นิยาย (รัก) ไม่มีตอนจบ บทที่ 4 : เมื่อดอก… (รัก) บาน กลางดวงจำปา

นิยาย (รัก) ไม่มีตอนจบ บทที่ 4 : เมื่อดอก… (รัก) บาน กลางดวงจำปา

โดย : กานต์

นิยาย (รัก) ไม่มีตอนจบ โดย กานต์ เรื่องราววุ่นๆ ในแวดวงนักเขียนผ่านตัวละครสำคัญอย่างแพรรภัส นักเขียนสาวที่ชีวิตจริงไม่ได้สดใสเช่นนิยายที่เขียน เธอต้องหนักแน่นและมุ่งมั่นแค่ไหน เพื่อให้นิยายรักเรื่องล่าสุดจบลงอย่างสวยงาม ช่วยนักเขียนสาวลุ้นกันกับ นิยายออนไลน์ ที่น่าติดตามอีกเรื่อง ซึ่ง อ่านเอา อยากให้คุณได้ อ่านออนไลน์

………………………………………….​​

หลังจากที่เสกวสันต์เดินไปส่งหญิงสาวที่เพิ่งพบหน้ากันไม่กี่ชั่วโมง ถึงด้านหน้าของโรงแรมที่เธอพัก เขาก็เดินกลับมายังเกสต์เฮาส์เล็กๆ ของตนเองด้วยหัวใจที่พองโต

จากนั้นจึงรีบอาบน้ำแต่งตัว เพื่อที่จะได้รีบออกไปรับหญิงสาวไปรับประทานอาหารค่ำยังร้านอาหารชื่อดัง ที่เขาขอให้ทางเกสต์เฮาส์ช่วยโทรไปจองเอาไว้

‘ใช่ครับเอื้อย สองที่ครับ’ เขาตอบเสียงหนักแน่นกับหญิงสาวเจ้าของเกสต์เฮาส์ที่ทำหน้าสงสัย ว่าเหตุใดแขกที่มาพักเพียงลำพัง จึงได้สั่งให้โทรจองร้านอาหารถึงสองที่ เมื่อยามที่เขาได้ขอให้เธอช่วยเป็นธุระให้

ชายหนุ่มคิด… นานแค่ไหนแล้วนะ ที่เขาไม่ได้เอ่ยคำว่า ‘สองที่’ ในเวลาที่ต้องโทรไปจองร้านอาหาร ซื้อตั๋วชมภาพยนตร์ หรือซื้อตั๋วดูละครบรอดเวย์

ถึงแม้เขาจะเป็นคนรักอิสระ ชอบไปไหนมาไหนคนเดียว… บางครั้งเพื่อนคู่ใจอย่างกล้องถ่ายรูปก็ไม่สามารถพูดคุยหรือตอบโต้กับเขาได้… นานๆ ที จะได้เอ่ยคำว่า ‘สองที่’ กับเขาบ้าง ก็ดีเหมือนกัน

แต่ก่อนที่ความคิดจะเตลิดเพริดไปไกล… เสียงโทรศัพท์มือถือก็ดังขึ้นขณะที่เขาอยู่ในห้องน้ำ เมื่อชายหนุ่มเดินออกมาหยิบโทรศัพท์และจ้องมองไปที่หน้าจอ ก็พบว่าคนที่โทรมานั้นคือเพื่อนสนิทของเขานั่นเอง

“ว่าไงตี๋น้อย โทรมาหาข้าทุกวันมีธุระอะไรวะ กำลังโกนหนวดอยู่ แกนี่อุปสรรคในความหล่อของข้าจริงๆ สิพับผ่า” ชายหนุ่มกรอกเสียงไปยังโทรศัพท์มือถือรุ่นใหม่ล่าสุด พลางคิดว่าเทคโนโลยีใหม่ๆ นี่มันดีนะ… เขากับเพื่อนไม่เจอหน้ากันหลายปีแล้ว แต่ก็ติดต่อสื่อสารกันแทบทุกวัน จนเหมือนว่าตัวไม่ได้อยู่ห่างกันเลย

“ก็ไม่มีอะไร เห็นเช็กอินในเฟซบุ๊กแล้วเกิดความสงสัย คลางแคลงใจจนอดรนทนไม่ได้ที่จะต้องถาม” ‘ไอ้ตี๋’ ที่ปลายสายส่งเสียงเจื้อยแจ้วตอบกลับมา

“ยังไง?… พ่อคนขี้สงสัย” เสกวสันต์ถาม

“ก็ไม่ยังไง… เห็นเอ็งบอกข้าว่า ออกจากนิวยอร์กแล้วไปทรานสิตที่นาริตะสี่ห้าชั่วโมง จากนั้นก็จะไปนอนแถวสุวรรณภูมิหนึ่งคืน ก่อนที่จะไปเที่ยวหลวงพระบางต่อทันทีแบบไม่มีกำหนด… แถมยังทำเท่ด้วยการไปเที่ยวคนเดียวอีก… ข้าก็เลยสงสัยว่า แล้วที่เอ็งเอารูปหน้าหล่อๆ ของตัวเองที่ถ่ายบนยอดพูสี มาเช็กอินในเฟซบุ๊ค… เอ็งให้ใครถ่ายให้วะ?”

