นิยาย (รัก) ไม่มีตอนจบ บทที่ 24 : แฟนคลับที่… (รัก)

นิยาย (รัก) ไม่มีตอนจบ บทที่ 24 : แฟนคลับที่… (รัก)

โดย : กานต์

นิยาย (รัก) ไม่มีตอนจบ โดย กานต์ เรื่องราววุ่นๆ ในแวดวงนักเขียนผ่านตัวละครสำคัญอย่างแพรรภัส นักเขียนสาวที่ชีวิตจริงไม่ได้สดใสเช่นนิยายที่เขียน เธอต้องหนักแน่นและมุ่งมั่นแค่ไหน เพื่อให้นิยายรักเรื่องล่าสุดจบลงอย่างสวยงาม ช่วยนักเขียนสาวลุ้นกันกับ นิยายออนไลน์ ที่น่าติดตามอีกเรื่อง ซึ่ง อ่านเอา อยากให้คุณได้ อ่านออนไลน์

………………………………………….​​

 

สองชั่วโมงก่อนหน้านั้น

ทันทีที่นั่งลงบนเก้าอี้ไม้ที่ตั้งรายล้อมโต๊ะอาหารทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า ซึ่งตั้งอยู่บริเวณชั้นสองของอาคารรูปทรงบ้านขนมปังขิงสีฟ้าของร้านอาหารแห่งนั้น หม่อมหลวงวรรณวนิดาและหม่อมหลวงวาวยุวดีผู้เป็นน้องสาว ก็ทำหน้าตาบอกบุญไม่รับ จนบรวัตรและเหล่าบรรดาแฟนคลับนักอ่านซึ่งขอติดตามมาด้วย ต้องรีบเอ่ยทัก

เป็นอะไรไปคะคุณวรรณ หน้าตาดูไม่สบายเลย

กิตติ หรือ ‘คิตตี้’ นักอ่านผู้ซึ่งอยากเป็นนักเขียน และใช้เวลานับสิบปีติดตาม เบญจกัลยาณีจนได้เลื่อนฐานะเป็นคนสนิท รีบเอ่ยทักอย่างร้อนใจ

หม่อมหลวงวรรณวนิดาไม่ตอบ หากผู้เป็นน้องสาวซึ่งนั่งอยู่ด้านข้างรีบเอ่ยออกมาแทนอย่างคนรู้งาน

จะอะไรเสียอีกล่ะคะน้องๆ ก็เมื่อตะกี้น่ะสิคะ ตอนที่คุณพี่ไปบอกนายเสกวสันต์นั่นว่าพวกเราจะขอนั่งแยกโต๊ะ เราก็นึกว่านายนั่นจะรีบคะยั้นคะยอให้พวกเรารวมถึงน้องๆ ไปนั่งด้วยกัน นี่อาไร้ พอพี่วรรณบอกปุ๊บ นายนั่นรีบเซย์เยสปั๊บ ราวกับอยากจะรีบขับไล่ไสส่งพวกเราทันเลยล่ะค่ะ

แหม เธอก็พูดเกินไปยัยวาวหม่อมหลวงผู้เป็นพี่แกล้งทำทีเป็นต่อว่าน้องสาว ก่อนที่จะหันไปสบตากัน

ต่อหน้าคนพวกนี้ นักเขียนสาวใหญ่ไม่อยากจะแสดงท่าทางอะไรมาก เพราะต้องสร้างภาพลักษณ์ให้ตัวเองดูดีอยู่เสมอ โดยเฉพาะกับบรวัตร

วรรณวนิดารู้ดีว่าบรรณาธิการของหล่อนนั้น ยังไม่ได้จงรักภักดีแบบเดนตายถวายหัวอย่างที่ควรจะเป็น นั่นอาจเพราะหล่อนไม่เคยให้เงินส่วนแบ่งแก่เขา ในการที่จะเอาบทประพันธ์ไปเสนอขายให้กับผู้จัดละครเลย

วรรณวนิดาคิดเสมอว่าบทประพันธ์ทุกเรื่องของ เบญจกัลยาณีนั้นดีเหนือใคร ดีจนผู้จัดละครเหล่านั้นต่างหากที่จะต้องเป็นฝ่ายติดต่อมาหาเอง แล้วจะใช้ให้บรวัตรเอาบทประพันธ์ดีเลิศแบบนี้ไปเร่เสนอขายให้เสียเกียรติตัวเองทำไม

คิดว่าหล่อนไม่รู้หรือว่าเขารับเงินแม่นักเขียนพวกนั้น… พวกกระจอก!

