นิยาย (รัก) ไม่มีตอนจบ บทที่ 9 : โปรเจกต์นิยาย…(รัก)

นิยาย (รัก) ไม่มีตอนจบ บทที่ 9 : โปรเจกต์นิยาย…(รัก)

โดย : กานต์

นิยาย (รัก) ไม่มีตอนจบ โดย กานต์ เรื่องราววุ่นๆ ในแวดวงนักเขียนผ่านตัวละครสำคัญอย่างแพรรภัส นักเขียนสาวที่ชีวิตจริงไม่ได้สดใสเช่นนิยายที่เขียน เธอต้องหนักแน่นและมุ่งมั่นแค่ไหน เพื่อให้นิยายรักเรื่องล่าสุดจบลงอย่างสวยงาม ช่วยนักเขียนสาวลุ้นกันกับ นิยายออนไลน์ ที่น่าติดตามอีกเรื่อง ซึ่ง อ่านเอา อยากให้คุณได้ อ่านออนไลน์

………………………………………….​​

 

ห้องประชุมขนาดใหญ่บนชั้นที่สี่ของอาคารแห่งนี้ ตกแต่งด้วยโทนสีขาวแลดูสะอาดตา ล้อมรอบด้วยกระจกสูงจดเพดานถึงสามด้าน มีโต๊ะที่ทำจากโครงอะลูมิเนียมสีเงินแวววาวรองรับกระจกฝ้าบานใหญ่และยาวซึ่งตั้งอยู่กลางห้อง มีเก้าอี้บุหนังสีน้ำตาลเข้มวางเรียงรายกันอยู่โดยรอบ และมีเครื่องปรับอากาศขนาดใหญ่ส่งเสียงครางเบาๆ ถูกเปิดเอาไว้อย่างเย็นฉ่ำจนแทบจะเรียกได้ว่าหนาวเหน็บ

เสกวสันต์ผุดลุกผุดนั่งอยู่เพียงลำพังมากว่ายี่สิบนาทีแล้ว

วันนี้เป็นวันแรกที่ชายหนุ่มจะได้เข้ามาร่วมประชุมกับทีมผู้บริหารของสำนักพิมพ์ลำนำอักษรา เพื่อให้นายคิมหันต์ผู้เป็นบิดาได้กล่าวแนะนำเขาอย่างเป็นทางการกับทุกคน ในฐานะผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดคนใหม่

เขาไม่ได้ตื่นเต้นกับเรื่องนี้… หรือตัวสั่นเพราะความหนาวเย็น ก็แค่เข้ามารับตำแหน่งในบริษัทของครอบครัว จะอะไรนักหนาเสกวสันต์คิด

หากสิ่งที่รบกวนจิตใจเขากลับเป็นเรื่องที่ชายหนุ่มร่างสูงต้องการจะพูดคุยกับผู้เป็นบิดา หลังจากเสร็จสิ้นการประชุมต่างหาก…  เรื่องที่ค้างคาใจเขามาตั้งแต่เมื่อวานตอนค่ำ

ชายหนุ่มหลุดออกจาภวังค์ในทันทีที่ประตูกระจกส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าด พร้อมกับร่างสูงใหญ่ของชายวัยกลางคนคนหนึ่งที่ก้าวเข้ามา

หนุ่มใหญ่คนนี้มีรูปร่างและดวงหน้าคล้ายพ่อและตัวเขามาก… มีดวงตาที่ดูแพรวพราวขี้เล่นซุกซนเหมือนเด็ก แม้ว่าจะมีอายุอานามล่วงเลยจนถึงสี่สิบห้าปีแล้วก็ตาม

เขามีเส้นผมสีดำสนิทที่ไม่มีร่องรอยของผมขาวมาแซมให้เสียบุคลิกเลยแม้แต่เส้นเดียว จึงทำให้ผู้พบเห็นคาดเดาอายุของเขาได้ต่ำกว่าความเป็นจริงไปกว่าห้าถึงหกปีเป็นอย่างน้อยเสมอ

ว่าไงไอ้ตัวแสบ… ตื่นเต้นเรอะหนุ่มใหญ่ผู้มาใหม่เอ่ยทักทายเสกวสันต์ทันทีที่ทั้งสองสบตากัน

โหย หวัดดีครับอาเหม ระดับนายซันนี่แล้ว จะมาตื่นต้งตื่นเต้นอะไรชายผู้อ่อนวัยกว่าทักทายและตอบคำถามในภายหลัง

ว่าแต่อาเถอะครับ ไปทำอะไรมา หน้าตาเหี่ยวย่นเป็นคนแก่เลยนะหลานชายสัพยอกหยอกเย้า ซึ่งตรงกันข้ามกับความเป็นจริง

