สร้อยหงส์แสง ภาคปลาย บทที่ 9 : ขี่หลังหงส์

สร้อยหงส์แสง ภาคปลาย บทที่ 9 : ขี่หลังหงส์

โดย : มาลา คำจันทร์

สร้อยหงส์แสง กับเรื่องราวการตามหาสิ่งล้ำค่าที่ไม่มีใครเคยรอดชีวิตกลับมา ผลงานจากศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ อ. มาลา คำจันทร์ ที่มอบความไว้วางใจให้ อ่านเอา ได้เป็นผู้เผยแพร่นวนิยายเรื่องล่าสุดของท่าน ในรูปแบบ นิยายออนไลน์ ที่เราอยากให้ทุกคนได้ติดตามและ อ่านออนไลน์ ไปพร้อมๆ กัน

…………………………………………………………………..

 

คืนแรม ๑๔ ค่ำเดือน ๘ ปีนั้น มีดาววอมแวมประปรายเหนือวัดห้วยดอกอูน พระเณรและพ่อน้อยพ่อหนานกำลังเตรียมไห่ฆ้องไห่กลองอยู่ที่ศาลาทางด้านหน้าวัด  แต่ลึกเข้าไปทางหลังวัด ห่างจากกุฏิครูบาป่ากล้วยขึ้นไปทางเหนือราวยี่สิบวา มีกุฏิน้อยหลังใหม่ขึ้นแทรก ตุ๊ลุงเจ้าอาวาสปลงภาระลงจากบ่าไหล่ได้แล้ว เริ่มปลีกตัวจากภาระการงานทั้งมวลเข้าสู่ป่ากล้วยตามแบบอย่างแนวทสฃเฉพาะตัวของวัดห้วยดอกอูน เสียงกลองเริ่มดังขึ้น เป็นการทดลองเสียงก่อนขึ้นท่วงทำนอง ตุ๊ลุงจุดเทียนคู่หนึ่งแล้วก้มลงกราบ อาการปวดหลังปวดเอวยังมีอยู่ แต่ทุเลาเบาบางลง  ไม่เหมือนครั้งอายุราว ๖๕ เป็นต้นมา รู้สึกว่าเหมือนมีพิษมีไมคาอยู่ เริ่มสังหรณ์ใจว่าจะยึดกุมดาบด้ามงาให้มั่นคงไม่ได้แล้ว มันหนักขึ้นทุกวัน ผีโหงโพรงพรายที่ถูกตัดคล้ายคุกคามรังควาน เริ่มรู้สึกตัวว่า เอาบ่แพ้คือหนักเกินแรง   หากแสงเฮืองขึ้นมาสืบแทนไม่ได้  ก็อาจจำเป็นต้องลอยดาบ ทำพิธีปลงปล่อยลอยดาบไปตามสายน้ำ   แต่ก็เสียดายดาบที่สืบทอดกันมาแต่สมัยพ่อหนานอินตาพาคนข้ามดงผีดงสางมาสร้างบ้านห้วยดอกอูนเมื่อหกสิบกว่าปีก่อน   อีกอย่างก็เกรงว่าจะมีคนร้ายได้ดาบไป หากมันนำไปใช้ในทางร้าย ผลร้ายตกแก่ชาวบ้านชาวเมือง ท่านเองก็จะยิ่งบาปหนักกรรมหนาซับซ้อน

แต่ว่าวันนี้แสงเฮืองขึ้นมาสืบทอดแนวทางสังคหะที่ยึดถือมาสองรุ่นเจ้าอาวาสได้แล้ว  ภาระทางวัดก็ไว้วางใจตุ๊แดงได้เต็มที่ จึงปลีกตัวมาก่อสร้างกัมมัฏฐานแผ้วถางหนทางสู่เมืองฟ้าได้แล้ว

“สา…สาธุ  โอกาสะ…”

ไหว้พระตามบทสวดมนต์แบบฉบับจบแล้ว  เริ่มไหว้บทพื้นเมืองสืบทอดกันมา น้อมนำใจไปตามถ้อยคำ  ไหว้ครูหลวงคือพระพุทธเจ้า ไหว้อินทร์พรหมยมราชและพิสสนูครูใหญ่   ไหว้ทั้งคุณปิตูมาตา อุปัชฌาย์อาจาริยะตามแบบเบ้าโบราณ เปล่งออกปากทุกถ้อยทุกคำ  สำรวมจิตใจตั้งมั่นเชื่อมั่นในคุณ