อีกอย่าง นักเขียนสาวใหญ่ไม่เคยมองเห็นหัวเขา ในเมื่อคิดว่าตัวเองเก่งที่สุด เขียนได้ดีที่สุด แล้วคนที่มีตำแหน่งเป็นบรรณาธิการอย่างบรวัตรล่ะ เคยเขียนนิยายได้สักเรื่องหรือเปล่า จะมีปัญญาอะไรมาวิพากษ์วิจารณ์หรือโต้แย้งในสิ่งที่หล่อนเขียนลงไป

หากหม่อมหลวงนักเขียนก็เลือกที่จะร้อยบรรณาธิการหนุ่มไว้ใช้งาน เพราะรู้ดีว่าคนที่ทะเยอทะยานและเห็นแก่เงินเหนือสิ่งอื่นใดอย่างบรวัตรนั้น เก็บไว้เป็นอาวุธข้างตัว ดีกว่าปล่อยให้เป็นหอกข้างแคร่คอยทิ่มแทงใจ

งูเห่าเลี้ยงไม่เชื่องฉันใด บรวัตรก็ไว้ใจไม่ได้ฉันนั้น หม่อมหลวงวรรณวนิดาจึงเลือกที่จะแสดงละครตบตาเขา เพื่อไม่ให้เขารู้ว่าแท้จริงแล้วนั้นหล่อนคิดอย่างไรกันแน่

ไม่เกินไปหรอกค่ะคุณพี่… น้องบอลลี่ก็เห็น จริงไหมคะหม่อมหลวงวาวยุวดีซึ่งมองเห็นแววตาของพี่สาวก็รู้ทัน รีบทำทีเป็นเอ่ยถาม จนบรวัตรผู้ซึ่งไม่รู้อิโหน่อิเหน่ต้องรีบเอ่ยตามน้ำ

เอ่อ… หนูไม่ทันเห็นน่ะค่ะ บรรณาธิการหนุ่มตอบอึกอัก

นายเสกวสันต์อะไรนั่น คงอยากให้คุณพี่มานั่งไกลๆ ตัวเองจะได้มีเวลาไปดูแลแม่นักเขียนเบอร์สองคนนั้นเยอะๆ น่ะสิผู้เป็นน้องสาวเห็นว่าบรรณาธิการหนุ่มไม่ได้พูดเออออตามน้ำ จึงพยายามพูดเพื่อให้พี่สาวของตนแลดูเป็นผู้ถูกกระทำและพยายามสร้างเรื่องใส่ร้ายแพรรภัสต่อ

อะไรกันคะ อย่าบอกนะว่าลูกชายเจ้าของสำนักพิมพ์กับแม่นั่นจะมีอะไรกันในกอไผ่?นักอ่านสาวอีกคนซึ่งนั่งฟังอยู่นานรีบถาม

อู้ย คุณเฟื่องฟ้าไม่รู้อะไร ฟังคิตตี้นะคะ คิดตี้ไปสืบมาแล้วค่ะว่ายัยนักเขียนเบอร์สองนั่นกำลังคบหาดูใจกับลูกชายเจ้าของสำนักพิมพ์ยังไงล่ะค้ากิตติรีบเอ่ยสนับสนุนคำพูดของหม่อมหลวงวาวยุวดี

ว้าย กะจะดังทางลัดเลยสิคะเนี่ยนักอ่านที่ชื่อเฟื่องฟ้าและคนอื่นๆ พูดออกมาแทบจะพร้อมกัน

บรวัตรผู้ซึ่งพยายามทำตัวเป็นแม่พระรีบเอ่ยไม่ขนาดนั้นมั้งค่ะพี่ๆ คุณเสกวสันต์กับคุณแพรรภัสเธอ….หากไม่ทันจะพูดจบประโยค เสียงของเขาก็ถูกแทรกขึ้นทันควัน

