นิยาย (รัก) ไม่มีตอนจบ บทที่ 26 : โจทก์เก่าผู้ไม่น่า…(รัก)

นิยาย (รัก) ไม่มีตอนจบ บทที่ 26 : โจทก์เก่าผู้ไม่น่า…(รัก)

โดย : กานต์

นิยาย (รัก) ไม่มีตอนจบ โดย กานต์ เรื่องราววุ่นๆ ในแวดวงนักเขียนผ่านตัวละครสำคัญอย่างแพรรภัส นักเขียนสาวที่ชีวิตจริงไม่ได้สดใสเช่นนิยายที่เขียน เธอต้องหนักแน่นและมุ่งมั่นแค่ไหน เพื่อให้นิยายรักเรื่องล่าสุดจบลงอย่างสวยงาม ช่วยนักเขียนสาวลุ้นกันกับ นิยายออนไลน์ ที่น่าติดตามอีกเรื่อง ซึ่ง อ่านเอา อยากให้คุณได้ อ่านออนไลน์

………………………………………….​​

 

กิจกรรมเวิร์กชอปของเสกวสันต์จะเริ่มขึ้นตอนเก้าโมงเช้า

ขณะนี้เวลาแปดโมงสี่สิบ ชายหนุ่มไม่ได้มีท่าทางอ่อนเพลียเลยแม้แต่นิด ทั้งๆ ที่นอนดึกมาก ผิดกันน้องสาวของเขาและแพรรภัส ซึ่งมีท่าทีอิดโรยราวกับคนอดนอน

ทันทีที่พบกันในขณะรับประทานอาหารเช้า เสกวสันต์ถามจนแน่ใจว่าหญิงสาวทั้งสองไม่ได้เป็นอะไร โดยได้รับคำตอบเพียงว่า “เพราะเมื่อคืนนอนดึกกว่าปกติและสาวๆ เขาต้องตื่นเช้ามาแต่งตัวแต่งหน้าให้สวยๆ ย่ะ” จากน้องสาว จากนั้นเขาจึงมานั่งดื่มกาแฟรอคณะนักเขียนที่จะเข้าร่วมกิจกรรมในวันนี้ ในห้องซึ่งทางโรงแรมจัดไว้ให้

สิริฉัตร อารยา และจิตรตรี เป็นสามคนแรกที่เดินเข้ามา เหล่านักเขียนสาวใหญ่เอ่ยทักชายหนุ่มอย่างเป็นกันเอง

“น้องซันนี่หน้าตาสดใสแต่เช้าเลยนะคะ เมื่อคืนมีอะไรดีๆ ที่พี่ไม่รู้หรือเปล่าเนี่ย” สิริฉัตรเอ่ยแซวชายหนุ่มซึ่งหล่อนเห็นเขามาตั้งแต่ยังเด็ก ด้วยเพราะตนเองรู้จักกับแม่ของเขา ผู้ซึ่งเป็นผู้ก่อตั้งบริษัทเพลินอักษราและสำนักพิมพ์ลำนำอักษราที่หล่อนสังกัดอยู่มานานกว่า 20 ปี

ชายหนุ่มซึ่งอยู่ในชุดเสื้อโปโลสีฟ้าน้ำทะเลและกางเกงขาสั้นสีขาว ตอบรับอย่างเป็นกันเอง ด้วยเสียงนุ่มทุ้มน่าฟัง “ไม่มีอะไรหรอกครับพี่ฉัตร เมื่อคืนผมออกไปดื่มมากับเพื่อนนิดหน่อย กลับมาถึงห้องหลับเป็นตาย ไม่ได้นอนหลับสนิทแบบนี้มานานแล้วน่ะครับ ตื่นมาเลยหน้าตาสดใสหน่อย”

