สร้อยหงส์แสง ภาคปลาย บทที่ 1 : หายไปในถ้ำ

สร้อยหงส์แสง ภาคปลาย บทที่ 1 : หายไปในถ้ำ

โดย : มาลา คำจันทร์

สร้อยหงส์แสง กับเรื่องราวการตามหาสิ่งล้ำค่าที่ไม่มีใครเคยรอดชีวิตกลับมา ผลงานจากศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ อ. มาลา คำจันทร์ ที่มอบความไว้วางใจให้ อ่านเอา ได้เป็นผู้เผยแพร่นวนิยายเรื่องล่าสุดของท่าน ในรูปแบบ นิยายออนไลน์ ที่เราอยากให้ทุกคนได้ติดตามและ อ่านออนไลน์ ไปพร้อมๆ กัน

 

สร้อยหงส์แสง ภาคหลัง

มีนาคม- มิถุนายน ๒๔๙๗

 

อื่ออือ จาจา   อื่ออือ จาจา…

เสียงเพลงอื่อลูกดังแว่วมา  อ่อนโยน นุ่มนวล เปี่ยมด้วยความรักใคร่ห่วงใยจนแม่เรือนยังสาวนางหนึ่งสัมผัสได้   บ่ายแก่แม้ร้อน แต่ลมร้อนล้วงเข้าไปไม่ถึงใต้ถุนเรือนหลวงกว้างใหญ่ กว้างและใหญ่ใช้เสาเปลืองมาก บางคนเรียกเรือนกาแล บางคนเรียกเรือนสองหลังร่วมพื้น แต่บางคนก็เรียกคล้ายค่อนแคะว่าเรือนร้อยเสา  เก่าแก่เนิ่นนาน ผ่านแดดผ่านฝนนานเท่าไรนางไม่รู้ นางเข้ามาเป็นสะใภ้เรือนนี้สองสามปีผ่านมานี่เอง

แต่ผู้อื่อลูกสะกดนาง อาจอยู่เรือนนี้มาร่วมซาวสามสิบปี น้ำแก้วแววเสียงม่วนเพราะ เนิบๆ เนือยๆ ชวนให้ง่วง ใช่แต่จะอื่อให้เด็กน้อยนอนอู่หลับดีนอนดี เหมือนจะอื่อให้แดดร้อนอ่อนแสงลงได้ด้วย

แม่เรือนยังสาวกำลังจะก้าวเข้าใต้ถุนเรือนหลังหลวงหยุดเท้าลง ทอดถอนใจ

กูเองเป็นแม่  แต่แม่ผัวกลับอื่อหลานได้ดีกว่ากูอื่อลูก

 

ร้อนแรงแสงแดด ใกล้เปลี่ยนปีอีกแล้ว เป็นปีที่สามตั้งแต่ไอ้หล้าได้เมียขึ้นเรือน ช่วงนี้แม้จะไม่ร้อนที่สุด   แต่เปลวแดดแผดเต้นเป็นตัวยิบ ๆ ก็ชวนให้คร้ามขยาด ความร้อนรุนแรงขึ้น ฝนหัวปียังไม่มา บางวันฟ้าแดงดังจะมีฝนใหญ่ลมหลวง  บางวันฟ้าดำดังฝนจะตกหนัก บางค่ำคืนฟ้าร้องครืนๆ บอกว่าฝนตกแล้ว แต่คงตกที่อื่น สันป่าตึงหมู่บ้านใหญ่แห่งนี้ฝนยังไม่ลง ดินยังเป็นผงแห้งผาก  ข้างทางใหญ่ฝุ่นแดงฟุ้งคลุมต้นไม้ใบหญ้าจนแดงเถือก ฝุ่นฟุ้งเพราะรถแล่นผ่าน มีรถเข้ารถออกแทบทุกวัน บางคันก็แล่นเลยไปไกล ไปถึงหมื่อเซคีหมู่บ้านสุดท้ายก่อนถึงดอยดงหงหลวงไกลโพ้น