หยุดนะน้องบอลลี่เสียงแหลมปี๊ดของหม่อมหลวงวรรณวนิดาแหวขึ้นอย่างลืมตัว ลืมไปแล้วหรือคะ ถ้าอยู่ต่อหน้าดิฉัน ห้ามเอ่ยชื่อแม่นั่น

กฎของ เบญจกัลยาณีคือห้ามเอ่ยชื่อของ แพรราตรีหรือ แพรรภัส ให้หล่อนได้ยิน ถ้าจะพูดถึง ให้เรียกว่า นักเขียนเบอร์สองหรือไม่ก็ แม่นั่นเป็นอันเข้าใจ

หล่อนเกลียดแพรรภัส เกลียดจนไม่อยากจะเห็นหน้า เลยพาลมาเกลียดแม้กระทั่งการที่จะได้ยินชื่อเลยด้วยซ้ำ ดังนั้น ใครที่อยากเป็นพวกหล่อน อยากอยู่ใกล้ๆ หล่อน ต้องเกลียด แม่นั่นด้วย

ห้ามพูดถึง ห้ามชื่นชม และห้ามแม้กระทั่งจะอ่านนิยายของมัน ไม่เช่นนั้นหล่อนจะเฉดหัวคนผู้นั้นไปให้ไกล

บรวัตรซึ่งแม้จะรู้ในกฎข้อนี้ดีแต่เผลอไผล จึงรีบแก้ตัวพัลวัน ว้าย ขอโทษค่ะคุณวรรณขา หนูเผลอตัวไป

สำหรับเขา ในฐานะที่เป็นบรรณาธิการของสำนักพิมพ์ ถึงแม้จะไม่ได้ดูแลและไม่ได้ทำงานร่วมกันกับ แพรราตรีหรือแพรรภัส หากเขาไม่เคยมองว่าหญิงสาวเป็นศัตรู เขามองเห็นผู้หญิงคนนั้นเป็นแค่นักเขียนชื่อดังคนหนึ่ง ผู้ซึ่งเขายังไม่มีโอกาสได้ตักตวงหารายได้จากหล่อนก็เท่านั้น

แต่ไม่เป็นไร ไม่ใช่วันนี้ก็อาจจะมีวันหน้า แล้วจะรีบสร้างศัตรูให้โง่ไปทำไม

คือหนูแค่จะบอกว่า หนูไม่เห็นว่าสองคนนั้นเขาจะมีอะไรกุ๊กกิ๊กกันเลยนะคะ คุยกันยังแทบจะไม่ค่อยคุย อีกอย่างหนูว่า นักเขียนเบอร์สองอะไรนั่น เขาก็ดังของเขาอยู่แล้ว การเป็นแฟนลูกชายเจ้าของสำนักพิมพ์ ไม่เห็นจะทำให้ดีเด่ขึ้นตรงไหนบรวัตรเอ่ยอย่างที่ใจคิด

แหมๆ พี่บอลลี่นี่โลกสวยจังนะคะกิตติเหน็บแนมเป็นแฟนกับลูกชายเจ้าของสำนักพิมพ์อาจจะไม่ทำให้แม่นั่นดังขึ้น แต่วันหนึ่งนางอาจจะหาทางเขี่ยคุณวรรณออกไปจากสำนักพิมพ์ เพื่อที่ตัวเองจะขึ้นเป็นเบอร์หนึ่งก็ได้นี่ค่ะ ใครจะรู้

บรวัตรได้ยินดังนั้นจึงไม่โต้เถียงอะไรอีก ทำปากขมุบขมิบคิดในใจ อยากจะด่ากิตติว่า อีกะเทยจิตใจสกปรกแต่ไม่เอาดีกว่า เพราะกลัวฝีปากของอีกฝ่าย และคงไม่เหมาะที่จะทำต่อหน้านักเขียนใหญ่

เอาเป็นว่าเขารับรู้และจะจดจำไว้ว่า คนพวกนี้พูดจาด้วยเหตุผลไม่ได้ อยากจะฟังแต่คำตอหลดตอแหลที่อวยอวดกันเอง และด่าทอคนอื่นด้วยใจที่อคติเท่านั้น

เมื่อคิดได้เช่นนั้น เขาก็ตอบสั้นๆ ตรงข้ามกับที่ใจคิด

อาจจะจริงอย่างที่น้องคิตตี้ว่าก็ได้ค่ะ

จากนั้นหม่อมหลวงวรรณวนิดาและสมาชิกร่วมโต๊ะก็ลงมือรับประทานอาหาร ที่ต่างคนต่างสั่งตามที่ตัวเองอยากรับประทาน โดยไม่ได้เกรงใจคนจ่ายเงินเลยแม้แต่นิด

บรวัตรได้แต่มองคนเหล่านั้นกินอย่างเอร็ดอร่อยแล้วนึกก่นด่าอยู่ในใจ

ปลิง!