ชายหนุ่มเรียกนักเขียนสาววัยกลางคนว่า ‘พี่’ แม้อายุจะห่างกันร่วม 15 ปี ตามที่ฝ่ายนั้นยื่นคำขาดตั้งแต่เมื่อตอนที่เขาโตเป็นหนุ่ม ‘ถ้าเรียกว่าน้า พี่ฉัตรจะไม่คุยด้วย’ จากนั้นเหล่านักเขียนสาวใหญ่อีกสองคนอื่นที่เหลือ จึงขอให้ทั้งเสกวสันต์และวันวัสสานเรียกพวกหล่อนว่าพี่ อย่างเสมอภาคเท่าเทียมกัน

“แปลกคนจริงๆ ค่ะ เขามีแต่เมาแล้วตื่นมาจะมึนหัว เพราะมีอาการที่เรียกว่าอะไรนะคะ แฮ้งโอเวอร์ใช่ไหมนะน้องยา” ประโยคหลังหล่อนหันไปทางอารยา ซึ่งเพื่อนนักเขียนของหล่อนก็ผงกหัวเป็นการตอบว่าหล่อนพูดถูกแล้ว

ชายหนุ่มหัวเราะให้กับความช่างคุยของนักเขียนทั้งสามคนก่อนทั้งสามจะเดินไปจับจองที่นั่งแล้วปักหลักคุยกันอย่างสนุกสนาน

เมื่อไม่ได้มีใครชวนคุยอีก เสกวสันต์จึงนั่งรอเงียบๆ ระหว่างให้นักเขียนคนอื่นๆ เข้ามานั่งในห้องกิจกรรม

จากนั้นไม่นาน กลุ่มบรรณาธิการอย่างกรรณา ชลนารี บรวัตร รวมถึงทีมงานอย่าง กิ่งกานดา ใกล้รุ่ง พิจิตรา และทีมงานที่มาด้วย ก็ตามมาสมทบ

แพรรภัสซึ่งเดินคุยอย่างสนิทสนมกับวันวัสสาน เข้าห้องมาเป็นคู่ท้ายๆ ก่อนที่จะถึงเวลานัด

ผ่านไปสักพัก ชายหนุ่มเหลือบมองนาฬิกา เก้าโมงสิบห้านาทีแล้ว หากยังปราศจากวี่แววของหม่อมหลวงวรรณวนิดา รวมถึงน้องสาวและผู้ติดตามของหล่อน จึงร้องบอกให้บรวัตรลองโทร.หานักเขียนรุ่นใหญ่

บรวัตรหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมากดเบอร์ไปยังโทรศัพท์มือถือของหม่อมหลวงนักเขียน เพียงเพื่อจะได้รับคำตอบว่า วันนี้นักเขียนใหญ่ขอตัวไม่เข้าร่วมกิจกรรม เพราะหล่อนออกไปดูหลานสาวซึ่งเป็นดาราถ่ายทำละครแถวเขาตะเกียบตั้งแต่ช่วงเช้า คงกลับมาไม่ทัน

อีกอย่างหม่อมหลวงวรรณวนิดายังพูดด้วยน้ำเสียงเหยียดๆ อีกว่า ‘เบื่อ กิจกรรมไร้สาระ ดิฉันไม่อยากจะเกลือกกลั้วกับพวกคนละระดับ’ หากแต่บรวัตรเลือกที่จะไม่ถ่ายทอดข้อความส่วนหลังนี้ให้กับเจ้านายได้รับรู้ เพราะไม่เป็นผลดีต่อนักเขียนที่เขาเป็นคนดูแล

เมื่อบรรณาธิการวางหูโทรศัพท์แล้วหันมาบอกกับชายหนุ่ม เสกวสันต์ต้องถามซ้ำกับบรวัตรอีกครั้งอย่างไม่แน่ใจในหูตนเอง ว่าหม่อมหลวงวรรณวนิดาซึ่งเป็นผู้ใหญ่จะเหลวไหลผิดนัด ทั้งๆ ที่นัดหมายกันไว้อย่างดิบดีแล้วจริงๆ หรือ