“ฮ่า ฮ่า ฮ่า” ชายหนุ่มหัวเราะให้กับช่างสังเกตของเพื่อนสนิท

“ขี้สงสัยจริงว่ะ ข้าก็ให้คนแถวนั้นเขาถ่ายให้น่ะสิ” ชายหนุ่มตอบพลางอมยิ้ม… ก็ไม่ได้โกหก แค่บอกไม่หมดเท่านั้นเอง

“คนแถวนั้นที่ว่านี่ ผู้หญิงหรือผู้ชายครับคู้ณณณ… แล้วเป็นคนรู้จักมักจี่ หรือเป็นแค่เพียงคนที่เดินผ่านมาให้คุณชายซันนี่เรียกใช้บริการถือกล้องถ่ายภาพล่ะครับ” เพื่อนสนิทของเขาถามต่อ

สำหรับคนอื่นคงไม่แปลก แต่สำหรับเสกวสันต์ ซัน หรือซันนี่ ผู้ซึ่งชื่นชอบการถ่ายภาพเป็นชีวิตจิตใจ… บางครั้งการเป็นคนที่อยู่ทางหน้ากล้องนั้น กลับกลายเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ยากที่สุด

หากยกเว้นสำหรับครั้งนี้

หลังจากที่เขาถ่ายภาพวิวทิวทัศน์ต่างๆ ของเมืองหลวงพระบางจากบนยอดพูสีอยู่นาน… จู่ๆ แพรรภัสก็เอ่ยขึ้นมาด้วยเสียงสดใส

“ไม่เห็นคุณซันถ่ายรูปตัวเองบ้างเลย ส่งกล้องหรือโทรศัพท์มือถือมาสิคะ ถ้าไม่รังเกียจเดี๋ยวแพรวถ่ายให้”

ชายหนุ่มเลือกส่งโทรศัพท์มือถือให้หญิงสาวเสียงใสคนนั้นโดยไม่ลังเลแม้แต่นิด แล้วนั่นก็คือรูปถ่ายที่เขาอยากอวดให้คนทั้งโลกได้เห็น

แล้วก็เป็นอย่างที่คิด คนใกล้ชิดอย่างเพื่อนสนิทที่ชื่อว่าภีมคนนี้ ก็เป็นคนแรกที่สังเกตเห็น… ไม่เสียแรงที่คบกันมาตั้งนานจริงๆ

“ก็แค่คนที่ผ่านมา… อีกไม่นานเขาก็คงผ่านเลยไปล่ะว่ะ เอ็งอย่ามาสู่รู้มาก” ชายหนุ่มเอ่ยพลางคิดถึงอนาคตข้างหน้า

หญิงสาวหน้าตาสะสวย พูดจาอ่อนหวาน แววตากระจ่างใสที่บางครั้งก็ฉายแววกังวลที่ไม่อาจซ่อนไว้… ก็คงจะเป็นได้แค่เพียงคนที่ผ่านเข้ามา… จากนั้นก็คงไม่นานที่จะเดินจากไป

“แล้วนอกจากเรื่องอยากรู้อยากเห็นนี่ มีอะไรที่ต้องการจากผมอีกหรือเปล่าครับคุณพระเอก” เสกวสันต์ถาม

“อู้ยยยยย สาธุ สมพรปากเถอะว่ะ นี่ถ้าข้าได้เป็นพระเอกกับเขาเมื่อไหร่ จะบอกให้อากง อาม่า ปิดเยาวราชเลี้ยงโต๊ะจีนเลยเอ๊า” นักแสดงหนุ่มหัวเราะแล้วพูดต่อ

“ข้าแค่จะโทรมาถามว่า ไอ้หนังสือเรื่อง ‘อัสดงในลมหนาว’ ที่มันพิมพ์กับสำนักพิมพ์ของพ่อเอ็งเนี่ย ยังมีเหลืออีกไหม ข้าหาซื้อไม่ได้เลย พรุ่งนี้จะมีแถลงข่าวเปิดกล้องละครที่สร้างมาจากหนังสือเล่มนี้ ข้าได้รับบทเป็นเพื่อนพระเอกสุดหล่อหน้าหม้อปากหมา ซึ่งห่างไกลจากชีวิตจริงข้ามาก… ยกเว้นเรื่องหล่อ แต่จนป่านนี้ข้ายังไม่ได้อ่านเลยสักกะหน้า”

