สร้อยหงส์แสง ภาคปลาย บทที่ 2 : รักพี่คนเดียว

สร้อยหงส์แสง ภาคปลาย บทที่ 2 : รักพี่คนเดียว

โดย : มาลา คำจันทร์

สร้อยหงส์แสง กับเรื่องราวการตามหาสิ่งล้ำค่าที่ไม่มีใครเคยรอดชีวิตกลับมา ผลงานจากศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ อ. มาลา คำจันทร์ ที่มอบความไว้วางใจให้ อ่านเอา ได้เป็นผู้เผยแพร่นวนิยายเรื่องล่าสุดของท่าน ในรูปแบบ นิยายออนไลน์ ที่เราอยากให้ทุกคนได้ติดตามและ อ่านออนไลน์ ไปพร้อมๆ กัน

…………………………………………………………………..

 

น้ำแล้งแห้งขอด ท้องร่องชักน้ำเข้านาแทบไม่เหลือน้ำอยู่ในร่อง หญ้าปล้องหญ้าไซเหี่ยวฝ่อรอฝน ไม้ไค้ริมฝั่งยังไม่ผลิยอด  เหลียวตาเล็งแลแผ่กว้าง มีแต่พยับแดดแผดเต้นเป็นตัวยิบๆ ดงดอยทางด้านตะวันตกลับเลือนเจื่อนจาง เป็นเงาบาง ๆ เห็นบ้างไม่เห็นบ้าง แล้งปีนี้ทีท่าว่าจะยาวนาน ป่านนี้ใกล้เปลี่ยนปีแล้ว แต่ฝนหัวปียังไม่ง้างฟ้าลงมาเลย

บัวลาลูบคลำข้อแขนว่างเปล่า ค่อยทรงตัวยืนขึ้น อายุนางย่างเข้าปีที่ ๗๔ ลุกนั่งลำบากกว่าเดิม ผัวนางตายละสี่ห้าปีมาแล้ว แต่ความจดจำดี ๆ ที่มีต่อผัวยังคงอยู่  ความจดจำดีๆ ที่มีต่อชายคนแรกในชีวิตก็ยังมีอยู่ หนึ่งคือผัว อีกคือคนรัก

นางไม่ได้รักผัวมาแต่แรก  แต่อยู่กินกันไป มีลูกด้วยกัน นานวันเข้าก็กลายเป็นความรักความผูกพัน ความห่วงใยใส่ใจในกันและกัน   ส่วนความรักกับชายคนแรกค่อยเปลี่ยนแปลงไป กลายเป็นความเคารพนับถือมากกว่า

นางรู้  เมื่อนางตัดสินใจแต่งงาน คนผู้นั้นผิดหวังแล้วก็ขังตัวอยู่ในผ้าเหลืองมาโดยตลอดจวบจบบัดนี้ ผัวนางเองก็รู้แสนรู้เพราะเขาเป็นศิษย์พี่น้องแก่กัน ร่วมครูเดียวกัน  ร่วมวัดเดียวกัน ผัวนางชิงสึกออกมาก่อน เข้าใกล้ชิดติดพันนางได้สะดวกกว่า เอาบ่าไหล่เรี่ยวแรงและวิชาปัญญามาอวดพ่อแม่นางได้ง่ายกว่า ข้อสำคัญผัวนางอายุมากกว่านางสามปี แต่คนที่นางรักอายุน้อยกว่านางสองปี พ่อแม่นางเห็นว่าไม่เหมาะสม  ผัวอายุน้อยกว่าเมียมักพาครอบครัวไปไม่รอด จึงรวบรัดตัดความให้นางแต่งงานกับผัว

“อี่สายไปไหนหือ  บัวไหล”

“ไปสิมดส้ม” นางหมายถึงไปสอยรังมดแดง “อี่แม่จะหื้อมันเยียะหยัง”

“ใคร่ได้มะขาม ว่าจะหื้อมันฟาดลงมาสักสามสี่ฝัก  อี่แม่คันหัว ใคร่สระผม”

ผมเผ้าบนหัวนางแม้ไม่ร่วงล้านแต่ก็บางลงมาก ขาวเกือบเต็มหัวแล้ว บัวไหลลูกนางผมยังดำ ปิ่นฟ้าอุกาบาตกลับมาเสียบมวยมัน คำสร้อยคืนให้มันแต่เมื่อไอ้ผู้นั้นตัดสินใจไปเอาสร้อยหงส์แสง คำสร้อยขึ้นสู่ที่สูงอยู่รอดปลอดภัย นาน ๆ ทีก็กลับมาเยี่ยมบ้านสักครั้ง