หากเมื่อบรรณาธิการหนุ่มได้แต่ก้มหน้างุด ไม่อธิบายอะไรต่อ ชายหนุ่มซึ่งเริ่มจะหงุดหงิดจึงตั้งสติ ทำใจให้สงบ และตัดสินใจเริ่มต้นกิจกรรมในทันที โดยเสกวสันต์ประกาศให้นักเขียนแบ่งออกเป็นกลุ่มตามบรรณาธิการที่ทำร่วมกัน

แพรรภัสลุกขึ้นไปนั่งรวมกับนักเขียนชายหญิงอีก 7 คน และทีมบรรณาธิการของหล่อนทางหลังห้องซึ่งชลนารีนั่งอยู่ ส่วนบรวัตรนั้นนั่งกับแก๊งสามสาวนักเขียน และนักเขียนชายอีก 4 คน รวมเป็น 7 คน และทีมบรรณาธิการของตัวเองที่มาด้วยตรงกลางห้อง ส่วนกรรณาซึ่งเป็นบรรณาธิการใหญ่ ดูแลนักเขียนที่เหลืออีก 4 คน แทนบรรณาธิการของพวกเขาที่เพิ่งจะลาไปคลอดบุตร โดยเรียกนักเขียนเหล่านั้นมานั่งตรงกลางห้องเช่นกัน หากขยับไปอีกฝั่งหนึ่งของผนังเพื่อไม่ให้เสียงรบกวนกลุ่มของบรวัตร

ในกลุ่มของแพรรภัส ชลนารีเป็นฝ่ายเริ่มพูดก่อน “เอาละค่ะ วันนี้เราจะมาช่วยตบพล็อตกัน ใครมีอะไรที่ยังไม่ลงตัว หรือมีความคืบหน้าเกี่ยวกับพล็อตและต้นฉบับ มาคุยกันได้เลยนะคะ”

แพรรภัสเป็นคนแรก หล่อนบอกว่าพล็อตของตัวเองนั้นสมบูรณ์แล้ว สถานที่จริงหล่อนก็มีโอกาสไปมาแล้ว แม้จะเป็นแค่ระยะเวลาสั้นๆ แต่หล่อนมั่นใจว่าจะถ่ายทอดนิยายที่มีบรรยากาศ ฉาก และวัฒนธรรมของเมืองหลวงพระบางออกมาได้เป็นอย่างดี จนเพื่อนนักเขียนรุ่นพี่คนหนึ่งรีบแซวว่า

“แบบนี้ก็ดีเลยสิคะน้องแพรว พี่ได้ยินว่าคู่แข่งของน้องแพรวเธอยังไม่เคยไปหลวงพระบางเลยสักครั้ง เคยได้ยินเธอคุยกับน้องบอลลี่ว่าชอบไปเที่ยวประเทศไกลๆ ในแถบยุโรปมากกว่า”

แพรรภัสได้ยินก็แค่ยิ้มรับ ไม่ได้ตอบหรือออกความเห็นใดๆ

หล่อนชอบหลวงพระบาง ไม่เคยเปรียบเทียบว่าประเทศไหนดีกว่ากัน และไม่เคยคิดว่าหม่อมหลวงวรรณวนิดา หรือ ‘เบญจกัลยาณี’ เป็นคู่แข่งด้วยซ้ำ

หล่อนคิดว่าโชคดีด้วยซ้ำที่ได้รับโจทก์ให้เขียนถึงหลวงพระบาง เพราะหญิงสาวเขียนนิยายเรื่อง ‘ดอกรักบานกลางดวงจำปา’ เอาไว้ก่อนหน้าแล้ว ในวันที่หล่อนได้ไปเยือนก็ด้วยเพราะประทับใจจนอยากเขียนถึง และเพราะ… อยากบันทึกความทรงจำดีๆ ที่เกิดขึ้นที่นั่น ระหว่างหล่อนกับผู้ชายหน้าคร้ามคมที่ได้พบ ซึ่งเป็นคนเดียวกับผู้ชายคนที่นั่งจดอะไรขยุกขยิกอยู่ที่โต๊ะทางด้านหน้าของห้องอยู่ในขณะนี้