พูดว่า เหี่ยวว่า แก่เดี๋ยวปั๊ดเตะปากแตก แบบนี้เขาเรียกว่า หล่อสมวัยหรือจะให้น่าฟังมากขึ้นก็คือ หล่อภูมิฐานโว้ยชายที่ชื่ออาเหมของเสกวสันต์กล่าวอย่างติดตลก

โอเคๆ สมวัยก็สมวัย เอาจริงๆ ก็ได้ ใครจะเชื่อว่าอาอายุสี่สิบห้าปีแล้ว นี่ถ้าผมพาออกงานมีหวังสาวๆ คงไม่สนใจผม แต่พากันสนใจหนุ่มใหญ่รูปหล่อและมีตังค์อย่างอากันหมดแน่ๆเสกวสันต์เอ่ยโดยที่เขารู้สึกเช่นนั้นจริงๆ

อาเหม… หรือเหมันต์ น้องชายคนเดียวของคิมหันต์ พ่อของเขา ยังคงรักษาความหล่อเอาไว้ได้อย่างไม่มีที่ติ จริงอยู่ว่าชายวัยกลางคนนี้ไม่ได้ถึงกับหล่อเหลาจนสาวที่พบเห็นต้องมองเหลียวหลัง หากผู้หญิงสักคนที่มีโอกาสพูดคุยหรือรู้จักกับเขาอย่างจริงจัง ต่างก็ต้องตกหลุมรักหรือไม่ก็รู้สึกประทับใจตัวเขาอยู่เสมอ

เหมันต์เป็นคนที่เอาใจใส่ในตัวเองและดูแลรักษาสุขภาพเป็นอย่างดี หนุ่มวัยกลางคนไม่เคยต้องใช้บริการศูนย์เสริมความงามหรือพึ่งมีดพึ่งเข็มจากหมอศัลยกรรมอย่างชายในวัยเดียวกัน หากชอบการบริหารร่างกายด้วยการเข้ายิมหรือตีเทนนิสกับกลุ่มเพื่อนเป็นประจำ จึงทำให้รูปร่างและผิวพรรณของเขาดูสดใสและเป็นที่ต้องตาต้องใจเพศตรงข้ามได้ไม่ยาก

แล้วนี่อาเหมมาทำงานแบบนี้แต่เช้าทุกวันเลยหรือครับเสกวสันต์เปลี่ยนคำถาม

ก็แล้วแต่… ถ้าช่วงที่นิตยสารเล่มไหนใกล้ปิดเล่ม ก็เข้ามาไวหน่อย แต่วันนี้เห็นว่าจะมีประกาศแต่งตั้งผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดคนใหม่ อาก็เลยกะจะมาดูหน้ามันซักหน่อยว่าเป็นใคร จะได้วางแผนรับน้องใหม่ให้สมน้ำสมเนื้อเหมันต์ตอบพร้อมกับหัวเราะเบาๆ

แหมอาเหม… ทำอย่างกับไม่รู้มาก่อนงั้นล่ะ… ไม่ต้องมารับน้งรับน้องอะไรผมเลยนะ แค่อากรุณาช่วยเป็นพี่เลี้ยงให้พนักงานใหม่คนนี้ด้วยความเมตตา… น้องใหม่คนนี้ก็ซึ้งในความกรุณาจะแย่แล้วครับเสกวสันต์พยายามประจบ

ชายหนุ่มทั้งสองสามารถพูดคุยกันอย่างเป็นกันเองทั้งๆ ที่มีศักดิ์เป็นอาและหลาน ด้วยเพราะครอบครัวของพวกเขาอาศัยอยู่ร่วมกันอย่างใกล้ชิด ปู่และย่าของเสกวสันต์มีลูกชายเพียงสองคน คือพ่อของเขาและอาเหมันต์คนนี้ ผู้ที่มีอายุน้อยกว่าผู้เป็นพี่ถึงแปดปี

ในวันที่เสกวสันต์เกิดมา… เหมันต์ยังเป็นเพียงเด็กชายวัยรุ่นที่มีอายุเพียงสิบแปดปีเท่านั้น และอาของเขาเป็นคนที่มีความคิดความอ่านที่ทันสมัย ทันต่อโลกต่อเหตุการณ์ และเปิดใจยอมรับสิ่งต่างๆ ได้เป็นอย่างดี

สำคัญเหนือสิ่งใด ชายหนุ่มทั้งสองต่างเข้าอกเข้าใจและสนิทสนมกันมาก มาตั้งแต่เสกวสันต์เกิดจนถึงทุกวันนี้ เขาจึงสามารถพูดคุยทุกอย่างกับอาคนนี้ได้อย่างไม่เคอะเขินหรือต้องเหนียมอายอะไร

เออ อาเหมรู้จักคุณอาพิพิธ เพื่อนของคุณพ่อที่เพิ่งเสียชีวิตไปไหมครับเสกวสันต์นึกขึ้นได้ว่าอาของเขาน่าจะสามารถให้ข้อมูลอะไรบางอย่างที่เขาอยากรู้

