นิยาย (รัก) ไม่มีตอนจบ บทที่ 17 : เข็ดขยาดนิยาย… (รัก) กลวงๆ

นิยาย (รัก) ไม่มีตอนจบ บทที่ 17 : เข็ดขยาดนิยาย… (รัก) กลวงๆ

โดย : กานต์

นิยาย (รัก) ไม่มีตอนจบ โดย กานต์ เรื่องราววุ่นๆ ในแวดวงนักเขียนผ่านตัวละครสำคัญอย่างแพรรภัส นักเขียนสาวที่ชีวิตจริงไม่ได้สดใสเช่นนิยายที่เขียน เธอต้องหนักแน่นและมุ่งมั่นแค่ไหน เพื่อให้นิยายรักเรื่องล่าสุดจบลงอย่างสวยงาม ช่วยนักเขียนสาวลุ้นกันกับ นิยายออนไลน์ ที่น่าติดตามอีกเรื่อง ซึ่ง อ่านเอา อยากให้คุณได้ อ่านออนไลน์

………………………………………….​​

 

แพรรภัสตื่นนอนด้วยอาการอิดโรย หญิงสาวเพิ่งจะนอนไปไม่ถึงสี่ชั่วโมงดีด้วยซ้ำ แถมยังหลับๆ ตื่นๆ เพราะนอนหลับไม่สนิทเอาเสียเลย ด้วยเพราะเมื่อคืนรู้สึกกระสับกระส่าย ร้อนเนื้อร้อนตัวอย่างไม่ทราบสาเหตุ

หลังจากกลับจากงานแถลงข่าว หญิงสาวขับรถกลับบ้านด้วยใจที่ว้าวุ่น มือสองข้างกำพวงมาลัยรถไว้แน่น ตามองดิ่งตรงไปข้างหน้าอย่างไร้จุดหมาย หากใจของหล่อนนั้นเล่า.. กลับคิดถึงแต่เขา… ชายหนุ่มผู้ทำให้เธอหวั่นไหวทุกครั้งที่เข้าใกล้

ทันทีที่ขับรถจนถึงบ้าน หญิงสาวก็อาบน้ำชำระร่างกายและลงมือรับประทานอาหารเย็นที่แม่บ้านจัดเตรียมไว้ให้ ก่อนที่จะใช้เวลาอีก 3-4 ชั่วโมงต่อมาในห้องทำงานเพื่อนั่งเขียนนิยายตามกิจวัตรประจำวันของตน

ยิ่งเขียนหญิงสาวก็ยิ่งคิดถึงเขา… เขาผู้เป็นพระเอกในจินตนาการ หากไม่สามารถเป็นพระเอกในชีวิตจริง อันที่จริงเขาก็ทำท่าสนใจเธออยู่ไม่น้อย หากเป็นตัวเธอเองต่างหากที่ยังมีทิฐิ ไม่เคยเปิดโอกาสให้เขา และตัวเองทำความรู้จักกันจริงๆ จังๆ เลยสักหน

หญิงสาวเขียนหนังสือไปแต่ภายในใจกลับรู้สึกว้าวุ่น สุดท้ายจึงตัดสินใจปิดจอคอมพิวเตอร์ชนิดพกพา ลุกขึ้นจากเก้าอี้หนังสีน้ำตาลเข้มตัวที่เธอนั่งอยู่ แล้วก้าวเดินขึ้นสู่ชั้นสองของตัวบ้านเพื่อเข้าสู่ห้องนอนของตัวเองอย่างอ่อนระโหยโรยแรง

แพรรภัสใช้เวลาเนินนานกว่าจะข่มตาให้ปิดลง หากเมื่อดวงตาสองข้างปิดสนิท จิตใจของเธอกลับไปนึกถึงใบหน้าของผู้ชายคนนั้น ทิฐิมานะก็ยังคงตามมารังควาน แพรรภัสยังคงเป็นหญิงสาวที่ดื้อดึงแม้อยู่ในห้วงเวลาแห่งนิทรารมณ์

เสียงทุ้มนุ่มของเสกวสันต์ดังก้องไปมา ราวกับเขามานั่งอยู่ข้างหู ส่งเสียงบอกว่าหญิงสาวนั้นดื้อและเอาแต่ใจ ส่วนหูอีกข้างเธอได้ยินเสียงนีรนาทเพื่อนสนิท ที่คอยตะโกนเสียงแหลมบอกว่าหล่อนนั้นควรตัดใจ เพราะผู้ชายคนนั้นมันไม่ดีพอ