การทำเวิร์กชอปจบลงในตอนเที่ยงตรง กรรณาพูดปิดกิจกรรมและขอบคุณทุกคนที่นำเอาความคืบหน้าของงานมาบอกกล่าว

อันที่จริง ในการทำงานปกติ กรรณารู้ดีว่านักเขียนเหล่านี้เป็นมืออาชีพกันอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องให้บรรณาธิการมาคอยตบพล็อตหรือทวงต้นฉบับ หากโปรเจกต์ครั้งนี้เป็นงานใหญ่ที่มีนักเขียนหลายคนทำงานร่วมกัน ดังนั้นการควบคุม ‘เวลา’ เพื่อให้นักเขียนทั้ง 20 คนเขียนเสร็จในระยะเวลาไล่เลี่ยกันนั้น จึงเป็นเรื่องสำคัญ

เพราะอีกไม่นานก็จะถึงงานมหกรรมหนังสือแห่งชาติที่จัดทุกปีในช่วงเดือนตุลาคมแล้ว และสำนักพิมพ์ก็จะมีการออกบูธในงานนั้นเพื่อจำหน่ายหนังสือและให้นักเขียนได้มีโอกาสพบปะแจกลายเซ็นกับผู้อ่าน ซึ่งพวกเธอและทีมงานส่วนต่างๆ ของสำนักพิมพ์ จะต้องวุ่นกับการผลิตหนังสือนิยายของนักเขียนหลายคน ที่เตรียมต้นฉบับเอาไว้แล้วก่อนหน้านี้ ให้พิมพ์เสร็จทันจำหน่ายภายในงานใหญ่ดังกล่าว

จากนั้น ประมาณช่วงเดือนธันวาคม ก็จะเป็นกำหนดการส่งผลงานนิยายในโปรเจกต์ ‘หลากรักใต้ฟ้าอาเซียน’ ของนักเขียนทั้ง 20 คน  โดยจะส่งประมาณ 80 เปอร์เซ็นต์ หรือทั้งหมดก็ได้ เพื่อที่บรรณาธิการจะได้ลงมือทำงาน

สำหรับคนที่ส่งต้นฉบับให้บรรณาธิการตรวจสอบได้จนจบทั้งเรื่องแล้ว ก็จะมีการแก้ไขหรือปรึกษาในหัวข้อที่บรรณาธิการรู้สึกขัดแย้งหรืออยากจะแนะนำ และเมื่อจบในส่วนต้นฉบับแล้ว จึงจะส่งต่อให้ทีมพิสูจน์อักษร แล้วต่อด้วยทีมจัดหน้าหรือที่เรียกว่าทีมจัดอาร์ตเวิร์กเนื้อใน

ในขณะที่ทีมกราฟิกซึ่งมีหน้าที่ออกแบบปก ก็จะทำงานควบคู่กันไป และสิ้นสุดที่การพิมพ์หนังสือออกมาเป็นเล่มเพื่อวางจำหน่ายในงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ซึ่งเป็นงานใหญ่อีกงานที่จัดในช่วงเดือนมีนาคมปีหน้า รวมระยะเวลาของโปรเจกต์นี้ก็ครบ 1 ปีพอดี

มื้อกลางวันของชาวคณะบริษัทเพลินอักษรา เป็นมื้อง่ายๆ ที่ร้านส้มตำแห่งหนึ่งใจกลางเมืองหัวหิน ซึ่งมีเอกลักษณ์พิเศษอย่างหนึ่ง คือจะเสิร์ฟส้มตำมาในครกไม้อันเล็กๆ

ทันทีที่เดินไปถึงร้าน กลิ่นไก่ย่างหอมฉุยลอยมาเตะจมูกวันวัสสานเข้าอย่างจัง จนเด็กสาวต้องตะโกนบอกพิจิตรา ซึ่งรับหน้าที่ดูแลเรื่องอาหารการกินเสียงดังลั่น “เอาไก่ย่างเยอะๆ เลยนะพี่ตา!”

