สร้อยหงส์แสง ภาคปลาย บทที่ 3 : ครูบาตาทิพย์

สร้อยหงส์แสง ภาคปลาย บทที่ 3 : ครูบาตาทิพย์

โดย : มาลา คำจันทร์

สร้อยหงส์แสง กับเรื่องราวการตามหาสิ่งล้ำค่าที่ไม่มีใครเคยรอดชีวิตกลับมา ผลงานจากศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ อ. มาลา คำจันทร์ ที่มอบความไว้วางใจให้ อ่านเอา ได้เป็นผู้เผยแพร่นวนิยายเรื่องล่าสุดของท่าน ในรูปแบบ นิยายออนไลน์ ที่เราอยากให้ทุกคนได้ติดตามและ อ่านออนไลน์ ไปพร้อมๆ กัน

…………………………………………………………………..

 

น้ำในบ่อหลังวัดลดลงไปอีก บ่อน้ำแห่งนี้ขุดขึ้นพร้อมกับการสร้างวัดเมื่อเกือบหกสิบปีก่อน แสงเฮืองมาอยู่ที่วัดนี้แต่เมื่อหัวยังแทบไม่พ้นขอบปากบ่อ ยังไม่เคยพบว่ามีปีไหนที่น้ำจะแห้งลงเหมือนปีนี้  

สาวน้ำขึ้นมาจากบ่อลึก เทใส่บัว  หิ้วบัวไปราดรดลานดินรอบบริเวณที่ถูกกันไว้ในส่วนลึกของวัด ที่นี่เป็นที่ศักดิ์สิทธิ์ เป็นเขตแดนหวงแหนต้องห้ามที่คนทั้งหมู่บ้านรู้กันถ้วนหน้า  เรียกกันเป็นคำติดปากว่าดงกล้วย ท่านผู้อาศัยก็เรียกกันว่าครูบาป่ากล้วย คำว่าครูบาตาทิพย์เป็นเพียงฉายา ท่านผู้เฒ่าเองก็ไม่ค่อยชอบให้ใครเรียก ท่านเกรงว่าหากเล่าลือขยายกว้างออกไป ความสงบสงัดที่ท่านปรารถนาคงถูกทำลาย ด้วยว่าผู้คนจะหลั่งไหลมาให้ท่านทักทำนายเหตุการณ์นั่น ๆ นี่ ๆ วุ่นวายไปหมด

ครูบาตาทิพย์เป็นครูของตุ๊ลุง ตุ๊ลุงเป็นครูของตน ตนจึงเท่ากับเป็นหลานศิษย์ของครูบา ตุ๊ลุงว่าครูบาเป็นผู้ใช้ตุ๊ลุงไปรับตนมาจากท่าขี้เหล็กฝั่งประเทศพม่า เอามาอาศัยอยู่กินที่วัดห้วยดอกอูนแห่งนี้ จึงได้อยู่รอดเป็นคนสืบมาจนกระทั่งทุกวันนี้

ที่ทางถางกว้างออกจากกุฏิด้านละห้าหกวา  พอกันไฟ กันงูเงี้ยวเขี้ยวขอและแมงป่องแมงเวาสัตว์มีพิษทั้งหลาย  ฝอยน้ำจากฝักบัวตกลงต้องหน้าดิน ฝุ่นดินจับน้ำไว้เป็นเม็ด ๆ แล้งมายาวนาน ใกล้เปลี่ยนปีแล้วแต่ฝนยังไม่ตก  เนื้อดินแห้งจัด เหมือนดินคั่ว พอโดนความเย็นจากน้ำ อายดินก็หอมขึ้น

“ตุ๊พี่เคยได้ยินไหม จงอางฟักไข่ มันกลัวไข่มันฮ่วน”คำสิงห์หมายถึงกลัวไข่จะไม่ฟักออกเป็นตัว “มันจะคาบไข่ยอดของมันชูขึ้นฟ้า ตราบใดไข่จงอางไม่ออกเป็นตัว ฝนจะไม่ตกลงมา”

