สร้อยหงส์แสง ภาคปลาย บทที่ 4 : หัวใจคำสร้อย

สร้อยหงส์แสง ภาคปลาย บทที่ 4 : หัวใจคำสร้อย

โดย : มาลา คำจันทร์

สร้อยหงส์แสง กับเรื่องราวการตามหาสิ่งล้ำค่าที่ไม่มีใครเคยรอดชีวิตกลับมา ผลงานจากศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ อ. มาลา คำจันทร์ ที่มอบความไว้วางใจให้ อ่านเอา ได้เป็นผู้เผยแพร่นวนิยายเรื่องล่าสุดของท่าน ในรูปแบบ นิยายออนไลน์ ที่เราอยากให้ทุกคนได้ติดตามและ อ่านออนไลน์ ไปพร้อมๆ กัน

…………………………………………………………………..

 

ฝนหัวปีตกมาล้างฟ้า ต้นไม้ใบหญ้าได้กินอิ่มกินเต็มก็ชูยอดสอดใบ ซอมพอหลวงดอกแดงดอกส้มดูส้มดูแดงกว่าทุกวัน แดดอาจแรง แต่เพิ่งสาย ๆ จึงยังไม่ร้อน ดินดูดเอาน้ำไว้มากก็ยังดูชุ่ม หลังคาพระวิหารก็ดูชุ่ม แต่หลังคาหอธรรมหรือหอไตรเหมือนจะมีรอยรั่ว เคยสังเกตเห็นเมื่อเอาเณรขึ้นมาไล่ค้างคาว ว่าจะบอกแก่ตุ๊แดงรองเจ้าอาวาส  แต่ก็ลืมไปเลย

อากาศร้อนขึ้น แต่ก็ไม่ถึงกับต้องเปลื้องอังสะเหลือแต่สบงติดตัว ชักชวนสามเณรรุ่นน้องสองสามรูปมาสำรวจความเสียหาย หอไตรดั้งเดิมปลูกยกพื้นสูงกันปลวกและหนู  เสาไม้แดงแข็งแน่นปลวกไม่กิน ฝังโคนในดิน เนื้อไม้ข้างในไม่ผุกลวง ปลวกจึงไต่ขึ้นไปกัดกินใบลานไม่ได้ แต่หลังคาดินขอหรือกระเบื้องดินเผาพื้นเมืองมีจุดอ่อนตรงที่เปราะ หากขื่อคานโครงหลังคาคลาดเคลื่อนจากกัน มันจะไปดึงไม้ระแนงให้เสียสมดุล แล้วจะส่งผลไปถึงดินขอให้ร้าวแตกหรือหลุดจากกัน  แล้วฝนจะรั่ว

“ตุ๊พี่จารธรรมได้กี่ผูกแล้ว”

“หลายผูก เกือบสิบแล้ว”

ตอบคำสามเณรคำสิงห์ผู้บวชภายหลัง หวนนึกไปถึงเมื่อยังตนเองยังเป็นสามเณร  ตุ๊ลุงเคี่ยวเข็ญให้จดจารคัดลอกธรรมชื่อชัยสังคหสูตร อิด ๆ ออด ๆ ไม่ค่อยตั้งใจ มักง่วงเหงาหาวนอน กว่าจะคัดลอกให้จบเรื่องได้ใช้เวลาร่วมเดือน

ชัยสังคหะ…เจ้ากุมารโพธิสัตว์พระองค์นั้น…

ถอดเขื่อนหรือดาลประตูออก  กลิ่นขี้ค้างคาวฉุนกึกเลย ฝนหัวปีเมื่อสองสามวันก่อนตกหนักตกหนำ หลังคารั่วแน่นอน  ขี้ค้างคาวโดนฝนจึงส่งกลิ่นรุนแรง ภายในหอไตรชื้น ๆ ไม่มีหน้าต่าง มีเพียงบานช่องปล่องลมเล็ก ๆ บนจั่ว  กะเกณฑ์สามเณรรุ่นน้องช่วยกันโกยขี้ค้างคาวออกไป หีบธรรมหลายใบตั้งตะคุ่มในแสงสลัวเลือน ลูบคลำลวดลายเครือขดเครือเขาเถาวัลย์ที่ขอบหีบ คลับคล้ายคลับคลา เหมือน ๆ คุ้นเคย คล้ายตนก็เคยประดิดประดอยแต่งสร้างลวดลายอย่างนี้มาแล้ว ในอดีตกาลไกลโพ้น

