นิยาย (รัก) ไม่มีตอนจบ บทที่ 22 : คิ้ตตี้สื่อ… (รัก)

นิยาย (รัก) ไม่มีตอนจบ บทที่ 22 : คิ้ตตี้สื่อ… (รัก)

โดย : กานต์

นิยาย (รัก) ไม่มีตอนจบ โดย กานต์ เรื่องราววุ่นๆ ในแวดวงนักเขียนผ่านตัวละครสำคัญอย่างแพรรภัส นักเขียนสาวที่ชีวิตจริงไม่ได้สดใสเช่นนิยายที่เขียน เธอต้องหนักแน่นและมุ่งมั่นแค่ไหน เพื่อให้นิยายรักเรื่องล่าสุดจบลงอย่างสวยงาม ช่วยนักเขียนสาวลุ้นกันกับ นิยายออนไลน์ ที่น่าติดตามอีกเรื่อง ซึ่ง อ่านเอา อยากให้คุณได้ อ่านออนไลน์

………………………………………….​​

 

ที่พักซึ่งเสกวสันต์ให้พิจิตราจองไว้ให้สำหรับชาวคณะ ไม่ใช่โรงแรมห้าดาว หากเป็นรีสอร์ตขนาดไม่ใหญ่นัก ที่มีบ้านพักที่เรียกว่าวิลล่ากระจายอยู่ไปทั่ว และมีชายหาดส่วนตัวที่เงียบสงบและสวยงาม ทุกห้องพักที่เป็นบ้านหลังเล็กๆ นั้น ตกแต่งด้วยวัสดุทดแทนไม้ทาสีฟ้าอ่อน สลับสีน้ำเงินเข้มและขาว ประดับประดาด้วยไม้ที่ทำเป็นรูปสมอเรือ และห่วงยางชูชีพที่ทำจากโฟม ทำให้อาณาบริเวณโดยรวมแลดูสดใส เข้ากับบรรยากาศของท้องทะเล

เหล่านักเขียนและทีมงานของบริษัทเพลินอักษราทยอยแยกย้ายเข้าที่พักของตน ตามที่ทีมงานได้จัดไว้ให้ห้องละ ๒ คน แพรรภัสได้นอนกับวันวัสสาน ลูกสาวเจ้าของบริษัท

หญิงสาวรู้สึกสบายใจเป็นที่สุด เพราะจะว่าไปแล้ว วันวัสสานคือคนที่เธอให้ความสนิทสนมด้วยรองจากชลนารี ผู้เป็นบรรณาธิการของเธอ

วันวัสสาน หรือเรนนี่นั้นหน้าตาน่ารักตามแบบฉบับสาววัยรุ่นในปัจจุบัน ถึงแม้จะมีหน้าตาที่คล้ายคลึงผู้เป็นพ่อและพี่ชาย หากเด็กสาวนั้นดูสวยหวานกว่า ซึ่งน่าจะเหมือนไปทางแม่ผู้ล่วงลับของเธอที่แพรรภัสเคยเห็นแต่ในรูปถ่าย

เด็กสาวมีดวงตาสีน้ำตาลอ่อนที่เต็มไปด้วยความซุกซนขี้เล่น ปากบางได้รูปและมีน้ำเสียงเล็กๆ ที่อ่อนหวานไพเราะ หากมีบุคลิกที่แก่นๆ โผงผาง และก๋ากั่นกว่าหญิงสาวในวัยเดียวกัน จึงทำให้เธอไม่ได้ดูเป็นคนเรียบร้อยเท่าไรนัก

แต่ทั้งหมดนั้นคือสิ่งที่แพรรภัสชอบในตัวเด็กสาวคนนี้ วันวัสสานร่าเริงสดใส ใช้ชีวิตราวกับว่าโลกนี้ไม่เคยมีความทุกข์… คล้ายกับนีรนาทนั่นล่ะ

พี่แพรวจะนอนเตียงไหนคะ เอาติดหน้าต่างหรือติดห้องน้ำ เรนนี่ให้เลือกก่อนหญิงสาวผู้อ่อนวัยกว่ายื่นข้อเสนอ

พี่นอนเตียงไหนก็ได้ค่ะหญิงสาวตอบ ดีใจจัง ไม่เคยมาเที่ยวกับน้องเรนนี่และพี่ๆ นักเขียนคนอื่นเลย แบบนี้คงจะสนุกแน่ๆ

ต้องขอบคุณพี่ซันนี่แหล่ะค่ะ ขานั้นเขาเป็นโต้โผใหญ่ต้นคิด บอกคุณพ่อว่าอยากพานักเขียนมาเที่ยวด้วยกัน จะได้เป็นการกระชับความสัมพันธ์