“อันนั้นเป็นคำหนโลก”แสงเฮืองหมายถึงคดีโลก หรือเรื่องราวทางฝ่ายฆราวาส “ แต่ในธรรมท่านกล่าวว่าเหตุแห่งฝนแล้งเกิดแต่สุริยะเจ้าเทียวไปในอชวิถี” (1)

“อชวิถี อชวิถีคืออะหยัง ตุ๊พี่”

“อชะ แปลว่าแพะ  อชะวิถีคือหนทางแห่งแพะ พระอาจารย์เจ้าแต่โบราณท่านกล่าวไว้ว่าวิถีที่พระอาทิตย์พระจันทร์เทียวไปในอากาศมีสามเส้นทาง เส้นสูงสุดอยู่ภายบนโพ้นชื่อว่านาควิถี แปลว่าหนทางแห่งนาค เมื่อใดพระสุริยะเจ้าเทียวภายบนพู้น  ฝนจะตกหนักตกหนำ เส้นต่ำถัดลงมาเป็นท่ามกลางคือว่าโคณวิถี แปลว่าวิถีแห่งงัว หากพระอาทิตย์พระจันทร์ไปในทางนี้ ฝนจะตกพอเหมาะสม แต่หากเทียวเส้นต่ำสุดชื่อว่าอชวิถี ฝนจะแล้ง”

“แล้วจะแก้ได้อย่างใด”

“บ่ต้องแก้ ถึงเวลา พระอาทิตย์พระจันทร์ท่านก็จะกลับไปเทียวในวิถีที่เหมาะสมของท่านเอง ครูบาอาจารย์เจ้าแต่เก่าก่อนกล่าวว่า อยากให้ฟ้าฝนตกต้องในลู่คลองปกติ มนุษย์ทั้งหลายควรอยู่กินในลู่คลองปกติ  การอยู่การกินก็คือกรรมนะเณร กรรมคือการกระทำ การกระทำของคนส่งผลกระทบไปถึงพระอาทิตย์พระจันทร์ได้นะเณร เฮาเป็นสมณะก็ควรอยู่กินในคลองสมณะ สมณะ แปลว่าสงบรำงับแล้วจากข้าศึกทั้งปวง”

“ตุ๊พี่เอง  สงบรำงับแล้วหรือ  จากข้าศึกทั้งปวง”

“ข้าศึกภายนอกของตุ๊พี่บ่มี ข้าศึกภายในก็ยังสู้อยู่”

“พี่สาวข้าหรือ”

“ไม่ใช่”

“ผู้ใด”

“พญามาร”

“โห”สามเณรรุ่นน้องอุทาน “พญามารที่ยกทัพมาแย่งเอาแท่นแก้วจากพระเจ้าเราหรือ  ตุ๊พี่”

“บ่แม่น กล่าวกันให้ถึงที่สุด พญามารอยู่ในอกในใจเรานี่แหละเณร”

“สาธุ  ว่ากล่าวได้ดีนัก”

มีเสียงสอดแทรก ผู้นุ่งเหลืองวัยหนุ่มวัยน้อยทั้งสองสะดุ้ง ต่างอุทานออกมาเกือบพร้อมเพรียงกัน

“ครูบาตาทิพย์!”

คุกเข่าลงกับพื้นแทบพร้อมกัน ยอมือพนมใส่อก  ไม่ได้ก้มกราบ หากแต่ค้อมตัวไปข้างหน้า สำรวมตามองต่ำระดับพื้นดิน ครูบาตาทิพย์ท่านออกมาแต่ใด ออกมาแต่เมื่อไร ไม่ทันรู้ตัวเลย

“คนนี้หรือ  ตุ๊แสงเฮือง สามเณรหล่ายสาย (2) เมื่อสิบปีก่อนโน้น  เงยหน้าขึ้นซิ แสงเฮือง”

พระหนุ่มเงยหน้า  สายตามองสูงแค่พวงประคำดำขลับเท่านั้น

“แรม ๑ ๔ค่ำผ่านมา ตุ๊ตีกลองบูชาหรือ”

“แม่นแล้วเจ้า ข้าเจ้าเป็นคนตี”