สักพักก็ได้ยินเสียงของหม่อมหลวงวรรณวนิดาที่ดังกึกก้องเกรี้ยวกราดราวกับโกรธแค้นกันยิ่งนัก หากหญิงสาวจับใจความไม่ได้ว่านักเขียนสาวใหญ่คนนั้นพูดอะไรเลยแม้แต่คำเดียว

ไหนจะเสียงของป้าดวงสมรที่บอกให้เธอตื่นนอนด้วยเพราะเป็นเวลาสายแล้ว  

คุณแพรวตื่นได้แล้วค่ะ สายแล้วนะคะ… คุณแพรว

เฮ้อ ฝันอะไรมั่วซั่วไปหมดหญิงสาวพูดทั้งที่ยังรู้สึกงัวเงีย ก่อนจะสะดุ้งลืมตาตื่นขึ้นมา เพื่อที่จะพบว่าเสียงปลุกของดวงสมรนั้นเป็นเรื่องจริง ไม่ใช่ความฝันอย่างที่คิดเอาไว้แต่แรก

โอ้ย แพรวฝันอะไรมั่วไปหมดเลยค่ะป้าหมอนหญิงสาวผู้ยันกายลุกจากที่นอน พร้อมกับเอ่ยบอกหญิงชราผู้เป็นแม่บ้าน

ป้าก็เห็นว่าคุณแพรวนอนกระสับกระส่าย ปลุกตั้งนานไม่ยอมตื่น จนต้องเขย่าตัวแรงๆ นี่ล่ะค่ะดวงสมรเอ่ยอย่างเอ็นดูเห็นคุณแพรวว่าวันนี้มีประชุมงาน ป้าเห็นว่าใกล้เวลานัดแล้วเลยรีบขึ้นมาปลุก กลัวจะไปสายน่ะค่ะ

ว้าย ตายแล้ว จะเก้าโมงแล้วหรือเนี่ย แพรวต้องรีบแล้วล่ะค่ะ นัดพี่นารีกับคุณกรรณาเอาไว้ด้วยหญิงสาวรีบลุกขึ้นจากเตียงก่อนจะวิ่งเข้าไปในห้องน้ำ และใช้เวลาไม่นานก่อนจะกลับออกมาแต่งตัว แต่งหน้า และทำผม จากนั้นก็คว้ากุญแจรถขับออกไป โดยมีจุดหมายที่สำนักพิมพ์ลำนำอักษราที่ตั้งอยู่ยังบริเวณถนนเอกมัย

แพรรภัสใช้เวลาเกือบชั่วโมงขับรถจากบ้านมาจนถึงสำนักพิมพ์ รีบทักทายใกล้รุ่งซึ่งเป็นประชาสัมพันธ์ของบริษัท ที่นั่งอยู่บริเวณชั้นล่างของอาคาร ก่อนจะรีบเข้าไปยังลิฟต์ซึ่งอยู่อยู่ไม่ไกลจนเกือบจะชนกับใครคนหนึ่ง

“จะรีบไปไหนคะคุณแพรว” เลขานุการสาวของคิมหันต์เอ่ยทัก

อ้าว… คุณกานดา ขอโทษทีค่ะ แพรวนี่แย่จริง กำลังรีบเลยไม่ทันมอง เกือบวิ่งชนเสียแล้วนักเขียนสาวเอ่ยทักพร้อมขอโทษขอโพยกิ่งกานดา

ไม่เป็นไรหรอกค่ะ ว่าแต่คุณแพรววิ่งหน้าตาตื่นไปไหนคะเนี่ย มีธุระอะไรกับใครหรือเปล่าคะหญิงสาวผู้อาวุโสกว่าเอ่ยถามอย่างสงสัย

แพรวมีนัดกับพี่นารีและคุณกรรณาคุยเรื่องงานน่ะค่ะ งั้นแพรวขอตัวก่อนเลยนะคะหญิงสาวเอ่ยตอบเสียงเหนื่อยหอบ ก่อนจะรีบเดินเข้าไปลิฟต์เพื่อขึ้นไปยังชั้น 4 ซึ่งเป็นที่ตั้งของห้องประชุมโดยไว หลังจากแพรรภัสขึ้นลิฟต์ไป กิ่งกานดาก็ทำท่ารีบเร่งเดินออกจากประตูไป

“จะไปไหนคะพี่กานดา เผื่อมีใครถาม หนูจะได้ตอบถูก” ใกล้รุ่งถามด้วยน้ำเสียงที่หวานกว่าปกติ

“ไปธุระนิดหน่อยน่ะ”

