นิยาย (รัก) ไม่มีตอนจบ บทที่ 6 : แผนลับ แผน… (รัก)

นิยาย (รัก) ไม่มีตอนจบ บทที่ 6 : แผนลับ แผน… (รัก)

โดย : กานต์

นิยาย (รัก) ไม่มีตอนจบ โดย กานต์ เรื่องราววุ่นๆ ในแวดวงนักเขียนผ่านตัวละครสำคัญอย่างแพรรภัส นักเขียนสาวที่ชีวิตจริงไม่ได้สดใสเช่นนิยายที่เขียน เธอต้องหนักแน่นและมุ่งมั่นแค่ไหน เพื่อให้นิยายรักเรื่องล่าสุดจบลงอย่างสวยงาม ช่วยนักเขียนสาวลุ้นกันกับ นิยายออนไลน์ ที่น่าติดตามอีกเรื่อง ซึ่ง อ่านเอา อยากให้คุณได้ อ่านออนไลน์

………………………………………….​​

 

เสกวสันต์รู้สึกว่าการเดินทางมาหลวงพระบางครั้งนี้ไม่อาจสร้างความสุขให้กับเขาได้อีกแล้ว แต่ที่เขาตัดสินใจอยู่ที่นี่ต่ออีกสัปดาห์หนึ่ง ก็เพราะว่ายังไม่อยากจะกลับไปรับภาระต่างๆ จากพ่อ ที่เชื่อว่าจะยิ่งทำให้เขาไม่สบายใจมากยิ่งขึ้น

ไม่ได้หนีปัญหา แค่ยังไม่พร้อมจะกลับไปใช้ชีวิตตามเส้นทางที่ผู้เป็นบิดาขีดเขียนให้ หัวใจที่รักอิสระของเขากำลังร่ำร้องบอกตัวเองอยู่อย่างนั้น ชายหนุ่มใช้ชีวิตไปวันๆ ในเมืองเล็กๆ ราวกับอยู่เพื่อเพียงหายใจทิ้ง จนหญิงวัยกลางคนท่าทางใจดีเจ้าของเกสต์เฮาส์ที่ชื่อแสงสุลีคนนั้นจับสังเกตได้

“เอื้อยเห็นคุณดูไม่มีความสุขเลย ทั้งๆ ที่มาวันแรกยังออกจะดูร่าเริง… มีปัญหาอะไรให้ช่วยหรือเปล่าคะ” แสงสุลีกล่าวกับชายหนุ่มในค่ำวันหนึ่ง ขณะที่หล่อนกำลังตระเตรียมข้าวแลงหรือข้าวเย็น สำหรับแขกที่เข้ามาพักที่เกสต์เฮาส์เล็กๆ แห่งนี้ โดยที่ชายหนุ่มผู้ที่เคยมีแววตาซุกซน หากทว่าวันนี้ช่างหม่นเศร้า นั่งเหม่อสลับกับจับจ้องไปที่สายรัดข้อมือที่ทำจากผ้าในข้อมือของตน

เกสต์เฮาส์แห่งนี้มีขนาดเล็ก และไม่ได้สวยหรู หากมีแขกมาพักอยู่เต็มตลอดทุกวัน ด้วยเพราะความเป็นกันเองของเอื้อยแสงสุลีและเอื้อยเพ็ญสุข สองพี่น้องผู้เป็นเจ้าของ

กอปรกับความรู้สึกอบอุ่นเสมือนอยู่บ้านตัวเองนี่กระมัง ที่ทำให้แขกที่เข้ามาพักรู้สึกถึงความสบายและปลอดภัย จึงทำให้พูดกันปากต่อปาก และเดินทางเข้ามาพักที่นี่กันอย่างไม่ขาดสาย

“ไม่มีอะไรหรอกครับเอื้อย… ผมแค่คิดถึงเรื่องงานที่จะต้องกลับไปสะสางทันทีที่กลับถึงกรุงเทพฯ เท่านั้นเอง” ชายหนุ่มตอบเลี่ยงๆ ก่อนที่จะสนทนาต่อกับหญิงสาววัยกลางคนผู้มีใบหน้าที่ฉาบไปด้วยความใจดี