“เจริญล่ะพ่อคุณ จะเล่นละครแต่ยังไม่เคยอ่านบทละครหรือบทประพันธ์เลยเนี่ยนะ” เสกวสันต์ถาม

“แหม… ข้าเห็นว่าพี่หนูดีที่เป็นผู้จัดเรื่องนี้เป็นคนวางตัวนักแสดงเอง และเป็นคนระบุมาว่าให้ข้าเล่นบทนี้ตั้งแต่แรก ข้าก็เลยยังไม่ได้สนใจจะอ่านบทเพราะเชื่อมั่นว่าเขาต้องให้ข้าเล่นบทเด่นแน่ๆ… แต่มาคิดดูอีกที ข้าว่าจะทำการบ้านสักหน่อยเผื่อมีนักข่าวมาสัมภาษณ์ และกลัวยัยทอมที่มารับบทเพื่อนนางเอกมันจะฉีกหน้าข้าต่อหน้านักข่าว ก็เลยกะว่าจะขออ่านฟรีสักเล่ม” ภีมพูดพลางหัวเราะ

“งกเหมือนเดิมนะเอ็ง” ลูกชายเจ้าของสำนักพิมพ์ต่อว่าเพื่อนแบบไม่จริงจังนัก

“แต่บอกเลยว่าไม่รู้เหมือนกันว่ะ ข้าไม่ได้อยู่เมืองไทยห้าปีนะโว้ย จะรู้ได้ไงว่าบริษัทพิมพ์หนังสือเรื่องไหนบ้าง เอ็งโทรไปหายัยเรนนี่ได้เลย บอกว่าคุยกับข้าแล้ว ถ้าใช่ที่บริษัทพ่อข้าพิมพ์ ก็ให้ยัยเรนนี่หาเมสเซนเจอร์ไปส่งให้ แต่นี่จะทุ่มนึงแล้ว ขืนเอ็งโทรไปให้น้องข้ามันหาคนไปส่งหนังสือคืนนี้ มันคงด่าเละ บอกให้ยัยเรนนี่ส่งให้พรุ่งนี้ก็แล้วกัน” เรนนี่ที่ชายหนุ่มพูดถึงก็คือวันวัสสาน น้องสาวเพียงคนเดียวที่มีอายุห่างกันถึงหกปี  

จากนั้นสองหนุ่มก็คุยกันต่อไม่นาน เสกวสันต์จึงขอวางสายเพราะบอกกับเพื่อนสั้นๆ ว่า ‘ข้าหิวข้าว’

ได้ยินเช่นนั้นภีมจึงยอมวางสายไปในที่สุด ก่อนจะทิ้งท้ายว่าถ้าชายหนุ่มกลับถึงกรุงเทพฯ เมื่อไหร่ เขาจะอาสาเป็นคนไปรับจากโรงแรมที่เสกวสันต์พักอยู่ข้างๆ สนามบิน เป็นการตอบแทนเรื่องหนังสือ

วางโทรศัพท์เสร็จ เสกวสันต์ก็เดินกลับเข้าห้องน้ำเพื่อโกนหนวดต่อ จากนั้นก็รีบแต่งตัวและแต่งผมอีกเล็กน้อย ก่อนที่จะรีบคว้ากล้องคู่ใจและโทรศัพท์มือถือออกจากห้องพักไปโดยไว โดยที่ไม่รู้ตัวเลยสักนิด… ว่าเขาได้ทิ้งอะไรบางอย่างเอาไว้ที่โต๊ะข้างหัวเตียง

 

“รอนานไหมคะคุณซัน” แพรรภัสเอ่ยเสียงใสทันทีที่เดินจากห้องพักมาถึงลอบบี้ของโรงแรม และพบว่าชายหนุ่มหน้าคมสันนั่งรออยู่แล้ว

“ไม่นานเลยคุณแพรว ผมเพิ่งเดินมาถึงเมื่อสักครู่นี้เองครับ” ชายหนุ่มตอบพลางมองหญิงสาวรูปร่างสูงโปร่งที่ยืนอยู่ตรงหน้า

สวย… แค่ชุดแซกสีขาว แต่งหน้าอ่อนๆ และเกล้าผมอย่างหลวมๆ ก็เพียงพอที่จะทำให้เธอนั้นน่ามองจนเขาไม่อยากจะคลาดสายตา’

“เชิญคุณแพรวเลยดีกว่าครับ เดี๋ยวผมว่าจะเรียกรถตุ๊กตุ๊กไป คุณแพรวจะได้ไม่เหนื่อย” เสกวสันต์เอ่ยชวนหญิงสาว