น้องสาวของโต้โผใหญ่ละคำพูดไว้แค่นั้น อมยิ้มและคิดต่อในใจว่า ความสัมพันธ์ของพี่ซันนี่กับพี่แพรวนั่นแหละค่ะ ฮ่าฮ่า

ดีจังค่ะ พี่ไม่ได้มาเที่ยวไหนอีกเลย หลังจากคุณพ่อพี่เสียนักเขียนสาวอดไม่ได้ที่จะมีน้ำเสียงซึมเศร้า

เรนนี่ขอแสดงเสียใจอีกครั้งนะคะเรื่องคุณลุงพิพิธ คุณพ่อก็เสียใจมาก จนป่านนี้ยังไม่เลิกพูดถึงคุณลุงและพี่แพรวเลยค่ะ บอกว่าคิดถึงคุณลุง และเป็นห่วงพี่ อยากให้มีใครสักคนมาช่วยดูแล เด็กสาวพยายามปลอบใจ ขณะเดียวกันก็ช่วยโรยกุหลาบกรุยทางให้กับพี่ชาย

แหม น้องเรนนี่ พี่ดูแลตัวเองได้นะคะแพรรภัสหัวเราะให้กับความช่างพูดของเด็กสาว และไม่พลาดที่จะรู้ทันว่าวันวัสสานกำลังพยายาม ชงเรื่องของพี่ชายให้ตัวเองอยู่ นี่ถ้าเรนนี่ไม่ได้เป็นลูกสาวเจ้าของสำนักพิมพ์ แพรรภัสจะยุให้หล่อนไปเปิดร้านกาแฟ เพราะ ชง เก่งเหลือเกิน

ระหว่างที่คุยกัน สองสาวใช้เวลานั้นหยิบข้าวของเครื่องใช้ส่วนตัวของตนออกมาวางตามตู้และโต๊ะต่างๆ ไปพลางๆ

ในชั่วขณะหนึ่งนั้น สายตาของวันวัสสานเหลือบไปเห็นซองสีชมพูที่แพรรภัสเพิ่งหยิบออกจากระเป๋าเสื้อ มาวางที่โต๊ะเล็กๆ ข้างเตียงนอน

ซองสีชมพู ลวดลายฮัลโหล คิ้ตตี้ ซึ่งเธอหยิบยื่นให้กับพี่ชายไปเมื่อคืนก่อน ตอนที่เขาเดินมาหาถึงหน้าห้องนอน เพื่อที่จะขอซองเล็กๆ สักใบ

โห เอาสีขาวเรียบๆ หรือลายอื่นได้ไหมอะ แบบนี้ใครจะกล้าใช้พี่ชายทำท่าปฏิเสธ จะขอเปลี่ยนซองให้ได้

ซองสีขาว? จะไปขอบริจาคเงินทอดผ้าป่าหรือไงพี่ซันนี่ เอาน่า… เชื่อเรนนี่เถอะ ใช้ซองนี้แหละ รับรองว่าพี่แพรวเขาจะรับมันไว้อย่างแน่นอนวันวัสสานจำได้ว่าตัวเองตอบไปอย่างนั้น เพราะเธอซึ่งเป็นผู้หญิงด้วยเหมือนกัน ก็อยากเห็นผู้ชายทำอะไรเปิ่นๆ น่ารักๆ ให้ดูบ้าง

แล้วก็จริงอย่างที่คิด… ในร้านสะดวกซื้อเมื่อตอนสาย ทันทีที่พี่ชายผู้เก่งกล้าสามารถในทุกเรื่องของหล่อน ส่งซองสีชมพูให้กับนักเขียนสาว วันวัสสานลอบเห็นแพรรภัสรับซองใบนั้นไว้แต่โดยดีและทำท่าขบขันโดยไม่ให้พี่ชายของหล่อนเห็น

เรื่องอื่นละเก่งนัก พอเรื่องผู้หญิงนี่ไม่ได้เรื่องเลยนะพี่ชายชั้น!หญิงสาวส่ายหัวพลางผมยิ้ม ขณะที่หยิบเสื้อตัวสุดท้ายออกจากกระเป๋า

 

หลังจากที่หญิงสาวทั้งสองจัดแจงเก็บข้าวของของตัวเองเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็เดินออกจากที่พักเพื่อจะไปสมทบกับเพื่อนร่วมเดินทางคนอื่นๆ แล้วก็พบว่าหม่อมหลวงวรรณวนิดาได้เดินทางมาถึงแล้ว นักเขียนรุ่นใหญ่ไม่ได้มาลำพัง หากยังมีน้องสาวที่ชื่อหม่อมหลวงวาวยุวดี และกลุ่มนักอ่านตามมาด้วยอีกโขยงหนึ่ง