“เกสต์เฮาส์ของเอื้อยวันนี้ดีจังเลยนะครับ มีแขกมาพักแน่นทุกวันเลย สงสัยจะติดใจฝีมือทำอาหารของเอื้อยกันแน่ๆ”

“ต้องขอบคุณนักเขียนนิยายไทยคนหนึ่งน่ะค่ะ” เอื้อยแสงสุลีตอบด้วยน้ำเสียงที่เปี่ยมไปด้วยความสุข

“ใครเหรอครับ”

“คนแต่งเรื่องนี้ไงคะ” แสงสุลีหยิบนิยายเล่มหนาซึ่งวางอยู่บนชั้นหนังสือที่อยู่ไม่ไกลมาให้เสกวสันต์ดู จากนั้นก็พูดต่อ

“คนเขียนเขาเป็นคนไทยเหมือนคุณซันแหละค่ะ แล้วนิยายเรื่องนี้ก็ถูกสร้างเป็นละครโทรทัศน์ด้วยนะ คนที่นี่ยังได้ดูเลย” แสงสุลีกล่าวติดตลกในขณะที่กำลังจัดจานชามบนโต๊ะอาหารที่ทำจากไม้สักขนาดใหญ่ ซึ่งสามารถนั่งรวมกันได้ถึงสิบห้าสิบหกคน

เสกวสันต์ก้มลงอ่านหน้าปก พบว่านิยายเล่มนี้ชื่อเดียวกับนิยายเล่มที่คุณแพรวชอบ

“ผมเพิ่งเคยได้ยินจากปากของเพื่อนคนหนึ่งเมื่อสัปดาห์ที่แล้วเองครับเอื้อย หนังสือและละครเรื่องนี้คงดังมาก ถึงขนาดทำให้หญิงสาวคนหนึ่งเดินทางมาเที่ยวหลวงพระบางคนเดียว เพื่อตามรอยของนางเอกในเรื่องเชียวนะครับ ว่าแต่เอื้อยไปเกี่ยวอะไรกับเขาด้วยละนี่” ชายหนุ่มว่าต่อพลางสงสัย

“เกี่ยวสิคะ… ก็คนเขียนเขาเคยมาพักที่นี่ตั้งหลายครั้ง เทียวไปเทียวมาอยู่เป็นปีเพราะมาช่วยออกแบบโรงแรมห้าดาวที่นี่น่ะค่ะ… พักห้องเดียวกับที่คุณซันพักอยู่นั่นแหละ… แล้วเขาก็เขียนนิยายเรื่องนี้เมื่อครั้งที่อยู่ที่นี่ โดยมีบ้านเคียงโขงเป็นฉากที่พักของนางเอกในเรื่องและมีตัวละครที่ชื่อแสงสุลีเป็นเจ้าของบ้าน ซึ่งผู้เขียนได้ขออนุญาตเอื้อย นำชื่อจริงไปใช้ด้วยไงคะ”

หญิงวัยกลางคนกล่าวด้วยแววตาเปี่ยมสุข

“ที่นี้คนที่เขาเคยอ่าน พอรู้ว่ามีบ้านเคียงโขงและมีเอื้อยแสงสุลีตัวจริง… ก็เลยแห่กันมาพัก และมาเที่ยวหลวงพระบางตามอย่างในหนังสือ… เหมือนกับเพื่อนของคุณซันนั่นล่ะค่ะ” แสงสุลีกล่าวให้ชายหนุ่มรู้สึกกระจ่าง

“อ๋อ แบบนี้นี่เอง” ชายหนุ่มพยักหน้าตามสิ่งที่หญิงวัยกลางคนเล่า พลางคิดในใจ แบบนี้นี่เอง… น่าเสียดายที่เขาและหญิงสาวที่ชื่อแพรวคนนั้นไม่รู้ ไม่อย่างนั้นเขาจะพาหล่อนให้มาที่เกสต์เฮาส์แห่งนี้ จะได้ทำความรู้จักกับเอื้อยแสงสุลี… หล่อนคงจะดีใจเป็นแน่