คุณ คือความสามารถ

คุณของพระเจ้าคือความสามารถของพระเจ้า

คุณของพ่อแม่คือความสามารถของพ่อแม่

คุณของครูบาอาจารย์คือความสามารถของครูบาอาจารย์

คุณทั้งหลายสามารถให้ประโยชน์ได้ ก็สามารถลงโทษได้

เสียงกลองกลองบูชาเริ่มดังขึ้น เป็นท่วงทำนองพุทธบูชา เป็นการบอกเตือนพี่น้องชาวบ้านว่าพรุ่งนี้เป็นวันศีล อย่าละเลยจารีตประเพณีที่ปฏิบัติสืบต่อกันมาสิบสี่ค่ำหนนี้ ตุ๊ลุงไม่ออกไปดูแลกำกับ  ฝึกการสดับด้วยหูอย่างเดียวตามแบบครูของท่าน ครั้งหนึ่งนานแล้ว แต่เมื่อแสงเฮืองอายุสิบแปด ยังหมกมุ่นขุ่นมัวอยู่ในรักใคร่หลงใหลประสาบ่าวใหม่ ครูบาเคยโผล่ออกไป ท่านทักว่าทำนองออกศึกของแสงเฮืองเข้มแข็งดี  แต่…แต่อะไรท่านไม่พูด ผ่านมาถึงวันนี้จิตใจแสงเฮืองคงแจ่มใสแล้ว เสียงกลองทำนองออกศึกราบรื่นดี

ยัมปิจฉัง นะ ลภติ ตัมปิ ทุกขัง…ปรารถนาแล้วไม่ได้  ก็เป็นทุกข์

มหาสังเวควัตถุ ๘ ประการว่าไว้หลานเอ๋ย  ผู้ใดใครบ้างไม่มีทุกข์ รู้แล้ว เข้าใจแล้ว  นำใจออกมาได้แล้วก็ดีแล้วหลานเอ๋ย เหนือกว่ารักใคร่เสน่หาคือเมตตา  ผายแผ่ออกไปให้กว้าง เมตตาคือรักที่ไม่มีขีดจำกัด รักได้แม้แต่ศัตรูผู้ทำร้ายเรา นั่นคือหัวใจของมหากัปปิละพญาวานร

คือหัวใจลิงลม

เสือโคร่งอาจกินลิงลมได้

แต่ลิงลมไม่อาจกินเสือโคร่งได้ เพราะเสือโคร่งไม่ใช่อาหารของลิงลม

แต่หลานเอ๋ย  ไม่เคยมีมาก่อน  ลิงลมที่ปราดเปรียวว่องไวจะถูกเสือตะปบ  เว้นไว้แต่ลิงลมป่วยไข้ ย่อหย่อนอ่อนแอ หรือประมาทเลินเล่อเกินไป

 

คืนแรม๑๔ค่ำ คืนนี้ไม่มีเดือนดาว เมฆมืดปิดบังท้องฟ้า ลมพัดเย็นติดจะชื้นด้วยเป็นลมฤดูฝน ฝนคงตกบ้านอื่นแล้วลมหอบเอาความเย็นความชื้นมาให้  ปล่องลมเปิดไว้ แรงลมไม่อาจข่มเหงแสงตะเกียงในครอบแก้วให้วูบดับ ลูกคงหลับแล้ว หลับกับย่าและปู่ สองเฒ่าอุ้มชูรักหลงสนิทแน่นแฟ้น พ่อผัวมักไม่วุ่นวาย แต่แม่ผัวค่อนข้างจู้จี้จุกจิก  ผัวว่าแม่ผัวจะเอาเมียลับเมียพรางที่ติดท้องมาอยู่ร่วมเรือน แต่ยังไม่เห็นเอามา

“พี่น้อย”