เมืองมาง…

เมืองมางอยู่ที่ไหนหนอ  อาจอยู่ทางสิบสองพันนาไกลโพ้น คำนี้คุ้นเคย แต่แทบจดจำอันใดไม่ได้เลย โตขึ้นรู้ความก็มาอยู่ที่เมืองยองแล้ว  มีพ่อมีแม่ แต่พ่อแม่ที่เมืองยองก็คล้ายไม่ใช่พ่อเกิดแม่เกิด อาจเป็นเพียงพ่อเลี้ยงแม่เลี้ยง คือพ่อแม่ที่เลี้ยงดูตนมา หากเป็นพ่อเกิดแม่เกิด ก็ไม่ควรเรียกตนเป็นเจ้าบ่าว  ไม่ควรมีท่าทีนอบน้อมยำเกรงต่อคนเป็นลูกเช่นนั้น

คล้ายตนถูกพามา

จากเมืองมาง สิบสองพันนามาอยู่เมืองยองในประเทศพม่า แล้วต่อมาก็ถูกรับตัวจากท่าขี้เหล็กมาอยู่บ้านห้วยดอกอูนกระทั่งบัดนี้

“ตุ๊พี่  อันนี้แม่นก่อ?”

เสียงเรียกหาของสามเณรรุ่นน้องทำให้สะดุ้ง ตุ๊พี่หรือหลวงพี่วัยเพียง ๒๑ หันมาหา เณรรุ่นน้องมีใบหน้าประพิมประพายคล้ายพี่สาวยื่นใบลานผูกนั้นมาให้

“แม่นอันใด”

“มหากัปปิลชาดก”

“หัวใจลิงลม…” ใจแล่นปราดไปถึงสิ่งที่มุ่งหวัง  สิ่งที่ค้นหา สิ่งที่ปรารถนาจะเข้าถึง “เดี๋ยวดูก่อน”

รับใบลานเก่าแก่ เปียกชื้นไปบ้างจึงดูดำแล้วเอาไปส่องกับลำแสงที่ลอดรอยแตกบนหลังคา  ใจเต้นถี่ ๆ ใช่แล้ว มหากัปปิลชาดกที่ตุ๊ลุงบอกว่าหัวใจลิงลมอยู่ในนี้

เข้าถึงหัวใจลิงลม ก็เข้าถึงแก่นวิชาลิงลม

ใจแล่นปราดไปถึงครูล่วงลับ  พ่อหนานทาเข้าถึงแก่นของวิชาลิงลมไหมหนอ

 

“ไม่ไปเก็บครั่งหรือ วันนี้”

“ไม่ไปแล้ว  อยากอยู่กับเมียมากกว่า   เมียพี่สวยจังวันนี้”

ลุกไปยืนทางด้านหลังเมีย  คำสร้อยนั่งอยู่ที่เก้าอี้หน้าโต๊ะเครื่องแป้ง เมื่อเมียนั่งแล้วเขายืน เขาจึงดูดีมีอำนาจเต็มที่ แต่หากเมียยืน เขาเองรู้สึกว่าตบะเดชะของตนลดลง เขาเองเตี้ยกว่าเธอราวสองนิ้ว  หากเธอชอบใส่รองเท้าซ่นสูง เขาคงต้องหารองเท้าที่มีซ่นหนามาใส่บ้างกระมัง

เป็นปมด้อยมาแต่เริ่มขึ้นหนุ่มเมื่ออายุสิบสี่สิบห้าโน่นแล้ว ชดเชยปมด้อยด้วยการแต่งตัวดี  ใช้ข้าวของอย่างดี เสื้อผ้าราคาแพง