ทันทีที่เดินไปถึงบริเวณล็อบบี้ แพรรภัสได้ยินเสียงของสิริฉัตรบ่นกระปอดกระแปดกับเพื่อนนักเขียนสี่ห้าคนที่นั่งรวมกลุ่มอยู่ด้วยกัน

นี่พี่นึกว่าคุณซันนี่ให้คนเหมารีสอร์ตไว้แล้วนะ ทำไมมีส่วนเกิน พวกแขกไม่ได้รับเชิญมาอีกด้วยล่ะคะเนี่ย

แหม พี่ฉัตรขา รีสอร์ตออกจะกว้างใหญ่ คุณซันนี่ไม่ได้เหมาไว้หรอกค่ะ เพราะเรามากันแค่สามสิบกว่าคน ยังเหลือห้องว่างอีกตั้งเยอะ อีกอย่าง… มาเยอะๆ ก็เพิ่มสีสันดีนะคะบรวัตรรีบออกหน้ารับแทนกลุ่มแฟนคลับนักเขียนของตน

โอ้ย สีสันอะไรกันคะน้องบอลลี่ มีอย่างที่ไหน บริษัทเขาให้มาเที่ยวเพื่อกระชับความสัมพันธ์ นี่เล่นพาญาติพี่น้อง พาแฟนคลับตัวเองมาด้วย แบบนี้ไปเที่ยวกันเองดีกว่าไหมคะ จะมาเที่ยวร่วมกับคนอื่นทำไม สิริฉัตรยังไม่พอใจ

ก็ฟรีไงคะพี่ฉัตรขาอารยารีบพูดแทรกฟรีให้ตัวเองไม่พอ ยังเผื่อแผ่ไปถึงลูกหาบของตัวเองด้วย แบบนี้แฟนคลับจะไม่รักได้ยังไง นี่ที่ได้มาเที่ยว คงนึกว่าแม่นักเขียนใหญ่นั่นออกเงินจ่ายให้เอง หรือไม่อย่างนั้นก็ใช้บารมีที่ใหญ่คับฟ้า พาพวกเขามา

เอาล่ะค่ะๆ อย่าเพิ่งไปคิดอะไรให้หมดสนุกเลยค่ะคุณพี่ๆ ทั้งหลายขาบรวัตรรีบแก้ไขสถานการณ์ เปลี่ยนเรื่องคุยกันดีกว่าค่ะ บอลลี่มีข่าวดีจะมาบอกพี่ๆ ด้วย

ข่าวดีอะไรคะจิตรตรีซึ่งนั่งฟังมาตั้งนาน เพิ่งจะได้มีโอกาสพูด ขณะที่วางแก้วน้ำสับปะรดลงบนโต๊ะเล็กๆ แล้วขยับตัวเข้าไปใกล้บรวัตรมากขึ้น

ก็หนูเพิ่งจะเอานิยายเรื่องใหม่ของพวกพี่ไปนำเสนอให้คุณสำรวยช่องเก้าสิบเก้า แล้วเขาก็ทำท่าสนใจด้วยยังไงล่ะคะบรรณธิการหนุ่มเสนอหน้าขอความชอบ

อุ๊ย ดีจัง ถ้าเรื่องของพี่ได้เป็นละครอีก หนังสือพี่จะได้ขายดีๆ พอขายดีก็จะได้พิมพ์ซ้ำ แล้วพี่ก็จะได้ตังค์เยอะๆจิตรตรีรีบเอ่ยอย่างยินดี

รวยแล้วก็อย่าลืมหนูนะคะพี่จิตตี้ พี่ยา และพี่ฉัตรด้วย บรรณาธิการชายใจสาวรีบทวงความดีความชอบ

อันที่จริง บรวัตรไม่ได้มีหน้าที่ในการนำเอานิยายของนักเขียนไปเสนอขายให้กับผู้จัดเพื่อทำละครแต่อย่างใด เพียงแต่เขาคิดว่าถ้าหากนิยายเรื่องไหนที่รับหน้าที่เป็นบรรณาธิการได้ไปเป็นละครจริงๆ เขาก็จะสามารถเรียกเครดิต สร้างชื่อเสียงให้กับตัวเองในฐานะบรรณาธิการที่ดูแลนิยายเรื่องนั้นจากคนรอบตัวได้