ชาวคณะ 30 กว่าชีวิตนั่งลงยังที่นั่งซึ่งทางร้านเตรียมไว้ให้ตามที่พิจิตราได้โทร.มาจองเอาไว้ตั้งแต่เมื่อวาน หากเมื่อยังไม่ทันนั่งลงเรียบร้อยกันดี เสกวสันต์ก็มองไปเห็นคนกลุ่มหนึ่งซึ่งนั่งอยู่ไม่ไกล

เป็นหม่อมหลวงวรรณวนิดาและกลุ่มแฟนคลับที่หล่อนพามาด้วยนั่นเอง

ชายหนุ่มเห็นหญิงสาวอีกคนซึ่งเขาคุ้นหน้า แต่แน่ใจว่าไม่ได้อยู่ในกลุ่มเดียวกับเมื่อวาน จึงได้แต่คิดสงสัย และความสงสัยก็อยู่กับชายหนุ่มไม่นาน เมื่อหม่อมหลวงวรรณวนิดา พร้อมด้วยหม่อมหลวงวาวยุวดีและหญิงสาวคนนั้นลุกเดินมาหาเขาถึงที่โต๊ะ

“อุ๊ย บังเอิญจังเลยค่ะคุณเสกวสันต์” หม่อมหลวงนักเขียนผู้ไม่เคยเรียกเขาด้วยชื่อเล่นอย่างสนิทสนมเหมือนคนอื่น เป็นฝ่ายเข้ามาทักก่อน

“ขออภัยด้วยนะคะ ที่ดิฉันไม่ได้เข้าร่วมกิจกรรมเมื่อเช้านี้ พอดีน้องชมพู หลานสาวน่ะค่ะ เป็นนางเอกละคร เธอมาถ่ายทำละครที่หัวหินเหมือนกัน น้องๆ นักอ่านที่มาด้วยเลยอยากขอไปดูกองถ่าย ครั้นจะให้น้องๆ ไปกันเอง ก็เกรงว่าจะไม่ได้รับความสะดวก พอดีดิฉันสนิทกับคุณหนูดีผู้จัดละคร เลยโทรไปขออนุญาต แล้วเป็นคนพาน้องๆ นักอ่านไปด้วยตัวเองน่ะค่ะ”

ชายหนุ่มลุกขึ้นยืนเพื่อให้เกียรติผู้สูงวัยกว่า และตอบว่า “ไม่เป็นไรครับ” ขณะที่สายตามองเลยไปยังหญิงสาวคนที่ถูกพูดถึง

หม่อมหลวงวาวยุวดีซึ่งยังไม่ได้พูดอะไร เห็นดังนั้นจึงปรี่เข้ามาราวกับรอจังหวะนี้มานาน “นี่น้องพราวชมพูค่ะ ส่วนนี่ก็คุณเสกวสันต์ค่ะลูก ทำความรู้จักกันไว้สิคะ” ผู้เป็นแม่รีบจัดแจงแนะนำคนทั้งสองให้รู้จักกัน

เสกวสันต์ทักทายพราวชมพูตามมารยาท หากนึกออกขึ้นมาในบัดดล ว่าเคยพบหญิงสาวมาแล้วครั้งหนึ่ง

“อ๋อ ผมนึกออกแล้ว คุณชมพูที่เราเคยเจอกันในร้านอาหารอิตาเลียนใช่ไหมครับ” ชายหนุ่มพูดออกมาหลังจากที่ทบทวนความทรงจำ ถึงวันที่หญิงสาวเดินเข้ามาทักกับภีมถึงที่โต๊ะอาหารของพวกเขา

“แหม คุณเสกวสันต์นี่ความจำแม่นจังเลยนะคะ ใช่ค่ะเราเคยเจอกัน แต่ตอนนั้นชมพูไม่ทราบว่าคุณเป็นใคร ไม่อย่างนั้นจะได้แนะนำตัวว่าเป็นหลานของคุณป้าวรรณแล้วละค่ะ” หญิงสาวเอ่ยตอบเสียงหวานอย่างมีจริตจะก้าน