“เอ ถ้าร้านไม่ไกลมาก แพรวว่าเราเดินคุยกันไปเรื่อยๆ ก็ได้นะคะ อากาศไม่ร้อนมากคงไม่ถึงกับเหนื่อย… อีกอย่างแพรวจะได้เดินชมเมืองหลวงพระบางยามค่ำคืนไปในตัวด้วย” หญิงสาวยื่นข้อเสนอ และชายหนุ่มก็รีบสนองด้วยความยินดีอย่างเต็มหัวใจ

บรรยากาศและทิวทัศน์ตามถนนหนทางของหลวงพระบางเปลี่ยนแปลงไปมากมายอย่างที่ชายหนุ่มคิด  บรรดาร้านรวงและผับบาร์ก็ผุดขึ้นมากมายราวกับดอกเห็ดในป่าหน้าฝน

วัฒนธรรมต่างชาติที่หลั่งไหลถาโถมเข้ามาในเมืองเล็กๆ พาความเจริญเข้ามาสร้างรายได้ให้ชุมชน สร้างโอกาสในการท่องเที่ยวได้ก็จริง แต่ถ้าหากผู้ที่รับผิดชอบและชาวเมืองไม่รู้จักรับมือกับมัน ความเจริญเหล่านั้นก็อาจเป็นเสมือนดาบสองคม ที่พร้อมจะห้ำหั่นรากเหง้าแห่งวิถีชีวิตและความเป็นอยู่ของคนท้องถิ่นจนไม่เหลือชิ้นดี

เอาน่า อย่ามองโลกในแง่ร้ายไปหน่อยเลย… เสกวสันต์พยายามคิดในแง่ดี

อย่างน้อยพวกวัดวาอารามต่างๆ ที่นี่ ก็น่าจะยังได้รับการบูรณะเอาไว้เป็นอย่างดี เอาไว้พรุ่งนี้ค่อยออกตะลุยถ่ายภาพสวยๆ ของเมืองนี้อีกครั้ง โดยจุดหมายสำคัญสำหรับวันพรุ่งนี้คือวัดที่สวยที่สุดในหลวงพระบาง ที่ซึ่งเขาอยากจะพาหญิงสาวคนที่เดินอยู่ข้างๆ ซึ่งกำลังตื่นตาตื่นใจกับสินค้าที่ชาวบ้านนำมาวางขายริมถนนสองข้างทาง… ไปชม นั่นก็คือวัดเชียงทอง

ไวดังใจคิด ชายหนุ่มเอ่ยปากถามหญิงสาวร่างระหงในทันที

“คุณแพรวคงยังไม่เคยไปวัดเชียงทองใช่ไหมครับ… เดี๋ยวพรุ่งนี้ผมจะพาไป”

“วัดเชียงทองเหรอคะ? แพรวเพิ่งมาที่นี่ครั้งแรก ไม่เคยไปที่ไหนทั้งนั้นล่ะค่ะ… แต่แพรวรู้จักวัดเชียงทองนะ คือวัดที่มีอุโบสถตกแต่งด้วยกระจกสวยๆ แพรวอ่านมาจากในนิยายค่ะ” หญิงสาวตอบพร้อมสายตาที่ทอประกายวิบวาว

“ผมลืมไป… คุณแพรวมีไกด์บุ๊กส่วนตัวมาด้วยแล้วนี่ เผลอๆ หนังสือเล่มนี้อาจจะนำทางไปได้ดีกว่าไกด์สมัครเล่นอย่างผมก็ได้ละมัง” ชายหนุ่มแกล้งทำเสียงน้อยใจ

“แหมคุณซัน… ไกด์ที่พูดได้ยังไงก็ต้องดีกว่าในหนังสืออยู่แล้วค่ะ พรุ่งนี้คุณซันพาแพรวเที่ยวเมืองหลวงพระบางด้วยนะคะ ยังมีอีกหลายที่ ที่แพรวอยากไป อย่างเช่นที่พิพิธภัณฑ์สถานแห่งหลวงพระบาง”

ทั้งสองยังคงเดินเรื่อยๆ เอื่อยๆ ชมเมืองหลวงพระบาง ในขณะที่หญิงสาวสนใจกับสินค้าที่วางขายตลอดสองข้างทาง เสกวสันต์ก็สนใจแต่การยกกล้องถ่ายรูป ถ่ายวิวทิวทัศน์และชีวิตยามค่ำคืนของเมือง จนไม่ทันมองเห็นว่ามีกลุ่มวัยรุ่นฝรั่งท่าทางเมามายเดินสวนทางมาข้างหน้า

“โอ้ย” เสกวสันต์มัวแต่ถ่ายรูปไม่ทันมอง จึงถูกหนึ่งในกลุ่มของนักท่องเที่ยวชนจนเสียหลักหกล้ม และกล้องถ่ายรูปกระเด็นไปอีกทาง