“ทำนองกลองเกลี้ยงเกลาขึ้น ใจเที่ยงใจหนิมขึ้น  แต่…”

ท่านหมายถึงจิตใจเยือกเย็นสงบนิ่งมากขึ้น ท่านเอื้อมมือมาลูบศีรษะตนทีหนึ่ง  เหมือนมีกระแสอบอุ่นแผ่จากฝ่ามือท่าน พระหนุ่มหลับตาลง สูดลมหายใจลึก ๆ เกิดความรู้สึกเบาสบาย  ผ่อนคลายเหมือนเข้าสมาธิ

“แต่อะหยัง… ข้าเจ้าจะเป็นอย่างใด ครูบาเจ้า”

“แต่…ผีตัวนั้นมันกล้ามันแก่ ใกล้เวลาปรากฏอีกครั้ง ทำนองกลองของตุ๊  บอกว่ายังตัดอาลัยบ่ได้ ครูบากลัวว่าตุ๊จะรับมือมันบ่ได้”

“ผีตัวไหน  ครูบาเจ้า”

“ผีเฝ้าถ้ำ”

ท่านผู้ถูกเล่าลือกล่าวขานว่ามีตาทิพย์ถอนใจยาว เบนสายตาไปทางตะวันตก ทางที่ดอยดำถ้ำหงส์แสงสถิตอยู่

 

“กี่ค่ำกี่แรมแล้ววันนี้”

“ขึ้น ๓ ค่ำ เดือน ๗ แล้ว”

“อือ…”

ทำเสียงรับรู้ แต่ดวงตาก็ยังเลื่อนลอย คล้ายรู้บ้าง ไม่รู้บ้าง ขาด ๆ วิ่น ๆ ไม่เป็นชิ้นเป็นอันชัดเจน  เอามือลูบคลำแขน คลำหน้า คล้ายจะสำรวจตนตัวให้ทั่วถ้วน แววตาบัดเดี๋ยวเลื่อนลอย บัดเดี๋ยวรับรู้สลับเปลี่ยนไปมา

“ข้าคือใคร”

“สูคือผู้ล้างน้ำแช่ง”

“ข้าคือผู้ล้างน้ำแช่งหรือ  แล้วสูคือใคร”

“ข้าคือนางใช้”

“สูชื่อนางใช้หรือ  ข้าขอกินน้ำได้ไหม นางใช้”

“อย่าขอ  จงใช้ เพราะข้าเป็นนางใช้ของสู”

หญิงสาวคนนั้นรินน้ำจากคนโทดินเผาลงสู่จอกเงินแล้วเอามายื่นให้ในลักษณะคล้ายประคองถวาย  ชายหนุ่มเพิ่งตื่น คล้ายเพิ่งตื่นจากหลับใหลยาวนาน รับจอกมาดื่มคล้ายคนกระหายจัด แล้วยื่นจอกคืนให้ ไม่คุ้นหน้าเลย ไม่เคยเห็นหน้า  แต่คลับคล้ายคลับคลา คล้ายใคร คล้ายอะไร จำไม่ได้ ความทรงจำดูกะรุ่งกะริ่งเหลือเกิน

“ข้าเป็นใครกันแน่”

“สูถามข้าหลายครั้งหลายหน …” สาวแปลกหน้าแต่คล้ายคุ้นตาเอาจอกครอบปากคนโท “ข้าเองไม่รู้ว่าสูเป็นใคร  ชื่ออะไร ข้ารู้แต่ว่าสูคือผู้ล้างน้ำแช่ง…น้ำแช่งที่ตรึงพวกข้าอยู่ที่นี่ ไม่ได้เห็นเดือนเห็นตะวัน ไปไหนไม่ได้เลยร่วมสองร้อยปีมาแล้ว”

“ข้ารู้ว่ามีนางคนหนึ่งรอคอยข้า  แต่ไม่ใช่สูผู้ชื่อนางใช้”