วันวัสสานซึ่งนั่งถัดไปจากเสกวสันต์ ได้ยินเข้าอย่างนั้นจึงรู้สึกหมั่นไส้ ทำปากขมุบขมิบราวกับพยายามจะพูดเลียนแบบดาราสาวที่ยืนค้ำหัวเธออยู่ จนแพรรภัสซึ่งนั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม อดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมา

“มีอะไรตลกไม่ทราบ” ดาราสาวจ้องมองทางแพรรภัสแล้วถามเสียงกระด้าง ขัดกับภาพลักษณ์อ่อนหวานเวลาออกโทรทัศน์

นักเขียนสาวตกใจ ไม่คิดว่าจะถูกเข้าใจผิด จึงหยุดหัวเราะทันที แต่จะให้บอกความจริงว่ากำลังหัวเราะที่วันวัสสานทำท่าตลกขบขันเลียนแบบดาราสาวก็พูดไม่ได้ จึงได้แต่ตอบไปว่า “เปล่าค่ะ”

พราวชมพูจ้องหญิงสาวตาเขม็ง หล่อนรู้ว่าแพรรภัสเป็นเจ้าของบทประพันธ์เรื่อง ‘อัสดงในลมหนาว’ ที่เธอถ่ายทำละครอยู่ หากไม่ใส่ใจที่จะแนะนำตัวกับนักเขียนสาว ในขณะที่แม่และป้าของหล่อนก็ช่วยกันส่งสายตาอำมหิตไปทางเดียวกันด้วย

โชคดีที่มีคนเข้ามาตีระฆังช่วยเอาไว้ได้ทัน

เป็นกิ่งกานดานั่นเอง หญิงสาวกระแอมเสียงดัง ตั้งใจขัดจังหวะดาราสาวและครอบครัว จากนั้นจึงเอ่ยด้วยเสียงที่บรรจงแต่งอย่างสุภาพ บอกว่าพนักงานเสิร์ฟของร้านจะยกอาหารมาเสิร์ฟแล้ว ขอความกรุณาคนที่ยืนขวาง ช่วยหลีกทางให้กับพวกเขาด้วย

เลขานุการสาวเน้นคำว่า ‘คนที่ยืนขวาง’ มากเป็นพิเศษ

หม่อมหลวงวรรณวนิดาทำสีหน้าไม่พอใจ และเอ่ยขอตัวกลับไปนั่งที่โต๊ะตนเองทันที หากหม่อมหลวงผู้เป็นน้องสาวและพราวชมพู ยังคงปักหลักอยู่ตรงนั้นอีกชั่วขณะ ทำสีหน้าราวกับจะกินเลือดกินเนื้อใส่เลขานุการของคิมหันต์อย่างไม่ลดละ

และเสกวสันต์ก็พลันนึกออกในนาทีนั้น

‘โจทก์เก่าของอาเหมนี่เอง’ ชายหนุ่มคิดไปถึงใบหน้าหล่อเหลาของหนุ่มใหญ่วัยกลางคนของเหมันต์ผู้เป็นอา

เมื่อพบกับพราวชมพูคราวก่อน เสกวสันต์นึกอยู่นานว่าทำไมจึงคุ้นหน้าหญิงสาวนัก และเมื่อวานตอนที่ได้พบหม่อมหลวงวาวยุวดี เขาก็รู้สึกคุ้นตา แต่พอทั้งสองคนมายืนอยู่ด้วยกันแล้ว ชายหนุ่มจึงรู้สึกคุ้นมากขึ้นเข้าไปอีก