“โอ้… ซอรี่” กลุ่มนักท่องเที่ยวรีบเอ่ยขอโทษพร้อมกับเดินจากไป หากเสกวสันต์ไม่ติดใจถือสาหาความ เพราะไม่อยากมีเรื่องกับคนเมา อีกอย่าง เขาคิดว่าตัวเองก็เป็นฝ่ายผิดเหมือนกันตรงที่มัวแต่ถ่ายรูปจนไม่มองถนนให้ดี

แพรรภัสเป็นฝ่ายเดินไปหยิบกล้องถ่ายรูปมาส่งให้เขา พร้อมกับช่วยเขาปัดทำความสะอาด

“ยังดีที่ไม่เสียหายนะคะ ถ้าพังละก็คงเสียดายแย่” หญิงสาวบ่นอุบ

“ไม่เป็นไรหรอกคุณแพรว กล้องตัวนี้มันทนเหมือนกับเจ้าของมันนั่นล่ะครับ ไม่เป็นอะไรง่ายๆ หรอก” ชายหนุ่มหัวเราะร่า พลางปลอบใจตัวเอง

ในที่สุดทั้งสองก็เดินมาถึงร้าน เลอ เอเลแฟน ซึ่งเป็นร้านอาหารสไตล์ฝรั่งเศสผสมหลวงพระบางที่มีชื่อเสียงและรสชาติอร่อยที่สุดของที่นี่ ก่อนจะสั่งอาหารพื้นเมืองเมนูหลากหลายมารับประทานด้วยกัน

“คุณแพรวลองทานจานนี้นะครับ เขาเรียกแจ่วบอง เป็นน้ำพริกที่คล้ายๆ น้ำพริกเผาบ้านเรา รสชาติออกหวาน ไม่เผ็ด และทานคู่กับผักสด… แต่อย่าไปคิดว่าแจ่วบองของที่นี่จะเหมือนกับแจ่วบองของทางอีสานบ้านเฮานะครับ… ที่เมืองไทยเขาใส่ปลาร้าและพริกเยอะๆ แต่ที่หลวงพระบางเขาไม่ได้ใส่ครับ เพราะถ้าใส่พริกเยอะมากผมก็ทานไม่ได้ เพราะว่าผมไม่ทานเผ็ดน่ะครับ” ชายหนุ่มเชื้อเชิญให้หญิงสาวทดลองกินน้ำพริกพื้นเมืองของคนหลวงพระบาง

หญิงสาวทำตามอย่างว่าง่าย ทดลองกินอาหารหลากหลายที่ชายหนุ่มทยอยส่งให้… แพรรภัสไม่ใช่ผู้หญิงเรื่องมากที่จะหวาดระแวงกับสิ่งต่างๆ รอบตัว อะไรที่คนอื่นบอกว่าดี หล่อนก็มักจะเอนเอียงเชื่อมั่นไปแล้วครึ่งหนึ่ง ยิ่งโดยเฉพาะหากผู้พูดเป็นคนที่หล่อนชมชอบอยู่แล้วด้วย

และถึงหล่อนจะดูเป็นผู้หญิงที่เรียบร้อยอ่อนหวาน หากในความงามที่ฉาบตัวเธอไว้นั้น กลับยังมีความเข้มแข็งเด็ดเดี่ยวซ่อนอยู่ บทจะดื้อหล่อนก็ดื้อใจหาย หากไม่พอใจอะไรแล้ว ต่อให้หาทางแก้ไขยังไง หล่อนก็ไม่ใจอ่อนให้อภัยง่ายๆ อยู่ดี แต่นิสัยแบบนี้ก็ไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยนัก

ในระหว่างที่กำลังเอร็ดอร่อยกับอาหารนานาชนิด หญิงสาวก็กวาดตาสำรวจสถานที่ ร้านอาหารแห่งนี้ตกแต่งได้อย่างสวยงามร่วมสมัย มีทั้งสไตล์ฝรั่งเศสและพื้นเมืองที่ผสมผสานกันอย่างลงตัว จานชามและช้อนส้อมที่หรูหราตามสไตล์ตะวันตกส่องประกายแวววาว วางอยู่บนผ้ารองจานที่ทำจากผ้าทอพื้นเมืองสีเขียวสลับแดงนั้น บ่งบอกถึงรสนิยมอันวิจิตรของเจ้าของร้านได้เป็นอย่างดี…

แพรรภัสมองไปทางไหนก็เห็นแต่นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติทั้งชายและหญิง มานั่งรับประทานอาหารกันเป็นคู่ๆ ท่ามกลางบรรยากาศที่สุดแสนโรแมนติก

‘มาเป็นคู่ๆ เหมือนคู่ของเรา’ คิดได้เท่านั้นหล่อนก็รู้สึกหัวใจวาบหวามซาบซ่านขึ้นมาในบัดดล และเผลออมยิ้มโดยไม่ทันรู้ตัว