“ข้าไม่ได้ชื่อใช้  แต่ข้าเป็นนางใช้ของสู  แล้วแต่สูจะใช้ ใช้ให้ข้านอนกับสูก็เป็นนางนอน ใช้ให้ข้าล้างเท้าก็เป็นนางล้างเท้า ใช้ให้ข้าเลี้ยงหมูก็เป็นนางเลี้ยงหมู  ส่วนสู…มาล้างน้ำแช่งให้แก่หมู่ข้า สูเป็นเจ้า สูเป็นนาย สูเป็นใหญ่แก่ไทน้ำแช่งทั้งบ้าน เพราะสูล้างน้ำแช่งให้แก่คนทั้งหมู่บ้าน”

“พอก่อน  พอก่อน” มือหนึ่งกุมขมับ  อีกมือโบกปฏิเสธ “อย่าพูดยาว ข้า…ปวดหัว  ปวดอก”

เลื่อนมือลงมา มือคลำพบแผลเป็นที่หน้าอก  สะท้านเฮือก ทะลึ่งลุกจากแท่นนั่ง คล้ายมีเล็บแหลมคมข่วนคว้านหมายฉีกอก  แล้วก็โงนเงนคล้ายจะล้มลงทั้งยืน นางสองคนที่พัดวีอยู่ด้านหลังของแท่นรีบลุกขึ้นรับแล้วประคองให้นั่งลง

 

ขึ้น ๓ ค่ำ เดือน ๗ ฝนห่าใหญ่ซัดลงแทบทั่วทั้งตำบลสันป่าตึง  ตกหนัก ตกหนำ คงตกทั่วทั้งตำบล ฝนหัวปีตกลงมาแล้ว ตกดีตกงาม กระหน่ำบนหลังคากลบเสียงอื่นใดไปหมด ฟ้าแลบฟ้าร้องรุนแรง แต่ไม่มีลมหลวงหรือพายุทำลายบ้านเรือนเรือกสวนให้เสียหาย เสียงฟ้าผ่าฟ้าร้องดังสนั่น โบราณล้านนาท่านผูกเรื่องว่าฟ้าผ่าฟ้าร้องคืออินทากับไอศวรรบกัน อินทาคือพระอินทร์  ไอศวรคืออสูร ต่างฝ่ายต่างแข็ง ต่างแรงต่างกล้าทัดเทียมกัน บางครั้งอสูรก็ตีกองทัพเทวดาจนต้องถอยร่นเข้าไปตั้งรับอยู่ในดาวดึงส์ ปิดประตูเมืองหมด เกณฑ์เทวดาทั้งหลายประจำบนกำแพงหอรบ อสูรแม้เก่งกล้าปานใดก็ไม่มีทางจะตีดาวดึงส์ให้แตกได้ นาน ๆ ไปอสูรก็ระอิดระอาจึงถอยทัพกลับสู่เมืองอสูรซึ่งอยู่ต่ำใต้เกือบติดบาดาล   พระอินทร์จะเทกองทัพเทวดาติดตามไป อสูรสะบักสะบอมจากศึกก็สู้ไม่ได้ ก็รีบถอยร่นเข้าเมืองอสูร ปิดประตูเมือง เกณฑ์อสุระทั้งหลายขึ้นประจำบนกำแพงและหอรบ เทวดาแม้เก่งกล้าปานใดก็ไม่อาจตีเมืองอสูรแตก เมืองอสูรใต้พิภพและดาวดึงส์บนฟ้าจึงได้ชื่อว่าอยุทธยานคร แปลว่าเมืองที่ไม่อาจจะรบได้

“พญาอินทร์มีอาวุธวิเศษ ชื่อว่าปืนฟ้าพญาอินทร์” ตุ๊ลุงบอกเล่า “ส่วนอสูรมีกระสุนไอศวร เขารบกันสนั่นหวั่นไหว กลายเป็นฟ้าแลบฟ้าร้อง เคยได้ยินหรือไม่”

“สามปีก่อน มีพ่อหมอคนหนึ่งชื่อว่าคำมูล”สามเณรคำสิงห์ไม่ตอบคำถามหากแต่กล่าวต่อ”หมอคำมูลปันกระสุนไอศวรแก่พี่เขยข้า ยังอยู่มาจนถึงวันนี้”