เผลอเรียกออกปาก  เหมือนมีเสียงตอบรับว่าพี่อยู่นี่  สะใภ้ระทมขนลุก เหลียวมองไปมา แต่ไม่พบเห็นอะไรเลย

ความรักยังคงอยู่ แต่ความหวังเริ่มเจื่อน เริ่มจาง  มีความรักอย่างใหม่ขึ้นมา นั่นคือรักลูก ล่วงเลยมาถึงวันนี้ ไอ้หล้าอายุขวบกว่า   แม้ว่าไม่ได้อุ้มได้หอบ ไม่ได้กอดดมชมเชยตลอดเวลา แต่ก็หวังใจได้ว่าหากมีลูกอีกคน จะไม่ยอมให้แม่ผัวพรากลูกออกจากอกอีกเลย

“พี่น้อย หากพี่ตายไปแล้วก็จงมาเข้าฝันข้าสักครั้งเถิด”

มือจับเข็มและผ้า  นั่งอยู่คนเดียว แต่เหมือนมีใครร่วมห้องเฝ้ามองอยู่เงียบๆ  สามีไม่อยู่ แต่ไม่ได้ไปนอนค้างอ้างแรมที่ไหน พ่อผัวเรียกไปคุยอยู่ในเรือนใหญ่ คงเป็นเรื่องภายในเกี่ยวกับทรัพย์สินเงินทองหรือเรื่องสำคัญอะไรสักอย่าง   เอาผ้าทอพื้นเมืองมาเพลาะต่อตะเข็บให้เป็นถุง เป็นรายได้ส่วนตัวที่ผัวลงทุนให้ โดยส่วนตัวก็แทบไม่ได้ใช้ได้จ่ายอะไรเลย เก็บไว้จุนเจือครอบครัวเดิมมากกว่าอย่างอื่น  ผัวไมสบอารมณ์นักหากแม่ใช้ให้น้องสาวหรือพี่ชายมาขอเงิน ก็ใช่ว่าจะมาทุกเดือน ส่วนมากจะเป็นเรื่องทำบุญทำทานอุทิศไปหาผีปู่ย่าบรรพบุรุษตามกิจพิธีที่สำคัญ อย่างสงกรานต์ เข้าพรรษา สิบสองเพ็ญ ยี่เพ็ญหรือปอยหลวงปอยลาม  ไม่อยากขอเงินจากผัวไปให้เลย แต่หากเงินส่วนตัวไม่พอก็เหมียดเม้มเอา

“ยังไม่นอนหรือ คำสร้อย”

“ยัง รอพี่อยู่”

ผัวกลับมาเข้าห้อง  ปิดประตูตามหลัง สีหน้าเหมือนยุ่งยากลำบากใจ เธอไม่ถาม ไม่ซัก  เพราะไม่แน่ใจว่าจะได้คำดีหรือคำร้าย คอยฟังอย่างเดียวจะดีที่สุด  เก็บผ้า เก็บเข็มและด้ายลงกระทายปากกว้างแล้วยกไปวางชิดฝา ผัวนั่งหน้าเครียดพิงพนักหัวเตียง   รู้หน้าที่ดี หยิบพัด ไม่เดินด้วยเท้า แต่คลานด้วยเข่าคลานเข้าไปหาเพราะรู้ดีว่าผัวชอบ

ชอบวางอำนาจอยู่เหนือเธอ

เหมือนมีเสียงทอดถอนใจฮึดฮัดขุ่นเคืองจากใครอีกคน  เหมือนมีใครไม่รู้แอบอยู่ร่วมห้อง แปลกใจ ประหลาดใจแกมหวาดกลัวกังวล   มองไปมา ไม่เห็นอะไร

“มองหาอะไร คำสร้อย”

“มันแปลกๆ  เหมือนมีคนลอบมอง”

“ผีปู่ย่าเอ็งอีกละมั้ง  หรือไม่อีกที ผีไอ้น้อยสุธน…”

“ข้าขอครั้งแล้วครั้งเล่า พี่น้อยไปดีแล้ว อย่าลากเอาพี่น้อยมาเปื้อนมาแปดเลย”

“แต่เอ็งยังรักมัน”