ชายชราชักสายตากลับสู่ใต้ถุนเรือน อู่ไกวไหว  สายอู่พาดบนปล้องไม้ที่สวมคาน เมื่ออู่ไกว สายเชือกแกว่ง ปล้องไม้ก็ขยับตามเส้นเชือก  บดเบียดกับคานรับน้ำหนักมีเสียงดังออดแอด ลำนำกล่อมลูกดังจากหญิงร่างท้วมผมเผ้าเริ่มมีหงอกแซม นางนั่งล่างบนพื้นมีเสื่อปู แต่ชายชรานั่งหย่อนแข้งบนตั่งกว้าง  ร้อนแดดแม้แผดเผาแต่ไม่อาจล้วงเข้าใต้ถุนเรือนหลวง เรือนหลังนี้กว้าง เรือนหลังนี้ใหญ่ เรือนหลังนี้สูง ใต้ถุนโปร่งโล่งอากาศถ่ายเทได้สะดวก หมู่ไม้รอบเรือนก็มาก  ร้อนแล้งลุกลามถามหา หมู่ไม้กางใบดูดซับรับร้อน ความร้อนก็ลดทอนได้อีกทาง แต่กลางวันอย่างนี้บนเรือนมักร้อนอบอ้าว คนบนเรือนมักจะหลบร้อนลงมาอยู่ที่ใต้ถุนอันเป็นบริเวณที่เย็นที่สุด  ยุงจะชุมที่สุด แต่ยุงก็มักมาตอนเย็น ๆ ใกล้ค่ำ คนมักย้ายหนียุงไปอยู่ชานโล่งหลังบ้าน กินข้าวกินปลากันที่นั่น พูดคุยกันที่นั่น ยุงอาจตามมากวน แต่ที่โล่งลมโกรกยุงไม่ชอบ ประกอบกับชาวบ้านดั้งเดิมทั่วไปมักสุมไฟเอาควัน  ควันจากกาบมะพร้าวและเปลือกส้มโอตากแห้งไล่ยุงดีมาก สักทุ่มสองทุ่ม อากาศเย็นลง คนก็เข้านอน

อื่ออือ จาจา   อื่ออือ จาจา…

เพลงอื่อลูกเอื้อนอ่อนผ่อนช้า ดังจากปากนางชักอู่  อ่อนน้อยในอู่อาจเพลินเพลงอื่อ อาจสุขสบายเพราะอู่ไกว อ่อนน้อยม่อยหลับไปอีก มือที่ชักสายเปลเห่กล่อมค่อยผ่อนช้าลง หน้านางสงบ นางทอดตามองอ่อนน้อยในอู่ แล้วทอดตาสู่ชายวัยปลายบนตั่งกว้าง ข้างนอกแดดกล้า ข้างในเป็นเงาดำ นางมองเห็นผัวเป็นเงาดำแล้วค่อยชัดขึ้น  อยู่มาวันนี้ผัวนางอายุ ๖๑ แล้ว ไม่มีโรคภัยไข้เจ็บเบียดเบียน แต่ขี้หลงขี้ลืมมีบ้าง นางเองอายุ ๕๗ ยังไม่หลงไม่ลืม อยู่กินกันมาไม่เคยเอะอะด่าทอขึ้นมึงขึ้นกูแก่กัน ผัวนางเป็นลูกพญาจันทะ ส่วนนางเป็นลูกท้าวคำวัง ต่างเป็นผู้มียศมีเกียรติ มีศักดิ์ฐานะอันใหญ่ เป็นที่นับหน้าถือตาของคนหลวงหลาย พ่อพญาไปทาบทามสู่ขอนางมาเป็นลูกสะใภ้ นางได้เป็นนางนั่งช้างคนแรกของตำบล นางปฏิบัติดูแลลูกผัวดี เลี้ยงลูกสองคนได้ดีแล้วมาเลี้ยงหลาน นางเลี้ยงหลานเหมือนเลี้ยงลูกเพราะลูกสะใภ้ไม่ได้เรื่องได้ราว บอกว่าอย่านอนให้นมลูก แต่มันมักง่ายเกียจคร้าน  ลูกนอนมันก็นอน ลูกหลับมันก็หลับ ไอ้หล้าตัวน้อยมักสำลักน้ำนม รากพุ่งรากท้นออกปากออกจมูก ยั้งมือไม่ไหวบางทีนางก็ซัดฉาดที่กลางหลังมัน