ฝอยฝนเย็นชื้นสอดลอดเข้ามาได้บ้างแต่เล็กน้อย ค่ำคืนยังไม่เข้าดึกดื่น คงราวสองทุ่มเศษแต่ไม่ได้ยินเสียงนาฬิกาเรือนใหญ่ตีดังโต่งต่าง ๆ  ห้องหับตุ๊ลุงกว้างขวางกว่าห้องใด ๆ บนกุฏิ แต่ข้าวของท่านน้อย ไม่สะสมวัตถุครัวทานนั่น ๆ นี่ ๆ ห้องกว้างจึงดูกว้างมาก ตะเกียงลานดวงน้อยดูเล็กจ้อยไปถนัดตา ข้างนอกฝนยังตก ลมยังพัด แต่ไม่เป็นลมป่วนกล้ารุนแรงอะไรนัก แสงตะเกียงอยู่ในที่ปลอดภัย คือมีหลอดแก้วครอบจึงยังสว่าง  แต่พอฟ้าแลบแวบวาบ แสงไฟจากตะเกียงก็คล้ายดับหายไป

“พ่อหนานอินตาชักดาบออกมา…” แสงเฮืองเอ่ยขึ้นลอย ๆ “ฟ้าแลบวาบ ยักษ์เยนทั้งหลายหนีหายไปหมด”

“อือ…”ท่านผู้เฒ่าบ้วนน้ำหมากลงกระโถนอีก “ยังจำได้อยู่หรือ นึกว่าลืมไปแล้ว”

“ตุ๊ลุงเคยให้ข้าท่องคาถาแข่งเสียงกลอง บัดนี้ข้าจะท่องแข่งเสียงฟ้า”

“ท่องออกมา”

“โอม…”

ฟ้าร้องถี่ ฝนยังตกอยู่ หนักบ้างเบาบ้าง ลมยังพัด แต่ตะเกียงลานมีครอบแก้วป้องกันไว้ ลมจึงไม่อาจดับไฟได้  ห้องใหญ่ที่สุดยามนั้นมีคนอยู่สามคน ตุ๊ลุงนั่งหันหน้าออกนอก สามเณรคำสิงห์มาทำหน้าที่แทนแสงเฮืองนั่งโหย่งตัวอยู่ด้านหลังของตุ๊ลุง เอาศอกบดคลึงกล้ามเนื้อหลังไหล่บั้นเอวให้แก่ท่าน แสงเฮืองนั่งคุกเข่าพนมมือ หันหน้าหาครู  ด้านหลังของครู ดาบเล่มนั้นยังอยู่ในถุงผ้าห้อยฝา

ดาบด้ามงา

ดาบปราบโหงปราบพราย

บางทีก็เรียกว่าสะหลีกัญไจย  

สะหลีกัญไจยเป็นคำเรียกแบบพื้นบ้าน ตรงกับคำเรียกขานทั่วไปว่าศรีขรรค์ชัย  คำเรียกใหญ่ ๆ โต ๆ มักเรียกว่าพระแสงขรรค์ชัยศรี มักเป็นอาวุธคู่มือของโพธิสัตว์เจ้าทั้งหลาย ยังมีเจ้าตนหนึ่งเป็นหน่อพุทธางกูรเช่นกัน ชื่อว่าชัยสังคหกุมาร ท่านเองก็มีสะหลีกัญไจยเล่มหนึ่ง เช่นกัน

“โอม…ดาบเถี่ยนกล้าลุกวะวาบเป็นเปลวไฟ ศรีขรรค์ชัยเถี่ยนนี้ผาบเมืองผีมาชู่ด้าว บ่รู้กี่เช่นท้าวผาบกินมา ร้อยเอ็ดภาษากูก็ผาบได้  ใต้ลุ่มฟ้าเหนือหน้าแผ่นดินกูก็ผาบได้ เค้าลิ้นกูเป็นหนาม เค้าคางกูมีแม่น้ำใหญ่ กูจักไป่ออกหื้อท่วมหัวผีตาย ปลายตีนกูเป็นดาบเถี่ยนกล้า ปลายมือกูเป็นมีดคมผาย ปลายลิ้นกูมีพิษอันญำ  ใต้ลุ่มฟ้ากูบ่กลัวสัง โอม สวาหะ เถ็ก สหปวุฏฐาชา สวาหาย…”