ก้มหน้าลงเสีย  ซ่อนหน้าน้ำตาตก  แสร้งเอาพัดบังหน้าซ่อนน้ำตา  สามีฮึดฮัดขัดใจ เอาบุหรี่มาจุดสูบระงับอารมณ์

“มาเถิดคำสร้อย…” เปลี่ยนท่านั่ง หย่อนเท้าลงจากเตียง นั่งตัวตรงไม่พิงพนัก… “มาปฏิบัติบำเรอพี่ เจ้าชีวิตเอ็ง”

“พี่เป็นเจ้า”  ยกมือไหว้ ว่ากล่าวนอบน้อม “ข้าขอเถิดวันนี้ ข้าไม่สบายใจ”

“มานั่งตรงนี้” ชี้ที่พื้นตรงเท้า “คลานเข้ามาแล้วกราบลง”

มีเสียงพื้นลั่น เหมือนมีใครกระทืบเท้าอยู่ตรงนั้น   ผัวเป็นเจ้ากับเมียเป็นข้าสะดุ้ง ต่างมองไปยังต้นเสียงแทบพร้อมกัน  

แต่ไม่เห็นอะไรเลย

 

ลิ่วๆ เฉื่อยฉิวโบกช้า  พญาหงส์ปีกกว้างบินบนหนหาว  หลังหงส์มีหนุ่มหล่อสาวงามอิงแอบแนบชิดกัน คลุกเคล้าคลอเคลียกัน หนุ่มคือเจ้ากุมารวิเศษเลิศฟ้า  โอ่อ่างดงามอย่างโพธิสัตว์บ่าวน้อยทั้งหลาย สาวคือนางคู่บุญแต่ติดตังอยู่ในห้วงทุกข์เนิ่นนาน ยังมีผีผลาญตนหนึ่งจับเอานางไปขังไว้ในถ้ำมืด  นางขื่นนางขม นางตรมนางไข้ นางร่ำไห้เรียกหา น้ำตานางหากตวงไว้ก็คงได้สักโอ่ง ทว่าบัดนี้นางออกจากถ้ำได้แล้ว เจ้ากุมารผู้มียานข้ามฟ้าคือพญาหงส์เป็นผู้ฉุดนางหลุดจากเมือกตังเหนียวหนับในถ้ำ

นางหลุดแล้ว

นางพ้นแล้ว

“เอ็งดีนัก  เอ็งรักพี่ พี่รักเอ็ง เท่านี้พอแล้ว อันอื่นอันใดไม่สำคัญเลย  เอ็งทุกข์มามากพอแล้วสร้อยเอ๋ย ถึงเวลาแล้วที่เอ็งควรสุข พี่รู้ เอ็งไม่มีความสุขหรอก  เอ็งฝืนใจ เอ็งทุกข์ใจ เอ็งต้องรับใช้เป็นข้าบาทบำเรอคนที่เอ็งไม่รัก พี่เกือบฆ่ามันแล้ว  ดีแต่ยั้งใจไว้ทัน หาไม่พี่คงพาเอ็งขึ้นหลังหงส์ไม่ได้”

“พี่รู้พี่เห็นหมดหรือ”

“รู้ทุกอย่าง เห็นทุกอย่าง  ตั้งแต่เอ็งสอยผ้ากับพื้น คลานเข้าไปหา  แล้วมันให้เอ็งกราบตีนเลียแข้งเลียขามัน”

“ข้าเป็นซากเป็นเดนไปแล้ว พี่ยังรักข้าอยู่หรือ”