รู้จักสิ เรียกได้ว่ารู้จักดีเลยด้วยซ้ำ… พี่พิพิธกับพ่อของเราเขาสนิทสนมกันมากมาตั้งแต่เด็กแล้วล่ะ… แล้วก็พี่วนันท์ แม่ของแกด้วย… สามคนนี้เขาเรียนหนังสือด้วยกันมาตั้งแต่ชั้นประถมจนถึงมหาลัยเลยล่ะเหมันต์ตอบคำถาม

แล้วอารู้จักลูกสาวของเขาไหม ที่ชื่อแพรว หรือ แพรรภัสชายหนุ่มผู้มีใบหน้าคร้ามคมหากอ่อนวัยกว่า ถามชายหนุ่มอีกคน

บ๊ะ… รู้สิวะ เอ็งนี่ไม่ได้เรื่อง… หนูแพรวนี่นอกจากเป็นลูกสาวเพื่อนสนิทของพี่คิมหันต์แล้ว ยังเป็นนักเขียนชื่อดังอันดับต้นๆ ในสังกัดของบริษัทเราเชียวนะโว้ย  เขาดังมาตั้งแต่ก่อนที่แกจะไปเมืองนอกเสียอีก แต่เพิ่งจะมาดังเป็นพลุแตกเมื่อสองสามปีมานี้ละ เพราะไม่ว่าจะเอาบทประพันธ์ที่เขียนไปทำละครเรื่องไหน ละครเรื่องนั้นก็ประสบความสำเร็จทุกเรื่อง แทบจะเรียกได้ว่าเป็นเบอร์หนึ่งของบริษัทเรา… ไม่สิ เบอร์หนึ่งในวงการนิยายรักบ้านเราได้เลยล่ะ นี่จะมาเป็นผู้อำนวยการการตลาดสายหนังสือนิยาย แต่ยังไม่รู้จักนักเขียนแบบนี้ มีหวังถูกถล่มยับกลางห้องประชุม ตายแหงแก๋เหมันต์ต่อว่าหลานชายแบบไม่จริงจังนัก

ผมก็รู้มานิดๆ ว่าคุณแพรวเขาเป็นนักเขียนของเรา คุณพ่อเคยบอกให้ฟังแล้วครับ แต่ก็ไม่คิดว่าจะดังมากขนาดนี้ชายหนุ่มพูดพลางคิดต่อในใจ “ถึงว่าสิ ทำไมเธอถึงชอบอ่านหนังสือนิยาย

แล้วอาเหมรู้จักแบบสนิทสนม หรือรู้ว่าเธอเป็นคนยังไงด้วยหรือเปล่าชายหนุ่มถามต่อ

ก็น่ารักดี มีสัมมาคารวะ ดังแล้วไม่ถือตัว เป็นคนง่ายๆ สบายๆ เหมือนพ่อของเขานั่นล่ะ… นี่ทุกเดือนเหล่านักเขียนในสังกัดเราจะต้องแวะเข้ามานั่งประชุม เพื่อให้คุณกรรณาที่เป็นบรรณาธิการใหญ่ของสายหนังสือเล่มได้อัพเดตข่าวสาร และสอบถามถึงขั้นตอนการทำงานอยู่เสมอ… เดี๋ยวพรุ่งนี้ก็คงแห่กันมาล่ะ ทั้งนักเขียน ทั้งเหล่าบรรณาธิการ เพราะถึงเวลาที่ต้องประชุมกันพอดีผู้เป็นอาให้ความกระจ่าง

คุณแพรวจะมาเหรอครับเสกวสันต์ถามอย่างยินดี

เอ๊ะ ไอ้นี่ ทำไมต้องดีอกดีใจถึงขนาดนั้น เรื่องนี้มันชักยังไงๆ อยู่นะนี่ชายหนุ่มวัยกลางคนถามอย่างครุ่นคิด

สุดท้ายแล้วเสกวสันต์ก็ใช้เวลากว่าสิบนาทีเพื่อเล่าเรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นกับเขาและแพรรภัส รวมถึงเรื่องที่ทั้งสองถูกหมั้นหมายเอาไว้ด้วยคำสัญญาของผู้เป็นบิดา และเรื่องวุ่นวายที่เกิดขึ้นมาวานตอนหัวค่ำด้วย

หากเหมันต์ยังไม่ทันจะถามอะไรต่อ… เหล่าผู้บริหารของบริษัทลำนำอักษรา ต่างก็ทยอยเดินเข้ามาพร้อมกับทักทายชายหนุ่มผู้อ่อนวัยกว่าอย่างเป็นกันเองไม่ขาดสาย… จนกระทั่งคนสุดท้ายที่เดินเข้ามาคือคุณคิมหันต์พ่อของเขา… การประชุมในวาระที่บริษัททำการแต่งตั้งผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดคนใหม่ แทนคนเดิมที่ลาออกไปก็จึงเริ่มขึ้น… และจบลงด้วยบรรยากาศที่ชื่นมื่นตามความคาดหมาย