แค่คิดชายหนุ่มก็รู้สึกเสียดาย… เพราะโอกาสที่ว่านั้นคงจะไม่มีวันเกิดขึ้นจริงอย่างแน่นอน

 

พวงหรีดดอกไม้สดหลากสีสัน ถูกทยอยนำเข้ามายังศาลาวัดที่มีร่างไร้วิญญาณของนายพิพิธนอนสงบนิ่งอยู่ในโลงไม้สี่เหลี่ยมผืนผ้า ธูปจำนวนมากที่ส่งกลิ่นกำจาย ทำให้บรรยากาศในงานนั้นดูหม่นเศร้ามากขึ้นกว่าที่เป็น

แพรรภัสยืนอยู่ทางด้านหน้าของศาลาในชุดแซกสีดำทั้งชุด ไม่ได้ตกแต่งด้วยเครื่องประดับใดๆ ยกเว้นเพียงต่างหูมุกคู่หนึ่ง แต่งหน้าด้วยโทนน้ำตาลสีอ่อนๆ ซึ่งไม่สามารถปกปิดรอยช้ำรอบดวงตาได้แม้แต่นิด

หญิงสาวพบผู้คนมากหน้าหลายตาที่ดาหน้าเข้ามาแสดงความเสียใจ หากหล่อนไม่สามารถจดจำคำพูด หรือชื่อเสียงเรียงนามของคนเหล่านั้นได้หมดทุกคน

คนส่วนหนึ่งที่มาเป็นญาติ เพื่อนและคู่ค้าของนายพิพิธผู้เป็นบิดา

ส่วนหนึ่งก็เป็นเพื่อนของหล่อนเองที่มีอยู่ไม่มากนัก

แต่ส่วนใหญ่เลยคือเหล่าบรรดาแฟนคลับนักอ่านผู้ซึ่งมอบความรักให้กับผลงานการประพันธ์ของหญิงสาว และเผื่อแผ่ความรักเหล่านั้นมายังเธอ ผู้ซึ่งเป็นคนเขียนด้วย

พอพวกเขารู้ว่าพ่อของแพรรภัสเสียชีวิต หลายๆ คนจึงเสนอตัวเข้ามาช่วยเหลืองานศพทั้งๆ ที่บางคนยังไม่เคยแม้แต่จะพบหน้า และพวกเขาเหล่านั้นต่างก็พากันมาปลอบโยนหญิงสาวด้วยความอาทร

แน่นอนว่านีรนาทมาอยู่เป็นเพื่อนด้วยทุกวัน… เมื่อเก้าปีที่แล้ว นีรนาทก็มาอยู่เป็นเพื่อนแพรรภัสเช่นนี้ เมื่อครั้งที่จัดงานศพของแม่และพี่ชาย… งานศพที่ไม่มีแม้แต่ร่างอันไร้วิญญาณของผู้ตายให้ญาติผู้สูญเสียได้ทำการร่ำลาเป็นครั้งสุดท้าย

เพื่อนของเธอช่วยเป็นแม่งานได้เป็นอย่างดี ด้วยความปราดเปรียวทะมัดทะแมง และความเป็นคนมีชื่อเสียงก็ช่วยเอื้อประโยชน์ได้เยอะ ไม่ว่านีรนาทจะสั่งการอะไรกับใครไป… ไม่ทันพ้นชั่วโมง สิ่งต่างๆ เหล่านั้นก็ทยอยกันลำเลียงมาตามคำบัญชาของหญิงสาว แพรรภัสรู้สึกรักเพื่อนคนนี้มากขึ้นทุกขณะจิต พลางคิดว่า หากชีวิตขาดเพื่อนรักอย่างนีรนาทไป เธอจะเป็นอย่างไร

