นิยาย (รัก) ไม่มีตอนจบ บทที่ 16 : โปรเจกต์นิยาย… (รัก)

นิยาย (รัก) ไม่มีตอนจบ บทที่ 16 : โปรเจกต์นิยาย… (รัก)

โดย : กานต์

นิยาย (รัก) ไม่มีตอนจบ โดย กานต์ เรื่องราววุ่นๆ ในแวดวงนักเขียนผ่านตัวละครสำคัญอย่างแพรรภัส นักเขียนสาวที่ชีวิตจริงไม่ได้สดใสเช่นนิยายที่เขียน เธอต้องหนักแน่นและมุ่งมั่นแค่ไหน เพื่อให้นิยายรักเรื่องล่าสุดจบลงอย่างสวยงาม ช่วยนักเขียนสาวลุ้นกันกับ นิยายออนไลน์ ที่น่าติดตามอีกเรื่อง ซึ่ง อ่านเอา อยากให้คุณได้ อ่านออนไลน์

………………………………………….​​

 

บรรยากาศภายในห้องจัดเลี้ยงของโรงแรมหรูใจกลางเมือง ซึ่งเป็นสถานที่จัดงานแถลงข่าวเปิดตัวนิยายโปรเจกต์พิเศษของบริษัทเพลินอักษรานั้นเป็นไปอย่างครื้นเครง

แม้ว่าการมาถึงของนักเขียนชื่อดังอย่าง เบญจกัลยาณี ที่แสดงอาการไม่พอใจนักอ่าน ซึ่งเรียกง่ายๆ ว่า เหวี่ยงวีน นั้น จะเรียกเสียงฮือฮาจากผู้ร่วมงานซึ่งยืนอยู่ใกล้ๆ ได้ไม่น้อย หากเรื่องราวทั้งหมดก็จบลงอย่างรวดเร็ว เมื่อนักเขียนสาวใหญ่เลือกที่จะเดินจากไป เพื่อนั่งยังตำแหน่งของตนซึ่งทางเจ้าภาพจัดเตรียมเอาไว้ให้อย่างสมเกียรติทางด้านหน้า

วรรณวนิดาเดินมาถึงยังบริเวณที่กลุ่มนักเขียนคนอื่นๆ ในสังกัดเดียวกันนั่งอยู่ นักเขียนชื่อดังเลือกที่จะเดินผ่านไปโดยไม่แม้แต่จะเอ่ยทักทายใคร

นักเขียนชื่อดังเพียงปรายตามองไปยังกลุ่มนักเขียนเหล่านั้นเมื่อได้ยินเสียงหัวเราะสนุกสนานของผู้ร่วมสนทนาในกลุ่ม ก่อนที่เสียงหัวเราะจะหยุดเงียบราวกับมีใครเอื้อมมือไปปิดสวิตช์ แล้วเปลี่ยนเป็นเสียงกระซิบกระซาบทันทีที่เธอเดินผ่าน

ชิ พวกกระจอก เสียงพูดในลำคอออกมาตามที่ใจคิด สีหน้าและท่าทางของนักเขียนสาวใหญ่ ไม่ได้เก็บงำกิริยาที่ดูหมิ่นดูแคลนผู้อื่นไว้เลยแม้แต่นิด

เบญจกัลยาณีไม่แคร์ใคร เพราะคิดเสมอว่าการที่ตัวเองเดินทางมาจนถึงจุดสูงสุดได้นั้นเกิดจากความสามารถของตัวเองล้วนๆ ดังนั้น ไม่ว่าจะเป็นใครหน้าไหน แม้แต่เจ้าของสำนักพิมพ์หรือบรรณาธิการ เธอก็พร้อมที่จะเหวี่ยงใส่หากทำให้ไม่ถูกใจ โดยไม่สนว่าจะเป็นการสมควรหรือไม่  

เมื่อวรรณวนิดาเดินผ่านบริเวณนั้นไป กลุ่มนักเขียนของบริษัทเพลินอักษรากลุ่มนั้นก็พูดคุยกันต่ออย่างสนุกสนานราวกับนักเขียนใหญ่ที่เดินผ่านไปนั้นไม่มีตัวตน มีเพียงสิริฉัตรเท่านั้นที่จ้องมองสตรีวัยกลางคนที่เดินผ่านไปด้วยสายตาที่ไม่พอใจ

จากนั้นกลุ่มนักเขียนก็เริ่มสนทนากันต่อ บ้างก็เล่าถึงพล็อตเรื่องที่ตัวเองวางเอาไว้จากโจทย์ที่กรรณามอบให้เมื่อหลายวันก่อน

บ้างก็พูดคุยถึงบทประพันธ์ของตน ซึ่งเพิ่งจะได้รับข่าวดีจากสถานีโทรทัศน์ว่าจะซื้อลิขสิทธิ์ไปทำละคร บ้างก็เล่าเรื่องสัพเพเหระ คุยในเรื่องต่างๆ นานา ตามประสาเพื่อนฝูงในวงการเดียวกัน

เสียงพูดคุยของนักเขียนเหล่านั้นดังเสียจนนักเขียนใหญ่ต้องปรายตามามองเป็นระยะ หากไม่มีใครสักคนที่จะสนใจ แต่ก่อนที่เสียพูดคุยรายกับนกกระจอกแตกรังจะดังไปมากกว่านี้ นักเขียนรุ่นน้องซึ่งโด่งดังกว่าใครๆ ก็ก้าวเข้ามาภายในงานและเดินพาร่างระหงของตนตรงเข้ามายังบริเวณที่กลุ่มนักเขียนรุ่นพี่นั่งอยู่

สวัสดีค่ะยา พี่ฉัตร พี่จิตตี้ มากันนานหรือยังคะแพรรภัสผู้ซึ่งเพิ่งมาถึง เอ่ยทักนักเขียนรุ่นพี่หลายคนที่นั่งล้อมวงกันอยู่

อุ้ยน้องแพรว มาๆ มานั่งด้วยกันนี่สตรีผู้สูงวัยกว่าคนหนึ่งตอบรับการทักทายของเธออย่างเป็นกันเอง พร้อมกับชักชวนให้หญิงสาวมานั่งด้วยกัน