แต่ถ้าหากเสกวสันต์จะทันสังเกต เขาก็จะพบว่าบรรยากาศที่แสนสดชื่นและการต้อนรับอย่างอบอุ่นนั้น มีความเสแสร้งจอมปลอมของใครบางคนผสมผสานอยู่ในนั้นด้วย หากใครผู้นั้นปกปิดได้อย่างแนบเนียน จนไม่มีใครสัมผัสหรือสังเกตเห็นความริษยาที่แผ่ซ่านออกมากจากคนผู้นั้นได้เลยแม้แต่นิด

 

แกจะให้พ่อทำยังไง… ซันนี่

คิมหันต์เอ่ยเสียงดังลั่นห้องทำงานส่วนตัว ด้วยน้ำเสียงที่บ่งบอกถึงความผิดหวังเป็นที่สุด เมื่อลูกชายตัวดี เข้ามาสารภาพความผิดที่ก่อไว้สดๆ ร้อนๆ

แกต้องรู้จักโตได้แล้วนะ อายุยี่สิบเจ็ดแล้วยังทำอะไรเป็นเด็กๆ ไปได้… นี่ถ้าหนูแพรวเขาไม่ยอมแต่งงานเพราะไอ้เรื่องบ้าๆ ที่แกก่อไว้นี่ แกกับพ่อเป็นได้เห็นดีกัน

โธ่ พ่อครับ… ผมผิดไปแล้ว… ผมยอมรับว่าตอนแรกผมก็ไม่อยากแต่งงานหรอกครับ ใจหนึ่งก็อยากจะรักษาสัญญาที่ให้ไว้กับพ่อ ว่าจะยอมทำทุกอย่างหลังจากกลับมา แต่อีกใจผมก็รู้สึกว่ามันออกจะบีบบังคับผมเกินไป พ่อน่าจะให้ผมมีโอกาสได้เลือกเมียด้วยตัวเองเสกวสันต์สารภาพความในใจ

แต่ตอนนี้ พอรู้ว่าคู่หมายผมคือคุณแพรว… ผมก็ยินดีอย่างยิ่งที่จะแต่งงานกันเธอแล้วไงครับ เพียงแต่ว่าตอนนี้ผมไม่รู้ว่าทางฝ่ายนั้นเขาจะยอมแต่งกับผมด้วยหรือเปล่าชายหนุ่มกล่าวเสียงอ่อย

เฮอะ ปัญญาอ่อนทั้งไอ้คนต้นคิดและไอ้คนร่วมมือเหมันต์ด่าลูกชายตัวเองแล้วลามไปถึงเพื่อนสนิทของลูกด้วย เดี๋ยวถ้าเจอหน้าไอ้ภีม พ่อจะเฉ่งซะให้เข็ด

หากด้วยความเป็นพ่อ ถึงจะโกรธลูกชายเพียงใด แต่สุดท้ายเขาก็ใจอ่อนยอมเป็นทูตสันตวไมตรีให้

เออ… เดี๋ยวพ่อจะโทรไปจัดการให้ว่าแล้วเหมันต์ก็กดโทรศัพท์สั่งให้เลขาฯ ที่อยู่หน้าห้อง พยายามติดต่อไปยังหญิงสาวผู้ที่เขาอยากได้มาเป็นสะใภ้โดยด่วนที่สุด

กิ่งกานดาผู้เป็นเลขาฯ เดินเข้ามารายงานว่าไม่สามารถติดต่อแพรรภัสได้ หากเธอจะพยายามติดต่อกลับไปใหม่หลายๆ ครั้งจนกว่าจะติดต่อได้ตามที่เหมันต์สั่ง

กิ่งกานดาเป็นผู้หญิงสวย แม้หล่อนจะที่มีอายุเลยเลขสามไปนิดหน่อย หากเลขานุการของพ่อเขายังคงดูอ่อนเยาว์สดใส หล่อนทำงานที่นี่มานานเกือบเจ็ดปีแล้ว… เสกวสันต์เคยพบเธอในช่วงสั้นๆ ไม่กี่เดือนก่อนที่เขาจะเดินทางไปเรียนต่อยังสหรัฐอเมริกา

มีข่าวลือหนาหูว่าเลขาฯ สาวคนนี้เป็นที่ถูกตาต้องใจของเหมันต์ผู้เป็นอาแท้ๆ ของเขา… และทั้งสองก็กำลังคบหาดูใจกันอยู่ หากเสกวสันต์รู้สึกว่าความจริงแล้วไม่น่าจะเป็นอย่างนั้น…