ถ้อยคำแม้ไม่กึกก้องจนกลบเสียงฟ้าร้อง  แต่ก็ชัดถ้อยชัดคำมีน้ำหนักมีความเชื่อมั่น ตะเกียงลานยังส่องแสง ฟ้ายังแลบอยู่ถี่ สีหน้าท่าทางของคนที่ท่านไปรับตัวมาจากอีกฟากของแม่น้ำสายดูนิ่ง ดูคล้ายก้อนหินจำหลักเป็นคน มั่นคง หนักแน่น  เป็นตัวเป็นตน

คล้ายๆ ท่านจะเห็นแสงเฮืองหรือแสงส่องรองเรืองแผ่ออกมา

ออกจากหัวใจของคนที่ท่านฟูมฟักมาแต่เล็ก

มันอาจหาพบแล้ว?

หัวใจลิงลม

“ปลายมือกูเป็นมีดคมผาย หมายถึงอะไร”

“หมายถึงมือที่เป็นมีดอันคม ไว้แผ้วถางทางแก่ผู้อื่น”

“อือ…ปลายลิ้นกูมีพิษอันญำ  คืออะไร”

“คือวาจาสิทธิ์ คือถ้อยคำอันชำงัดชำงาด  ปากจาคำใดเป็นคำนั้น คือสัจวาจา”

“ใต้ลุ่มฟ้ากูบ่กลัวสัง  ตุ๊ยังมีที่กลัวอันใด”

“กลัวบาป”

ฟ้าผ่าดังเปรี้ยง คล้ายฟ้าก็รับฟัง

 

หลังฝนตกดินหอม อากาศก็ฉ่ำเย็นไม่อบอ้าวจนต้องใช้พัดมาพัดปรนนิบัติพัดวี เจ้าเหนือหัวผัวตนหลับไปก่อน  ยอมรับว่าเป็นผัว แต่ไม่ยอมรับว่าเป็นเจ้าหัวใจ

หัวใจดวงนี้มอบให้ชายเดียว สามปีเข้ามานี่แล้วนับแต่เจ้าหัวใจหายไป คนอื่นปลงใจว่าตาย แต่เธอยังยึดมั่นดึงดันว่าไม่ตาย วันหนึ่งพี่อ้ายจะกลับมา   วันนั้นมาถึง เธอพร้อมที่จะไป แม้ว่าหนทางข้างหน้าจะพาไปตาย ก็พร้อมจะตายกับพี่

พี่อ้ายชายดี สุดที่รักของน้อง

ขยับตัว ลุกนั่งกลางที่นอนกราบหมอน   กำไลเงินเกลี้ยงที่ข้อมือกระทบกับกำไลวงอื่นกรุกกริก  ยายถอดให้ ยายหวังว่าเธอจะรักผัวได้เหมือนที่ยายรักตา  แต่ทว่าผ่านมาบัดนี้ มอบกายมอบตัวแก่ผัวได้ แต่มอบใจให้ไม่ได้เลย

“อธิษฐานอะไร”

“นึกว่าหลับไปแล้ว  ยังไม่หลับหรือ”

“ขอคุณพระคุณเจ้าคุ้มครองรักษามันให้อยู่รอดปลอดภัยใช่ไหม”

“ไม่ใช่”

“อย่าโกหก”

นิ่งเสีย ไม่อยากต่อปากต่อคำ กลัวจะกลายเป็นต่อความยาวสาวความยืด  หากเสียงดังข้ามห้องไปเข้าหูแม่ผัวก็จะโดนดุด่าสั่งสอนอีก