บัวไหลลุกไปแบกไผ่รวกทั้งลำเอาไปฟาดกิ่งมะขามที่เหลือฝักค้างต้น ใบมะขามยิบย่อยร่วงลงจนจะหมดแล้ว แต่ฝนใหม่ยังไม่มา ใบใหม่ยังไม่งอกทดแทน

 

ลูกชายกับลูกสะใภ้ไม่อยู่ ลูกชายไปออกรถ ลูกสะใภ้ไปเฝ้าร้าน พ่อนายนั่งๆ นอน ๆ บนตั่งใหญ่ใต้ถุน  เมียนั่งกับพื้น นาน ๆ ชักสายเปลเห่กล่อมหลานน้อยอายุขวบเศษ เป็นหลานคนล่าสุด ไม่แน่ใจว่าภายหน้าจะมีอีกหรือไม่ เชื้อสายแกมีลูกห่าง ไม่มีถี่ยิบเหมือนลูกระนาดอย่างคนอื่นเขา พญาจันทะผู้พ่อมีลูกสองคน พ่อนายเองมีสี่ แต่เกิดกับเมียอื่นสอง ไอ้อ้ายลูกชายคนโตมีลูกสามคนจากเมียร่วมเรือนสองคน ไอ้หล้าบุญธรรมมีลูกคนแรก คนที่สองยังไม่มาเข้าท้องคำสร้อย ในสายตาแก  ลูกสะใภ้ก็ดูใช้ได้ แต่ในสายตาเมีย ลูกสะใภ้ไม่ค่อยได้ความ…“เดินเรือนลงส้นจนเรือนสะเทือน กินข้าวก็เหมือนหมูเหมือนหมาเสียงดังจวกจาก  คนเรือนนั้นเขาไม่สั่งสอนอบรมกันหรือไร…เมียแกเคยว่า

“ไอ้หล้านี้ ข้าว่าจะส่งมันไปเข้าโรงเรียนในเวียงนะสู”

“ฮู้ย…”นางขึ้นเสียงสูง แต่พอนึกได้ว่าหลานน้อยอาจสะดุ้งก็รีบลดเสียงลง “ยังไม่พ้นอู่พ้นเอวนี่นะสู จะส่งไปเข้าโรงเรียน”

“ไม่ใช่  ข้าหมายถึงเมื่อมันโตขึ้น”

“แล้วเอามาพูดทำไมวันนี้”

นางค้อน  อายุ ๕๗แล้ว แต่ยามค้อนดูงามเหมือนยามยังสาว

“หยี่โข่มาเยียะหยัง” นางพาดพิงถึงแขกของผัวผู้นาน ๆ ทีก็แวะมาเยี่ยม “จะให้สูพาไปรับรองอันใดกับนายอำเภอท่านหรือ”

“เปล่า ก็แค่แวะทักทาย ลูกบ้านมันได้เลือดผาเลยเอามาฝากข้า”

“เฒ่าปูนนี้” นางยิ้มๆ  “เลือดผาบ่มีประโยชน์กับสูแล้ว เอาให้ไอ้หล้ามันเถิด  กินเลือดผาบำรุงกำลัง มันอาจได้ลูกอีกคน”

“ไอ้หล้าผู้นี้หรือ” ผัวนางแกล้งชี้ที่ลูกอ่อนนอนอู่ “อายุแค่นี้จะมีลูก”

“สูก็…” นางค้อน “ข้าหมายถึงไอ้หล้าบุญธรรม  บำรุงธาตุบำรุงกำลังด้วยเลือดผา อาจเอาลูกเข้าท้องอีสร้อยได้อีกคน”

“สูว่าอีผู้นี้เหมาะแต่จะเป็นนางนอนม่วนอย่างเดียวไม่ใช่หรือ” ลดเสียงลง กลัวลูกสะใภ้ได้ยินแล้วจะบาดใจมัน “ไยอยากให้ลูกเข้าท้องมันอีกคน”

“เข้าท้องอีกคน ข้าก็เอามาเลี้ยงอีกคน”

 

แรม ๑๔ ค่ำ เดือน๖ เสียงกลองบูชาลีลาราบรื่นดังแว่วจากวัด  ไม่ดังเดือดเร้าใจเหมือนสามปีก่อน คนร่ายกลองยังเป็นคนเดิม แต่เปลี่ยนสถานภาพจากสามเณรมาเป็นพระได้หนึ่งพรรษาแล้ว  ดูโตขึ้น กล่อมกลมสมส่วน ไม่เก้งก้างแขนยาวขายาวเหมือนสามปีก่อน สีหน้าแววตาสงบเย็นมากขึ้น หัวจิตหัวใจก็เหมือนจะเย็นลง