แพรรภัสให้ความเคารพนับถือนักเขียนกลุ่มนี้ ไม่ใช่เพียงเพราะพวกเขาอาวุโสกว่า หากเพราะพวกเขานั้นเป็นแบบอย่างที่ดีในการทำงาน และเคยให้คำแนะนำในการทำงานดีๆ แก่เธอหลายต่อหลายครั้งในวันที่หญิงสาวเพิ่งก้าวเข้ามาเป็นนักเขียนใหม่ๆ

แม้ว่าในวันนี้หญิงสาวจะมีชื่อเสียงเหนือกว่ารุ่นพี่เหล่านี้แล้วก็ตาม หากหญิงสาวไม่เคยแสดงกิริยาว่าตนเองเหนือกว่าคนเหล่านี้เลยแม้แต่ครั้งเดียว แค่คิดเธอก็ไม่เคย

นั่งคุยกับกลุ่มนักเขียนรุ่นพี่ได้สักพัก แพรรภัสจึงนึกได้ว่ายังไม่ได้ไปกล่าวทักทายเจ้าของงาน หญิงสาวจึงขอตัวจากวงสนทนาเพื่อเดินไปยังที่นั่งด้านหน้าของผู้บริหาร

แพรรภัสพาร่างโปรงระหงในชุดราตรีสั้นสีชมพูอ่อน มาจนถึงที่นั่งของคิมหันต์และเหมันต์เพื่อทักทายพวกเขา ก่อนจะเลยไปทักทายนักเขียนผู้ใหญ่ในวงการอีกหลายท่าน ที่เธอรู้จักเป็นการส่วนตัวและเคารพนับถือ

หญิงสาวยกมือสวัสดีคนนั้นคนนี้ที่คุ้นหน้าคุ้นตากันไปเรื่อยๆ ด้วยเพราะเธอรู้ดีว่าเป็นมารยาทของคนซึ่งเป็นผู้เยาว์กว่าควรกระทำ จนกระทั่งมาถึงหม่อมหลวงวรรณวนิดา แพรรภัสก็ไม่เกี่ยงที่จะกล่าวสวัสดีทักทายและการยกมือไหว้อย่างนอบน้อมถึงแม้จะรู้ว่านักเขียนสาวใหญ่ไม่ใคร่จะชอบหน้าเธอก็ตาม

หากเป็นผู้อาวุโสคนอื่นซึ่งมีจิตเมตตาปราศจากความริษยา ผู้ใหญ่คนนั้นก็คงจะยกมือขึ้นรับไหว้หญิงสาวรุ่นน้องได้อย่างง่ายดาย หากสำหรับวรรณวนิดา หล่อนเลือกที่จะนิ่งเฉยราวกับหญิงสาวที่ยืนอยู่ข้างหน้านั้นโปร่งใสไร้ตัวตน

คุณวรรณคะ น้องแพรวเธอมาทักทายน่ะค่ะ นักเขียนอาวุโสซึ่งนั่งอยู่ติดกับวรรณวนิดา ไม่รู้ว่านักเขียนใหญ่แกล้งทำเป็นมองไม่เห็น เลยส่งเสียงบอกไปอย่างปรารถนาดี

อ๋อ… สวัสดีค่ะหม่อมหลวงวรรณวนิดาตอบกลับอย่างเสียไม่ได้

แพรรภัสหน้าม้านด้วยความอายที่ถูกนักเขียนรุ่นพี่แสดงกิริยาเฉยชาใส่ หากเธอก็ส่งยิ้มจางๆ ให้อีกครั้ง

จากนั้นก็จะพยายามมองหาใครคนหนึ่งซึ่งเธอเผลอไปสบตาเขาชั่วขณะเมื่อตอนที่เดินเข้างานมา หญิงสาวยังไม่ทันมองเห็นเขา รุ่นพี่นักเขียนกลุ่มเดิมก็ส่งเสียงเรียกให้ไปรวมกลุ่มด้วย

น้องแพรวมานี่เร็ว มาคุยกันต่อค่า พี่ละคิดทึ้งคิดถึง ไม่เจอกันตั้งหลายวันหญิงสาววัยสี่สิบต้นๆ ผู้โด่งดังจากนิยายแนวจีนกำลังภายใน เอ่ยร้องเรียกแพรรภัสเสียงดังลั่น

หญิงสาวหันไปทางต้นเสียง และรีบเดินไปหานักเขียนรุ่นพี่โดยไว

ร้ายจังเลยนะคะ… น้องแพรวอุตส่าห์เข้าไปไหว้ เป็นผู้ใหญ่เสียเปล่า ทำตัวไม่ให้เด็กเคารพนับถือ นักเขียนรุ่นพี่อีกคนที่ชื่อสิริฉัตร เจ้าของนามปากกา ‘พโยมฉวี’ พูดเสียงดังลั่น หวังจะให้ผู้ที่ถูกกล่าวถึงได้ยิน

อย่าไปสนใจเลยนะคะน้องแพรว คนแบบนี้ไม่น่าเสียมือไปไหว้หรอกค่ะนักเขียนสาวใหญ่อีกคนที่ชื่อว่าอารยา รีบปลอบใจหญิงสาวก่อนจะพูดต่อเสียงดังลั่น

เคยมีคนถามพี่นะคะ ว่าในวงการนักเขียนเขามีแบ่งพรรคแบ่งพวกกันบ้างหรือเปล่า เพราะเห็นบางกลุ่มก็ออกงานด้วยกัน มีกิจกรรมอะไรที่ไหนก็เฮละโลไปร่วมกัน แต่บางคนไม่เคยจะไปร่วมงานกับใครเขาเลย

แล้วน้องยาตอบเขาไปว่ายังไงคะสิริฉัตรทำทีเป็นสงสัย ทั้งๆ ที่รู้ในคำตอบอยู่แล้ว เพราะหล่อนส่งสายตาวิบวาวให้คนพูด