กิ่งกานดาตอบกลับอย่างห้วนๆ หยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาเพื่อโทร.หาใครสักคนขณะรีบเดินออกไปจากอาคาร ทิ้งให้ประชาสัมพันธ์สาวร่างเล็กนั่งทำหน้าสงสัย

“ธุระนิดหน่อยนั่นคงแปลว่าอย่าเสือกสินะ ใช่สิ ฉันมันก็แค่ประชาสัมพันธ์กระจอกๆใกล้รุ่งพูดกับตัวเองด้วยอารมณ์น้อยเนื้อต่ำใจ

รอจนอารมณ์ดีขึ้นแล้วหญิงสาวจึงหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมา กดหาเบอร์ที่ต้องการแล้วกรอกเสียงอ่อนหวานตามสไตล์ของประชาสัมพันธ์สาวที่ตนเองถนัดลงไป เมื่อคุยโทรศัพท์เสร็จแล้วก็ทำงานต่อด้วยอารมณ์สดใสเบิกบาน ราวกับไม่ได้เกิดความรู้สึกขัดข้องหมองใจใดๆ ก่อนหน้านี้เลยแม้แต่นิด

 

ทันทีที่มาถึงห้องประชุม แพรรภัสพบว่าชลนารีและกรรณานั้นนั่งรออยู่แล้ว ทว่าไม่ได้มีหญิงสาวเพียงสองคนเท่านั้น หากยังมีเสกวสันต์ผู้ซึ่งมองมาด้วยสายตาที่หญิงสาวคาดเดาอารมณ์ในใจเขาไม่ถูก นั่งอยู่ทางหัวโต๊ะด้วย

อ้าว มาถึงพอดี เชิญนั่งเลยค่ะน้องแพรวชลนารีเอ่ยทักหล่อนทันทีที่เหลือบตาจากหน้าจอแทบเล็ตขึ้นมาเห็นรถติดเหรอคะ

แพรวขอโทษคุณกรรณาและพี่นารีด้วยนะคะ รถติดนิดหน่อยค่ะหญิงสาวตอบ ทำทีเป็นไม่เห็นชายหนุ่มอย่างจงใจ

ไม่เป็นไรค่ะน้องแพรว นั่งพักให้หายเหนื่อยก่อนแล้วค่อยเริ่มคุยกันก็ได้ เราคุยกันสบายๆ ไม่ได้มีอะไรซีเรียสคราวนี้กรรณาผู้ซึ่งอาวุโสที่สุดในห้องแห่งนั้น เอ่ยบอกกับหญิงสาวด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความอาทร

น้องแพรวรับอะไรดี เอาชา กาแฟ หรือโกโก้ร้อนดีคะ ชลนารีเอ่ยถาม

ชายหนุ่มเพียงคนเดียวในห้องรีบชิงตอบ คุณแพรวไม่ดื่มกาแฟ รับเป็นน้ำชาดีกว่าไหมครับ

แพรรภัสรู้สึกอึ้งและชะงักไปนิด แต่ก็เผลออมยิ้มให้กับความใส่ใจเล็กๆ น้อยๆ ของชายหนุ่ม อดนึกแปลกใจไม่ได้ว่าเขาละเอียดอ่อนขนาดจำเหตุการณ์บนเครื่องบินเที่ยวที่ไปหลวงพระบางได้ด้วยหรือ หากความรั้นของตนเอง ทำให้เธอตอบออกไปโดยอัตโนมัติ แพรวขอกาแฟค่ะ

เสกวสันต์ทำหน้าที่อธิบายความรู้สึกไม่ถูก เขารู้ว่าหญิงสาวไม่ดื่มกาแฟ แต่เธอคงตอบไปแบบนั้น เพียงเพื่อจะเอาชนะเขา

ชลนารีแอบอมยิ้มให้กับความแสนงอนของนักเขียนสาว หลังจากเมื่อวาน บรรณาธิการสาวก็หาทางสืบจนรู้ว่าทั้งสองเคยถูกหมั้นหมายกันไว้ แต่ท่าทางจะเกิดเรื่องอะไรบางอย่าง แพรรภัสจึงทำท่าทางแบบนั้นต่อเสกวสันต์ จากนั้นก็เอื้อมมือหยิบโทรศัพท์ กดเบอร์ภายในเรียกแม่บ้านให้เข้ามารับรายการเครื่องดื่ม

ระหว่างนั้นผู้เข้าร่วมประชุมทั้งสี่ก็พูดคุยกันด้วยเรื่องงานแถลงข่าวที่จัดขึ้นเมื่อวาน โดยที่แพรรภัสยังคงทำเหมือนชายหนุ่มหนึ่งเดียวในห้องนั้นไม่มีตัวตนเช่นเคย