แพรรภัสตั้งใจจะสวดศพพ่อเพียงสามวัน จากนั้นก็เผาและนำกระดูกไปลอยอังคารยังปากอ่าวของทะเลอ่าวไทยแถวจังหวัดสมุทรปราการ… ที่เดียวกับที่เคยไปโปรยดอกไม้หลากสีสัน ที่พ่อและเธอพยายามคิดว่านั่นคือเถ้ากระดูกของแม่และพี่ชาย

ในบรรดาเพื่อนของพ่อที่หญิงสาวจำหน้าได้บ้างไม่ได้บ้าง… ก็มีคุณลุงคิมหันต์ที่แวะมาทุกวันในฐานะเพื่อนของพ่อ และในฐานะเจ้าของสำนักพิมพ์ที่เธอสังกัดอยู่ โดยที่บริษัทลำนำอักษราเสนอตัวเป็นเจ้าภาพสวดอภิธรรมในค่ำวันที่สอง

“ถ้าแพรวมีอะไรให้ลุงหรือคนที่บริษัทช่วย บอกมาได้เลยนะ” ชายสูงวัยหากยังดูสุขภาพดีผู้เป็นเพื่อนรักของพ่อ เอ่ยกับเธอด้วยสีหน้าที่หม่นหมองและดวงตาหม่นเศร้าซึ่งมีน้ำตาคลอหน่วย ทุกครั้งที่พบหน้ากัน

แพรรภัสเพิ่งจะรู้สึกในวันนี้เอง ว่าคุณลุงคิมหันต์คนนี้ มีใบหน้าที่ทำให้เธอรู้สึกคุ้นเคยอย่างประหลาด… ดวงตาแบบนี้ เส้นผมแบบนี้ และน้ำเสียงที่ทุ้มหากทว่าอ่อนโยนแบบนี้ เหมือนกับใครสักคนที่หญิงสาวยังนึกไม่ออกขณะที่จิตใจยังว้าวุ่น

“แล้วลุงก็อยากให้หนูแพรวลองคิดดูอีกที เรื่องคำสัญญาระหว่างลุงกับคุณพ่อ ที่ต้องการให้หนูและลูกชายของลุงแต่งงานกัน ถึงพิพิธจะไม่อยู่แล้วแต่ลุงก็ยังอยากรักษาสัญญา ลุงอยากให้นายเสกวสันต์ลูกชายของลุงเป็นคนช่วยดูแลหนูต่อจากคุณพ่อ” คุณลุงท่าทางใจดีเอ่ยด้วยน้ำเสียงและท่าทีที่แสนจริงใจ และหญิงสาวก็รู้สึกได้ถึงความห่วงใยนั้น

“แพรวยังคิดอะไรไม่ออกเลยค่ะคุณลุง ขอเวลาสักนิดนะคะ ให้ผ่านพ้นงานศพคุณพ่อไปก่อน… กราบขอบพระคุณคุณลุงมากที่ห่วงใยแพรวและคุณพ่อมาตลอด เอาไว้แพรวสบายใจและทำใจได้ แพรวจะให้คำตอบคุณลุงค่ะ” หญิงสาวตอบไปอย่างนั้น เพราะไม่อยากตอบรับหรือปฏิเสธความอาทรของชายสูงวัย ทั้งๆ ที่ภายในใจนั้นมีคำตอบเอาไว้อยู่แล้ว

“ลุงต้องขอโทษแทนลูกชายด้วย… น่าเสียดายที่ลุงติดต่อมันไม่ได้ อุตส่าห์ลากตัวกลับจากอเมริกาตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้ว พอมาถึงเมืองไทยยังไม่ทันจะเข้าบ้าน มันก็หายหัวไปอีกทั้งอาทิตย์… แต่ปกติลูกชายของลุงไม่ได้เกกมะเหรกเกเรแบบนี้นะ แพรวอย่าเพิ่งเข้าใจพี่เขาในทางไม่ดีไปก่อนนะลูก” คิมหันต์กล่าว

ในขณะที่เพื่อนของพ่อพูดถึงลูกชายหัวแก้วหัวแหวนที่เป็นคู่หมั้นคู่หมาย ใจของแพรรภัสกลับลอยไปนึกถึงดวงหน้าของชายหนุ่มอีกคนหนึ่ง