“สร้อยเอ๋ย คำสร้อยน้องน้อยของพี่” กอดนางไว้แน่น  ดอมดมชมชิด รักสุดจิตสุดใจ “ต่อให้เอ็งเหลือแต่ซากมีหนอนฟอน พี่ก็จะอุ้มเอ็งขึ้นมา กอดไว้กับอกไม่ให้ตกสู่พื้น   ไม่ว่าตัวตนเอ็งจะเปลี่ยนไปอย่างไรแต่ใจเอ็งไม่เคยเปลี่ยน ตัวตนเอ็งอาจเป็นของคนอื่น แต่ใจเอ็งเป็นของพี่ อย่ากล่าวถึงมันเลยเรื่องที่มันผ่านไปแล้ว นับแต่นี้มีแต่พี่กับเอ็ง  พี่จะพาเอ็งขี่หงส์ท่องดงแอ่วผ้าย จะพาเอ็งไปถึงขอบฟ้าจักรวาลหิมพานต์ล้านโยชน์ ตลอดมา เอ็งเคยแต่หมอบคลานเข้าไปรับใช้ นับแต่นี้ไปจะมีแต่คนหมอบคลานเข้ารับใช้เอ็ง พี่เป็นพญาเจ้าเมือง มีเมืองชื่อเมืองพ้นแช่ง ทรัพย์สินเงินทองพี่มีมากกว่าผัวเก่าเอ็งสิบเท่า อยู่กับมัน เอ็งเป็นนางใช้ แต่อยู่กับพี่  เอ็งเป็นมหาเทวี”

“ข้าไม่ได้ฝันไปหรอกหรือ นี่คือความจริงหรือ หากเป็นเพียงฝัน  ข้าขอฝันตลอดไป ไม่ขอตื่นขึ้นมาอีกเลย”

“หากเอ็งเป็นสุข  จะฝันก็จงฝันเถิด หากเอ็งเป็นทุกข์  ก็จงอย่าตื่นขึ้นมาอีกเลย คำสร้อยสุดหัวใจพี่เอ๋ย”

อิงแอบแนบอก ช้อนตาขึ้นมอง  รักใคร่ดูดดื่มดังจะกลืนกินได้ พี่ชายคนนี้คือคนดีสุดที่รัก งามนัก หล่อเหลาเลิศฟ้ายิ่งกว่าที่เคยฝันถึง พี่ไม่ใช่บ่าวน้อยเอวบางคนเก่า หากเป็นบ่าวใหญ่เติบโตเต็มคน หน้าตาเคยคมคายแบบหนุ่มอ่อน เปลี่ยนเป็นหน้าคมเข้มมีหนวดเขียวเคราเขียว ผืนแผ่นผ้าเสื้อของพี่ดูแปลก  ไม่ใช่ผ้าเสื้อธรรมดาหาซื้อเอาได้ในตลาดอย่างแต่ก่อน หากแต่เป็นภูษาผ้าทรงที่ชวนคิดไปถึงเจ้าขุนหลวงหอคำ ผ้าโพกผัวไม่ใช่ผ้าขาวม้าเก่าหมองเช็ดเหงื่อเช็ดไคล หากเป็นแผ่นผ้าแพรไหมวูบวาบปลาบตา

“เมืองพ้นแช่งอยู่ที่ใด”

“เลยถ้ำหงส์แสงเข้าไป ฟากโพ้นของดอยดำ”

เลื่อนมือลงมาที่คอ  ลูบคลำลงที่อก สะดุดสะดุ้งคล้ายสัมผัสสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ค่อยคลี่คลายอกเสื้อป้ายทับกันออก  พบรอยแผลเป็นแนวนูนก็สะท้านใจ

“พี่โดนอะไรมา”

“ผีเฝ้าถ้ำ  มันฉีกอกพี่”

“โธ่เอ๋ย  พี่เอ๋ย เพราะสร้อยแท้ ๆ”

น้ำตาตก สะทกสะเทือนใจลึกล้ำ  เอาน้ำตารดอกพี่ เอาลิ้นแลบเลียรอยแผลเป็นดูดั่งงูหรือตะขาบตัวคด  ไม่รังเกียจเลย ยินดี เต็มใจ หากว่าแผลนั้นเป็นปลิงหรือตะขาบก็ยินดีจะคาบขบทิ้งแล้วกลืนลงท้อง  เพื่อให้มันหายไปจากอกพี่

พี่กู ผัวกู

เจ้าหัวใจของกู

 