เมื่อวานนี้คุณซันนี่ให้สัมภาษณ์ได้ดีมากเลยนะคะกรรณาเอ่ยชมชายหนุ่ม นี่ถ้าไม่บอกไม่รู้เลยว่าเพิ่งจะออกงานแถลงข่าวใหญ่ๆ แบบนี้เป็นครั้งแรก

ความที่สาวใหญ่ทำงานร่วมกับบริษัทเพลินอักษรามานาน เห็นเสกวสันต์วิ่งเล่นไปมาอยู่ในบริษัทตั้งแต่ยังเป็นเด็ก แม้วันนี้จะเติบใหญ่กลายเป็นชายหนุ่มรูปงาม หากเธอก็ยังรู้สึกว่าเขาเป็นเด็กอยู่ดี

บรรณาธิการสาวใหญ่ยังไม่มีครอบครัว หล่อนครองตัวเป็นโสดมาถึง 51 ปี และคงไม่คิดถึงเรื่องแต่งงานอีกแล้ว อันที่จริงกรรณาเคยมีคนรัก แต่ความรักครั้งนั้นได้กลายเป็นรักครั้งสุดท้ายในชีวิตที่จบลงอย่างไม่สวยงามนัก

ผู้ชายคนนั้นไม่ใช่ใครที่ไหน หากเขาก็คือพ่อแท้ๆ ของชายหนุ่มที่นั่งอยู่ตรงหน้าหล่อนในขณะนี้

เสกวสันต์มีรูปหน้าบางส่วนคล้ายกับคิมหันต์ ไม่สิ… ผู้ชายบ้านนี้มีบางอย่างที่คล้ายคลึงกันทั้งหมด ไม่ว่าจะมีรูปร่างสูงใหญ่ จมูกที่โด่งเป็นสันและดวงตาที่คร้ามคม

หากเสกวสันต์ดูจะมีแววตาที่ซุกซนกว่าใครทั้งหมด ในขณะที่เหมันต์ก็เป็นคนอบอุ่นและมีเสน่ห์เหลือล้น แต่คิมหันต์ผู้เป็นพี่ชายที่ดูเป็นคนสุขุมและมีวิสัยทัศน์ที่เฉียบขาดกว่าใครๆ และนั่นคือสิ่งที่กรรณาพึงใจในตัวเขา

ทุกวันนี้บรรณาธิการสาวใหญ่เห็นคิมหันต์เป็นเพียงเจ้านาย เธอไม่ได้คิดกับเขาอย่างรุ่นน้องที่หลงรักรุ่นพี่อีกแล้ว แม้จะแอบสงสัยอยู่ในใจลึกๆ ว่าทำไมผู้ชายซึ่งเป็นพ่อม่ายคนนั้น จะเคยรู้หรือสัมผัสสิ่งที่อยู่ในใจของเธอหรือไม่ แต่ก็ไม่อาจคิดอะไรเข้าข้างตัวเองให้หัวใจมันต้องเจ็บช้ำซ้ำอีกหนได้อีกแล้ว

ชีวิตนี้มีไว้เพื่องาน กรรณาคงจะทำงานหนังสือที่ตัวเองรักไปแบบนี้ โดยไม่ปล่อยให้ความรักในรูปแบบอื่นมาแบ่งปันหัวใจของเธอไปอีก

ความคิดของกรรณาสะดุดลงเมื่อแม่บ้านนำเครื่องดื่มเข้ามาเสิร์ฟ จากนั้นบรรณาธิการสาวใหญ่ก็เริ่มต้นนำการประชุม พูดถึงโปรเจ็กต์พิเศษที่เสกวสันต์และเหมันต์เป็นต้นคิด กับหญิงสาวที่อ่อนวัยที่สุดในห้องประชุมแห่งนี้

พี่ไม่แน่ใจว่าน้องแพรวได้ติดตามเว็บหนอนหนังสือดอตคอม หรือพวกจอแก้วดอตคอมบ้างหรือเปล่าคะ

แพรวไม่ค่อยได้ติดตามเว็บพวกนี้หรอกค่ะ มีอะไรหรือเปล่าคะพี่กรรณา แพรรภัสเอ่ยถามพร้อมทำหน้าสงสัย