ก็ตอบไปตรงๆ นั่นล่ะค่ะ… ว่าแบ่งเป็นสองกลุ่ม กลุ่มหนึ่งก็มีนักเขียนใหญ่คนนั้นคนเดียว…อารยาเว้นวรรคนิดหนึ่งเพื่อเรียกความสนใจจากผู้ฟังที่นั่งหูผึ่งอยู่ทางด้านหน้าอีกส่วนก็คือนักเขียนที่เหลือทั้งหมดทั้งวงการนั่นล่ะค่ะ

พออารยาพูดจบ ผู้ฟังซึ่งนั่งล้อมวงกันอยู่ก็พากันหัวเราะเสียงดังลั่น หากแพรรภัสไม่กล้าหัวเราะหรือตลกขบขันไปกับพวกเขาด้วย หญิงสาวจึงได้แต่เพียงยิ้มน้อยๆ ส่วนสิริฉัตรนั้นชอบอกชอบใจ หัวเราะเสียงดังลั่นกว่าใครเพื่อน

สะใจเป็นที่สุด สิริฉัตรไม่ชอบหน้าวรรณวนิดา พอๆ กันกับที่วรรณวนิดาไม่ชอบหล่อนนั่นล่ะ นักเขียนสาวใหญ่เจ้าของนามปากกาพโยมฉวีมักจะโดนเบญจกัลยาณีซึ่งโด่งดังกว่า พูดจาดูถูกอยู่เสมอ

ด้วยเพราะงานเขียนของสิริฉัตร เป็นนิยายที่มีฉากและตัวละครอยู่ตามชนบท ประเภทปลัดหนุ่มกับลูกสาวกำนัน ถึงแม้บทประพันธ์จากปลายปากกาของพโยมฉวีหลายเรื่องจะได้รับการสร้างเป็นละครโทรทัศน์ หากไม่เคยมีเรื่องไหนได้รับการสร้างเป็นละครที่ฉายหลังข่าวภาคค่ำเลยสักเรื่องเดียว

อันที่จริง สิริฉัตรนั้นก็พึงพอใจในความสำเร็จของตน ถ้าไม่ใช่เพราะคำดูถูกของวรรณวนิดาและกลุ่มแฟนคลับของนักเขียนใหญ่ ว่าน้ำหน้าอย่างหล่อนนั้นก็คงเขียนได้แต่นิยายตลาดล่างเท่านั้น ที่รู้ก็เพราะคนเหล่านั้นตามราวีหล่อนตามกระทู้ในเว็บไซต์ต่างๆ อยู่เสมอ

มันไม่ใช่เรื่องบังเอิญที่คนส่วนหนึ่งจะวิจารณ์งานเขียนของหล่อนว่า เข็ดขยาดกับนักเขียนคนนี้ จะไม่อ่านอีกแล้ว เหมือนๆ กัน ในทุกกระทู้ที่มีคนพูดถึงงานเขียนของโพยมฉวี  

ถ้าเป็นคนทั่วไปที่ไม่ชอบงานของหล่อน คนเหล่านั้นก็คงจะไม่อ่านอีกเป็นครั้งที่สองหรือสาม แต่นี่อะไร ปากบอกไม่ชอบ ไม่อ่าน แต่ดูเหมือนว่าคนพวกนั้นจะติดตามด่าเธอตามกระทู้ต่างๆ อย่างไม่ลดละ

นี่ถ้าไม่ใช่กลุ่มจัดตั้งแล้วจะเป็นอะไร และสิริฉัตรก็รู้มาว่านักอ่านเหล่านี้เป็นสาวกอันดับต้นๆ ของนักเขียนใหญ่ที่ไม่ชอบหน้าหล่อนด้วย ซึ่งก็เป็นคนกลุ่มเดียวกันกับที่ติดตามวรรณวนิดาเข้างานมาตั้งแต่แรก แล้วแยกไปนั่งรวมกลุ่มกันอีกมุมหนึ่งของห้องจัดงาน

ว้าย พี่ฉัตรขา เราเปลี่ยนเรื่องคุยกันดีกว่า อย่าไปพูดถึงอะไรที่มันไม่น่าพิสมัยเลยค่ะจิตตรีพยายามเปลี่ยนเรื่องพูด เพราะกลัวว่างานในวันนี้จะกร่อยหากนักเขียนมีเรื่องทะเลาะเบาะแว้งกัน

หนูเพิ่งทราบข่าวว่านิยายเรื่อง มณีบ้านทุ่ง ของพี่เพิ่งขายลิขสิทธิ์ทำละครเหรอคะ ดีใจด้วยนะคะพี่

แค่ละครเย็นน่ะค่ะ คงไม่ได้โด่งดังอะไรสิริฉัตรยิ้มรับ หากก็ยังรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจ และดีใจได้ไม่เต็มที่

เดี๋ยวนี้ละครเย็นหรือละครหลังข่าวก็ได้รับความนิยมพอๆ กันแล้วนะคะพี่ฉัตรแพรรภัสเอ่ยขึ้นหลังจากที่นั่งฟังอย่างเดียวมาตลอด

ยิ่งละครตอนเย็นที่ดูได้ทุกเพศทุกวัย ไม่เน้นความรุนแรง แถมยังเน้นเรื่องราวที่สอดแทรกคุณธรรมเพื่อให้เด็กๆ ดูได้ด้วยแล้ว แพรวว่าดีออกค่ะ นอกจากจะตามอ่านนิยายของพี่ฉัตรแล้ว แพรวยังตามดูละครทุกเรื่องเลยด้วยนะคะ

แหม ฟังน้องแพรวพูดแล้ว คนแก่มีกำลังใจขึ้นเยอะนักเขียนเจ้าของนามปากกาโพยมฉวีหัวเราะคิกคักได้ในทันที

การสนทนาของกลุ่มนักเขียนนั้นไม่สามารถเล็ดลอดจากคนซึ่งนั่งอยู่ด้านหน้าไปได้เลยแม้แต่ประโยคเดียว แม้จะทำท่าเป็นไม่สนใจ หากหม่อมหลวงวรรณวนิดาก็พยายามเงี่ยหูฟังอยู่ตลอดเวลา ด้วยเพราะอยากจะรู้ว่ามีใครนินทากำลังหล่อนบ้าง