คำสร้อยละตาจากต่างหูคู่ใหม่ ช้อนตามองหน้าผัวในกระจก  ผัวเอามือมาวางบนบ่าทั้งคู่ เจ้าผัวก้มลงมาคล้ายจะหอมแก้ม นางเมียเบี่ยงตัวขัดขืน

“กลางวัน  อายเขา”

“อายใคร บนเรือนมีแต่เรา”

“ไม่อายคนก็อายผีเถิด นอนด้วยกันกลางวัน…มันขึด”

“ขึดอีกแล้ว  อะไรก็ขึด ขึดไปหมด”

ฮึดฮัด ขุ่นมัวขึ้นมา ถอยไปนั่งที่ขอบเตียง จุดบุหรี่สูบ อยากขึ้นมาแล้วยามนี้ อยากนอนนาง แต่นางในอำนาจกลับขัดขืน อ้างว่าขึด

“ คำสร้อย เอ็งเข้ามา”

ลูกกตัญญูของแม่บัวไหลลุกขึ้น ขยับเท้า  แต่เจ้าผัวกลับสำทับบัญชา

“อย่าเดิน จงคลานเข้ามา”

 

“ข้ามาอยู่ที่นี่ได้สามปีแล้วหรือ  พ่อลุง”

“ไม่ถึงดีนัก” ชายถูกเรียกว่าพ่อลุง นับนิ้วคร่าว ๆ “เกือบสามปี”

“เกือบสามปี คำสร้อยคงมีลูกสองแล้ว”

“นางของสูชื่อคำสร้อยหรือ ชื่อนี้ดีนัก” มีเสียงสอดแทรกจากข้างหลัง“ข้าชื่อคำหลู่ เป็นนางใช้ของสู”

“ไม่ใช่ชื่อนางใช้หรือ”

“ไม่ใช่  คำหลู่เป็นชื่อ นางใช้เป็นหน้าที่ พ่อยกข้าให้เป็นนางรับใช้ของสู  ข้าได้ลูกคนหนึ่งแล้ว”

“อือ”

มึน ๆ อยู่ ยังจับต้นชนปลายไม่ได้ชัดเจนนัก แต่ก็ดีขึ้นกว่าวันแรกที่ฟื้นคืนสู่ความทรงจำ   เขามาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร นึกไม่ออก จำได้กระท่อนกระแท่นว่าเข้าถ้ำหงส์แสง พบสร้อยหงส์แสงสุกเรืองเป็นรูปหงส์ทองกางปีก ชายกลางคนหน้าตาดุดันเหี้ยมหาญผู้หนึ่งข่มขู่ให้วางสร้อยไว้ที่เดิม เขาไม่เชื่อ สู้รบกัน ฉับพลันเหมือนมีเสียงเดือดดังปานถ้ำถล่ม ไฟร้อนลุกวาบเหมือนจะเผาเขาให้ไหม้ ชายกลางคนกลายรูปเป็นผีขนดำตัวใหญ่มีเล็บยาว มันยื่นมือมีเล็บคมเหมือนมีดมาฉีกอก  เขาแทงมันด้วยมีดเขี้ยวเสือ

“มีดเขี้ยวเสือของข้า… อยู่ที่ไหน”

“มีดเขี้ยวเสือหรือ  ผู้ใดเห็นบ้าง มีดเขี้ยวเสือของเจ้าบ้านอยู่ที่ไหน”

ชายสูงอายุสามสี่คนที่อยู่ด้านหน้าแท่นมองหน้ากันไปมา  หญิงอายุน้อยสองสามคนที่อยู่งานพัดวีด้านหลังแท่นก็พลอยเงียบงัน

 

ฝนหัวปีตกมาล้างฟ้า  ฟ้าก็แจ้งกระจ่างสว่างใส กลางวันร้อนอบอ้าวมากที่บนกุฏิ แสงเฮืองเอาใบลานใส่ย่าม ว่าจะไปหาที่สงบร่มเย็นตรงไหนสักแห่งเพื่ออ่านชาดกพื้นเมืองเรื่องนั้น ตุ๊ลุงเข้ามาเงียบ ๆ เห็นพระหนุ่มเอาลานใส่ย่ามก็ถาม