ส่วนนักเขียนเองก็ดีใจ ที่อยู่ๆ มีคนมาช่วยเสนอขายบทประพันธ์ให้ เพราะจะให้เขียนเอง เร่ขายเองก็น่าเกลียด ดังนั้น พอบรวัตรช่วยขายบทประพันธ์ให้ และขายได้บ่อยเข้า นักเขียนบางคนก็เริ่มอยากที่จะให้เขานำเสนอผลงานของตัวเองมากกว่าคนอื่น จึงยื่นข้อเสนอเป็นเงินมูลค่า ๕ หลักหรือประมาณร้อยละ ๕ ถึง ๑๐ ที่จะได้จากการเซ็นสัญญาขายบทประพันธ์ ซึ่งแล้วแต่จะตกลงกันไปในแต่ละครั้ง

และนักเขียนคนที่ว่านั้นก็คือ สิริฉัตร

ก่อนหน้านี้ไม่กี่ปี นักเขียนสาวใหญ่เจ้าของนามปากกา โพยมฉวีไม่เคยใส่ใจด้วยซ้ำว่าบทประพันธ์ของเธอจะถูกนำไปทำละครกี่เรื่อง เพราะคิดเสมอว่าหน้าที่ของเธอคือเขียนนิยาย ถ้าคนได้อ่านแล้วมีความสุข หน้าที่ของเธอก็จบลงแค่นั้น

หากเมื่อค่ำวันหนึ่ง ขณะที่สิริฉัตรกำลังนั่งดูละครโทรทัศน์ซึ่งสร้างจากบทประพันธ์ของตัวเองกับคนในบ้าน แฟนหนังสือของเธอได้ส่งข้อความมาทางโทรศัพท์มือถือ บอกว่าเธอกำลังถูกระรานจากพวกนักเลงคีย์บอร์ดกลุ่มหนึ่งในเว็บไซต์จอแก้วดอตคอม

คนเหล่านั้นตั้งกระทู้ต่อว่าละครเรื่อง นายร้อยสอยรัก ที่กำลังออกอากาศนั้นว่าไม่สนุก ไม่ได้เรื่องเอาเสียเลย นั่นเพราะบทประพันธ์ของ โพยมฉวีห่วย ไม่มีคุณภาพ ทำไมไม่เอาผลงานเขียนของ เบญจกัลยาณีมาทำ เพราะว่าสนุกทุกเรื่อง

สิริฉัตรซึ่งอดกลั้นมานานรู้สึกเจ็บแค้นเข้ากระดูก

ยอมอะไรยอมได้ แต่จะให้ใครที่ไหนก็ไม่รู้ว่าดูถูกดูแคลนว่าหล่อนไม่มีฝีมือ หนำซ้ำยังถูกนำไปเปรียบเทียบกับคนที่หล่อนชังน้ำหน้า นักเขียนสาวใหญ่จึงต้องลุกขึ้นมาทำอะไรบางอย่าง

แล้วบรวัตรนั่นเองคือหนทางสว่างของเธอ

สิริฉัตรยื่นข้อเสนอให้เขาในวันหนึ่ง

น้องบอลลี่ขา พี่ฉัตรว่าเรามีเรื่องต้องคุยกันนะคะหล่อนเกริ่นไปแบบนั้นก่อนที่จะยื่นข้อเสนอที่หล่อนเตรียมไว้ให้บรรณาธิการหนุ่ม

แหม มันจะดีเหรอคะพี่ฉัตร หนูว่ามันไม่งามจรรยาบรรณเส้นบางๆ ของบรวัตร กำลังต่อสู้กับอำนาจของเงินตรา

พี่ให้ห้าเปอร์เซ็นต์ถ้าได้เป็นละครเย็น และให้สิบเปอร์เซ็นต์ถ้าได้เป็นละครค่ำ โอเคนะคะนักเขียนเจ้าของนามปากกา โพยมฉวีทุ่มหมดหน้าตัก

แล้วจรรยาบรรณซึ่งมีอยู่อย่างบางเบาราวกับกระดาษทิชชู่ในห้องน้ำสาธารณะของบรรณาธิการหนุ่มก็ขาดสะบั้นลงในนาทีนั้น นาทีที่เขากำลังนั่งบวกลบคูณหารตัวเลขอยู่ในใจ

ไม่นานหลังจากนั้น สิริฉัตรได้หลุดปากเล่าให้อารยาและจิตรตรีเพื่อนสนิทฟัง และทั้งสองคนก็ขอใช้บริการบรวัตรบ้าง นักเขียนสาวทั้งสามตกลงกันว่าจะไม่แพร่งพรายเรื่องนี้ให้ใครรู้ แต่ความลับไม่มีในโลก เรื่องราวเหล่านี้อาจจะหลุดเข้าหูใครเข้าในสักวันหนึ่ง