เหมือนกับคุณซันเลย… ผู้ชายคนนั้นก็เพิ่งกลับจากญี่ปุ่น และยังไม่ทันเข้าบ้านก็เดินทางไปเที่ยวหลวงพระบางเสียก่อน ป่านนี้คงกลับถึงประเทศไทยแล้ว แต่น่าเสียดายที่หญิงสาวไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเขาพักอยู่ที่ไหน ในกรุงเทพฯ หรือจังหวัดอะไรเธอก็ไม่อาจล่วงรู้ได้เลย

ก็แค่เหมือน… แต่คงไม่มีทางเป็นคนเดียวกัน นายเสกวสันต์อะไรนี่เพิ่งกลับจากอเมริกา… ส่วนชายหนุ่มผู้มีแววตาขี้เล่นซุกซนแต่แฝงไปด้วยความอ่อนโยนคนนั้นกลับมาจากญี่ปุ่น… ถ้าเขาทั้งสองเป็นคนเดียวกัน… อะไรๆ ก็คงจะดี หญิงสาวคิดเข้าข้างตัวเอง จากนั้นจึงถอนหายใจหลายหนราวกับพยายามสลัดความหวังที่เป็นไปไม่ได้นั้น ให้ออกไปจากศีรษะในทันที แล้วก็กลับไปทำหน้าที่ส่งแขกเหรื่อทั้งหลายที่กำลังทยอยเดินทางกลับ หลังจากที่สวดอภิธรรมเสร็จ

 

“หายหัวไปไหนมาไอ้ตัวดี” คิมหันต์เอ่ยขึ้นทันทีที่ลูกชายผู้มีดวงหน้าและแววตาที่เหมือนกันกับเขาราวถอดมาจากแม่พิมพ์เดียวกัน เดินผ่านพ้นประตูบ้านเข้ามายังห้องนั่งเล่นซึ่งตกแต่งไปด้วยโซฟาหนังสีน้ำตาลเข้ม

บ้านหลังใหญ่โตโอ่อ่าหลังนี้มีคนอยู่เพียงไม่กี่คน นอกจากคิมหันต์เจ้าของบ้านแล้ว ก็ยังมีน้องชายซึ่งเป็นหนุ่มใหญ่รูปหล่อที่ยังครองตัวเป็นโสดที่ชื่อเหมันต์อีกคน และก็ยังมีวันวัสสาน ลูกสาวคนเล็กวัย ๒๑ ปี ซึ่งกำลังเรียนอยู่ในระดับมหาวิทยาลัย ส่วนลูกชายคนโต ก็คือคนที่เขาเพิ่งเรียกว่า ‘ไอ้ตัวดี’ คนนี้

“สวัสดีครับคุณพ่อ… แหม กล่าวต้อนรับซะลูกไปต่อไม่ถูกเลย” เสกวสันต์พูดทักทายบิดาด้วยท่าทีทะเล้น

“ก็ฉันพยายามติดต่อแกมาเป็นอาทิตย์ หลังจากที่แกโทรมาว่าถึงสุวรรณภูมิแล้วเมื่ออาทิตย์ก่อน แกก็หายหัวไปอีก จะติดต่อก็ไม่ได้ มีเรื่องใหญ่เกิดขึ้นแทนที่แกจะมาอยู่ที่นี่ ดันหาตัวไม่เจอ” ชายผู้เป็นพ่อบอกกับลูกชาย