ได้ยินสิ่งที่แพรรภัสพูดเรื่องละครเย็น ละครหลังข่าว หม่อมหลวงนักเขียนก็ได้แต่นั่งคัดค้านอยู่ในใจ

สำหรับนักเขียนทั่วไป การที่บทประพันธ์ถูกซื้อไปสร้างเป็นละครโทรทัศน์ก็นับว่าเป็นเรื่องที่น่ายินดีแล้วกระมัง หากสำหรับเบญจกัลยาณีนั้นไม่ใช่

นักเขียนชื่อดังจะยื่นคำขาดกับผู้จัดละครทุกค่ายว่า บทประพันธ์ของหล่อนจะต้องสร้างเป็นละครหลังข่าวภาคค่ำเท่านั้น ด้วยเพราะหล่อนคิดว่าช่วงเวลาดังกล่าว เป็นเวลาที่คนชั้นกลางขึ้นไปที่อาศัยอยู่ในเมือง จะมีโอกาสได้ดูโทรทัศน์ ไม่ใช่ละครตอนเย็นซึ่งหล่อนคิดว่ากลุ่มผู้ชมนั้นมีแต่เพียงเหล่าบรรดาแม่ค้าในตลาดสดและคนที่อาศัยอยู่ตามต่างจังหวัดซึ่งหล่อนคิดว่าไม่มีความสามารถในการซื้อหนังสือของตนมาอ่าน

นอกเหนือจากนั้นยังห้ามทำการเปลี่ยนแปลงบทประพันธ์ เมื่อทำการเขียนบทเสร็จแล้วจะต้องส่งให้หล่อนอนุมัติก่อนถ่ายทำทุกครั้ง หากใครไม่สามารถรับข้อเสนอนี้ ก็ไม่ต้องเสียเวลายื่นขอเสนอเพื่อซื้อบทประพันธ์ เพราะหล่อนถือดีว่ามีผู้จัดอีกหลายเจ้าที่ต่างแย่งกันเพื่อช่วงชิงบทประพันธ์กันให้ควั่ก

เบญจกัลยาณียังยึดติดกับจุดสูงสุดของชีวิตนักประพันธ์ของตน หล่อนเชื่อว่ารางวัลจากการเขียนมากมายทำให้เธอเป็นนักเขียนที่มีคุณภาพเหนือใคร และเชื่อว่าการที่นิยายได้รับการตีพิมพ์ซ้ำแล้วซ้ำเล่าทั้งที่เพิ่งวางแผงไปไม่นาน ก็เพราะนิยายของเธอสนุก เป็นที่ชื่นชอบของคนอ่าน

นี่ยังไม่นับว่านิยายที่หล่อนเขียนลงนิตยสารรายสัปดาห์ เพลินอักษรา เพียงไม่กี่ตอน แล้วได้รับการติดต่อจากผู้จัดละครที่โทร.เข้ามาจอง หรือไม่ก็ขอทำสัญญาซื้อบทประพันธ์เรื่องนั้นแทบจะในทันที

นักเขียนชื่อดังยืนอยู่ในจุดสูงสุดจนมองไม่เห็นหัวใคร หล่อนจึงไม่ทันสังเกตว่า ในระยะหลังนี้มีนักเขียนใหม่ๆ ที่สร้างชื่อเสียงและผลงานเป็นที่ชื่นชอบในหมู่นักอ่านเกิดขึ้นมากมาย ซึ่งผู้จัดละครเหล่านั้นต่างก็เริ่มให้ความสนใจ และซื้อบทประพันธ์เหล่านั้นมาสร้างเป็นละครโทรทัศน์บ้างแล้ว

และถึงจะมองว่าทุกคนต้อยต่ำกว่า หากก็ยกเว้นแต่นังนักเขียนที่ชื่อว่า แพรราตรีซึ่งหล่อนเกลียดนักเกลียดหนา นังเด็กนั่นโด่งดังขึ้นมาอย่างรวดเร็ว และหล่อนกลัวว่าเด็กสาวคราวลูกผู้นี้จะมาเขย่าบัลลังก์ราชินีนักเขียนให้สั่นคลอน หล่อนจึงจงเกลียดจงชังหญิงสาวที่มีอายุรุ่นราวคราวลูกคราวหลานคนนั้นอย่างที่สุด

 

ถึงจะกำลังยุ่งกับการตระเตรียมงานเพียงไร หากชายหนุ่มก็สามารถมองเห็นหญิงสาวร่างโปรงระหงในชุดราตรีสั้นสีชมพูอ่อนเดินเข้ามาในงานได้ตั้งแต่แรก เขาละมือจากสิ่งที่ทำ และยิ้มอย่างยินดีขณะกำลังย่างเท้าเข้าไปหาหล่อน

ชั่ววินาทีสั้นๆ เธอหันมาสบตา หากมันก็สั้นเกินกว่าที่เขาจะแน่ใจว่าหญิงสาวเห็นเขาหรือแค่เพียงมองเลยผ่านไป จากนั้นแพรรภัสก็เดินเข้าไปรวมกลุ่มนักเขียนคนอื่นของบริษัท ก่อนที่จะตระเวนเดินทักทายพ่อและอาของเขา รวมทั้งนักเขียนและแขกผู้ใหญ่คนอื่นๆ ภายในงาน

จนมาถึงช่วงที่หญิงสาวทำหน้าและท่าทางแปลกๆ เมื่อเดินไปทักทายหม่อมหลวงวรรณวนิดา ก่อนที่ชะเง้อมองหาอะไรสักอย่าง แล้วเดินกลับเข้าไปนั่งรวมกลุ่มกับนักเขียนรุ่นพี่กลุ่มเดิม

เสกวสันต์พยายามรวบรวมความกล้าอีกครั้ง สาวเท้าอย่างเชื่องช้าเข้าไปหาแพรรภัสซึ่งนั่งอยู่ท่ามกลางนักเขียนมากมาย หากความพยายามของเขาไม่ทันบังเกิดผล หญิงสาวก็ได้รับการเชื้อเชิญจากนักข่าวหนุ่มคนหนึ่งให้ออกไปถ่ายรูปและขอสัมภาษณ์เสียก่อน