เอาไว้ถึงวันนั้นค่อยคิดว่าจะทำอย่างไรดีก็แล้วกัน… สิริฉัตรบอกตัวเองแบบนั้น

เดี๋ยวหนูไปทำงานแป๊บนะคะพี่ๆ เมื่อได้ทวงความดีความชอบของตนเองเสร็จ บรรณาธิการหนุ่มก็ขอตัวลุกไปต้อนรับนักเขียนใหญ่ของตนในทันที

เมื่อเดินไปถึง บริวัตรไม่รอช้าที่จะพูดจาเอาอกเอาใจ ด้วยเพราะเกรงว่าหม่อมหลวงวรรณวนิดาจะไม่พอใจที่เห็นตนนั่งเสวนากับกลุ่มของสิริฉัตร

สวัสดีค่ะคุณวรรณขา วันนี้แต่งตัวซ้วยสวย บรวัตรป้อยอก่อนที่จะหันไปทักทายหม่อมหลวงวาวยุวดีและเหล่าบรรดาแฟนคลับของ เบญจกัลยาณีด้วย

จากนั้นเขาจึงเจ้ากี้เจ้าการเรียกทีมงานของบริษัทและเจ้าหน้าที่โรงแรม ให้ออกมาอำนวยความสะดวกแก่แขกกลุ่มที่เพิ่งมาใหม่ โดยที่ตนเองนั้นไม่ทำอะไรเลย นอกจากคอยเอาอกเอาใจนักเขียนใหญ่ของตน

 

กิจกรรมแรกที่เริ่มต้นขึ้นในช่วงบ่าย หลังจากที่ทุกคนเช็กอินเข้าที่พักและล้างหน้าล้างตาแล้ว ก็คือการนั่งล้อมวงแชร์ประสบการณ์การอ่านและเขียนของตัวเอง ว่าเริ่มต้นอย่างไร

เสกวสันต์อนุญาตให้เหล่าบรรดานักอ่านที่เดินมากับหม่อมหลวงวรรณวนิดาเข้าร่วมในกิจกรรมด้วย เพียงแต่ให้เป็นผู้สังเกตการณ์ นั่งชม นั่งฟังอยู่ข้างๆ ไม่ได้ให้มาร่วมนั่งล้อมวงด้วย เพราะจะผิดวัตถุประสงค์ที่เขาตั้งใจเอาไว้

หม่อมหลวงวรรณวนิดานั้นถึงแม้จะไม่พอใจนัก หากก็เลือกที่จะไม่กล่าวอะไร ได้แต่เดินเทียวไปเทียวมาระหว่างกลุ่มนักเขียนที่ล้อมวงทำกิจกรรม และกลุ่มของแฟนคลับนักอ่านของตัวเอง

สิริฉัตรเป็นคนเสนอตัวพูดก่อน ถึงที่มาที่ไป ว่าทำไมเธอจึงได้มาเขียนนิยายอย่างทุกวันนี้

สาวใหญ่บอกว่าตัวเองนั้นเริ่มมาเป็นนักเขียนเพราะชอบดูละครโทรทัศน์ แต่ขัดใจตรงที่เวลานางเอกผู้บอบบางมักจะโดนนางร้ายทำร้ายแล้วไม่ยอมสู้กลับ

หล่อนจึงหัดเขียนนิยายด้วยตัวเอง แล้วก็เขียนให้นางเอกเป็นหญิงสู้คน ใครด่ามาด่ากลับ ตบมาก็ตบกลับ ไม่โกง อ๋อ… อยากได้พระเอกมากนักหรือ โอเค… หล่อนเอาไป ฉันไปหาเอาใหม่ก็ได้… นิยายของโพยมฉวีจึงมีดีที่ความแซ่บต้องซู้ดปาก

ด้วยความแปลกใหม่นี้ จึงทำให้นิยายของสิริฉัตร หรือโพยมฉวีนั้นได้รับความนิยมจากนักอ่านรุ่นใหม่ที่เปิดใจยอมรับ และไม่ยึดติดกับขนบเก่าๆ ได้ไม่ยาก

แต่นั้นก็เป็นแค่เพียงความแปลกใหม่ชั่วครั้งชั่วคราว

หลังจากนั้นใครๆ ต่างก็นิยมเขียนนิยายให้นางเอกสู้คนกันทั้งนั้น นางเอกของโพยมฉวีจึงไม่ได้โดดเด่นและแตกต่างในสายตาผู้อ่านอีกต่อไป และนั่นจึงทำให้ชื่อเสียงของนักเขียนสาวใหญ่หยุดอยู่แค่นั้น ไม่โด่งดังไปถึงไหนสักที