ในทันทีทันใด ก่อนที่หญิงสาวจะเตลิดไปกับมโนแห่งความฝัน เสียงเพลงบรรเลงที่ชื่อว่า Spring Song ของนักแต่งเพลงคลาสสิก เฟลิกซ์ เมนเดิลส์โซห์น ก็ดังขึ้นมาจากเครื่องขยายเสียงที่ร้านอาหารติดตั้งไว้

“เพลงโปรดของแพรวเลยค่ะ” แพรรภัสพูดพลางส่งยิ้มมาให้

“โห ผมก็ชอบเพลงนี้มากเลยครับ นอกจากเพราะแล้ว ยังมีความหมายต่อผมด้วย” ชายหนุ่มรีบบอก

“ผมเกิดวันที่ ๒๑ มีนาคม ซึ่งเป็นวันวสันตวิษุวัติ หรือก็หมายถึงวันที่ย่างเข้าสู่ฤดูใบไม้ผลิ ที่นี้ฤดูใบไม้ผลิก็คือ Spring ใช่ไหมครับ… แต่เมืองไทยเราไม่มีฤดูใบไม้ผลิ แม่ก็เลยตั้งชื่อผมว่า ‘ซัน’ เพื่อเป็นตัวแทนของความสว่างสดใสแทนน่ะครับ” ชายหนุ่มพูดอย่างอารมณ์ดี

“๒๑ มีนาคมเหรอคะ อ้าว ถ้าอย่างนั้น วันนี้ก็วันเกิดคุณซันน่ะสิคะ” หญิงสาวเอ่ยเสียงตื่นเต้น ก่อนจะพูดต่อ “งั้นแพรวขอแฮปปี้เบิร์ธเดย์คุณซันเป็นคนแรกเลยละกัน ว่าแต่จะอวยพรยังไงดีนะ” หญิงสาวหยุดทำท่าคิด

ชายหนุ่มซึ่งนั่งยิ้มอย่างเปิดเผย รีบยื่นข้อเสนอในทันควัน “งั้นขอคำอวยพร… ให้เรามีโอกาสได้กลับมาพบกันอีกครั้ง ที่หลวงพระบางดีไหมครับ”

ทันทีที่ชายหนุ่มพูดจบ หญิงสาวก็พบว่าท้องไส้ของตัวเองปั่นป่วน ราวกับมีผีเสื้อสักล้านตัวบินอยู่ในนั้น ได้แต่เพียงเอ่ยสั้นๆ ว่า ‘ค่ะ’ แล้วก็เฉไฉคุยเรื่องอื่นต่อไป

การสนทนาของทั้งสองเป็นไปอย่างสนุกสนาน หากบางช่วงก็ทิ้งจังหวะปล่อยให้ความเงียบเข้ามาแทนที่บ้าง เพื่อที่จะได้ดื่มด่ำกับเพลงเพราะๆ ที่ทางร้านเปิดคลอเบาๆ

ในขณะที่หญิงสาวกำลังเพลิดเพลินกับเสียงดนตรีนั้น เสียง “แชะ” จากกล้องถ่ายรูปของเสกวสันต์ก็ดังขึ้นมาอย่างไม่ทันให้ตั้งตัวอีกครั้งหนึ่ง จนหญิงสาวต้องหันไปตามเสียง

ชายหนุ่มอดใจไม่ไหว ต้องหยิบกล้องขึ้นมาถ่ายภาพหญิงสาว… รอยยิ้มนั้นช่างสดใส เขาอยากให้หล่อนดูมีความสุขแบบนี้ตลอดไป มากกว่าที่หล่อนจะทำสายตาอย่างคนอมทุกข์ อย่างที่เขาเห็นในห้องพักรับรองของสายการบินเมื่อช่วงบ่ายวันนี้

“คุณซันแอบถ่ายรูปแพรวอีกแล้วนะ… เดี๋ยวถ่ายอีกทีแพรวจะเรียกค่าแรงในฐานะนางแบบ” แพรรภัสแหย่เขาตลกๆ

“แหม… ถ้านางแบบสวยขนาดนี้ เรียกค่าแรงแพงแค่ไหนผมก็ยอมจ่ายครับ… ว่าแล้วเราเรียกให้พนักงานเขามาเก็บเงินดีกว่า จะได้ออกไปเดินดูตลาดมืดที่เราเดินผ่านมาเมื่อสักครู่นี้ด้วยครับ ขืนไปช้าตลาดวาย อดซื้อของสวยๆ กันพอดี” ว่าแล้วชายหนุ่มก็เรียกพนักงานให้เก็บเงินค่าอาหาร

เมื่อพนักงานคนดังกล่าวเดินกลับมาพร้อมใบเรียกเก็บค่าอาหาร… เสกวสันต์ก็ได้รู้ตัวในทันใดนั้นว่ากระเป๋าสตางค์ของเขาได้อันตธานหายไป