อีผู้นี้ดีแต่งามอย่างเดียว แต่บกพร่องสารพัด กินข้าวเสียงดังจวกๆ จากๆ เดินเรือนก็ไม่รู้จักย่องจักย่าง หยากไย่เต็มมุม ไม่ใช้ก็ไม่ทำ ซักผ้าตากผ้าไว้คาชาน ไม่เตือนมันก็ไม่เก็บ บางทีเตือนแล้วก็ดีแต่ว่าเดี๋ยวก่อนๆ อันที่มันดี เห็นมีอย่างเดียว คือนั่งตะบอยอ้อยอิ่งอยู่หน้ากระจก

เพลินไปในความคิด  มือลืมชักสายอู่ ไอ้หล้าในอู่ดิ้นร้อง  นางเห่กล่อมถนอมเลี้ยงเป็นเพลงอื่อลูกว่า อื่อจา จาจา  อื่อจาจาจา… เงาคนวับ ๆ ตัดแดดเข้ามา นางปรายตามอง สายตานางคล้ายบานประตูปิดกั้น

“ข้าได้ยินลูกร้อง”

“หลับไปแล้ว” นางว่ากล่าวเรียบ ๆ น้ำเสียงราบเรียบติดจะเย็นชา “ผัวเอ็งไปไหน”

“เอารถออกไป  เห็นว่าไปขนครั่งทางโน้น…สันมะแฟน”

“ผัวไม่อยู่  เอ็งอย่าละร้าน คนเข้าคนออก ใครไปใครมา เจ้าของไม่อยู่มันอาจฉวยของติดมือ ไป กลับไป”

“หยี่โข่มาหาพ่อนาย” เธอหมายถึงพ่อของสามี “ข้าให้พี่บัววันรับหน้าที่ร้านแล้วมาถามว่าจะให้หยี่โข่มาหาพ่อนายที่นี่หรือไม่”

“หยี่โข่มาหรือ” ชายชราบนตั่งใหญ่มีท่าทีคึกคักขึ้น “พามันไปหาพ่อนายที่ศาลา”

ลุกขึ้นก่อน ก้าวออกจากใต้ถุนก่อนลูกสะใภ้เสียด้วยซ้ำ แม่ลูกอ่อนมีท่าทีอิดเอื้อน พูดกับพ่อผัว แต่สายตายังจับที่ลูกน้อยนอนเปล  ต่อเมื่อแม่ผัวกระอือกระแอมจึงค่อยชักสายตากลับ ออกจากใต้ถุน เลาะทางระหว่างหมู่ไม้ไปสู่ทำเลที่ตั้งตลาดประจำตำบลด้านหน้า

อันนี้ลูกกู  หรือว่าลูกแม่ผัวกู…

 

ร้อนและแล้ง  ฟ้าแดงดังไฟไหม้ฟ้า  ทีท่าว่าฝนจะตกแต่ยังไม่ตกสักที ตะวันลับหลังดอยไปแล้ว ฟ้าแดงฟ้าดำก่ำแก่ อากาศนิ่ง ลมไม่พัด  กอไผ่ชายทุ่งยืนนิ่งซบเซา นกเอี้ยงเถียงกันเสียงดังเจี๊ยวจ๊าว เหมือนมันจะแย่งกันว่าไผ่กิ่งนี้กูมาก่อน กูจะเกาะตรงนี้ มึงมาทีหลัง ไปหากิ่งอื่นเกาะซิ

ต้นไม้ไม่เคยปฏิเสธนก

แม้นกจะขี้รดต้นไม้

ลัดแลงแฝงค่ำมาจากบ้านหนองมน ทางเชื่อมระห่างหมู่บ้านตัดผ่านท้องทุ่ง  นาทุ่งแล้งแม้แล้งแห้งเข็ญ แต่ยังมีหย่อมเย็นอยู่บ้าง นกตัวใหญ่ซุกซ่อนพุ่มพงข้างทาง สำเหนียกเภทภัยก็พรวดพราดตัดหน้า นกสะดุ้งคน  คนก็สะดุ้งนก สามเณรหนุ่มน้อยเดินหน้าชะงักกึก พระหนุ่มเดินตามหลังเอามือแตะหลัง คล้ายจะบอกว่าไม่มีอะไร อย่าตกใจ