หยากไย่พานใจ ก็เหมือนจะเลาะออกไปได้แล้ว

“เณรสิงห์” ตุ๊ลุงเรียก “ไปเปลี่ยนตุ๊พี่แสงเฮืองออกมา”

สามเณรรับใช้คนใหม่รับคำขมีขมันแล้วลุกไปเปลี่ยนตุ๊พี่หรือหลวงพี่ที่ตนสนิทสนมคุ้นเคย  พระหนุ่มออกมาพัก เหงื่อโชก ผ้าอังสะเปียกแนบตัว หน้าเลื่อมเป็นมัน

“เข้าที่เข้าทางมากขึ้น”

เจ้าอาวาสบ้วนน้ำหมากลงกระโถน พระหนุ่มชื่อแสงเฮืองรับจอกน้ำจากเด็กวัดมาดื่มจนหมดจอก คืนจอกแล้วค่อยพูดขึ้น  

“ข้าถือดาบได้ละยัง”

“ท่องคาถาชัยสังคหะออกมา  ตุ๊ปู่จะฟัง”

“กลางเสียงกลองเสียงฉาบอย่างนี้หรือ  ตุ๊ปู่”

“ข่มเสียงกลองเสียงฉาบไม่ได้  ก็ถือดาบไม่ได้”

 

เหย้าเรือนใหญ่โตกว้างขวาง อาจใหญ่กว่าโบสถ์ของวัดบางวัดเสียด้วยซ้ำ ยืนเด่นเป็นสง่า ข้ามกาลเวลามาอย่างน้อยหนึ่งชั่วคน  ยังมั่นคงแข็งแรง เสาไม้แดงต้นใหญ่ ๆ ไม่ถึงร้อยต้น แต่คนก็มักเหมาเรียกเป็นคำรวมว่าเรือนร้อยเสา ไม่ใช่เศรษฐี ไม่ใช่คหบดีมั่งคั่งมั่นคง ไม่มีใครคิดสร้างบ้านขนาดมหึมาแบบนี้

แต่พญาจันทะกล้าคิด  กล้าทำ

พญาจันทะคือพ่อของพ่อนายบุญส่ง  ชื่อจันทะ มีตำแหน่งเป็นพญาที่ราชการมหาดไทยท่านประทานมาให้  แต่หากสืบย้อนไป ผีเหง้าเค้าโคตรของพญาจันทะก็มีตำแหน่งเป็นพญาเหมือนกัน แต่ได้รับการประทานแต่งตั้งจากเจ้าหลวงเชียงใหม่ให้มาควบคุมดูแลความสงบเรียบร้อยของขอบปลายชายแดนด้านนี้  มีสิทธิกะเกณฑ์ไพร่หล้าข้าเมืองบุกเบิกที่เบิกทางเป็นนาได้ถึงพันไร่หมื่นไร่ แต่เบิกได้จริง ๆ ไม่ถึงหกร้อยไร่ก็เกินกำลังคน แต่ถึงกระนั้น ล่วงเลยมาถึงสมัยพญาจันทะ ที่นาของท่านก็กว้างขวางสุดลูกหูลูกตา  พญาจันทะมีลูกเพียงสองคนคือพ่อนายบุญส่งกับแม่เลี้ยงแสงดีน้องสาวของท่าน พ่อนายได้เมียก็เป็นเมียดี แม่เลี้ยงแสงดีได้ผัวก็เป็นผัวดีดี พญาจันทะแบ่งมรดกให้ลูกทั้งสองเท่าเทียมกัน แต่แม่เลี้ยงไม่ได้สืบเรือนพ่อ เพราะผัวของแม่เลี้ยงปรารถนาจะแยกเรือนออกไปตั้งตนตั้งตัวเป็นใหญ่ในตัวเอง  ไม่ต้องอยู่ในอำนาจของพ่อเมีย พญาจันทะก็อนุญาต สองคนพี่น้องจึงครอบครองที่ดินคนละมากมาย แม้จะแจกจ่ายแก่ข้าเก่าข้าเดิมไปบ้าง แต่ส่วนที่เหลือก็ยังบันดาลทรัพย์สินกินไม่หมดไปชั่วรุ่นหลานเหลน