ต่อมาก็เป็นทีของอารยา เจ้าของนามปากกา ‘รวีรัมภา’

หญิงสาวอายุราวสี่สิบปีบอกกับเพื่อนๆ นักเขียนที่นั่งล้อมวงว่า ที่หล่อนมาเขียนนิยายเพราะเริ่มจากการเป็นนักอ่าน

พ่อและแม่ของเธอมีห้องสมุดขนาดใหญ่อยู่ที่บ้าน อารยาในวัยเด็กจึงได้รับการปลูกฝังให้เป็นคนรักการอ่านมาตั้งแต่นั้น แต่เมื่ออ่านมากเข้าๆ ก็เลยนึกอยากลองเขียนดูบ้าง และก็พบว่าการเขียนนั้นเป็นทางที่ตัวเองถนัด จากนั้นจึงยึดอาชีพนักเขียน ควบคู่กับไปกับกิจการร้านขายดอกไม้ของตัวเองเรื่อยมา

จากนั้นนักเขียนหลายคนก็ผลัดเปลี่ยนกันมาแบ่งปันประสบการณ์ในการเขียนไปเรื่อยๆ มาจนถึงแพรรภัส

เสกวสันต์ซึ่งนั่งฟังอย่างเพลิดเพลินจึงขยับอิริยาบถของตัวเอง ตั้งใจจะฟังในสิ่งที่หญิงสาวกำลังจะเล่า

ของแพรวนะคะ เริ่มจากตอนที่เป็นเด็กหญิงสาวเริ่มต้นด้วยคำพูดนี้ก่อนที่จะเล่าต่อไปว่าตัวเองก็คงจะเหมือนกันอารยา ตรงที่ทั้งพ่อและแม่สนับสนุนให้อ่าน

เว้นว่างจากการทำการบ้านและการทบทวนแบบเรียน พ่อมักจะส่งหนังสือแนววรรณกรรมเยาวชนให้เธออ่านอย่างสม่ำเสมอ ไม่ว่าจะเป็นนิทานชุด บ้านเล็กในป่าใหญ่ ต้นส้มแสนรัก เจ้าชายน้อย รวมไปถึงวรรณกรรมแปลสุดโด่งดังอย่าง แฮร์รี่ พอตเตอร์

แต่พอถูกรุ่นพี่นักเขียนชายคนหนึ่งซึ่งนั่งล้อมวงอยู่ด้วยนั้นถามว่าทำไมถึงเลือกเขียนนิยายรัก แทนที่จะเป็นพวกวรรณกรรมเยาวชนอย่างที่ได้อ่านมา หญิงสาวก็บอกว่า

คงเพราะแพรวได้รับความรักจากพ่อและแม่ รวมถึงพี่ชายอย่างสม่ำเสมอมั้งคะ หญิงสาวหยุดพูดนิดหนึ่ง ด้วยรู้สึกเหมือนมีบางอย่างจุกอยู่บริเวณหน้าอก และเริ่มมีน้ำตาคลอหน่วย จากนั้นก็พูดต่อ

แพรวเลยอยากถ่ายทอดความรักให้กับคนอ่านด้วย ไม่ใช่แค่ความรักของหนุ่มสาวนะคะที่แพรวอยากเล่า แต่แพรวอยากให้นิยายของแพรวมีความรักของครอบครัว ของเพื่อน และของคนที่อยู่ร่วมกันด้วยน่ะคะ

ทันทีที่หญิงสาวพูดจบ เสียงหัวเราะจากกองเชียร์ของ เบญจกัลยาณีก็ดังขึ้น พร้อมๆ กับเสียงแหวะเบาๆ จากหม่อมหลวงวรรณวนิดา

เสกวสันต์หันไปมองกลุ่มนักอ่าน ส่งสายตาปรามที่อ่านออกได้ว่า ถ้าไม่หยุดรบกวนบรรยากาศของกิจกรรม จะเชิญไปนั่งข้างนอกแล้วนะ