กูเบื่อ  กูหน่าย กูฝืนใจจำทน

มีลูก  กูหวังยึดเอาลูกเป็นยาหัวใจ  แม่ผัวก็แย่งเอาลูกกูไปเป็นลูกมัน  ยามหลับยามนอน ก็ยังไม่ยอมให้ลูกกูนอนกับแม่  อ้างแต่ว่ากูเลี้ยงลูกไม่เป็น มักร้องมักกวนซึ่งก็จริง  แต่ไม่ได้ร้องได้กวนทุกคืน นอนกับย่า ลูกกูก็กวนบ้างเหมือนกัน ใช่ว่าไม่กวนแต่นาน ๆ ที  

“คำสร้อย…”

มีมือมาลูบหัว  สาวป่วยไข้ทางจิตใจทำเสียงรับรู้แทนคำขานตอบ

“พ่อกับแม่อยากได้หลานอีกคน”

“เลือดผา หยี่โข่เอามาแต่หมื่อเซคี ข้าก็ชงให้พี่กินทุกวัน”

“ทำตัวให้น่ารักหน่อยคำสร้อย” ผัวเป็นเจ้าขยับมากอด  “อย่าเอาแต่ขัดแข็ง พี่อยากได้เมีย ไม่ใช่อยากได้ท่อนไม้มานอนกอด  พี่เสียเงินเสียทองเท่าไรคิดดู น้ำมันพราย…หากพี่ดีดใส่เอ็ง เอ็งก็ร้องไห้แล่นตามหลังแต่พี่ไม่ทำ”

“ยายถอดกำไลของตาใส่มือข้า …”

“แล้วยังไง”

“มันอาจเร็วเกินไป ข้าเองก็ลืมถามว่ายายใช้เวลากี่ปี พ่อแม่พี่อยากได้หลานอีกคน อาจได้ในทองเมียพรางของพี่ อย่าคิดนะว่าข้าไม่รู้ ไม่พูด ไม่ใช่ไม่รู้”

“ก็เพราะเอ็งเป็นอย่างนี้ เอาแต่ขัดแข็ง  เอาใจไปผูกกับคนที่ตายไปแล้ว ปลงใจยอมรับเถิด  สามปีแล้ว หากไม่ตาย มันต้องกลับมา อาจไม่มาหาเอ็ง แต่อย่างน้อยควรกลับมาหาพ่อแม่มันบ้าง  แต่ไม่เลย ฟังพี่ว่า ปลงใจเสีย ถอดใจออกจากมันเสีย ปลงไม่ได้ ถอดใจออกมาไม่ได้ เอ็งจะทุกข์ใจไปตลอดชีวิต”

“ยายเข้มแข็งกว่าข้า จิตใจยายกว้างใหญ่กว่าข้า…หลายเท่านัก”

“เอ็งพูดอะไร อ้างแต่ยาย  ยายเอ็งเกี่ยวข้องอันใด”

“กำไลเงินอันนี้  ตาเป็นคนซื้อให้ยาย  ยายใส่ติดตัวไว้จนวันที่ข้าขึ้นช้างเป็นนางนั่งช้าง   ข้าจะบอกต่อพี่ ตาไม่ใช่คนรักคนแรกของยาย ยายรักคนหนึ่ง  แต่ตาชิงขอยายก่อน หัวใจยายอยู่กับชายคนแรก แต่ต่อมา ตาก็เข้านั่งในหัวใจยายได้อีกคน  ข้าถึงว่าจิตใจยายกว้างใหญ่กว่าข้าหลายเท่านัก ดึกมาแล้ว หลับเถอะพี่ พี่คือผัว พี่คือเจ้า  พี่เสียเงินเสียทองมากหลาย แม่ข้าสุขสบายขึ้นมาเพราะพี่ ข้าจะปรนนิบัติรับใช้พี่ อย่าได้หึงหวงแก่…คนที่ตายไปเลย”

 

————————–

เชิงอรรถ :

(1) อ้างอิงมาจาก อรุณวดีสูตร สำนวนล้านนา

(2) หล่ายสาย  คืออีกฟากของแม่นำสาย  แม่น้ำสายเป็นเส้นแบ่งเขตแดนระห่างอำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย  กับอำเภอท่าขี้เหล็ก ประเทศพม่า

Don`t copy text!