คืออย่างนี้ค่ะชลนารีเป็นฝ่ายที่ชิงพูดแทน มันมีหลายๆ กระทู้ที่เขียนโจมตีน้องแพรว ในเรื่องโปรเจ็กต์พิเศษที่เขียนแข่งกับหม่อมหลวงวรรณวนิดา จนพวกเรารู้สึกว่ามันมีอะไรไม่ชอบมาพากล ปกติน้องแพรวมีแฟนคลับเยอะจะตาย พี่ไม่เคยเห็นสักครั้งที่ใครจะพากันมาโจมตีแพรราตรีมากมายอย่างครั้งนี้

หญิงสาวได้ยินดังนั้นก็ได้แต่ทำหน้าเหลอหลา เพราะยังงงกับสิ่งที่เพิ่งได้ยิน

ผมจะให้คนลองตรวจสอบดู ถ้าพบว่าเป็นไอพีเดิมๆ จากคนเดิมๆ ก็แสดงว่าเป็นพวกที่จัดตั้งกันขึ้นมา… เพราะจากที่ผมตามอ่าน มันจะมีคำพูดบางคำ หรือรูปแบบบางอย่างที่ทำให้จับได้ว่าคนเหล่านั้นน่าจะรู้จักกันเสกวสันต์เอ่ยขึ้นอย่างเป็นการเป็นงาน

ยังไงหรือคะ?” แพรรภัสเอ่ยถามชายหนุ่มโดยที่ลืมความบาดหมาง หรืออาการงอนไปชั่วขณะ

ก็กระทู้เหล่านั้นจะมีคำพูดคล้ายๆ กัน คือประมาณว่า ไม่อยากอ่านนิยายของแพรราตรีเพราะ เข็ดขยาดกับสำนวนภาษา หรือจะเป็นคำว่า เบื่อ นิยายลูกกวาดพล็อตกลวงๆอะไรพวกนี้น่ะครับ

“โอย… นี่แพรวถูกคนอ่านว่าขนาดนี้เลยเหรอคะ” หญิงสาวครางด้วยความเสียใจ

“คุณแพรวใจเย็นๆ ก่อนครับ จริงอยู่ว่านักอ่านมีสิทธิ์ที่จะแสดงความคิดเห็นต่อผลงานหรือตัวนักเขียน แต่เท่าที่พวกเราตรวจสอบเบื้องต้น เราพบความไม่ชอบมาพากลหลายอย่าง นอกเหนือจากกระทู้เขียนโจมตีคุณแพรวที่มีมาสักระยะแล้ว… เอ่อ ถ้าจะพูดให้ถูกก็มีตั้งแต่วันที่เริ่มพูดคุยกับนักเขียน เรื่องโปรเจ็กต์พิเศษนี้ เรื่อยมาจนถึงวันแถลงข่าวเมื่อวาน แถมยังตามไปคอมเมนต์ถึงคุณแพรวอย่างเสียๆ หายๆ ในกระทู้ที่มีนักอ่านคนอ่านพูดถึงแพรราตรีในแง่ดีเกือบทั้งหมด ด้วยภาษาและคำพูดบางอย่างที่ผมยกตัวอย่างไปเมื่อสักครู่นี้ เลยทำให้เราจับสังเกตได้ว่า มันน่าจะเป็นกระบวนการดิสเครดิตอะไรบางอย่าง จากคนที่ไม่ปรารถนาดีน่ะครับ”

“ที่เราเชิญน้องแพรวมาว่านี้ก็เพื่อจะบอกว่า อย่าไปอ่าน อย่าไปคิดให้มันมาบั่นทอนการทำงานเลยนะคะ” ชลนารีผู้ซึ่งทำงานอย่างใกล้ชิดกับหญิงสาวมาตลอดหลายปีนี้ พูดให้กำลังใจ “พี่ไม่อยากโทร.ไปบอกทางโทรศัพท์เพราะกลัวจะตกใจน่ะค่ะ”

“แพรวบอกตรงๆ ว่าตกใจนิดหน่อย เขียนหนังสือมาหลายปีไม่เคยถูกใครว่าแรงๆ แบบนี้เลย แต่ถ้าคิดดูอีกทีมันก็ไม่แปลก เพราะเป็นไปได้ที่จะมีคนไม่ชอบผลงานของเรา” นักเขียนสาวตอบราวกับเรียกความเชื่อมั่นกลับมาได้แล้ว