เขาสนิทกับเหมันต์มากเสียจนรู้ว่าอาของเขาชอบผู้หญิงแบบไหน… และกิ่งกานดาก็ไม่ใช่ผู้หญิงที่มีลักษณะแบบนั้นเสียด้วย… แต่ชายหนุ่มไม่เก็บเรื่องนี้มาใส่ใจ ถ้าถึงวันหนึ่ง เลขาฯ ของบิดาคนนี้จะก้าวเข้ามาเป็นอาสะใภ้ เขาก็ไม่ขัดข้อง… เพราะเขาเคารพการติดสินใจของเหมันต์ในทุกๆ เรื่อง

ขอบคุณนะครับพี่กานดา… ผมฝากให้ช่วยติดต่อด้วยอีกแรงนะเสกวสันต์เอ่ยกับหญิงสาว ก่อนที่หล่อนจะส่งยิ้มหวานๆ ให้ แล้วเดินหันหลังออกจากประตูห้องไป

สุดท้ายแล้ววันนี้ก็ไม่ได้เรื่อง เสกวสันต์ตัดสินใจขอเบอร์แพรรภัสมาจากกิ่งกานดา แล้วจึงเดินกลับไปยังห้องทำงานของตน ใช้เวลาช่วงบ่ายที่เหลือ นั่งลงศึกษางานใหม่ของตัวเองอยู่เพียงลำพัง

 

หญิงสาวตื่นนอนด้วยอาการหงุดหงิดเพราะนอนไม่ค่อยหลับ… ภาพและเสียงที่แพรรภัสเห็นในฝันนั้นวุ่นวายยุ่งเหยิงจนนึกไม่ออกว่าฝันนั้นหมายถึงอะไร…

คงเพราะเมื่อคืนเธอขับรถกลับบ้านด้วยความโมโหถึงขีดสุด  เมื่อเข้ามาถึงบ้าน นักเขียนสาวก็จัดการเปิดเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ใช้เขียนนิยายขึ้นมา… มองหาแฟ้มหนึ่งซึ่งตั้งชื่อเอาไว้ว่า ดอกรักบานกลางดวงจำปาเพียงเพื่อจะลบมันทิ้ง

หัวเสีย… เธอไม่เคยรู้สึกหัวเสียขนาดนี้มาก่อน  ความรู้สึกของแพรรภัสในเวลานั้น คือโมโห อับอาย เสียหน้า… และเหนืออื่นใดคือ…ผิดหวัง

ผิดหวังที่ผู้ชายซึ่งเป็นคู่หมายพูดถึงหล่อนอย่างเสียๆ หายๆ ทั้งที่ไม่รู้จักกัน และที่น่าผิดหวังที่สุดคือคนคนนั้นกลับกลายเป็นชายหนุ่มหน้าตาคร้ามคม คนที่หล่อนรู้สึกวาบหวามในทรวงอกทุกครั้งที่นึกถึง

บ้าหล่อนตะโกนออกมาจนดวงสมรผู้เป็นแม่บ้านยังตกใจในขณะที่ก้าวเข้าสู่ห้องโถงของบ้าน ด้วยเพราะหญิงสาวไม่เคยแสดงกิริยาหรือต่อว่าต่อขานใครแบบนี้

เป็นอะไรไปคะคุณแพรว ไปโมโหใครมาจากไหนคะ บอกป้าได้ไหม เผื่อจะได้สบายใจขึ้นหญิงสาวสูงวัยเอ่ยอย่างเป็นห่วงเป็นใย

หากแพรรภัสยังไม่พร้อมจะพูดกับใคร ได้เพียงแต่ปฏิเสธไปว่าไม่มีอะไร ก่อนจะขอตัวเข้าห้องทำงาน โดยที่อ้างว่ามีงานต้องทำอย่างเร่งด่วน และขอใช้เวลาอยู่ตามลำพัง

ดวงสมรรู้สึกสงสัย หากไม่ถามต่อ… เพราะรู้ดีว่าเมื่อไรก็ตามที่หญิงสาวเจ้าของบ้านอายุรุ่นราวคราวลูกเอ่ยแบบนั้น นั่นแสดงว่าหล่อนคงต้องการนั่งเขียนนิยายตามลำพัง และไม่ต้องการให้ ใครรบกวน…

ใครที่ว่านี้ก็หมายถึงตัวดวงสมรเอง… เพราะบ้านหลังนี้เหลือเพียงแค่หล่อนผู้เป็นแม่บ้าน และหญิงสาวผู้เป็นเจ้าของบ้าน ซึ่งอยู่ตามลำพังกันเพียงสองคน

โถ น่าสงสาร… เสียแม่กับพี่ชายไม่ถึงสิบปีดี ก็ต้องมาเสียพ่อไปอีกคน ดีที่หนูแพรวเธอโตเป็นสาวแล้ว และมีหน้าที่การงานที่มั่นคง ไม่อย่างนั้นคงจะต้องเป็นห่วงกันมากกว่านี้หญิงสูงวัยคิด หากไม่ได้เอ่ย พร้อมกับกับเดินจากไปเพื่อปล่อยให้หญิงสาวอยู่ลำพังตามที่เธอประสงค์