“พบแล้วหรือ  หัวใจลิงลม”

“ยังบ่พบ ธรรมขาดไปสองสามแผ่น  มีบ่ครบ”

“เอามาดูซิ”

ใบลานเป็นสีน้ำตาลเก่ากรอบ กว้างขนาดสามนิ้วมือขวาง ยาวศอกเศษ ตุ๊ลุงรับไปดู  หยีตาลงเล็กน้อยก็เห็นอักษรชัดเจน แต่หากย้อนหลังไปสักห้าหกปี ต่อให้ยื่นลานออกไปสุดแขน  ก็มองเห็นไม่ชัด

“พ่อหนานทาเคยอ่านมหากัปปิลชาดกหรือไม่  ตุ๊ลุง”

“ไม่แน่ใจ ไม่เคยถามมันเลย  หนานทาเป็นคนบ้านหนองมน บวชที่วัดหนองมน ไมได้อยู่ที่วัดห้วยดอกอูน เลยไม่แน่ใจว่าวัดโน้นจะมีธรรมเรื่องนี้หรือไม่  เคยอ่านหรือไม่”

อบอ้าวอยู่บ้าง กระเบื้องมุงหลังคาศาลาคายไอร้อนลงมา เนื้อตัวหลังไหล่ของตุ๊แดงมีเหงื่อเปียกโชก  ตรงมุมที่ศาลาพับศอกเป็นที่เก็บฆ้องกลอง แดดแก่ ๆ ลำหนึ่งส่องลอดรูแตกที่หลังคาลงมาเป็นลำ ฝุ่นคงมาก จึงมองเห็นลำแดดชัดเจน

หากฝุ่นไม่ฟุ้ง ก็ไม่เห็นลำแดด

หากแดดไม่ส่อง  ก็ไม่เห็นฝุ่นฟุ้ง

พระหนุ่มรับใบลานกลับมาใส่ย่าม  นึกคิดแปลก ๆ สับสนอยู่บ้างกับความคิดที่วูบวาบขึ้นมา

 

แม้ยังอยู่ในช่วงหน้าร้อน  แต่ชุมชนกลางป่าดงดิบชื้นกลับไม่ร้อนรุนแรงอะไรมากมายนัก  เหย้าเรือนอยู่รวมกันแออัดเป็นหย่อมใหญ่ ไม่มีบ้านหลังใดกระเด็นโดดเดี่ยวออกไปจากย่าน  คล้ายกลัว คล้ายหวาดหวั่นวิตกกังวลเกี่ยวกับภัยเสือสางช้างร้ายหรือภัยผีโป่งผีป่าคุกคาม

เรือนหลังหนึ่งตั้งเด่นอยู่แทบใจกลางชุมชน ปลูกสร้างขึ้นใหม่  ดูใหญ่โตแข็งแรงกว่าเพื่อน มีโถงเรือนที่กว้างพอจะจุคนได้สักยี่สิบ  แทบท้ายโถงตั้งแท่นไม้ตัวหนึ่ง บนแท่นมีหนุ่มหนึ่งนั่งเด่นเป็นสง่าแต่เพียงผู้เดียว ผมเผ้าถูกชักขึ้นเกล้าเป็นมวยกลางกระหม่อม มีผ้าโพกหัวสีขาวเคียนรอบ  แตกต่างไปจากชายอื่น ๆ สามสี่คนที่นั่งกับพื้น คนนั่งแท่นเคียนผ้าหัวสีขาว คนนั่งพื้นเคียนผ้าหัวสีเปลือกไม้

ชายกลางคนผู้หนึ่ง  ท่าทีจะเป็นหัวหน้าหมู่บ้าน หันไปถามชายอีกคน อายุดูน้อยกว่า ท่าทางดูเข้มแข็ง บึกบึน

“เมื่อสูลงไปพบเจ้าบ้าน  สูเห็นมีดเขี้ยวเสือหรือไม่  กองหาญ”