“แปลกครับ แปลกมากด้วย คนส่วนใหญ่ชอบผลงานของคุณแพรว ไม่งั้นหนังสือของแพรราตรีจะติดอันดับหนึ่งทุกเล่มที่วางจำหน่ายหรือครับ แล้วถ้าเกิดจะมีใครสักคนไม่ชอบ ผมก็ไม่เชื่อว่าคนเราจะมีความพยายามมากมายขนาดที่จะเขียนโจมตีใครสักคนได้ทุกวัน และตามราวีเกือบทุกกระทู้ ถ้าไม่ใช่คนที่ปรารถนาร้าย แถมเป็นแค่นามแฝงที่เหมือนเพิ่งจะสมัครเขามาเพื่อการนี้อีกด้วย” ชายหนุ่มเพียงคนเดียวในห้องพูดแย้ง

“พี่เห็นด้วยกับคุณซันนี่นะคะ แต่ก็อยากจะบอกน้องแพรวว่าอย่าไปกังวลจนทำให้รบกวนจิตใจ เดี๋ยวเรื่องพวกนี้คุณซันนี่จะเป็นคนสืบและจัดการให้เองค่ะ ระหว่างนี้น้องแพรวก็ทำใจสบายๆ และเขียนงานต่อไป ถ้าไม่จำเป็นก็ไม่ต้องไปเสพข่าวพวกนี้… เดี๋ยวคนที่คิดร้ายเขาก็แพ้ภัยตัวเองไปเองนั่นล่ะค่ะ พี่เห็นนักอ่านที่เป็นแฟนคลับของน้องแพรวเริ่มพากันเข้าไปเขียนโต้แย้งกันแล้วตั้งเยอะ จนกลายเป็นดราม่าและขึ้นเป็นกระทู้แนะนำในเว็บพวกนั้นไปแล้ว” กรรณาแนะนำในฐานะเป็นผู้มีประสบการณ์ยาวนานกว่าใคร

พูดคุยไปได้ประมาณครึ่งชั่วโมง การสนทนาของคนทั้งห้าก็ถูกขัดขึ้นด้วยเสียงเคาะประตูห้อง เมื่อกรรณาเอ่ยปากบอกคนที่อยู่ภายนอกให้เข้ามาได้ ประชาสัมพันธ์สาวก็เดินนำหน้าหม่อมหลวงวรรณวนิดาเข้ามาด้วยสีหน้าและท่าทางที่แปลได้ว่า รุ่งไม่รู้จะห้ามยังไง

“ต๊าย นี่ประชุมอะไรกันพร้อมหน้าเลยคะเนี่ย ดิฉันบังเอิญผ่านมาเลยแวะเอาขนมมาฝากคุณกรรณาและน้องๆ ในบริษัทน่ะค่ะ” หม่อมหลวงวรรณวนิดาไม่พูดเปล่า หากหล่อนยกถุงขนมที่ดูเหมือนกับเพิ่งซื้อจากร้านสะดวกซื้อขึ้นมาส่งให้

กรรณารับถุงขนมมาด้วยสีหน้าเรียบเฉย หล่อนได้กลิ่นความไม่ชอบมาพากลในการมาเยือนครั้งนี้ หากด้วยความเป็นผู้ใหญ่ และหม่อมหลวงวรรณวนิดาก็อาวุโสกว่า บรรณาธิการสาวจึงไม่แสดงออกด้วยท่าทีอันใด

“ขอบคุณมากนะคะคุณวรรณ เกรงใจจังค่ะ คราวหน้าคราวหลังไม่ต้องลำบากเลยนะคะ แค่คุณวรรณมาเยี่ยมก็นับเป็นเกียรติมากแล้วค่ะ ว่าแต่วันนี้แค่ผ่านมาเฉยๆ หรือมีธุระอะไรกับใครที่นี่หรือเปล่าคะ” กรรณาพูดพลางเหลือบมองไปทางศีรษะของนักเขียนสาวใหญ่ ก่อนที่จะพบว่าทรงผมของหล่อนนั้นดูยุ่งเหยิงผิดจากทุกครั้ง ราวกับรีบออกจากบ้านจนไม่มีเวลาแต่งตัว ก่อนจะเชื้อเชิญให้นั่งรวมกัน

หม่อมหลวงวรรณวนิดาเลือกเดินมานั่งลงข้างๆ กับกรรณา ซึ่งเป็นตำแหน่งที่อยู่ตรงข้ามกับแพรรภัสพอดี ก่อนจะส่งเสียงทักทายแบบเสียไม่ได้ ซึ่งไม่แนบเนียนเอาเสียเลย

“อ้าว น้องแพรวก็อยู่ที่นี่ด้วยเหรอคะ ดิฉันไม่ได้ทันมอง ถ้าไม่ได้สังเกต นึกว่าเป็นพนักงานจดรายงานการประชุมนะคะเนี่ย”