นักเขียนคนอื่นๆ ที่นั่งล้อมวงปรบมือให้หญิงสาว ทันทีที่เธอพูดจบ

จากนั้นบรรณาธิการสาวใหญ่ก็กล่าวเชิญนักเขียนคนสุดท้ายขึ้นพูด

หม่อมหลวงวรรณวนิดา หรือ เบญจกัลยาณีได้รับเสียงโห่ร้องชื่นชมจากกองเชียร์ที่นั่งอยู่บริเวณริมห้องอย่างกึกก้อง ในขณะที่ผู้ซึ่งนั่งล้อมวงอยู่ มีคนปรบมือให้การต้อนรับเธอเสียงดังเปาะแปะเพียง ๓-๔ คน อย่างไม่เต็มใจ

นักเขียนสาวใหญ่ไม่ใส่ใจกับนักเขียนที่นั่งล้อมรอบตนเองอยู่มากนัก  หล่อนคิดเสมอว่าการที่ตัวเองมายืนอยู่จุดนี้ได้ ก็เพราะความสามารถล้วนๆ ดังนั้น จึงไม่จำเป็นต้องมีเพื่อนฝูงในวงการ

ดิฉันเขียนหนังสือ ก็เพราะต้องการเงินและชื่อเสียง หม่อมหลวงเจ้าของนามปากกา เบญจกัลยาณีเอ่ยขึ้นเป็นประโยคแรก และทั้งห้องก็พากันเงียบเสียงลง

ดิฉันจะไม่พูดอย่างคนโลกสวยนะคะ แต่จะถ่ายทอดความคิดและความสามารถที่ตัวเองมีอย่างที่นักเขียนมืออาชีพทุกคนพึงจะมี นักเขียนสาวใหญ่พูดต่อ

คงไม่มีใครปฏิเสธว่าที่อยากมาเขียนนั้นก็เพราะอยากได้เงิน… จริงอยู่ บางคนอยากเขียนเพื่อความฝัน บางคนแค่อยากหาที่ระบาย ที่แสดงออก แต่ก็มีหลายคนที่เขียนเพราะต้องการเงินหล่อนย้ำ

จากนั้นจึงกล่าวต่อ ครอบครัวดิฉันไม่ใช่เศรษฐีมั่งมีที่จะเลี้ยงให้ลูกอย่างเทวดานางฟ้า พ่อและแม่เป็นเพียงข้าราชการจนๆ ถึงพ่อจะมียศมีศักดิ์เป็นถึงหม่อมราชวงศ์ แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าเราจะรวย… กว่าจะมีเงินมาซื้อหนังสืออ่านสักเล่ม พวกท่านต้องคิดแล้วคิดอีก… ระหว่างหนังสือดีๆ กับอาหารที่ทำให้อิ่มท้อง พวกคุณคงรู้สินะว่าพ่อและแม่ของดิฉันจะเลือกอะไร

จากนั้นหม่อมหลวงนักเขียนก็เล่าถึงความเป็นมาในการเขียนหนังสือ ตลอดจนเส้นทางที่ล้มลุกคลุกคลานของตัวเองเรื่อยมา จนกระทั่งมีวันนี้ วันที่หล่อนก้าวมายืนบนจุดสูงสุดของอาชีพ

เข้าใจแล้วใช่ไหมคะ ถ้าอยากจะเป็นเบอร์หนึ่ง ต้องแน่วแน่และมุ่งมั่น… พวกที่คิดว่าเป็นแค่นักเขียนแล้วจะเพ้อฝันไปวันๆ อย่างดีก็เป็นได้แค่ตัวสำรอง… ไม่ใช่ตัวจริงหรอกค่ะ

หม่อมหลวงวรรณวนิดาพูดจบ แล้วจึงเดินกลับไปยังที่นั่งคงตน

เสียงปรบมืออย่างชื่นชมยังคงดังมาอย่างกึกก้องจากกองเชียร์ที่อยู่ข้างสนาม

ส่วนนักเขียนคนอื่นที่นั่งล้อมวงนั้นทำหน้าเหลอหลา ไม่แน่ใจว่ากำลังถูกหลอกด่าอยู่หรือไม่

แรกเริ่มก็รู้สึกดีกับสิ่งที่นักเขียนใหญ่เล่า ด้วยเพราะไม่เคยรับรู้ความเป็นมาของหล่อนก่อนที่จะมาเป็นนักเขียนชื่อดัง

หากเมื่อสาวใหญ่คนนั้นพูดลงท้าย ในทำนองว่าเหน็บแนมพวกหล่อนและเขา นักเขียนคนอื่นจึงไม่รู้สึกอยากจะยินดียินร้ายเท่าไรนัก

มีเพียงแพรรภัสที่ปรบมือให้สองสามที ก่อนที่จะลดมือลงด้วยท่าทีเก้อเขิน เพราะไม่มีใครที่นั่งล้อมวง ปรบมือให้สักคน