“นกยางโทน   สมณะพึงบำเพ็ญตนเป็นดั่งนกยางโทนนะเณร  ตุ๊ลุงสอนไว้”

“มันเป็นอย่างใดตุ๊พี่ เป็นอย่างนกยางโทน เป็นอย่างใด”

“สมณะ  คือผู้สงบแล้วจากข้าศึก” ยกมือพนมไปทางวัดโดยอัตโนมัติ  “ พึงอยู่คนเดียวดุจนกยางโทน บ่พึงอยู่เป็นหมู่คณะดั่งนกยางกรอก  อยู่เป็นหมู่ ทะเลาะผิดเถียงกัน แย่งชิงกัน พูดมาก แต่คิดน้อย ตุ๊ลุงว่าบ่ดี”

“แต่หากภัยมีล่ะ  ตุ๊พี่ ไผจะช่วยเราได้”

“สมณะ คือผู้มีภัยอันระงับแล้ว  หากยังมีภัย ก็ยังไม่ใช่สมณะ”

“พูดแต่คำลึกคำดึก ขอถามสักคำนะ ตุ๊พี่มีภัยอันระงับแล้วหรือ”

“คิดว่าอย่างนั้น”

อย่าด่าข้าเลย  จิตใจอาลัยห่วงหาคู่ข้างคนเคียง  หมดไปจากใจตุ๊พี่แล้วหรือ”

“สามปีผ่านไปแล้วทุกอย่างจบลงแล้ว เณรสิงห์”

ฟ้าดำไล่กลืนแสงแดงหลังเขา  นกนากาแกร้องเสียงเศร้า ๆ ระฆังค่ำดังขึ้น นกเอี้ยงเถียงกันบนกอไผ่แตกฮือ สายลมเลาะอ่อน หอมอ้อยสร้อยดอกไม้ยามเย็น  ค่ำลง หลังดวงตะวันลับ ดอกไม้บางอย่างเพิ่งเผยกลีบบาน แต่บางอย่างหุบกลีบเตรียมตัวหล่นร่วง

“ตุ๊พี่ได้ดูบ้างละยัง ตำราวิชาลิงลมเล่มนี้”

“เปิดแผล็บ ๆ ผ่านตา  ไม่ทันได้ดูละเอียด คืนนี้ว่าจะอ่านเต็ม ๆ อีกที”

เอามือคลำย่าม ในย่ามมีตำราวิชาลิงลมที่ใฝ่ฝัน ที่ปรารถนาแสวงหามานาน ในที่สุดก็ได้มาแล้ว ตำราไม่ได้อยู่ที่เรือนครู  แต่อยู่กับพี่น้อยคันธาลูกคนโตของครู พี่น้อยคงเอาออกไปจากเรือนเมื่อไปเป็นเขยเรือนอื่น อุบนิ่งมาตลอด อยู่ๆ ก็ฝากคนมาบอกว่าตำราวิชาลิงลมอยู่ที่ตน ให้ไปเอา

นึกไปถึงเมื่อสามปีก่อนยังเป็นสามเณร ส่วนคำสิงห์ติดตามตนก็ยังเป็นเด็กวัดอยู่ เคยไปเสาะหาตำราเล่มนี้ที่เรือนครูล่วงลับ แต่ตุ๊ลุงมักไม่พึงใจ   ท่านรู้ว่าตนแอบชอบลูกสาวครู ท่านว่าสาวนั้นคือหยากไย่พันใจตน เอาออกมาไม่ได้ก็ถือครองดาบปราบผีปราบพรายเล่มนั้นต่อจากท่านไม่ได้

สาวเท้าเร็วขึ้น เร่งรัดตัดทางเพื่อให้ทันเวลาสวดมนต์ทำวัตรค่ำ มืดดำมาทุกขณะ  ต้นตาลโด่เด่ที่ท้ายทุ่งดูดังผีหัวหลวง นึกคิดคำนึงถึงครูล่วงลับ พ่อหนานทาถ่ายทอดพื้นฐานวิชาลิงลมแก่ตน ไม่ทันเรียนลึกเข้าไป ครูก็เข้าถ้ำหงส์แสงแล้วกลับออกมาป่วยไข้ร้ายแรงอยู่ไม่นานก็ตาย  