“สวัสดีค่ะคุณวรรณ” หญิงสาวผู้อ่านวัยยกมือไหว้อย่างนอบน้อม แม้จะรู้สึกประหลาดใจกับคำเหน็บแนมของนักเขียนรุ่นพี่

ผู้อาวุโสกว่าไม่ได้ยกมือขึ้นรับไหว้ หากหันไปตอบคำถามของกรรณาที่ถามค้างไว้

“ไม่มีอะไรเป็นพิเศษหรอกค่ะ คุณกรรณาก็รู้ว่าบ้านพี่อยู่แค่รามอินทรานี่เอง พอดีจะออกไปทำธุระแถวทองหล่อน่ะค่ะ ขับรถผ่านร้านขนมเลยนึกถึงน้องๆ กอง บ.ก. แล้วก็เลี้ยวรถเข้ามาเลย ว่าแต่วันนี้มีประชุมอะไรกันหรือคะ หน้าตาเคร่งเครียดกันเชียว” หม่อมหลวงวรรณวนิดาไม่เสียเวลาเลยสักนิด ที่จะถามในสิ่งที่เธออยากรู้

“อ๋อ เราประชุมกันตามปกติน่ะครับ พอดีคุณแพรวเธอก็ บังเอิญผ่านมาเหมือนกัน เลยเชิญให้เข้ามานั่งด้วยกันน่ะครับ” เสกวสันต์ที่นั่งคุมเชิงอยู่หัวโต๊ะ เน้นคำว่า บังเอิญอย่างจงใจ เพราะแน่ใจว่าสาวใหญ่คนที่เพิ่งเข้ามานั้นมีเจตนาแอบแฝงในการมาถึงบริษัทของเขาในวันนี้ อีกอย่างก็เป็นแสดงตัวให้หล่อนเห็น ว่าเขาซึ่งนั่งอยู่ตรงหัวโต๊ะนั้นมีผู้ที่ทำการนำการประชุม ถึงเขาจะอ่อนอาวุโสกว่า แต่ไม่ได้หมายความว่านักเขียนใหญ่คนนี้จะสามารถแกล้งทำเป็นไม่เห็นเขา เหมือนที่ทำกับแพรรภัสได้

“อ้อ สวัสดีคุณเสกวสันต์อีกคนหนึ่งค่ะ ไฟแรงกันดีจังเลยนะคะ เพิ่งกลับมารับตำแหน่งปุ๊บ ก็เข็นโปรเจ็กต์สนุกๆ ออกมาปั๊บ แบบนี้คุณชนกวนันท์คงนอนตายตาหลับ หากรู้ว่าลูกชายขยันขันแข็งแบบนี้”

“คุณแม่ไปสบายแล้วน่ะครับ และทางนี้ก็ไม่มีอะไรต้องเป็นห่วง พวกเราที่เหลือสามารถสานต่องานบริษัทของคุณแม่ได้เป็นอย่างดีครับ ขอบคุณคุณวรรณมากนะครับ ที่กรุณาคิดถึงคุณแม่ของผม” เสกวสันต์พูดเสียงเรียบ หากแพรรภัสรับรู้ได้ทันทีว่าชายหนุ่มไม่พอใจ

กรรณาก็เป็นอีกคนที่ไม่พอใจ แต่ในฐานะคนทำงานที่เห็นงานเป็นที่ตั้ง บรรณาธิการสาวใหญ่เลยเก็บอารมณ์ของตัวเองเอาไว้ หล่อนเห็นบรรยากาศในห้องประชุมเริ่มครุกรุ่นจึงรีบชิงตัดบท “ประชุมเสร็จพอดี ใกล้จะเที่ยงแล้วด้วย งั้นเดี๋ยวเราไปหาอะไรทานด้วยกันดีไหมคะ นานๆ ทีนักเขียนทั้งสองท่านจะแวะมาเยี่ยมพวกเราถึงที่ ให้สำนักพิมพ์ลำนำอักษราเลี้ยงอาหารกลางวันสักมื้อนะคะ”

แพรรภัสรู้สึกอึดอัด หากหญิงสาวก็ตอบตกลงตามมารยาท ในขณะที่หม่อมหลวงวรรณวนิดานั้นตอบตกลงด้วยอาการกระหยิ่มยิ้มย่อง โดยที่เสกวสันต์สังเกตเห็น

“แต่คุณวรรณเพิ่งบอกเมื่อสักครู่ว่าจะไปธุระแถวทองหล่อนี่ครับพี่กรรณา สงสัยจะไม่สะดวก… ใช่ไหมครับ” ชายหนุ่มเอ่ยบอกกับกรรณา โดยที่ประโยคหลังเขาตั้งใจหันมาทางหม่อมหลวงวรรณวนิดา