แพรรภัสเปิดแฟ้มในคอมพิวเตอร์นั้นขึ้นมา แล้วก็พบว่าตัวเองเขียนนิยายเรื่องนี้ไปได้แล้วถึงห้าบท จะลบอย่างที่ตั้งใจตอนแรกนั้นหรือก็เสียดาย… แต่อีกใจก็อยากจะทำลายหลักฐานที่บอกเล่าถึงความรู้สึกดี ที่หล่อนมีต่อเมืองหลวงพระบางและชายหนุ่มแปลกหน้า ผ่านตัวละครที่ใช้ชื่ออื่น หากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นคงมีเพียงเจ้าตัวและผู้ชายคนนั้นที่น่าจะรู้ ว่านิยายห้าบทนี้ถูกแต่งขึ้นมาจากเรื่องจริงของใคร

สุดท้ายแล้วหญิงสาวก็ทำไม่ลง เธอยังคงเก็บนิยายห้าบทนั้นเอาไว้ เพราะพรุ่งนี้เป็นวันที่เหล่านักเขียนต้องเข้าไปประชุมยังสำนักพิมพ์ต้นสังกัด เพื่อพูดคุยกับบรรณาธิการและทีมงานถึงความคืบหน้าของงานให้พวกเขาทราบ เพื่อที่จะได้เตรียมงานในขั้นตอนอื่น เช่น การออกแบบภาพปก ให้เสร็จทันท่วงทีกันเมื่อเวลาเธอหรือนักเขียนคนอื่นๆ แต่งนิยายเสร็จ

อย่างน้อยก็มีผลงานเข้าไปนั่งคุยกับพี่นารี ดีกว่าไม่มีอะไรเลยหญิงสาวบอกกับตัวเอง

แพรรภัสรู้ว่าในการประชุมประจำเดือนในวันพรุ่งนี้ จะมีเรื่องอื่นที่พี่นารี หรือชลนารี ผู้เป็นบรรณาธิการ จะบอกให้ทราบ ด้วยเพราะหญิงสาวได้รับโทรศัพท์จากบรรณาธิการสาววัยกลางคนเมื่อช่วงบ่ายของเมื่อวาน ที่ย้ำนักย้ำหนาให้เธอเข้าไปประชุมให้ได้

“เข้าไปที่บริษัทก็ต้องพบกับเขาน่ะสิ หญิงสาวรู้ว่าความจริงแล้วว่าชายหนุ่มคนนั้นเป็นลูกชายของคุณลุงคิมหันต์ เจ้าของสำนักพิมพ์ลำนำอักษราที่ตัวเองสังกัดอยู่

เพียงแค่นั้นก็ทำให้แพรรภัสรู้สึกหงุดหงิดจนไม่สามารถทำอะไรได้ต่อ หญิงสาวจึงตัดสินใจปิดเครื่องคอมพิวเตอร์และลุกขึ้นไปอาบน้ำ ก่อนที่จะเข้านอนด้วยความกระสับกระส่าย และตื่นขึ้นมาในเช้าวันใหม่ด้วยความรู้สึกที่ห่างไกลจากความสดชื่น อย่างที่เป็นอยู่ในเวลานี้

 

ห้องประชุมขนาดใหญ่กลายเป็นสถานที่คับแคบในทันที เมื่อผู้ที่กำลังพูดอย่างมีอารมณ์นั้น ดูมีสง่าราศีและบารมีคับฟ้า

ดิฉันคงไม่อาจร่วมโปรเจ็กต์นี้ได้หรอกนะคุณกรรณา จะให้ดิฉันซึ่งเป็นนักเขียนผู้ใหญ่แล้ว ไปทำงานร่วมกับพวกเด็กๆ …ไม่เอาด้วยหรอก

เสียงที่แสดงความยิ่งใหญ่และพยายามจะสื่อว่าตนเองนั้นมีอำนาจเหนือใคร ดังขึ้นกลางห้องประชุมในขณะที่เสกวสันต์ก้าวเท้าเดินเข้าไปในห้องนั้น

กรรณาซึ่งเป็นผู้นำการประชุมและอาวุโสที่สุดในห้อง หยุดสนทนากับ นักเขียนผู้ใหญ่และหันเหความสนใจมายังชายหนุ่มผู้มาใหม่

ขออภัยนะคะคุณวรรณ ดิฉันขอหยุดพักสักนิดบรรณาธิการใหญ่สายหนังสือนิยายเล่มเอ่ย พร้อมกับผายมือมายังชายหนุ่ม