แค่โอกาสจะเข้าไปพูดคุยตามลำพังยังไม่มี… แล้วจะหวังว่าจะได้พูดคุยอธิบายให้หล่อนเข้าใจในเหตุการณ์วันนั้น และขอให้หญิงสาวยกโทษให้เขาได้อย่างไร ชายหนุ่มได้แต่เพียงร่ำร้องในใจ และในขณะที่ตาลอยมองหญิงสาวที่กำลังเดินจากไปไกล เสียงใสๆ ที่ดังขั้นข้างตัวก็ปลุกเขาให้ตื่นขึ้นมาจากภวังค์

ทำอะไรน่ะพี่ซันนี่

อ้าวเสกวสันต์หันไปตามเสียง ก็พบว่าคนที่ร้องเรียกคือวันวัสสานผู้เป็นน้องสาว

อ้าวอะไร? เจอน้องเจอนุ่งแต่กลับทำหน้าอย่างกับเห็นผีหญิงสาวผู้อ่อนวัยกว่าแหย่เย้า

ก็… ไม่มีอะไร ว่าแต่มาตั้งแต่เมื่อไหร่น่ะเราผู้เป็นพี่ชายพยายามเบี่ยงประเด็น

อู้ย… เรนนี่มาตั้งนานแล้ว ยืนคุยกับคุณลุงอานันท์อยู่ทางโน้นแน่ะ คุณลุงยังคุยสนุกเหมือนเดิม

หญิงสาวพูดถึงกวีอาวุโสท่านหนึ่งซึ่งเป็นที่เคารพรักของคนแทบทั้งวงการอย่างร่าเริง

อ้อ คุณลุงอานันท์มาแล้วเหรอ พี่ไม่ทันเห็น

จะเห็นได้ยังไงเล่า ก็มัวแต่มายืนทำตัวลับๆ ล่อๆ เฝ้ามองสาวในชุดสีชมพูอ่อนคนนั้นจนตาแทบจะถลนออกมาวันวัสสานยังไม่วายล้อเลียนพี่ชาย

เวอร์น่า… ไปๆ ไปช่วยพ่อกับคุณรุ่งรับแขกทางโน้นโน่น

ชายหนุ่มใช้มือรุนหลังน้องสาวพร้อมกับเอ่ยปากไล่ให้ไปช่วยบิดาและประชาสัมพันธ์สาวของบริษัท ซึ่งอยู่บริเวณโต๊ะลงทะเบียน เพื่อคอยรับหน้าแขกเหรื่อต่างๆ ที่เพิ่งเดินทางมาถึงยังห้องจัดเลี้ยงแห่งนี้

น้องสาวเดินจากไปได้ไม่นาน เสกวสันต์จึงเดินเข้าไปยังด้านหลังเวทีเพื่อตรวจตราความเรียบร้อยและคิวงานอีกครั้ง ชายหนุ่มถือโอกาสกำชับพิธีกรของงานซึ่งไม่ใช่ใครที่ไหน หากเป็นดาราหนุ่มซึ่งเป็นเพื่อนสนิทของเขานั่นเอง

ทันทีที่เสกวสันต์พบภีมซึ่งนั่งแต่งหน้าและตกแต่งทรงผมอยู่ในห้องเล็กๆ ซึ่งอยู่ทางด้านหลังเวที ชายหนุ่มจึงร้องทักเพื่อนอย่างเป็นกันเอง

นี่ ไอ้ตี๋ งานนี้เอาแบบเป็นทางการนะโว้ย ไม่ต้องออดอ้อนทำตัวเป็นขวัญใจแม่ยก เหมือนเวลาไปโชว์ตัวตามงานอีเวนต์เลยนะเสกวสันต์กำชับให้นักแสดงหนุ่มที่มารับหน้าที่เป็นพิธีกรในวันนี้ ดำเนินรายการอย่างเป็นทางการมากกว่าครั้งอื่นๆ

แหม ดูพูดเข้า… นี่ใคร?ภีมพูดพลางยกนิ้วขึ้นมาชี้หน้าตัวเอง

นอกจากจะหล่อล่ำ มีความสามารถทางการแสดง ร้องเพลง วาดรูปและเตะบอลเก่งแล้ว เรื่องเป็นพิธีกร ข้าก็ไม่น้อยหน้าใครหรอกนะ… จริงไหมพี่กีกี้

ประโยคหลังชายหนุ่มหันไปพูดกับเมกอัพอาร์ทิสต์สาวใหญ่ ที่กำลังบรรจงแต่งหน้าให้เขาอยู่

ช่างแต่งหน้าสาวคนนั้นได้แต่ส่งยิ้มด้วยความเอ็นดูมายังชายหนุ่มเป็นการแสดงคำตอบ

เป็นเรื่องง่ายมากสำหรับภีม ในการทำตัวให้เป็นที่รักแก่คนที่ได้พบหรืออยู่ใกล้ๆ… ซึ่งเสกวสันต์เองก็เข้าใจในจุดนี้ และไม่เคยรู้สึกอิจฉาริษยาเพื่อนเลยแม้แต่น้อย

ต่างกับเขา… ชายหนุ่มรู้สึกว่าแต่เองเป็นคนที่ไม่เปิดเผยความรู้สึก ไม่ช่างพูดช่างคุย แต่ดันปากไวชอบพูดจาโดยไม่คิด มีโลกส่วนตัวและรักอิสระ… ยกเว้นเพียงครั้งเดียวที่ทำให้เขาลืมตัวตนที่เงียบขรึมของตัวเอง

ก็คือช่วงเวลาสั้นๆ ในเมืองหลวงพระบางกับผู้หญิงแปลกหน้า ที่กลับกลายมาเป็นเจ้าของหัวใจของเขาในวันนี้

เมื่อชายหนุ่มพูดคุยกับเพื่อน และสั่งการคนนั้นคนนี้อีกสักเล็กน้อยจนแน่ใจว่างานทุกอย่างเข้ารูปเข้ารอยและน่าจะไปได้ดี เขาจึงเดินออกจากห้องแต่งตัวทีมงานแล้วกลับไปสู่ในบริเวณงานอีกครั้ง