เหย้าเรือนหลังนี้  เป็นเรือนกาแลแบบที่เรียกว่าเรือนสองหลังร่วมพื้น  คือเหมือนกับบ้านสองหลัง แต่ร่วมพื้นกระดานเดียวกัน หลังคาเรือนเป็นสองจั่ว มีรางรับน้ำฝนตรงชายคาที่จดกัน  ด้านหน้าเป็นโถงกว้าง ด้านหลังเป็นชานกว้าง เกือบสุดปลายชานเป็นเรือนไฟหรือห้องครัว มีร้านน้ำกินอยู่ปลายสุด  ส่วนน้ำใช้ใส่โอ่งใส่ไหวางกับพื้นชาน เรือนหลังแรกอยู่ซ้ายมือใหญ่โตโอ่โถงกว่า เป็นเรือนประธาน พ่อนายบุญส่งกับแม่นายยุพาใช้เรือนนี้ ส่วนอีกหลังอยู่ขวามือ ขนาดย่อมกว่า บุญธรรมกับคำสร้อยเป็นผู้ใช้

“เอาเหล้าให้พี่หน่อย”

“เดี๋ยวก่อน”

“ไม่เดี๋ยวได้ไหม ทันทีเลยไม่ได้หรือ ใช้อะไรก็เดี๋ยวก่อน  เดี๋ยวก่อน ไม่มีเลยนะ ว่าได้เลย”

รู้ว่าผัวขุ่นมัวก็เงียบเสีย ไม่ฮึดฮัดฟัดฟาดต่อปากต่อคำ ทำอะไรไม่ถูกใจก็ถูกตำหนิ  ชี้แจงก็จะหาว่าเถียง หับปากหับคำ คอยฟังเสียงเรียกใช้อย่างเดียวเป็นดีที่สุด

คำสร้อยตักเหล้าออกจากโหลยาดองใส่จอกแก้วบางใสแล้วเอาไปวางบนตั่งเตี้ยข้างเก้าอี้ผ้าใบที่ปลายชาน  ตรงนั้นเป็นที่สำราญรื่นรมย์ส่วนตัวของผัว มีกระถางดอกไม้ มีดอกไม้หอม ๆ เย็น ๆ หลายต้น

ผัวเป็นเจ้าจุดบุหรี่สูบ  พอเธอขยับตัวจะลุกจาก ผัวก็ยื่นเท้าให้

“นวดน่องให้ที เมื่อย”

นั่งลงกับพื้น ถลกขากางเกงหลวมกว้างของผัวขึ้นไปค้างเหนือเข่า ลงมือบีบนวดเค้นคลึงกล้ามเนื้อที่น่องของคนเป็นเจ้าชีวิตแต่ไม่ใช่เจ้าจิตใจ เธอเองรู้แก่ใจดี  

ใจนี้เป็นของใคร ใจนี้มีผู้ใดเป็นเจ้าของ ?

ไมใช่หนุ่มเตี้ยจนจะกลายเป็นม่อต้อ ผู้เอาเธอขี่ช้างเป็นนางนั่งช้างเล่าลืออวดอ้างไปทั่วตำบลผู้นี้

 

“ตำราวิชาลิงลม  ตุ๊อ่านแล้วหรือ”

“อ่านแล้ว ยากอยู่   วิชาลิงลม ประกอบด้วยหัวใจลิงลม กับเชิงลิงลม  เชิงลิงลมไม่เท่าไร พอฝึกได้ แต่หัวใจลิงลมนี้ยาก อ้างไปถึงมหากัปปิลชาดก*

“มหากัปปิลชาดกหรือ…ปางเมื่อพระพุทธเจ้าเสวยชาติเป็นพญาวานร…”

กลางวันร้อนอบอ้าวเกินกว่าจะอยู่บนกุฏิได้ พระเณรทั้งหลายมักลงมาอยู่ที่ใต้ถุน อยู่ใต้ร่มไม้ หรืออยู่ที่ศาลาฝาโล่ง ตุ๊แดงรองเจ้าอาวาสยังหมกมุ่นอยู่กับวิชาช่างไม้  สามเณรคำสิงห์เข้าผ้าเหลืองรายล่าสุด มักป้วนเปี้ยนอยู่ใกล้ ตุ๊แดงอาจเห็นว่าเณรหนุ่มสนใจเลยเรียกมาใช้เพื่อจะให้วิชา

“ตำราวิชาลิงลมสรุปในตอนท้ายผู้ใดทรงได้ จะอยู่เย็นเป็นสุข  ลูกหลานเหลน บริษัทบริวารเป็นสุข แคล้วคลาดจากสรรพอันตราย แต่พ่อหนานทาครูข้ากลับตายแต่หนุ่ม ลูกเมียเดือดร้อน”