ที่แท้สองแม่ลูกนี้ ก็คือคนที่เคยมาวุ่นวายอยู่กับอาของเขา

เมื่อตอนที่เสกวสันต์ยังเป็นเด็กวัยรุ่น ตอนนั้นหม่อมหลวงวาวยุวดีมักจะพยายามนัดพบหรือคอยมาดักเจอเหมันต์ที่บริษัทให้เขาเห็นอยู่บ่อยๆ หากเมื่อชายหนุ่มโตขึ้น สองแม่ลูกนี่ก็เริ่มจะหายหน้าหายตาไป ครั้งสุดท้ายที่เขาจำได้ คือช่วงก่อนหน้าที่เขาจะเดินไปนิวยอร์กไม่กี่สัปดาห์ นั่นก็เมื่อประมาณ 6 ปีที่แล้ว

วันนั้น กิ่งกานดาและหม่อมหลวงวาวยุวดีมีปากเสียงกันที่หน้าลิฟต์บริเวณชั้นหนึ่งของบริษัทเพลินอักษรา ชายหนุ่มซึ่งเพิ่งเสร็จธุระจากการแวะมาส่งของให้อา เปิดประตูลิฟต์ออกมาทันได้ยินเสียงของผู้หญิงวัยกลางคนคนหนึ่งกำลังทะเลาะกับเลขานุการของพ่ออยู่

‘ฉันไม่เชื่อว่าพี่เหมจะไม่อยู่ หล่อนอย่ามาหลอกกันให้ยาก แล้วจะว่าไป…หล่อนเป็นเลขาของคุณเหมรึก็ไม่ใช่ มันกงการอะไรที่จะมาห้ามฉัน หรือว่าหวงพี่เหม กะจะเก็บเอาไว้กินเอง’

เสียงของหม่อมหลวงวาวยุวดีดังขึ้นในห้วงคำนึงของชายหนุ่ม

เขายังจำได้อีกว่า กิ่งกานดาโต้ตอบไปด้วยประโยคที่เผ็ดร้อนไม่แพ้กัน ‘ดิฉันยังไม่หิว ไม่จำเป็นต้องเก็บอะไรไว้กิน’ จากนั้นก็ทำหน้าเฉยเมยใส่ ขณะที่ยืนมองยามรักษาความปลอดภัยสองคน ที่เข้ามาเชิญตัวหญิงวัยกลางคนร่างอวบอยู่ในชุดสีดำปักเลื่อมแวววาว และลูกสาววัยรุ่นของหล่อนออกไป ตามคำสั่งของหล่อนที่สั่งให้ประชาสัมพันธ์ที่ทำงานอยู่ในขณะนั้น โทร.ไปสั่งการ

จากนั้นเลขานุการสาวก็หันมาอธิบายชายหนุ่มที่กำลังยืนทำหน้าสงสัย ‘ไม่มีอะไรหรอกค่ะคุณซันนี่ แค่พวกที่พยายามจะมาวอแวกับคุณเหมันต์น่ะค่ะ’ แล้วหล่อนก็กดลิฟต์แล้วเดินเข้าประตูไป ปล่อยให้หม่อมหลวงคู่กรณีส่งเสียงกรีดร้องขณะโดนกึ่งเชิญกึ่งลากออกไปยังบริเวณลานจอดรถของบริษัท

เหตุการณ์ในวันนั้นคล้ายๆ กับวันนี้ ต่างกันตรงที่คู่กรณีทั้งสองฝ่ายเลือกที่จะห้ำหั่นกันด้วยสายตาแทน และหลังจากที่จ้องหน้ากันอยู่สักพัก สองแม่ลูกจึงบอกลาเสกวสันต์แล้วสะบัดหน้าเดินหันกลับไปยังโต๊ะของพวกตน

ข้างฝ่ายกิ่งกานดาที่ยังคงทำสีหน้าเรียบเฉย เอ่ยบอกพนักงานเสิร์ฟสามคนซึ่งยืนถือถาดอาหารอยู่ด้วยเสียงที่ราบเรียบพอกับสีหน้า “เสิร์ฟได้เลยค่ะ จานที่ไม่ใส่พริกวางตรงนี้นะคะ” หล่อนชี้มาตรงหน้าเสกวสันต์