พยายามมองหาหญิงสาวในชุดราตรีสั้นสีชมพูคนนั้น หากเขามองไม่เห็นเธอ ซึ่งคาดเดาว่าเธอยังคงกำลังให้สัมภาษณ์นักข่าวอยู่ทางด้านนอกของงาน

งานแถลงข่าวเริ่มขึ้นในอีกไม่กี่นาทีหลังจากนั้น ภีมซึ่งรับหน้าที่เป็นพิธีกรดำเนินรายการได้อย่างลื่นไหล ถึงแม้งานนี้จะเป็นงานทางการ หากชายหนุ่มสามารถทำให้บรรยากาศของงานดูสนุกสนานครื้นเครงขึ้นด้วยน้ำเสียงและลูกเล่นในการพูดที่มีชั้นเชิงของตน ซึ่งแสดงออกมาได้อย่างพอดี ไม่มากไม่น้อยจนเกินไป

จากนั้นพิธีกรหนุ่มหน้าตี๋ก็กล่าวเชิญประธานของงานซึ่งก็คือนายคิมหันต์ ที่มีตำแหน่งเป็นประธานกรรมการของบริษัทเพลินอักษรา ต่อด้วยนายเหมันต์ น้องชายผู้เป็นรองประธาน ควบตำแหน่งบรรณาธิการใหญ่ในส่วนของนิตยสารชื่อเดียวกันกับบริษัทให้ขึ้นกล่าวทักทายแขกผู้มีเกียรติ และเล่าถึงที่มาที่ไปของนิยายในโครงการพิเศษที่ทางบริษัทจัดขึ้น

ก่อนที่จะนายเหมันต์จะกล่าวจบ… หนุ่มใหญ่ที่ยังดูอ่อนกว่าวัยคนนี้ได้กล่าวแนะนำชายหนุ่มผู้ซึ่งเป็นหลานชาย ที่เพิ่งเข้ามารับตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดของบริษัทให้ทุกคนรู้จัก และเชิญให้ชายหนุ่มขึ้นพูดต่อ

เสกวสันต์เดินพาร่างสูงโปร่งหากดูล่ำสันของตนไปยังเวทีเล็กๆ ทางด้านหน้าของงานแถลงข่าว เขาเอ่ยสวัสดีแขกผู้มีเกียรติและสื่อมวลชนอีกรอบ ถึงแม้จิตใจของเขาจะยังคงนึกถึงแต่ใบหน้าหญิงสาวผู้เป็นนักเขียนชื่อดังของบริษัทคนนั้น หากเมื่อถึงเวลาทำงาน ชายหนุ่มก็มุ่งมั่นและเต็มที่กับการทำงานอย่างที่สุด

นักข่าวคนหนึ่งเอ่ยถามถึงที่มาที่ไปของโปรเจกต์งานเขียนยี่สิบเรื่อง ภายใต้แนวคิดของการก้าวสู่ประชาคมอาเซียนร่วมกันของสิบประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ว่าเป็นมาอย่างไรจึงได้มีแนวคิดออกมาเช่นนี้ และในงานเขียนนี้จะมีใครร่วมงานบ้าง

สำหรับโปรเจ็กต์พิเศษ หลากรักในอาเซียน ของเรานี้ มีที่มาจากแนวคิดของการที่ประเทศในแถบภูมิภาคเอเชียอาคเนย์ของเราจะรวมตัวกันเป็นปึกแผ่นในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า และสำนักพิมพ์เล็งเห็นว่าแต่ละประเทศนั้นมีเสน่ห์เฉพาะตัวที่ต่างกันไปคนละแบบ ไม่ว่าจะเป็นผู้คน วิถีชีวิต อาหาร เสื้อผ้า ตลอดจนสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ดังนั้น เราจึงมอบโจทย์ให้นักเขียนของเราเขียนนิยายโดยใช้เมืองต่างๆ ของแต่ละประเทศ เป็นฉากหลังของท้องเรื่อง… แต่ครั้นจะให้แต่ละท่านเขียนกันไปตามแต่ใจของตนก็คงไม่สนุก เราเลยคิดจับคู่ให้นักเขียนที่มีฝีไม้ลายมือสูสีกัน เขียนเรื่องจากโจทย์เดียวกัน หากให้แต่ละท่านเขียนในสไตล์ของตัวเอง เพื่อเป็นทางเลือกให้นักอ่านได้เลือกอ่านกันอย่างสนุกสนานอีกด้วย

ชายหนุ่มอธิบายถึงที่มาที่ไปของโครงการจนจบ และได้รับเสียงปรบมือจากผู้ที่ร่วมงานแถลงข่าวในครั้งนี้อย่างกึกก้อง

โปรเจ็กต์นี้เป็นความคิดของคุณเสกวสันต์คนเดียว หรือจากใครครับนักข่าวหนุ่มผมหยักศก ดวงตาสีน้ำตาลใสแจ๋วเอ่ยถามอย่างสุภาพ ทันทีที่พิธีกรเปิดโอกาสให้ผู้สื่อข่าวซักถาม ในช่วงถามตอบ

เป็นความคิดของคุณอาเหมันต์และผมครับ คุณอาเป็นคนมีวิสัยทัศน์กว้างไกลมากๆ หลายๆ ความคิดที่น่าสนใจมาจากผู้บริหารนิตยสาร เพลินอักษรา ของเรานี่ล่ะครับชายหนุ่มไม่ฉวยโอกาสรับเครดิตไว้เพียงลำพัง

แล้วพอจะบอกได้ไหมครับ ว่านักเขียนแต่ละท่านได้รับโจทย์อย่างไรกันบ้าง และใครจับคู่เขียนแข่งกับใครนักข่าวคนเดิมยังคงซักไซ้ต่อไปหยุด

เสกวสันต์ไล่รายชื่อประเทศและนักเขียนไปเป็นคู่ๆ จนเกือบจบ ก่อนลงท้ายด้วยชื่อของหม่อมหลวงวรรณวนิดาเจ้าของนามปากกาเบญจกัลยาณี กับหญิงสาวที่ชื่อแพรรภัสเจ้าของนามปากกาแพรราตรี ที่ทั้งคู่ได้รับโจทย์ให้เขียนนิยายที่มีฉากเป็นเมืองหลวงพระบาง ประเทศลาว