“แย่แล้วคุณแพรว ผมทำกระเป๋าเงินหาย จะเป็นตอนที่เดินชนกับฝรั่งคนนั้นหรือเปล่าก็ไม่รู้” ชายหนุ่มเกิดอาการร้อนรน

หญิงสาวมองเขาอย่างเป็นกังวล ก่อนจะรีบเอ่ยในทันที “มีบัตรอะไรสำคัญหรือเปล่าคะ ถ้ามีพวกบัตรเครดิต แพรวว่ารีบโทรไปแจ้งอายัดไว้ก่อนดีกว่า”

“ที่ผมกังวลคือค่าอาหารมื้อนี้มากกว่าครับ ผมชวนคุณแพรวมาทานข้าวและตั้งใจจะเลี้ยงให้กับมิตรภาพของเรา แต่ดันไม่มีเงินจ่าย” ชายหนุ่มตอบเสียงอ่อย

“ไม่เป็นไรค่ะ เดี๋ยวแพรวจ่ายให้เอง ถ้าคุณซันเกรงใจ ก็เอาไว้เลี้ยงแพรวคืนวันหลัง… และถ้ากระเป๋าสตางค์หายไปจริงๆ แพรวให้ยืมเงินก่อนได้นะคะ ไม่ต้องเกรงใจค่ะ” แพรรภัสเอ่ยอย่างจริงใจ เพื่อหวังให้ชายหนุ่มคลายความกังวล

“แย่จัง… กระเป๋าเงินดันมาหายในวันเกิดของตัวเองซะด้วยนี่” ชายหนุ่มบ่นอุบ

“งั้นถือว่ามื้อนี้แพรวเลี้ยงฉลองให้ก็แล้วกันนะคะ คุณซันอย่าคิดมากเรื่องเงิน และก็อย่าเครียดเรื่องกระเป๋าที่หายไป ถ้าหาไม่เจอจริงๆ พรุ่งนี้เราไปแจ้งความกัน แล้วคุณซันโทรไปอายัดบัตรเครดิตไว้นะคะ และเรื่องเงินก็ไม่ต้องกังวล ถ้าไม่อยากรับไว้ ถือว่าแพรวให้ยืม กลับไปกรุงเทพฯ แล้วค่อยคืนก็ได้… ค่อยๆ หา บางทีอาจจะลืมไว้ที่ห้องพักก็ได้นะคะ” เสียงหวานๆ ของแพรรภัสเอ่ยปลอบชายหนุ่ม

ในที่สุดเสกวสันต์ก็ตกลงให้แพรรภัสเป็นคนจ่ายค่าอาหาร พร้อมกับยอมรับเงินสดอีกจำนวนหนึ่งที่หญิงสาวคะยั้นคะยออยู่นานเพื่อติดตัวเอาไว้ ก่อนที่จะพากันไปเดินซื้อของที่ตลาดมืดซึ่งมีเหล่าชาวเขาและชาวบ้านเอาของหัตถกรรมพื้นเมืองจำพวกผ้าทอและไม้แกะสลักมาวางจำหน่าย และเดินพาหญิงสาวกลับไปส่งจนถึงโรงแรมที่เธอพัก

“อ้อ… เกือบลืม” ก่อนจะแยกจากกัน หญิงสาวฉุกคิดแล้วก็หยุดเดินโดยกะทันหัน จากนั้นก็หมุนตัวกลับมาราวกับภาพสโลว์โมชันในภาพยนตร์ เส้นผมที่คลี่กระจายและกระโปรกแซกสีขาวที่พลิ้วไหว ทำให้ชายหนุ่มถึงกับตะลึง แต่ก่อนที่ความคิดของเสกวสันต์จะเตลิดไปไกล แพรรภัสก็ยื่นผ้าพื้นเมืองชิ้นเล็กๆ ที่ตัดและปักเป็นรูปนาฬิกาข้อมือให้กับเขา

“แฮปปี้เบิร์ธเดย์ค่ะ แพรวให้นาฬิกาคุณซันเป็นของขวัญวันเกิด ของนอกเชียวนะคะ หาซื้อที่เมืองไทยไม่ได้… แต่แย่หน่อยตรงนาฬิกาเรือนนี้บอกได้แค่เวลาเก้าโมงครึ่ง” หญิงสาวหัวเราะคิก

ชายหนุ่มส่งมืออันแข็งแกร่งของเขาไปรับนาฬิกาที่ทำจากผ้าเรือนนั้นเอาไว้ และเอ่ยขอบคุณหญิงสาวแสนน่ารักคนนี้ เขากล่าวขอบคุณเธอซ้ำแล้วซ้ำเล่า หากคำขอบคุณนั้นยังไม่ได้ครึ่งถึงความรู้สึกตื้นตันใจที่เขามี ถึงจะไม่ได้สวยงาม ไม่ได้สวยหรู แต่ของขวัญชิ้นนี้ก็มีคุณค่ามากกว่าอะไรทั้งหมดทั้งมวลที่เขาเคยได้รับจากคนอื่น