หัวรุ่งอากาศชื่นฉ่ำ  ย่างเข้าฤดูทำนา ฝนฟ้าตกต้อง ความชุ่มชื้นมีสูง เหย้าเรือนหลังใหญ่ที่ถูกเรียกขานกันว่าเรือนร้อยเสาสงบสงัด  เป็นเรือนสองหลังร่วมพื้น เรือนหลังเล็ก เป็นที่หลับนอนของลูกชายคนเล็กของพ่อนายบุญส่งกับเมีย เช้ามืดวันนั้น บุญธรรมยังหลับสบาย  เริ่มติดนิสัยตื่นสายมาได้สักปีกว่า ไม่ถึงกับสายจนแดดส่องค่อยลุก หากแต่สายกว่าตอนเป็นหนุ่มยังไม่มีครอบครัว สักปีเศษมานี่เองที่ปลงใจ  ไว้วางใจได้สนิทให้เมียไปควบคุมดูแลการเก็บค่าอากรตลาด ที่จริงก็ไม่จำเป็นเลยเสียด้วยซ้ำ เพราะว่าทองควายกับบัววันสองคนผัวเมียก็ซื่อสัตย์มั่นคงเสมอต้นเสมอปลาย  แต่แม่นายยุพาเป็นคนจู้จี้เจ้าระเบียบไม่ค่อยไว้ใจใครง่ายๆ อย่าว่าแต่ทองควายซึ่งเป็นคนอื่นเลย แม้แต่คำสร้อยผู้เป็นลูกสะใภ้แม่นายก็ไม่ไว้ใจ เกรงว่าจะเหมียดเม้มเศษเล็กเศษน้อยเอาไปจุนเจือครอบครัวเดิม   บุญธรรมเองรู้ว่าเมียไม่มีนิสัยเชนนั้น แต่คร้านจะมีปัญหากับแม่

แม่ไม่ใช่คนดุร้าย ใจดำอำมหิต แต่แม่มีอำนาจบางอย่างที่แม้แต่พ่อยังเกรงใจ

ราวเจ็ดนาฬิกาจึงมักแต่งตัวเท่ๆ ใส่รองเท้าหนังเลื่อมเป็นมันปลาบไปนั่งที่โต๊ะเก็บเงินในร้าน

ราวหกนาฬิกากว่า ๆ ของแต่ละวัน เมียจะเอาโอยัวะ  ไข่ลวก ข้าวเหนียวสังขยาหรือขนมหนักท้องอื่น ๆ มาปรนนิบัติถึงข้างเตียง แต่วันนี้สายโด่งจะหกโมงครึ่งอยู่แล้ว เมียยังไม่มา

รู้สึกแปลกๆ  แปลกมาแต่เมื่อคืนโน่นแล้ว  กลับมาจากห้องพ่อกับแม่ ให้เมียปรนนิบัติบำเรอ แต่เมียกลับขัดขืนไม่เต็มใจ อ้างว่าไม่สบายใจ  เหมือนมีใครมองอยู่ เหมือนมีคนอื่นอยู่ร่วมห้องแต่มองไม่เห็น ครั้นเขารุกเร้าคุกคามด้วยอำนาจของสามี เมียลุกลี้ลนลาน  มีเสียงเหมือนใครกระทืบพื้นดังปัง จะว่าไม้กระดานลั่นเองก็เป็นไปไม่ได้ เพราะเป็นหน้าฝน อากาศไม่ร้อน กระดานไม่โก่งแล้วหดกลับ  

ดูนาฬิกา เข็มสั้นอยู่เลยเลขหก  เข็มยาวอยู่ตรงเลขหก ไม่รอเมียกลับมาป้อนขนมใส่ปาก ลุกแล้วล้างหน้าแปรงฟัน   แต่งตัวใส่เกือกหนังไปยังร้านค้าซึ่งอยู่ทางด้านหน้าติดถนน คนติดตลาดบางตากว่าทุกวันเพราะเป็นวันแรมสิบห้าค่ำ  เป็นตลาดใหญ่ประจำตำบล ถัดแต่นี้เข้าไปในเขตป่าเขา ไม่มีตลาดใหญ่อีกแล้ว

“คำสร้อยไม่สบายหรือ ไอ้หล้าถึงมาแต่เช้า วันนี้”

“คำสร้อยไม่ได้มาที่ร้านหรือ  อ้ายทอง”

“ไม่มา  ยังไม่เห็นหน้าเลย วันนี้”

ใจหายวูบ  สังหรณ์ใจถึงเหตุการณ์ประหลาดเมื่อคืน

Don`t copy text!