ทันที่ที่ชายหนุ่มประกาศจบ เสียงอื้ออึงก็ดึงไปทั่วทั้งห้อง

ไม่บ่อยครั้งที่สองนักเขียนเจ้าของผลงานขายดีติดอันดับหนึ่งและสองคู่คี่สูสีกันโดยตลอดสองคนนี้จะถูกจับมาแข่งขันกันซึ่งๆ หน้า

จริงอยู่ว่าทั้งสองเขียนนิยายรักเหมือนๆ กัน หากความรักของสาวใหญ่นักเขียนรุ่นพี่นั้นมักจะเน้นไปที่ความรักแนวดราม่า ที่เกิดจากความคับแค้น สิ้นหวัง และบีบคั้นอารมณ์ผู้อ่าน

หากความรักของหญิงสาวที่อ่อนวัยกว่านั้น มักจะเน้นไปที่ความสดใส เป็นความรักสไตล์ปั๊ปปี้เลิฟ ที่ผู้อ่านนั้นมักจะอมยิ้มไปกับความสัมพันธ์ของตัวละครเอก… จนเป็นเอกลักษณ์ที่ใครๆ ต่างก็พากันจนจำได้ไปเสียแล้ว

ถือเป็นคู่ที่น่าสนใจมากนักเขียนอาวุโสท่านหนึ่งเอ่ยขึ้นอย่างยินดีเราจะได้เห็นมุมมองความรัก จากนักเขียนรุ่นพี่และรุ่นน้องทั้งสองท่าน ผ่านฉากของเมืองสวยๆ อย่างหลวงพระบางกันตั้งสองเรื่อง ช่างน่าสนใจจริงๆ

งานแถลงข่าวจบลงด้วยดี และเสกวสันต์ก็ได้เปิดตัวในฐานะของผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดคนใหม่ได้อย่างสง่าผ่าเผย ในขณะที่นักข่าวหลายสำนักพากันรุมสัมภาษณ์ชายหนุ่ม แพรรภัสซึ่งกลับมานั่งยังที่ของตนก่อนหน้างานจะเริ่มต้นเพียงนิดเดียวก็อดไม่ได้ที่จะมองเขาอย่างชื่นชม

เมื่อถึงเวลาเอาจริงเอาจัง ผู้ชายคนนี้ก็ดูเข้าท่าดีเหมือนกัน… หล่อนคิด

ขอถ่ายภาพหมู่ผู้บริหารกับเหล่านักเขียนในสังกัดหน่อยนะครับนักข่าวหนุ่มผิวคล้ำอีกคนส่งเสียงเชิญอย่างสุภาพ

แล้วโอกาสที่เสกวสันต์จะได้เข้าใกล้แพรรภัสก็มาถึงเป็นครั้งแรกในค่ำคืนนี้ เมื่อนักข่าวสาววัยรุ่นคนหนึ่งพยายามเชิญให้นักเขียนผู้โด่งดังขยับเข้ามายืนตรงกลางบริเวณที่ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดหนุ่มยืนอยู่ หญิงสาวขยับเข้ามาใกล้มากจนเขาได้กลิ่นน้ำหอมอ่อนๆ ที่กรุ่นออกมาจากกายของเธอ หากในขณะเดียวกัน เสกวสันต์ก็รู้สึกว่าหัวใจของตนนั้นเต้นแรง แรงเสียจนเขากลัวว่าหล่อนนั้นจะได้ยิน

เสร็จสิ้นการถ่ายภาพหมู่ แพรรภัสรีบเดินจากไป หากเสกวสันต์นั้นตาไวจึงรีบจ้ำตามหญิงสาวไปติดๆ

เดี๋ยวก่อนคุณแพรว ผมว่าเรามีเรื่องที่จะต้องพูดกันนะครับเสกวสันต์เอ่ยเรียกหญิงสาวด้วยความร้อนรน

แต่ดิฉันไม่มีเรื่องอะไรที่จะต้องพูดกับคุณ ขอตัวก่อนนะคะนักเขียนสาวตอบเสียงแข็ง

“โถ่คุณแพรว อย่าทำแบบนี้สิครับ ฟังผมสักหน่อย ผมขอโอกาสอธิบาย ชายหนุ่มอ้อนวอน

ไวกว่าใจคิด เสกวสันต์เอื้อมมือออกไปจับแขนของหญิงสาวด้วยกลัวว่าหล่อนจะเดินจากไปอีก

ทำอะไรน่ะคุณซัน ปล่อยแพรวนะแพรรภัสตกใจที่อยู่ๆ ชายหนุ่มก็เอื้อมมือมารังแขนเธอไว้

เอ่อ… ผมขอโทษ… ก็คุณเอาแต่เดินหนีผม ผมกลัวว่าคุณจะหนีไปอีกน่ะสิครับชายหนุ่มพูดพลางหน้าเสีย

ดิฉันว่าเอาไว้เราค่อยคุยกันที่บริษัทพรุ่งนี้ก็แล้วกันนะคะ ถ้าคุณเสกวสันต์มีธุระอะไร ก็ค่อยเอาไว้ว่ากัน วันนี้ดิฉันคงต้องขอตัวกลับ ลาเลยนะคะว่าแล้วหล่อนก็รีบเดินจากไป ปล่อยให้ชายหนุ่มยืนห่อเหี่ยวตามลำพัง

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นถูกจับตามองโดยคนหลายคน

หนึ่งในนั้นคือ นักเขียนสาวใหญ่ผู้มีใจริษยา…

หม่อมหลวงวรรณวนิดาส่งสายตาไปทางชายหนุ่มด้วยความรู้สึกไม่พอใจ หล่อนเกิดความสงสัยว่าระหว่างชายหนุ่มและหญิงสาว มีอะไรที่ไม่ชอบมาพากล ด้วยความที่เป็นคนที่คิดถึงแต่สิ่งที่เป็นแง่ลบ นักเขียนสาวใหญ่แน่ใจในทันทีว่าความสัมพันธ์ระหว่างชายหนุ่มลูกชายเจ้าของสำนักพิมพ์ กับนักเขียนสาวซึ่งชังน้ำหน้า จะต้องมีอะไรมากกว่าที่ทุกคนคิดแน่ๆ