คนอีกผู้หนึ่งนั้นเล่า

ไปสู่ถ้ำหงส์แสงได้สามปี

ยังไม่กลับออกมากระทั่งวันนี้

 

“เมื่อคืนข้าฝัน”

“พอแล้ว บ่ต้องฝัน เมื่อใดก็ฝันอยู่นั่นแล้ว พอเถิดสู  ตื่นได้แล้ว ฝันยืดเยื้อยาวนานก็ติดอยู่แต่ในความฝัน ตัดอาลัยได้แล้ว สูตัดอาลัยบ่ได้ มันก็บ่ได้ไปเกิด เพราะอาลัยของแม่จะเป็นบ่วงคล้องลูกไว้”

“หลับตาลืมตา ข้าก็ยังเห็นมัน  บ่ควรเลย ห้ามแล้วห้ามเล่าบ่ฟังคำแม่  เห็นแต่แม่ญิงคนเดียว”

ฟ้าร้องครืนอยู่ไกล ๆ ฝนลงเม็ดเหมาะแหมะหลอกให้ดีใจแล้วกลับหายไปเฉย ๆ ยังอบอ้าวเกินจะเข้านอน บุญมีกับนางบัวแก้วยังอยู่ที่ชานเรือนด้านหลัง ส่วนลูกสาวกับลูกเขย อยู่ด้วยกันที่ชานหน้า  ผัวใหม่เมียใหม่ยังไม่แหนงหน่ายคลายรัก อยู่ที่ไหนก็ชอบอยู่ด้วยกันแต่เพียงสองคน

“อีหล้าท่าจะได้ลูกแล้วสู มันว่าระดูขาดมาสองเดือน”

“ดีแล้ว บางทีไอ้น้อยอาจมาเข้าท้องน้องมัน  กลับมาเกิดชาตินี้เป็นหลาน บ่ได้หนีห่างจางหายไปไหน สามปีผ่านไปแล้ว หากยังบ่ตายก็ควรกลับมาแล้ว กรรมของมันเป็นมาอย่างนี้ บ่มีไผขัดขืนกรรมได้หรอกสู  เชื่อข้าเถอะ”

นางก้มหน้า  คิดถึงลูกนางก็หลั่งน้ำตา นางอยากจะลืม  แต่ยังลืมไม่ได้ มันเร็วเกินไป สามปีเหมือนสามเดือนเท่านั้นเองที่ลูกนางลับหน้า

ใคร ๆ ก็ว่าไอ้น้อยสุธนคนงามตกตายหายลับ นางเองก็อยากทำใจให้ยอมรับ แต่มันก็ยากจะยอมรับได้ว่าลูกชายตกตายไปแล้ว

 

ลมนิ่ง อากาศอบอ้าว  ริ้นยุงยังกวนอยู่บ้างแต่ก็ห่างลง  ควันไฟไหวลอยช้าๆ ควันจากเครือหญ้าหนามแน้ก็ไล่ยุงได้ดีเหมือนกัน  ควันจากขี้หญ้า เฟืองฟางและขี้ควายแห้งที่คอกควายก็มีส่วนช่วย ควันไฟไม่ใช่สิ่งที่น่ารังเกียจหรือเป็นส่วนเกินของชีวิต ควันไฟยังเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับชีวิตในยุคที่ยากันยุงเป็นขดเป็นแท่งยังไม่เป็นที่รู้จักของชาวตำบลสันป่าตึง