ชายหนุ่มผู้ซึ่งกำลังอยู่ในห้วงคำนึงและกำลังตกใจเงยหน้าขึ้น กล่าวขอบคุณ จากนั้นก็หันไปมองสองคนแม่ลูกที่เพิ่งเดินจากไป ในใจพยายามคิดว่าสองคนนั้นกับกิ่งกานดามีปัญหาอะไรกัน แล้วมันไปเกี่ยวกับอาเหมันต์ของเขาได้อย่างไร…

ชายหนุ่มนึก ‘เดี๋ยวถ้ากลับถึงบ้านเมื่อไหร่ จะจับอาเหมมาคาดคั้นให้ได้ความ!’

หากสายตาของเสกวสันต์ที่จ้องมองหญิงสาวที่เพิ่งเดินจากไป ทำให้แพรรภัสซึ่งนั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามเริ่มทำสีหน้าไม่พอใจ

วันวัสสานที่นั่งอยู่ข้างพี่ชาย พยายามเอาเท้าเขี่ยผู้เป็นพี่ เพื่อส่งสัญญาณว่าหญิงสาวที่นั่งอยู่ตรงข้ามทำท่าจะไม่พอใจที่เห็นเขาคุยกับผู้หญิงอื่นด้วยท่าทีสนิทสนม แถมผู้หญิงคนนั้นยังเป็นดาราที่ท่าทางร้ายกาจขัดกับบุคลิกในจอโทรทัศน์เสียอีกด้วย

หากพี่ชายผู้ซึ่งไม่เคยจะเข้าใจในสิ่งที่น้องสาวพยายามบอก หันมาเอ็ดน้องสาวอย่างไม่จริงจังนัก “นี่ยัยเรนนี่ เหยียบเท้าพี่ทำไมตั้งสองหนสามหน แล้วนั่นตาเป็นอะไร กะพริบอยู่นั่นละ อะไรเข้าตาหรือเปล่า ไหนให้พี่ดูหน่อยสิ” ไม่พูดเปล่า คนเป็นพี่ทำท่าจะเอามือถ่างตาน้องสาวดูด้วย

“โอ๊ย ไม่มีอะไรเข้าตาหนูหรอก” เด็กสาวอ่อนใจพยายามเบี่ยงตัวออก “พี่ซันนี่นี่ไม่ได้เรื่องจริงจริ๊ง เหนื่อยจะพูดละ”

“อ้าว อะไรว้า เหนื่อยอะไร ไม่ได้เรื่องอะไร พี่ไม่เห็นเข้าใจ” พี่ชายของหล่อนยกมือขึ้นเกาศีรษะ

“ช่างเถอะ แล้วจะกินกันได้หรือยัง หนูหิว” ผู้เป็นน้องสาวเลือกที่จะเปลี่ยนหัวข้อสนทนา

ข้างฝ่ายนักเขียนสาว พอรู้ตัวว่าถูกวันวัสสานจับความรู้สึกได้ ก็รีบทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้ ก้มหน้าก้มตากินอาหารซึ่งอยู่ตรงหน้าของตน

เหตุการณ์ปะทะกันที่เพิ่งเกิดขึ้นระหว่างหม่อมหลวงวรรณวนิดาและครอบครัวกับกิ่งกานดา ตกอยู่ในสายตาของแก๊งสามสาวนักเขียนโดยตลอด พวกหล่อนหันหน้ากระซิบกระซาบกันอย่างออกรส รู้สึกสะใจที่เลขานุการสาวจัดการอริของพวกหล่อนได้

“แซ่บแบบไม่ต้องใส่พริกเลยนะคะเนี่ย” จิตรตรีเอ่ยกับเพื่อนสาว จากนั้นพวกหล่อนก็ลงมือรับประทานส้มตำกันอย่างเอร็ดอร่อย ราวกับว่าได้รับประทานออเดิร์ฟชั้นดีมาก่อนหน้านี้ก็ไม่ปาน

Don`t copy text!