“อู๊ย สะดวกค่ะ ธุระของดิฉันเอาไว้ที่หลังก็ได้ นานๆ ที่จะได้มีโอกาสกินข้าวกับนักเขียนชื่อดังอย่างน้องแพรว” นักเขียนสาวใหญ่รีบตอบด้วยน้ำเสียงที่ชื่นชมเกินความเป็นจริง

 

ร้านอาหารที่กรรณาเลือกอยู่ในซอยทองหล่อ 13 ซึ่งเป็นย่านที่มีร้านอาหารญี่ปุ่นเรียงรายกันอย่างหนาแน่น เป็นร้านเปิดใหม่ตั้งอยู่บนชั้นสองของคอมเพล็กซ์ขนาดเล็กที่เปิดให้บริการขึ้นมาเพื่อรองรับกำลังซื้อของคนญี่ปุ่นที่อาศัยอยู่ในย่านนั้นโดยเฉพาะ

บรรณาธิการสาวใหญ่เลือกนั่งในห้องส่วนตัว เพื่อให้การพูดคุยกันเป็นไปอย่างสะดวก ไม่ต้องกลัวว่าความลับของงานจะหลุดรอดรั่วไหลไปให้ใครได้ยิน

แพรวไม่ยักรู้ว่ามีมอลล์เล็กๆ เปิดใหม่แถวนี้ด้วยแพรรภัสหันไปพูดกับชลนารีซึ่งนั่งอยู่ข้างกัน บนที่นั่งแถวหลังสุดของรถตู้ ในขณะที่คนขับรถของบริษัทเพลินอักษราขับผ่านทางด้านหน้าของอาคาร ก่อนที่จะเลี้ยวเข้าสู่ลานจอดรถซึ่งอยู่ในชั้นใต้ดิน

แถวนี้เจริญไวครับ เผลอแป๊บเดียวมีตึกใหม่ๆ ร้านใหม่ๆ ผุดขึ้นราวกับดอกเห็ดในหน้าฝน พอๆ กันกับเมืองหลวงพระบางไงครับคุณแพรว เสกวสันต์ตอบรับเสียงร่าเริง ทั้งๆ ที่ไม่รู้ว่าแพรรภัสตั้งใจจะสนทนากับตนหรือไม่

หญิงสาวไม่ได้พูดอะไรตอบ ได้แต่เพียงนั่งทำหน้าเฉย หากในใจนึกไปถึงช่วงเวลาที่เธอกับเขาได้ใช้ร่วมกันที่เมืองแสนสวยงามเมืองนั้น

คุณเสกวสันต์กันคุณแพรวนี่ดูสนิทสนมกันดีจังเลยนะคะ ดิฉันไม่ยักรู้นักเขียนใหญ่เอ่ยขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย จากที่นั่งแถวหน้าสุด ซึ่งหล่อนนั่งเคียงข้างมากับกรรณา

ก็ไม่ได้สนิมสนมอะไรกันมากมายหรอกครับ คุณแพรวเป็นนักเขียนในสังกัดของสำนักพิมพ์เรา เลยมีโอกาสไปมาหาสู่ หรือพูดคุยกันอยู่บ้าง… จริงไหมครับคุณแพรว ชายหนุ่มตอบ

 

ชลนารีรู้ว่าหม่อมหลวงวรรณวนิดาตั้งใจจะตั้งแง่พูดจาเหน็บแนมแพรรภัสทุกครั้งที่มีโอกาส หากเป็นเมื่อสมัยก่อน คงไม่มีใครกล้าต่อปากต่อคำกับนักเขียนใหญ่ของบริษัท ด้วยเพราะความอาวุโส และเกรงใน บารมีที่เจ้าตัวนั้นพยายามจะแผ่ออกมาจนทำให้คนรอบข้างยำเกรง

หากในวันนี้ ดูท่านักเขียนใหญ่จะพบกับคู่ปรับที่สมน้ำสมเนื้อกันเสียแล้ว เพราะผู้บริหารหนุ่มไฟแรงของเธอเป็นคนที่กล้าคิดกล้าทำ และกล้าต่อกรกับเธอซึ่งๆ หน้าเสียด้วย

ส่วนแพรรภัสนั้นก็ได้แต่ทำหน้าเฉยและสงวนคำพูด ราวกับเป็นนางเอกในละครโทรทัศน์ที่ไม่มีโอกาสประฝีปากกับนางร้ายตามบทโทรทัศน์ที่เขียนไว้!

Don`t copy text!