“ข้าพบแต่ย่าม  ในย่ามมีอะไรข้าไม่ได้ดู ขึ้นพ้นปากเหว หมดหน้าที่ข้า ทั้งคนและย่าม  หมอสินเป็นคนดูแล”

“ย่ามอยู่ที่นี่”ผู้ ถูกเรียกว่าหมอสินชูย่ามขึ้น “ในย่ามไม่มีมีดเขี้ยวเสือ มีแต่ตำรา”

“ตำราหรือ  นั่นคือวิชาเสือโคร่ง  เอามาให้ข้า”

ย่ามถูกยื่นส่งต่อกันมา  หัวหน้าหมู่บ้านยื่นส่งสู่คนบนแท่นท่าทางนอบน้อม เหมือนถวายของต่อพระ หนุ่มเดียวบนแท่นรีบล้วงออกมา ยกขึ้นจบเหนือหัว น้อมใจไปหาครู

ครู…ผู้ที่ตนถอดพิษถอดไมมาจากท่าน พิษและไมในอีกความหมายถึงคือคุณและโทษ ครูพ้นจากโทษและคุณหมดแล้ว พ้นจากทุกข์จากทัณฑ์อันเนื่องแต่ผิดกำหมดแล้ว ครูจะเป็นอย่างไรบ้างหนอในวันนี้

พ่อแม่อีกล่ะ คำสร้อยอีกคน สองสามปีผ่านไปแล้ว คงเป็นเมียอ้ายบุญธรรมไปแล้ว

 

สันนาหรือที่ดอนกลางนามักมีฉำฉาต้นใหญ่ให้ร่มเงาอยู่แทบทุกแห่ง คนทำนาได้อาศัยร่มเงาเป็นที่จัดเลี้ยงข้าวปลาอาหารแก่เพื่อนบ้าน วันเวลาครั้งนั้น ชาวนาโดยทั่วไปมักทำนาแบบแลกเปลี่ยนแรงงานที่เรียกว่าเอามื้อส้ายมื้อ  เอามื้อคือไปช่วยเขา ส้ายมื้อคือเขามาช่วยเรา ทั้งการปลูกและการเกี่ยวจะใช้วิธีนี้ การจ้างก็พอมี แต่ยังไม่แพร่หลาย เมื่อเขามาช่วยเรา เราต้องเลี้ยงข้าวปลาอาหารให้อิ่มหนำ เมื่อเราไปช่วยเขา เขาก็เลี้ยงเราให้อิ่มหนำสำราญเช่นกัน

ฉำฉาเป็นไม้ใหญ่  หากอยู่ในที่โล่งก็เติบโตได้แทบไม่มีขีดจำกัด หากปล่อยให้ยื่นกิ่งยืดก้านออกไปเรื่อย ๆ ก็อาจไปบังแสงแดดแก่กอข้าวในนา ชาวนาจึงมักเอาครั่งมาปล่อย  ครั่งแก่ได้ที่ก็ขึ้นลิดก้านรานกิ่งเก็บครั่งออกขาย ได้เงินจากครั่งด้วย และได้ลดทอนร่มเงาแผ่กว้างเกินไปของฉำฉาไปด้วย สามสี่ปีข้างหน้า ก้านใหม่กิ่งใหม่ยื่นยาว ก็หาครั่งมาปล่อยอีกที

“พ่อเสี่ยว…”หยุดมือ ลังเลเล็กน้อยแล้วตัดสินใจพูด “ข้าขอสืบวิชาลูกกงกายสิทธิ์จากพ่อเสี่ยวได้ไหม”

“คิดจะไปเอาสร้อยหงส์แสงอีกคนหรือ อย่าเลยเอ็ง ขนาดพ่อเอ็ง…ยังตาย”

“ข้าไม่ค่อยชัดเจนนัก แปดปีก่อนตอนพ่อตาย ข้ายังเด็กเกินไป ทำไมพ่อข้าถึงตาย ทำไมพ่อเสี่ยวยังอยู่ ทำไมพ่อข้าถึงพูดว่าสร้อยหงส์แสงออกจากถ้ำไม่ได้ คนจะตายหมดเมือง”