ฟ้าร้อง  แต่ร้องร้างห่างไกลไร้ฝน มีแสงแลบแวบวาบอยู่ในหมู่เมฆ เมื่อฟ้าแลบจึงรู้ว่ามีเมฆ เมฆก่อตัวหนาทึบ แต่ฝนยังไม่ลงเลย หม้ายร่วมเรือนทั้งสองกับชายเดียวของเรือนอยู่ร่วมกันที่ชานหลัง คำใสปีนี้อายุ ๒๓ แล้ว ยังเป็นแรงงานหลักในบ้าน ไม่ได้ออกเรือนไปเป็นเขยเรือนอื่น  คำสร้อยปีนี้อายุเต็ม ๒๐ ได้นั่งช้างข้ามทุ่งไปเป็นสะใภ้เรือนใหญ่ในปีที่สุธนไปดอยดำเข้าถ้ำหงส์แสง สุธนไปแล้วก็ไปลับไม่กลับออกมาอีกเลย ไม่มีผู้ใดได้เห็นหน้าอันหล่อเหลาเลางามของมันอีกเลย

ตลอดเวลาที่คำสร้อยดับไฟโถงเรือน ไม่อยู่นอกต้อนรับชายใดที่จะมาแอ่วมาอู้ ลูกชายพ่อนายถือสัจจะเที่ยงมั่นไม่เคยแวะมาหา  มีอยู่บ้างที่ฝากข้าวของเครื่องใช้มากับจั๋นตาแม่ค้าครัวย่อยในตลาด นานทีก็ใช้ให้ไอ้แฝงหรือไอ้ซายมาเยี่ยมยามถามข่าว ครบกำหนดหนึ่งเดือนหลังปีใหม่ บุญธรรมขึ้นเรือนมา คำสร้อยขอเวลารออีกเดือน ครบเดือนก็ขออีกเดือน ขออยู่สามครั้ง บุญธรรมก็ยอมทั้งสามหน  คำสร้อยเห็นใจจึงยอมเป็นนางนั่งช้างลือชาปรากฏ บัวไหลได้ค่าข้าวม่ามน้ำนมสมเกียรติยศหน้าตาพ่อนาย เอาปิดปากแม่เลี้ยงแสงคำได้เหลือเฟือ ส่วนที่เหลือยังเป็นเงินออมติดบ้านกระทั่งวันนี้

คำสร้อยได้ถึงที่สุขของมันแล้ว เกิดลูกออกมาเป็นชาย พ่อผัวแม่ผัวมันรักใคร่หลงใหลในหลาน เปลี่ยนกันอุ้มเปลี่ยนกันหอบไม่ให้ห่างมือ ยามนอนแม่นายยุพายังเอาหลานไปนอนด้วยเลย

“เอ็งล่ะ คำใส มีที่หมายตาละยัง”

“ยัง”

ลูกชายตอบสั้นๆ แค่นั้นแล้วลงเรือนไป ไอ้ผู้นี้คล้ายพ่ออีกข้อคือเก็บปากออมคำ

ละมือจากกรรไกรเล็มเงื่อนด้ายขรุขระในผืนผ้าทอ เอามือคลำมวยผม ยังจำได้ไม่ลืม จำถึงมือหนุ่มหนึ่งซึ่งทัดปิ่นอันนี้ที่มวยผมเมื่อนางยังสาว ปิ่นอันนี้นางเอาให้ลูกสาวคนโตทัดมวยเมื่อนกเค้าโฉบมวยผมมัน แต่มันก็ถอดคืนให้แม่เมื่อไอ้ผู้นั้นจะเข้าถ้ำหงส์แสงแล้วไม่กลับออกมาอีกเลย

ปิ่นนี้ เป็นของรักแพงค่าที่สุดของนาง

“พี่หนานบ่มีแก้วแหวนเงินทองอันใด  มีแต่ปิ่นอันนี้ บัวไหลรับไว้เถอะ”

ยังจำได้ น้ำเรียงเสียงถ้อยเรียบ ๆ  แต่อ่อนหวานลึกซึ้งของพี่หนานคนยาก นางรักพี่หนาน ไม่ได้รักพ่อเลี้ยงนันทิ นางตัดสินใจเลือกพี่หนาน พ่อแม่นางแม้ไม่เห็นด้วยแต่ก็ไม่ขัด

คำสร้อยรักสุธน นางไม่เห็นด้วย แต่ขัดขืนฝืนลูก

แต่นางก็ให้โอกาสแก่คนรักของมัน ให้มากกว่าที่มันขอหลายเท่าด้วยซ้ำ

Don`t copy text!