“งั้นพรุ่งนี้เรานัดกันตอนเก้าโมงครึ่งก็แล้วกันนะครับ เวลาผมเห็นนาฬิกาเรือนนี้ ผมจะได้มีอะไรคอยช่วยเตือนความจำ” ชายหนุ่มพูดยิ้มๆ จากนั้นเขาก็ขอตัวกลับกลับเกสต์เฮาส์ของตัวเอง

ถึงแม้จะยังกังวลและเสียดายสิ่งของต่างๆ ที่อยู่ในกระเป๋าสตางค์ หากความรู้สึกปลาบปลื้มในหัวใจนั้นมันแน่นคับอยู่ในอก แต่ในทันทีที่เขาไปถึงห้องพัก ชายหนุ่มก็พบว่ากระเป๋าสตางค์นั้นยังวางอยู่อย่างสงบบนโต๊ะข้างหัวเตียง โดยที่ไม่มีสิ่งใดสูญหายไปแม้แต่น้อย

เขาหัวเราะให้กับความสะเพร่าตัวเอง แต่ขณะเดียวกัน เขากลับยิ่งรู้สึกประทับใจในตัวผู้หญิงที่เพิ่งรู้จักคนนี้… นอกจากความสวยและความอ่อนหวานที่เธอมีอย่างเปี่ยมล้น เธอยังเป็นคนที่มีน้ำใจและสามารถช่วยเตือนสติให้เขาใจเย็นลงได้เวลาที่เกิดปัญหา และเอาใจใส่กับความรู้สึกของคนรอบข้างอีกด้วย

เขาจะมีโอกาสได้พบ ได้เจอ และได้ใช้ชีวิตกับผู้หญิงแบบนี้หรือไม่… ยิ่งคิดชายหนุ่มก็ยิ่งรู้สึกเกลียดคำสัญญาของคนรุ่นพ่อ

ถ้าไม่มีคำสัญญาบ้าๆ นั่น… โอกาสที่เขาจะเริ่มต้นกับใครสักคนคงไม่ใช่เรื่องยาก

“เฮ้อ… คิดแล้วก็กลุ้ม” เสกวสันต์รำพึงกับตัวเองก่อนจะตัดสินใจอาบน้ำ แล้วเข้านอนไปด้วยความว้าวุ่นใจในที่สุด

 

กลิ่นหอมอ่อนๆ ของน้ำมันหอมระเหยกลิ่นดอกจำปาลาว ที่โชยออกมาจากตะเกียงน้ำมันหอม ประสานกับความเย็นอย่างพอเหมาะของเครื่องปรับอากาศภายในห้องพักของโรงแรมระดับสี่ดาวใจกลางเมืองหลวงพระบาง ทำให้หญิงสาวรู้สึกผ่อนคลายและสดชื่น แพรรภัสหยิบคอมพิวเตอร์พกพาขึ้นมากดปุ่มเปิดเครื่องแล้วบรรจงใช้นิ้วมือที่เรียวยาวได้รูปของหล่อน พิมพ์ตัวอักษรด้วยความทะมัดทะแมง

แรงบันดาลใจไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยๆ หลายครั้งมันก็มาจากการที่สมองสั่งให้คิด แต่สำหรับวันนี้ นาทีนี้ หญิงสาวแน่ใจว่าอารมณ์ศิลปินที่จู่ๆ บังเกิดขึ้นอย่างปัจจุบันทันด่วนนี้เกิดจากความต้องการของหัวใจ บางสิ่งบางอย่างมันอัดอั้นจนเธออยากจะระบายออกมาเป็นตัวหนังสืออย่างที่ตนเองถนัด…

หากสำหรับครั้งนี้มันแตกต่างจากครั้งอื่น เพราะตัวอักษรที่สะท้อนถึงความสุขที่อยู่ในใจ มันช่างพรั่งพรูออกมาดั่งสายน้ำไหลโดยที่หญิงสาวแทบไม่ต้องหยุดเรียบเรียงเลยแม้แต่นิด  

แล้วนิยายเรื่องใหม่ล่าสุดของนักเขียนเจ้าของผลงานยอดนิยม ก็ได้รับการรังสรรค์ขึ้นจนจบบทที่หนึ่งอย่างรวดเร็วในค่ำคืนแห่งความสุข ที่หลวงพระบางนั่นเอง

เรื่อง : ดอกรักบานกลางดวงจำปา

เขียน : แพรราตรี

สำนักพิมพ์ : ลำนำอักษรา

บทที่ ๑ …..

 

Don`t copy text!