“หากหนานทาไม่เข้าถ้ำหงส์แสงก็อาจอยู่ยืนยาวจนแก่เฒ่า ตุ๊ไปอ่านมหากัปปิลชาดกดี ๆ หากเข้าใจหัวใจพญาวานร ก็ประพฤติปฏิบัติในคลองหัวใจลิงลมได้  วิชาลิงลมของหนานทาอาจได้ปรากฏอีกครั้ง”

แก้วตาหม่นโรย  แต่สายตาอ่อนโยนมากมีเมตตา อยู่มาวันนี้หลวงลุงอายุ ๗๑ แล้ว อยู่ในศีล กินในธรรมพระเจ้าสั่งสอน กำลังวังชาลดหย่อนตามวัย ความคิดอ่านสุขุมลึกซึ้งขึ้นตามวัย แต่กว่าจะอยู่มาถึงวันนี้ได้ก็ฝ่าทุกข์ทางใจมาแล้วเหมือนกัน

สามเณรหนุ่มชื่ออุ่นเฮือน หลงรักสาวงามชื่อบัวลา

สามเณรหนุ่มชื่อแสงเฮืองหลงรักสาวคำสร้อย

“ข้ามไปให้พ้นจากสิเนหา เข้าไปให้ถึงเมตตา เมตตาคือความรักที่บ่มีจำกัด แสงเฮืองเอ๋ย”

 

“ร้อนนะ วันนี้ พัดให้พี่หน่อยคำสร้อย”

ร้อนมาแต่บ่าย  เย็นลงก็ยังอบอ้าว ฟ้าแดงดังเลือดชวนหวาดวิตก เข้าค่ำอากาศเย็นลงแต่ยังอบอ้าว มีเสียงฟ้าร้องครืนครางห่างไกล มีแสงแลบแวบวาบอยู่ตามหลืบเมฆเป็นพัก ๆ

ผัวหนุ่มนั่งอยู่กับพื้น ขลุกอยู่กับเครื่องรางของขลังสารพัด  เมียสาวหยิบพัดสานโบกปัดพัดวีให้ ลมนิ่ง อากาศไม่เคลื่อนไหว พอลมไม่พัดยุงก็ชุม หนุ่มม่อต้อหยิบเอาลูกกระสุนกลม ๆ เป็นปุ่มปมขรุขระเหมือนผิวมะกรูดออกมาเหมือนจะอวดเมียสาว  ฝ่ายเมียรีบถามเพื่อเอาใจ

“อันนี้อะหยัง อ้ายบุญธรรม”

“กระสุนไอศวร พ่อหมอมูลปันให้”

“ช่องใช้มีอย่างใด” นึกไปถึงพี่ชาย  ได้ชื่อว่ายิงกระสุนแม่นยำที่สุด “เอาไว้ยิงอะไรหรือ  ภูตผีปีศาจ หรือช้างม้าวัวควาย”

“เอาไว้ข่มปราบอันขึดอันขวง  อุบาทว์อาเพศ เอาไว้ป้องกันผีสางและคุณวิชาอันร้าย พี่ว่าจะเอาไปใส่ทอง ห้อยคอไอ้หล้าลูกเรา”

พัดโบกช้าลง คล้ายคนโบกใจลอย คงคิดถึงชู้เก่าที่เข้าถ้ำแล้วหายลับ ลมพิษหึงแล่นขึ้นหน้าตึงตัง ลุกไปเกาะขอบหน้าต่างมองไปข้างนอก มืดดำก่ำแก่คืนนี้ มองฟ้าไม่เห็นเดือน คงลับตาไปนานแล้ว

“เมื่อไร จะเลิกคิดถึงมัน”

คนโบกพัดหยุดโบกพัด  นั่งอยู่ที่เดิม พับเพียบเรียบร้อยเหมือนนั่งเฝ้าเจ้าเฝ้านาย   ใช่แล้ว ท่านเป็นเจ้าเป็นนายแก่ชีวิต แต่ไม่มีวันจะได้เป็นเจ้าหัวใจ

พี่น้อยคนดี  คำสร้อยยังรักพี่  

รักแต่พี่คนเดียว

 

เชิงอรรถ

 

มหากัปปิลชาดก*  – เรียกชื่อตามที่ปรากฏในเอกสารโบราณล้านนา   ในพระไตรปิฎกและอรรถกถาฉบับภาษาไทยใช้ว่า มหากปิชาดก

 

Don`t copy text!