นอกเหนือจากหม่อมหลวงวรรณวนิดาแล้ว อีกบริเวณหนึ่งซึ่งมีคนยืนรวมกลุ่มจับตามองการสนทนาของหนุ่มสาวทั้งสองคนอยู่ ก็ให้ความสนใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่น้อย

ถึงแม้จะไม่ได้ส่งเสียงพูดอะไรออกมา แต่กลุ่มเลขาและประชาสัมพันธ์ของบริษัทอย่างกิ่งกานดา พิจิตรา และใกล้รุ่ง รวมถึงทีมบรรณาธิการอย่างกรรณา ชลนารี และบอลลี่ ก็เฝ้ามองกันจนตาไม่กะพริบ

ห่างออกไปไม่ไกล นักข่าวหนุ่มที่ชื่อฑีฆายุก็เป็นอีกคนหนึ่งที่ให้ความสนใจในความสัมพันธ์ของคนทั้งสอง

หลังจากแพรภัสเดินจากเสกวสันต์ไป ชายหนุ่มผมหยักศกสีน้ำตาลอ่อนก็ลดมือที่ถือกล้องถ่ายรูปลง ด้วยเพราะได้ยินเสียงที่คุ้นเคยหากเจือไปด้วยความไม่พอใจ ดังมาจากทางด้านหลัง

แอบถ่ายรูปคนอื่นแบบนี้ไม่ดีนะคะคุณนักข่าว… นี่มาจากเล่มไหนเนี่ย ทำตัวอย่างกับเป็นพวกปาปารัซซี่นิตยสารซุบซิบดารา

วันวัสสานเปิดฉากปะทะคารมใส่นักข่าวหนุ่ม ซึ่งหล่อนจำได้ทันทีว่านี่เป็นคู่กรณีที่เรียกเธอว่า ยัยฆาตกรตั้งแต่ตอนที่เขาตั้งคำถามในระหว่างการแถลงข่าว

อ้าว… เธอนั่นเองนักข่าวหนุ่มตกใจพูดไม่ออก ด้วยเพราะไม่คิดว่าจะมาเจอหญิงสาวในวันนี้

เธอมาทำอะไรที่นี่ ยัยฆาตกรฑีฆายุส่งเสียงท้าทายทันทีที่ตั้งสติได้ หากคิดได้ทันทีว่า จะแปลกอะไร ก็หญิงสาวคนตรงหน้านี้เป็นถึงลูกสาวคนเล็กของเจ้าของบริษัท เจ้าของงานแถลงข่าวในวันนี้

ไม่ต้องมาเปลี่ยนเรื่องไอ้โรคจิต แล้วก็หยุดเรียกฉันว่าฆาตกรเสียที ก่อนที่นายจะกลายเป็นศพไปจริงๆ

เฮอะ… ไม่ต้องมาทำเป็นพูดดี ว่าแต่เธอมาทำอะไรที่นี่ เป็นพวกติ่งนักเขียนหรือยังไง ถึงมาร่วมงานแถลงข่าวนี้ได้ งานเขาเลิกแล้วทำไมไม่กลับ มายืนเกะกะอะไรอยู่ถึงจะรู้ว่าหญิงสาวเป็นใคร หากชายหนุ่มรู้สึกสนุกที่ได้กวนประสาท

ติ่งบ้านนายนะสิ ฉันจะมาทำไมมันก็เรื่องของฉัน อย่างน้อยฉันก็ไม่ใช่พวกโรคจิตที่คอยแอบถ่ายรูปคนอื่นแบบนายก็แล้วกันว่าแล้วหญิงสาวก็ฉวยโอกาสที่นักข่าวหนุ่มเผลอ กระทืบเท้าโดยแรงไปยังเท้าซ้ายของชายหนุ่ม แล้วก็รีบเดินหนีไป

โอ๊ย… ยัยบ้า ยัยฆาตกรใจโหด กลับมานี่ก่อนเลยนะ… อู๊ยยย อย่าให้เจอกันอีกครั้งเชียว พ่อจะเล่นงานเสียให้เข็ด

ฑีฆายุเดินขากระเผลกไปยังลิฟต์เพื่อหวังจะเดินตามหญิงสาวให้ทัน หากวันวัสสานนั้นชิงกดปุ่มปิดประตูลิฟต์ไปเสียก่อน ทิ้งชายหนุ่มให้ยืนอยู่ตรงนั้นเพียงลำพัง

ในห้องที่มืดมิด มีเพียงแสงสว่างจากเปลวเทียนที่วูบไหวสั่นระริกเป็นระยะๆ กลิ่นกำยานที่ถูกจุดขึ้นโดยรอบ ส่งกลิ่นที่ชวนเวียนหัวคละคลุ้ง

หญิงสาวสูงวัยในชุดราตรีสีแดงกำลังนั่งทำพิธีกรรมบางอย่าง อยู่ทางด้านหน้าเทวรูปซึ่งทำจากศิลาแกร่งสีดำมะเมี่ยม

โอม… ขอให้มันพินาศย่อยยับเสียงของหล่อนสั่นพร่าตามประสาคนที่กำลังเมามายจากฤทธิ์ของสุรา

โอม… ขอให้มันตกต่ำเสื่อมความนิยมหญิงสูงวัยสบถคำสาปแช่งที่หยาบคายต่างๆ นานา ด้วยเสียงที่เต็มไปด้วยความเคียดแค้น

โอม… ขอให้มันฉิบหายตายห่า ไม่ได้ผุดได้เกิด โทษฐานที่ลองดีมาท้าทายคนอย่างฉัน

สิ้นเสียงสาปแช่ง สตรีผู้นั้นก็แผดเสียงหัวเราะลั่นก่อนจะล้มตัวลงนอนพังพาบอยู่ด้านหน้าเทวรูปองค์นั้น แล้วก็ผล็อยหลับไม่ได้สติไปในท้ายที่สุด ท่ามกลางเปลวเทียนที่สั่นไหวและใจที่ร้อนรนเป็นที่สุด

Don`t copy text!