ ผู้มาก่อน แต่กลับพ่ายแพ้แก่ผู้มาทีหลัง ผู้มาทีหลังตายก่อน แต่ผู้ที่มาก่อนยังอยู่ในผ้าเหลืองจวบจนบัดนี้

อ้าปากหาว หลานสาวของนางก็มีความรักซับซ้อน หากมันกับลูกชายพ่อนายเป็นตัวกรรมตัวเวรกัน นางหวังใจว่ามันจะรักผัวได้อีกคน

เหมือนที่นางรักตาของมัน

จบภาคต้น

Don`t copy text!