“ถามทีละข้อ ทำไมพ่อเอ็งถึงตาย เพราะพ่อเอ็งเข้าถ้ำหงส์แสง ทำไมพ่อเสี่ยวไม่ตาย เพราะพ่อเสี่ยวไม่ได้เข้าถ้ำ พ่อเอ็งสั่งพ่อเสี่ยวรออยู่นอกถ้ำ ทำไมสร้อยหงส์แสงออกจากถ้ำไม่ได้ คนจะตายหมดเมือง เพราะผีเฝ้าถ้ำมันจะตามออกมา”

“ตามออกมาทำไม”

“มันอาจหวงอาจแหน มันอาจสิงอยู่ในสร้อยหงส์แสง อันนี้ไม่รู้แน่ เดาเอา พ่อเสี่ยวก็ลืมถามพ่อเอ็ง ข้อนี้” แล้วพลันเหมือนนึกได้ถึงอะไรสักอย่างจึงโพล่งออกมา “พ่อเสี่ยวรู้แล้ว ทำไมพ่อเอ็งไม่ให้พ่อเสี่ยวตามเข้าไป เพราะอันตรายใหญ่หลวง พ่อเอ็ง…พ่อเอ็ง ใจคอมันยิ่งใหญ่นัก เอาอย่างนี้ไอ้ลูกเสี่ยว เขาควายฟ้าผ่าพ่อเสี่ยวเหลืออยู่ข้างหนึ่งจะปันแก่เอ็งเอาไปถากเหลาเกลารูปเป็นง่ามกง  ส่วนลูกกงกายสิทธิ์ปันให้กันไม่ได้ ต้องเสกสร้างกับมือเอาเอง ส่วนประกอบสำคัญที่สุดคือขี้เหล็กไหล อาจหาได้ในถ้ำลึกเย็น”

“ในถ้ำหงส์แสงมีไหม”

“อาจมี แต่ผีเฝ้าถ้ำ…อย่าคิดไปเลยไอ้ลูกเสี่ยว จงเชื่อฟังเสี่ยวของพ่อเอ็ง”

 

ฝนใหม่มา ฝนล้างฟ้าต้อนรับปีใหม่ สองสามวันผ่านไป ซอมพอก็แตกใบอ่อน  ฉำฉาก็ระบัดใบคลุมกิ่งก้านที่เหมือนคนไม่นุ่งเสื้อผ้า ฝักฉำฉาหล่นเกลื่อนกับพื้น เนื้อในมีรสหวานปนเฝื่อน กินแต่น้อยพอเป็นยา กินมากจะเวียนหัว หากมากเกินร่างกายรับได้ก็จะทั่งท้นออกปากสำรากอาเจียน  แต่งัวควายร่างกายใหญ่หนากว่าคน ความคงทนก็มากกว่า เก็บเอาฝักฉำฉาไปให้มันกินบ้างจะเป็นยาระบายถ่ายเทพยาธิในท้อง ไม้ฉำฉาเนื้อไม้ไม่แกร่ง เอาทำประโยชน์อื่นใดแทบไม่ได้ ชั้นแต่จะเอาทำฟืนคนก็รังเกียจเพราะมีควันมาก แต่ฉำฉาก็ให้ร่มเงาแผ่กว้าง เป็นที่อยู่สร้างอาศัยของนกหนู  กิ่งฉำฉาเป็นที่ปล่อยครั่งได้ดีวิเศษนัก ครั่งแพร่ลามหลามไหลเร็วดี ฤดูเดือนนี้เป็นหน้าเก็บครั่ง แต่ละวันลูกชายพ่อนายมักออกไปรับซื้อครั่งตามหมู่บ้านแยกย่อยซอยถี่ในละแวกตำบลสันป่าตึง บางวันข้ามตำบลก็มี แล้วแต่จะมีข่าวคราวส่งมาถึงว่าผู้ใดจะขายครั่ง