หญิงสาวเข้าใจในสิ่งที่หม่อมหลวงวรรณวนิดาพูด ถ้าไม่นับในส่วนที่แขวะคนอื่น ที่เหลือก็ฟังดูเข้าที

ไม่ใช่ทุกคนที่เกิดมาพร้อม

ไม่ใช่ทุกคนที่เกิดมาแล้วได้เดินตามความฝัน หรือแม้กระทั่งจะได้รับอนุญาตให้มีความฝันในวัยเด็ก

แต่เธอเชื่อว่าทุกคนมีสิทธิ์เลือก มีสิทธิ์เดินตามเส้นทางของตัวเองในวันที่เติบโตขึ้น ในวันที่หารายได้เลี้ยงดูตัวเองได้แล้ว

อาชีพนักเขียนไม่ได้สร้างรายได้มากมายเป็นกอบเป็นกำ หากผลงานของคุณนั้นยังไม่ได้รับความชื่นชอบจากนักอ่าน

บางคนไม่เคยมีพื้นที่แสดงผลงานในนิตยสาร ไม่ว่าจะตอนที่นิตยสารรุ่งเรืองจนถึงวันที่สื่อสิ่งพิมพ์ล่มสลาย จึงเลือกเขียนลงทางเว็บไซต์หรือทำเป็นหนังสือดิจิทัลอย่างอีบุ๊กเพื่อให้คนอ่านแทน

และนั่นไม่ได้หมายความว่าผลงานเหล่านั้นไม่มีคุณภาพ… หญิงสาวคิด… เพียงแต่นักเขียนเหล่านั้นยังไม่ได้รับโอกาสที่จะได้พัฒนาฝีมือตัวเองอย่างจริงๆ จังๆ เท่านั้นเอง

หญิงสาวมักจะบอกนักเขียนรุ่นน้องที่เข้ามาถามบ่อยๆ ว่า ทำอย่างไรจึงจะประสบความสำเร็จได้เหมือนกับหล่อน สิ่งหนึ่งที่แพรรภัสตอบกับนักเขียนรุ่นน้องเหล่านั้นไปเสมอคือ  

ต้องใจเย็นๆ และหมั่นฝึกปรือฝีมือของตัวเองก่อนนะคะ อย่าเพิ่งใจร้อนเผยแพร่นิยายออกไป ถ้ายังไม่ได้ตรวจทาน ถึงจะไม่มีบรรณาธิการช่วยดูแล ก็ลองให้เพื่อนๆ หรือคนในครอบครัวลองอ่านก่อน… ที่สำคัญ เราต้องเคารพความรู้สึกตัวเอง เคารพคนอ่าน ถ้าอยากให้คนอ่านจดจำเราในรูปแบบไหน เราก็นำเสนอผลงานเราออกไปแบบนั้น

‘อยากให้คนอ่านคิดว่าเราเป็นนักเขียนดราม่า ก็เขียนดราม่า เขียนให้คนอ่านอ่านแล้วน้ำตาร่วงให้ได้

‘หรืออยากให้คนอ่านคิดว่าเราเป็นนักเขียนนิยายแนวอีโรติกวาบหวาม เราก็เขียนอีโรติกวาบหวาม

เขียนแบบไหน คนอ่านเขาก็จะจดจำเราแบบนั้น

นั่นคือสิ่งที่แพรรภัสคิด และบอกน้องๆ นักเขียนรุ่นใหม่ไปอย่างสม่ำเสมอ

และแม้ว่าสิ่งที่เธอคิด อาจจะไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้องทั้งหมด… แต่มันก็หล่อหลอมให้ตนกลายมาเป็นแพรราตรีนักเขียนนิยายรักที่ได้รับความนิยมในกลุ่มคนอ่านมากที่สุดคนหนึ่งในขณะนี้

กิจกรรมในบ้ายวันนั้นจบลงด้วยการพูดปิดท้ายของเสกวสันต์ ชายหนุ่มขอบคุณนักเขียนทุกคนที่ร่วมแบ่งปันประสบการณ์ในวันนี้ ก่อนจะปล่อยให้ทุกคนไปพักผ่อนตามอัธยาศัย ใครอยากเล่นน้ำหรือไปนอนอ่านหนังสือ นอนอาบแดด ก็แล้วแต่ใจตน และนัดหมายให้มาพบกันที่รถบัสในเวลาหกโมงเย็น เพื่อที่จะพาไปรับประทานอาหารเย็นที่ร้านอาหารริมทะเลแห่งหนึ่งที่ให้ผู้ช่วยสาวของเขาจองเอาไว้

Don`t copy text!