ทุกท่านคะ ดิฉันขอใช้เวลาสักครู่แนะนำผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดหนังสือนิยายเล่มคนใหม่ของสำนักพิมพ์ลำนำอักษราค่ะ… นี่คุณเสกวสันต์ ลูกชายคนโตของคุณคิมหันต์ค่ะ

กรรณาเอ่ยกับนักเขียนกว่ายี่สิบชีวิตในห้องประชุม เสร็จแล้วก็หันไปทางชายหนุ่มผู้มาใหม่ พี่ขอเชิญคุณซันนี่กล่าวอะไรสักเล็กน้อยกับพี่ๆ น้องๆ นักเขียน และทีมบรรณาธิการของเราหน่อยค่ะบรรณาธิการใหญ่เชื้อเชิญชายหนุ่ม

สวัสดีครับทุกคน ผมชื่อเสกวสันต์ เรียกว่าซัน หรือซันนี่ก็ได้ครับชายหนุ่มส่งยิ้มให้กับผู้ร่วมประชุมในห้อง พร้อมทั้งแนะนำตัวและเอ่ยขอโทษที่เข้ามาช้า ด้วยเพราะติดคุยธุระกับฝ่ายจัดจำหน่าย และฝากฝังตัวเองกับทุกคนผู้ซึ่งมีประสบการณ์ในแวดวงวรรณกรรมมากกว่าเขา

หากชายหนุ่มไม่พลาดที่จะแสดงให้ทุกคนเห็นว่า เขาจะใช้ความรู้ความสามารถทางด้านการตลาดที่ตนเองมี มาช่วยส่งเสริมการขายนิยายที่มีคุณภาพของบริษัท ที่เป็นผลงานของเหล่าบรรดานักเขียนทั้งหญิงและชายกว่ายี่สิบคนที่นั่งอยู่ในห้องนี้ ให้มียอดขาย และเข้าถึงนักอ่านที่เป็นกลุ่มเป้าหมายให้ได้มากที่สุด

พูดจบ เสกวสันต์จึงกวาดตามองแล้วก็พบกับหญิงสาวที่เขาต้องการหา… เพียงเพื่อจะพบว่าหล่อนนั้นหันไปทางอื่น ไม่แม้แต่จะหันมามองหน้าเขา

เอาเถอะ… ชายหนุ่มยอมรับ… เรื่องที่เราทำมันก็เกินไปจริงๆ เอาไว้หาโอกาสเหมาะขอโทษคุณแพรวสักครั้ง เธอก็คงจะใจอ่อนยอมยกโทษ และกลับมาคุยกันดีๆ จนได้ล่ะ

เชิญพี่กรรณาว่าต่อเรื่องที่ค้างไว้ ก่อนผมจะเข้ามาขัดจังหวะเลยครับเสกวสันต์ส่งมอบช่วงเวลาของการประชุมกลับสู่มือของบรรณาธิการสาวใหญ่อีกครั้ง

งั้นเรามาต่อกันที่เรื่องโปรเจ็กต์พิเศษเพื่อเป็นการเฉลิมฉลองครบรอบ 25 ปีของบริษัท ที่คุณเสกวสันต์และคุณเหมันต์เสนอเอาไว้ในที่ประชุมเมื่อวานนี้นะคะ

โปรเจ็กต์นิยายรักที่เราจะให้นักเขียนจับคู่ แล้วเขียนนิยายที่มีโจทย์เดียวกัน แต่ให้เขียนในแนวทางของตนเอง เพื่อที่จะได้เป็นการแสดงออกถึงความหลากหลายของสไตล์ในการเขียน และแนวทางในการเล่าเรื่องของแต่ละคนกรรณาวกกลับเข้าสู่หัวข้อการประชุม อย่างคนที่ทำงานเป็นมืออาชีพ

ถ้าไม่มีใครคัดค้าน….กรรณาพูดยังไม่ทันจบประโยค เสียงที่ทรงอำนาจก็แผดสวนขึ้นมาอย่างรวดเร็วและกึกก้องลั่นห้องประชุม ราวกับกลัวทุกคนจะไม่ได้ยิน

ดิฉันคัดค้าน และยังไม่เห็นด้วยอยู่ดี ที่จะให้นักเขียนที่มีชื่อเสียงแล้ว… มาจับคู่กับนักเขียนเด็กๆผู้พูดปรายตามองหลายๆ คนที่อยู่ในห้องประชุมก่อนจะว่าต่อ แล้วอาศัยเกาะความดังในการขายหนังสือเป็นแพ็ก หรือเป็นเซต

เสกวสันต์รู้สึกดีใจที่ตนเองทำการบ้านมาเป็นอย่างดี เมื่อวานขณะก่อนกลับบ้าน เขาได้ขอให้พิจิตรา ผู้ซึ่งได้รับมอบหมายให้มาเป็นผู้ช่วยส่วนตัวของเขา ทำรายชื่อและรูปภาพหน้าตาของนักเขียนทั้งหมดที่มีในบริษัท พร้อมทั้งจัดลำดับความโด่งดังของแต่ละคนมาให้ และเขาก็พบเอกสารดังกล่าวในทันทีที่มาถึงห้องทำงานเมื่อเช้านี้