“เรื่องอะไรที่ใหญ่ขนาดทำให้คุณคิมหันต์ต้องควานหาตัวผมละครับนี่” เสกวสันต์ถาม

“ก็นายพิธเพื่อนของฉัน พ่อของหนูแพรรภัสที่เป็นคู่หมายของแกเขาประสบอุบัติเหตุเสียชีวิตน่ะสิ นอกเหนือจากนายพิพิธจะเป็นเพื่อนรักของฉัน หนูแพรรภัสก็ยังเป็นนักเขียนในสังกัดของเราด้วย พ่อและบริษัทของเราเลยอาสาดูแลเรื่องงานศพให้เขา แล้วก็คิดว่าไหนๆ แกกลับมาแล้วทั้งที น่าจะอยู่ช่วยกันบ้าง นี่อะไร หายไปทั้งหัวทั้งตัว แถมยังปิดโทรศัพท์มือถืออีก มันน่าด่าเสียจริงๆ”

“อ๋อ… คุณอาพิพิธ เพื่อนคนที่คุณพ่อไปสัญญิงสัญญาให้ผมแต่งงานกับลูกสาวเขา เสียชีวิตแล้วเหรอครับ? ผมเสียใจด้วยนะพ่อ แต่ขอถามหน่อยนะ แบบนี้แล้วผมยังต้องแต่งงานกับลูกสาวของเขาหรือเปล่านี่ หรือสัญญาของคุณพ่อเป็นอันโมฆะไปด้วย”

ชายหนุ่มกล่าวแสดงความเสียกับกับพ่อที่สูญเสียเพื่อนสนิท หากไม่วายสงสัยว่าการคลุมถุงชนของเขา กับลูกสาวของชายคนนั้นจะเป็นอันถูกยกเลิกไปหรือไม่

“ก็คงต้องแล้วแต่หนูแพรรภัส… พ่อถามเขา เขายังไม่ได้ให้คำตอบ… แต่สำหรับพ่อ… สัญญายังคงอยู่ ยังไงแกก็ต้องแต่งหากทางฝ่ายนั้นเขาตอบตกลง” พ่อของเขายื่นคำขาด

‘ชื่อแพรรภัสเรอะ เพราะเสียด้วย แต่หน้าตาและนิสัยจะเป็นอย่างไรก็ยังไม่รู้’ ชายหนุ่มคิดในแง่ร้ายเอาไว้ก่อน ‘ก็คงจะไม่สวย เพราะถ้าสวยคงมีแฟนไปแล้ว ไม่ปล่อยให้พ่อของตัวเองมาจับคลุมถุงชนกับผู้ชายแปลกหน้าอย่างนี้หรอก เอาไว้มีโอกาสพบกันก็คงจะได้รู้ว่างานนี้ใครกันจะเป็นฝ่ายตอบปฏิเสธก่อน’

‘เอ๊ะ…’ ชายหนุ่มฉุกคิด… ‘แล้วถ้าเราทำทุกวิถีทางให้ผู้หญิงคนนั้นเกลียด และเป็นฝ่ายปฏิเสธการแต่งงานครั้งนี้ล่ะ … แบบนี้คุณพ่อก็คงจะว่าอะไรเราไม่ได้สินะ’

ว่าแล้วแผนการลับๆ ในการสร้างความไม่ประทับใจแรกพบของชายหนุ่มก็ผุดในหัวอย่างรวดเร็ว

“ถ้าอย่างนั้น คุณพ่อก็หาโอกาสนัดคุณแพรรภัสอะไรนั่นให้ผมด้วยละกัน… อย่างน้อยก็ทำความรู้จักกันไว้ แล้วเขาจะตอบตกลงหรือเปลี่ยนใจก็ค่อยว่ากันครับ”

ชายหนุ่มทิ้งท้ายไว้แบบนั้นก่อน จากนั้นจึงคุยสัพเพเหระกับพ่อ ก่อนที่อาเหมหรือเหมันต์และวันวัสสานจะเดินทางกลับมาถึงบ้าน และพูดคุยด้วยกันอย่างสนุกสนานตามประสาคนในครอบครัวที่ไม่ได้พบกันมานาน

จากนั้นชายหนุ่มจึงขอตัวขึ้นไปพักผ่อนบนห้อง โดยไม่รู้ตัวสักนิดว่าชายสูงวัยผู้เป็นพ่อยังนั่งยิ้มอยู่อย่างมีความหวังเรืองรองขึ้นมาในหัวใจ

Don`t copy text!