รถต่อตัวถังด้วยโครงไม้คล้ายคอกหมูแล่นอืดบนทางฝุ่น ขับเร็วไม่ได้เพราะฝุ่นจะฟุ้ง ถนนหนทางยังเป็นทางดินแดงไม่ได้ราดยาง ผิวทางไม่ได้ราบเรียบหากแต่มากมีด้วยหลุม ขับเร็ว รถตกหลุม แรงกระแทกรุนแรงจะส่งผลเสียหลายอย่าง เครื่องเคราจะทำงานหนักเกินเหตุ รถจะชำรุดเร็ว ข้อสำคัญขับเร็วเปลืองน้ำมัน  ไม่มีสถานที่จำหน่ายน้ำมันอยู่ตามตำบลรอบนอก มีอยู่ที่เดียวคือตัวอำเภอ

ไม่ได้ขับเอง เพราะความยาวของร่างกายไม่เอื้อให้ พี่เลี้ยงผู้ดูแลตนมาแต่เล็กเป็นคนขับ ล่วงเลยมาถึงวันนี้ทองควายได้เมียมีลูก ไม่ได้กินข้าวร่วมไหเหมือนตอนเป็นเด็กและเป็นหนุ่มมาด้วยกัน เพราะต่างมีครอบครัวแล้ว ทองควายยังคงนอนที่ร้านเหมือนเดิม แต่ก่อนตอนเป็นหนุ่มก็นอนเฝ้าร้านเฉย ๆ ตอนนี้มีเมียเอาเมียมานอนร่วมที่ร้าน แล้วให้เมียเป็นลูกจ้างขายของมีรายได้อีกทาง

ทองควายมาขับรถกินเงินเดือน บุญธรรมเจ้าของรถเป็นคนเก็บเงินไม่กินเงินเดือนตัวเอง มีเด็กท้ายรถอีกคนไว้ยกของขึ้นรถลงรถที่กินเงินเดือน แต่ก่อนแต่เดิมออกรถวันละสองเที่ยว แต่หน้าหอมกระเทียมและหน้าเก็บครั่งออกรถเที่ยวเดียว  อีกครึ่งวันเอารถออกรับสินค้ามากักตุนไว้ ได้กำไรก็ขายออกไป บางทีราคาตกก็ขาดทุน กำไรขาดทุนเป็นเรื่องธรรมดาของการค้าขาย เท่าที่ผ่านมา ได้กำไรมากกว่าขาดทุน

“หมู่นี้ไอ้หล้าหน้าชื่นตาใส จะได้ลูกอีกคนแล้วหรือ”

“ยัง” ถอนหายใจแรง ๆ ท่าทีหงุดหงิดขุ่นมัว “คำสร้อย…แข็งขืนฝืนข้าตลอดมา”

ฝุ่นฟุ้ง สองข้างทางเริ่มมีฝุ่นคลุมใบไม้อีกแล้ว ฝนล้างฟ้าตกมาเมื่อสองสามวันก่อนชะเอาฝุ่นออกจากใบไม้ไปมาก ฝุ่นเก่าหมดไป  ฝุ่นใหม่เริ่มมา นับแต่นี้ไปหากฝนห่าใหม่ไม่เทลงมา ใบไม้ใบหญ้าก็จะมีฝุ่นจับดังเดิม

“ไอ้ผู้นั้น”  ทองควายเกริ่นแค่นั้นแล้วหยุด ชำเลืองมองสีหน้าอาการลูกชายพ่อนายแล้วพูดต่อ “ตกตายหายลับไปแล้ว คำสร้อยยังไม่ยอมถอดใจออกมาหรือ”

“มันยังไม่ตาย มันยังอยู่”

“อยู่ที่ไหน”

“ในใจเมียข้า”

พี่เลี้ยงถอนใจยาว ๆ ตามองไปข้างหน้า ไม่อยากมองหน้าไอ้หล้าเลย สงสารมัน ไอ้หล้าเอ๋ย เป็นถึงลูกพ่อนาย หลานพญาจันทะ แต่กลับมาทนทุกข์เพราะเมียคนเดียว

Don`t copy text!