คนที่พูดอยู่นี่จะเป็นใครไปไม่ได้ นอกจากหม่อมหลวงวรรณวนิดา ดิษยานุวัฒน์… เจ้าของนามปากกา เบญจกัลยาณีผู้ซึ่งโด่งดังเป็นนักเขียนอันดับหนึ่งของบริษัทมายาวนานตลอดยี่สิบกว่าปี ก่อนที่ แพรราตรีจะมีชื่อเสียงโด่งดังตีคู่สูสีเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา และดูเหมือนว่าจะแซงหน้าไปแล้ว เมื่อนิยายที่ตีพิมพ์เมื่อสองปีก่อนนั้นโด่งดังทำยอดขายถล่มทลาย ได้รับความนิยมจนต้องพิมพ์ซ้ำถึงสิบสามครั้งในระยะเวลาไม่ถึงหนึ่งปี

ผมขออนุญาตเสนอความเห็นนะครับ ชายหนุ่มเอ่ยแทรกอย่างสุภาพ

อย่าคิดว่าเป็นการเกาะกระแสกันดังเลยครับ ผมคิดว่าการที่หลายๆ ท่านได้เป็นนักเขียนในสังกัดของสำนักพิมพ์ลำนำอักษราของเรา… ก็สามารถการันตีในเรื่องฝีไม้ลายมือและคุณภาพในการเขียนได้แล้วในระดับหนึ่ง อาจจะแตกต่างบ้างที่ว่าใครดังมากดังน้อย ใครเขียนมานานแล้วหรือเพิ่งเขียน

ชายหนุ่มหยุดพูดและหันไปยิ้มให้กับนักเขียนรุ่นใหญ่ก่อนจะพูดต่อ

แต่สำหรับเรา ทุกท่านคือนักเขียนที่มีคุณภาพที่ทางสำนักพิมพ์ให้เกียรติและเชื่อมั่นในฝีมือนะครับ และไม่ต้องห่วงเรื่องการเกาะกระแสกันดังหรือห่วงว่าใครจะถ่วงใคร ผมในฐานะของผู้อำนายการฝ่ายการตลาดหนังสือนิยายเล่มคนใหม่ ขอยืนยันว่าเราจะมีแผนการประชาสัมพันธ์ให้หนังสือทุกเล่มในโปรเจ็กต์นี้ มีโอกาสประสบความสำเร็จอย่างเท่าเทียมกันครับ

เสียงฮือฮาที่แสดงออกถึงความพึงพาใจจากเหล่าบรรดานักเขียนและผู้เข้าร่วมประชุมดังขึ้นในทันทีที่เสกวสันต์พูดจบ จะมีแต่เพียงแค่เสียงจิ๊จ๊ะไม่พอใจของหม่อมหลวงวรรณวนิดา กับท่าทางไม่สนใจราวกับชายหนุ่มไม่มีตัวตน ของหญิงสาวเจ้าของนามปากกา แพรราตรีเท่านั้น ที่แตกต่างจากคนอื่น

ถ้าทุกท่านเห็นด้วยและไม่มีข้อโต้แย้งอะไรอีก กรรณาเริ่มพูดต่อ และหยุดเว้นจังหวะ ก่อนจะชำเลืองไปยังนักเขียนใหญ่คนนั้น ที่ไม่แสดงท่าทีโต้แย้งอะไรอีก

ดิฉันขอสรุปเลยนะคะ ว่าจะให้ใครเขียนในหัวข้ออะไร ในโปรเจ็กต์นิยายชื่อ หลากรักใต้ฟ้าอาเซียนของเราบรรณาธิการใหญ่กล่าวสรุป

หญิงสาวผู้เป็นคนนำการประชุม เอ่ยชื่อประเทศและชื่อนักเขียนสองคนที่ถูกจับคู่ตามความเหมาะสม ที่ได้เขียนนิยายที่มีฉากหลังเป็นประเทศต่างๆ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จำนวนทั้งสิบประเทศ… ยี่สิบคน ไปเรื่อยๆ

จนกระทั่งถึงท้ายที่สุด…

“คู่สุดท้ายนะคะ หม่อมหลวงวรรณวนิดา เจ้าของนามปากกา ‘เบญจกัลยาณี’ และคุณแพรรภัส เจ้าของนามปากกา ‘แพรรราตรี’… ทั้งคู่จะได้เขียนในโจทย์ของประเทศลาว และมีฉากของเรื่องเป็นเมืองที่สวยงามอย่าง ‘หลวงพระบาง’ ค่ะ”

Don`t copy text!