ไม่หรอก เขาไม่ได้รักบริษัทถึงกับจะเห็นใครมาดูดเลือดดูดเนื้อ หรือมาฉกฉวยโอกาสไม่ได้หรอก เพียงแต่เขาคิดว่า ถ้าบริษัทจะต้องเสียเงินให้ใครฟรีๆ สู้เสียให้เขาคนเดียวจะดีกว่า จะเสียให้ไอ้อีขี้ครอกพวกนี้ไปทำไม!

 

ผ่านไปร่วมสองชั่วโมง หลังจากรับประทานอาหารเสร็จ กิตติซึ่งขอตัวลงไปเข้าห้องน้ำจึงได้พบกับใกล้รุ่ง ประชาสัมพันธ์สาว บริเวณสวนหน้าห้องน้ำ ทั้งสองจึงยืนคุยกันอยู่พักหนึ่ง

ใกล้รุ่งกับกิตติรู้จักกันมานาน หากไม่ได้สนิทสนมนัก ด้วยเพราะเป็นแฟนคลับของ เบญจกัลยาณีและอยากเป็นนักเขียนด้วยกันทั้งคู่ ก่อนที่ใกล้รุ่งจะมาสมัครงานที่บริษัทเพลินอักษราด้วยซ้ำ

ที่จริงแล้ว ใกล้รุ่งนั้นชอบอ่านนิยายมาก เมื่ออ่านแล้วหญิงสาวจึงรู้สึกอยากลองเขียนนิยายอยู่หลายหน หากไม่เคยมีครั้งไหนทำสำเร็จ การที่หล่อนมาสมัครงานที่บริษัทเพลินอักษราแห่งนี้ ก็หวังจะได้คลุกคลีกับคนที่ทำงานด้านหนังสือนิยาย และหวังว่าตนเองจะมีโอกาสได้เขียนกับเขาบ้าง หรืออย่างน้อยได้ทำงานในกองบรรณาธิการก็ยังดี

หนุ่มสาวทั้งสองยืนคุยแลกเปลี่ยนเรื่องราวที่ได้รู้มาซึ่งกันและกันอย่างออกรส เอาเข้าจริง ก็มีแต่เรื่องใส่สีตีไข่ที่ต่างฝ่ายต่างบรรจงเสริมแต่งขึ้นมาเพื่อให้มีอรรถรสเท่านั้น เนื้อหาที่คุยกันจึงไม่มีอะไรที่เป็นความจริงเลยแม้แต่นิด

หากเมื่อยืนคุยกันสักพัก ฝ่ายชายซึ่งมองเห็นแพรรภัสเดินชมสวนมาแต่ไกล ก็รีบกระซิบบอกฝ่ายหญิงให้รู้ตัว

จากนั้น เขาก็รีบเดินจากไป โดยยังลอบมองหญิงสาวอยู่ด้วยสายตาไม่เป็นมิตร และพอได้ยินเสียงของใกล้รุ่งซึ่งอุทานอย่างไม่สมจริงเอาเสียเลยว่า อุ๊ย คุณแพรว ขอโทษค่ะ รุ่งไม่ทันเห็นอยู่ไกลๆ

กิตติยิ้มเยาะอยู่ในความมืด ข้อมูลที่ใกล้รุ่งเพิ่งบอกกับเขา ว่าเห็นแพรรภัสและเสกวสันต์นั่งคุยกันบนชิงช้าริมชายหาดเมื่อตอนเย็นนั้น ตอกย้ำในสิ่งที่เขาคิดได้เป็นอย่างดี ว่าแล้วชายหนุ่มก็รีบเดินเพื่อที่จะได้รีบกลับไปที่โต๊ะ และไปใส่สีตีไข่ในสิ่งที่เพิ่งรู้กับนักเขียนคนโปรดของตน

Don`t copy text!